เมื่อวันพฤหัสที่สามที่ผ่านมา

มหาลัยผมจัดงานวันไหว้ครู งดคาบเรียนภาคเช้าทั้งหมด

วันพุธชุมนุมวรรณศิลป์ ธรรมศาสตร์จัดงานแรกพบ เนื่องด้วยหน้าที่ประธาน ต้องไปต้อนรับน้องๆ กลับมาที่หอจึงเหนื่อยสะบัดมาก แถมตอนกลางคืนก็นั่งแต่งฟิคถึงตีหนึ่ง เลยขอใช้เวลาไหว้ครูที่งดคาบเรียนนอนชาร์ทพลังหน่อย

อาจารย์คงไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง เพราะตอนปี 1 ก็ไปมาแล้ว ได้ถ่ายรูปกับ อ.ปริญญา (อาจารย์ใส่แว่นตัวผอมๆ ที่ออกทีวีบ่อยๆ) แล้วก็ อ.กำชัย (คณบดีคณะนิติศา่สตร์ในคณะนั้น เป็นนักกฎหมายสายอังกฤษที่ปากจัดพอๆ กับเจ้าของประเทศ) ด้วยล่ะ ตอนนั้น

เช้าวันพฤหัสของผมเลยหมดไปกับการนอนๆๆๆ ตื่นขึ้นมาอีกที 10 โมง งานเขาเลิกหมดแล้ว

13.30 ไปเรียนวิชากฏหมายครอบครัวชดเชยคาบเช้าที่หยุดไป

ก่อนเรียน "ชวอร" (ชะ วะ ออน) เพื่อนหญิงคนสนิทๆๆๆๆ ของผม กวักมือเรียก หน้าตามีความสุข บอกว่ามีอะไรให้ดู

มันยื่นมือถือมาให้ ตอนแรกไอ้เราก็นึกว่ามันคงโชว์คลิปหรืออะไรอุบาืทว์แน่ๆ แต่พอเห็นรูป


อ๊ะ ผมบรอนด์!

เออะ ตาสีฟ้า!!!

อุ ผมทรงสงครามโลก!!

แอ๊ แล้ว ชุดครุย!!!!!!!!




กรี๊ดดด นี่มันอาจารย์ชาวเยอรมันที่เป็น Legal Idol ของกูนี่หว่า!! กรี๊ดดดดด (Legal Idol = ศัพท์บัญญัติใหม่ของไอ้โซ แปลว่านักกฏหมายที่เป็นไอดอลของนักเรียนกฏหมาย ปานประหนึ่งโสเครติสที่เป็นไอดอลของนักเรียนปรัชญา (หรือเปล่า?) )

แล้ว "ชวอร" ก็เริ่มพล่ามๆๆๆ ต่อไปว่า ไปขอถ่ายรูปยังไง ไม่มีใครขออาจารย์ถ่ายรูปเพราะเป็นฝรั่ง (และท่าทางที่ดูเหมือนทหารสมัยสงครามโลกของแก ก็ทำให้เด็กขยาดด้วย..) แล้วแบบว่า บลาๆๆๆๆๆๆ (เอาเป็นว่าเลี่ยนๆ และเยาะเย้ยเต็มที่)  "ชวอร" ยังให้การต่อด้วยว่า ตอนเห็น อ. แกเดินหัวทองเข้ามาแล้วมันก็ตบตักฉา่ดว่า "พลาดแล้ว ไอ้โซเอ๊ย วะฮ่าๆๆๆ"

เล่าเสร็จ ไอ้โซก็ตะโดนเสียงดัง..

"เซ็ทซึโบชิต้า!! เค้า!! อยาก!! ตายยยยยยยย!! สิ้นหวังกับคนเยอรมันแล้วเว้ยยยย!!!!!! $$^%$#$$! < คำหยาบ"



แล้วโซก็วิ่งออกจากห้องไป พร้อมด้วยสายตาของคนครึ่งห้องเรียนว่า อีนี่มันประสาทแดกมาจากไหน

ความรู้สึกของผมตอนนั้นคือ "อ๊ากกกกกกก กรูพลาดสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตวัยรุ่นอายุ 21 ปีไปอีกแล้วววววว!!" ที่บอกว่าอีกแล้ว... เพราะมี incident เรื่องทริปปั่นจักรยานที่ผมพลาดไปอย่างไม่น่าให้อภัยด้วย...

"ชวอร" ยังทำร้ายผมต่อ เพราะถือไพ่เหนือกว่า ได้ทีก็ขี่แพะไล่ จะเถียงเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้น

(เหตุการณ์จำลอง)


โซ - เหอะ เดี๋ยวขอไปถ่ายรูปเป็นศิริมงคลก่อนไปญี่ปุ่นก็ได้วะ ถ้าได้ทุน
ชวอร - แต่ตรูได้ถ่ายตอน อ. ใส่ชุดครุยอย่างหรูนะเฟ้ย แบร้
โซ - ...................... (T_T กรี๊ดดด)

แล้วผมก็เรียนหนังสือต่อด้วยความโหวงเหวง และเสียงเหยยหยัน จากกลุ่มเพื่อนว่าเป็นผลกรรมแห่งการไม่เคารพครูบาอาจารย์ นินทาอาจารย์ และบลาๆๆ ตอนสามโมงครึ่งก็ต้องไปเรียนคลาส อ.เยอรมันท่านนั้น (ให้ไอ้เพื่อนที่นั่งข้างๆ เยาะเย้ยต่ออีก)

ผิดไปแล้วครับ.........

จากนี้ไป... จะไม่โดดงานไหว้ครูแล้วครับ.............

T_T

เสียดาย... โคดเสียดายเลยอ่ะ...................

ผมน่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กน้อยมากกว่านี้น่า............


ป.ล. เวลาได้ไหว้ ให้ดอกไม้ หรือขอถ่ายรูปกับอาจารย์ที่ปลื้มๆ เพราะผลงานทางวิชาการของท่านๆ นี่รู้สึกดีมากๆ เลยครับ เมื่อปีที่แล้ว คณะจัดงานไหว้ครูเฉพาะคณะ โชคดีได้ให้ดอกไม้ อ.สอนวิชาหนี้ที่เคารพมาก แฮปปี้ไปทั้งวันเลย
ป.ล.2 ดีนะที่ อ. ญี่ปุ่น คู่บุญกับอ.เยอรมันไม่มาด้วยอีกคน ไม่งั้นจะเฟลหนักกว่านี้
ป.ล.3 ปีหน้ายังมีใช่ไหม... T_T

Republican Nostalgia

ตอนที่ 2 แมวขโมยปลา

      โจเซฟป้ายน้ำยาย้อมผมสีเขียวก้อนสุดท้ายลงบนเส้นผม เธอใช้หวีพลาสติกเกลี่ยสีเขียวทับสีชมพูเดิมจนสนิท เมื่อเย็นตอนนั่งกินแฮมเบอร์เกอร์กันอยู่ แซลลี่เพื่อนรักท้าให้เธอเปลี่ยนสีผมเป็นสีเขียวสะท้อนแสงไปทรมานใจอาจารย์ ตกเย็นเธอก็เลี้ยวเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อยาย้อมผม แต่สีที่มีก็ยังไม่เขียวแป๊ดถูกใจเธอ
       โต๊ะเครื่องแป้งของโจเซฟเต็มไปด้วยตุ๊กตาเซรามิครูปเจ้าหญิงเจ้าชาย บ้านตุ๊กตารูปปราสาท ที่มุมห้องนึงเป็นโต๊ะเขียนหนังสือของเธอ งานอดิเรกของโจเซฟีนคือการเขียนหนังสือภาพ และตัวละครหลักของเรื่องเกือบทุกเรื่องของเธอคือเจ้าชายและเจ้าหญิงรูปงาม
       โจเซฟได้นิสัยศิลปินมาจากพ่อและแม่ของเธอ พ่อของเธอเป็นนักแสดงละครใบ้ตระเวณอยู่ตามจตุรัสและสวนสาธารณะ ส่วนแม่ก็เป็นช่างตัดชุดแฟนซีมาก่อนแต่ตอนนี้ผันตัวเองมาตัดชุดให้พ่อ
       “องค์หญิงโจเซฟีน กินข้าวได้แล้วจ้า” คุณนายแดนตั้นตะโกนขึ้นมาจากชั้นบน เธอเรียกว่าโจเซฟองค์หญิงเสมอ
       “มาร์ซี่! กินข้าวได้แล้ว!” แม่เรียกน้องชายของโจโซฟที่เล่นเกมอยู่ในห้องนอนพ่อกับแม่
       “เลิกเรียกผมเหมือนชื่อผู้หญิงอย่างนั้นสักทีสิแม่! บอกว่าให้เรียกว่าแม็กซ์ไงเล่า!” น้องชายอายุ 13 ของโจเซฟมีชื่อหลายชื่อ มาซี่คือชื่อที่บ้าน แมกซ์คือชื่อที่โรงเรียน ส่วนแมกซิมิเลี่ยนคือชื่อเต็มในทะเบียนบ้าน   
       “ทำไมอ่ะ ทีโจเซฟีนแม่ยังเรียกว่าโจเซฟได้เลย”
       “ก็ชื่อพี่มันเข้ากว่านี่!”
       โจเซฟเก็บหวีใส่กระบอกรูปม้าอัศวินลงมาชั้นล่าง ตอนนี้พ่อยังไม่กลับบ้านเหมือนเมื่อวาน ช่วงนี้พ่อกลับบ้านดึกเกือบทุกวัน นับตั้งแต่เกิดเรื่อง   
       “วันนี้มีอะไรกินแม่?” โจเซฟถาม ทำจมูกฟุดฟิด กริยาที่น้องชายของเธอเห็นว่าน่ารังเกียจ
       “เนื้อแฮมเบอร์เกอร์จ้า” แม่ส่งจานข้าวกับเนื้อแฮมเบอร์เกอร์รูปหัวใจ กับชามสลัดหลากสีให้
       “น่าร้าก!” โจเซฟอุทาน คุณนายแดนตั้นยิ้มกริ่ม
       “เงียบๆ หน่อย ดูข่าวอยู่” มาซี่จุ๊ปาก
        การปฏิวัติเป็นความผิดพลาด พวกตระกูลฟีเดลพรากราชวงศ์ไปจากพวกเรา เมื่อแปดสิบปีที่แล้วสมัยที่พระเจ้ามหาราชยังอยู่ ประเทศของเราเ คยสงบสุข ผู้คนสามัคคีกัน ไม่แก่งแย่งชิงดีเพราะเราต่างจงรักภักดีต่อองค์ราชาของพวกเรา แต่ตระกูลฟีเดิลทำให้บ้านเมืองแตกแยกเป็นเสี่ยง ข้าวยากหมากแพง ไม่เคยรับฟังประชาชน! เพราะฉะนั้น พี่น้องพี่น้อง! เราจึงต้องนำความสง่างามและความภาคภูมิใจของเรากลับคืนมา!
        ในทีวี ชายชราคนนึงพูดปลุกระดม ผู้คนนับพันเฮลั่นเมื่อเขากล่าวปราศัยจบ กล่าวสรรเสริญและส่งเสียงตะโกนไล่ประธานาธิบดีจอร์จ ฟีเดล
         ทรงพระเจริญ! ฟีเดลออกไป!
         “แก่จะเข้าโลงอยู่แล้ว ยังมาพูดเรื่องสมัยมีราชวงศ์อยู่ได้” มาร์ซี่ทำแก้มตุ่ย
         “หยาบคายนะเรา พูดจาดีๆ หน่อยสิ” คุณนายแดนตั้นเตือนลูกชาย แต่เด็กชายก็ไม่เงียบปาก
         "ก็ม๊อบพวกนี้มันน่าเบื่อนี่นา ผมไปโรงเรียนสายเพราะพวกมันนี่แหละ”
         “ไปโรงเรียนสายนิดเดียว กับชาติล่มจมจะเอาอย่างไหน!”  
         “เคเบิลมีช่องให้ดูตั้งเยอะแยะ มานั่งดูแต่ข่าวการเมืองอยู่ได้ น่าเบื่อ!” โจเซฟกดรีโมทเปลี่ยนช่องเป็นละครก่อนเกิดสงครามกลางครัว
         “อย่าเปลี่ยนเดะ!” แมกซ์ประท้วง เตรียมจะหยิบรีโมทคือ แต่เจอโจเซฟตีมือเข้าให้
        “ก็เธอบอกเองไม่ใช่เหรอว่าม๊อบน่าเบื่อ ก็เปลี่ยนสิ!”
        “กลับมาแล้น!” เสียงตะโกนอย่างยิ่งใหญ่ดังขึ้นจากหน้าบ้าน คุณแดนตั้นหอบกระเป๋าพะรุงพะรัง หน้าของพ่อยังมีคราบแป้งแต่งหน้าขาวๆ ติดอยู่ คุณแดนตั้นเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม มีหนวดหนาๆ อยู่ใต้จมูก ผิดกับคุณนายแดนตั้นที่เป็นแม่บ้านร่างผอม
        “พ่อ! รองเท้าที่ผมบอกให้ซื้อล่ะ!” แมกซ์ดีใจจนหน้าบานเมื่อเห็นพ่อ รีบลุกกระโดดใส่
        “เดี๋ยวก่อนๆ ขอนั่งกินน้ำกินท่าก่อนสิ” คุณแดนตั้นยิ้มด้วยรอยยิ้มของนักแสดงละครใบ้ก่อนหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเจมส์ บอนด์ “แต้น!” พ่อโชว์รองเท้าติดสปริงค์ยืดกระโดดได้ แม่กับโจเซฟร้องว้าว มาร์ซี่กลับทำหน้าผิดหวังอย่างแรง
         “โถ่ พ่อ ผมอยากได้รองเท้ากีฬาอันใหม่อ่ะ”
         “เอาไอ้นี้ไปก่อนน่า!”
         “แสดงวันนี้เป็นยังไงบ้างคะคุณ” คุณนายแดนตั้นนำอาหารเย็นมาเสริฟให้สามี
         “คนดูเยอะเลยล่ะแม่ อ้อ โจเซฟ คนดูชอบเรื่องที่ลูกแต่งให้ เรื่องเจ้าชายกับมะเขือเทศพูดได้ มากๆ นะ”
         “จริงเหรอคะ! ดีจัง!”
         “ทำไมพ่อไม่เอาเรื่อง “เมื่อคืนฉันนอนไม่หลับเพราะว่าคนข้างบ้านเปิดข่าวการเมืองทั้งคืน” ของผมไปเล่นบ้างล่ะพ่อ”
         “แกจะบ้าเหรอ!  ฉันเป็นหัวหน้าครอบครัวนะเฟ้ย ถ้าฉันโดนจับเข้าสังเตขึ้นมาใครจะหาเงินมาเลี้ยงพวกแกฟะ ...อ๊ะ.. ขอบใจจ๊ะ ฮันนี่” พ่อเปลี่ยนจากสีหน้าจากเดือดดาลเป็นในหนึ่งวินาที “ดาร์ลิ่งจ๊ะ ด้วยช่วยเย็บชุดให้พ่อหน่อยนะ มันขาดอีกแล้ว”
         “เป็นเพราะพ่อกินเยอะไปน่ะสิ”
         “จ๊ะ พ่อจะกินให้น้อยลง เพราะ...จากนี้ไปพ่อก็คงต้องกลับดึกขึ้น...กว่าเดิม.. แล้วพ่อก็ต้องออกทำงานตอนวันเสาร์อาทิตย์..ตอนดึกด้วย”
         “อะไรกัน! พ่อสัญญาแล้วนี่นาว่าคืนวันเสาร์พ่อจะไปดูผมแข่งบอล!”
         “แมกซิมิเลี่ยน!” เมื่อไหร่ที่แม่เรียกชื่อของมาร์ซี่ด้วยชื่อเต็ม นั้นก็แสดงว่าเกิดวิกฤตการณ์แล้ว โจเซฟทำหน้างง ไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ดีๆ พ่อถึงยกเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วทำไมแม่ถึงอารมณ์เสียขนาดนี้
         “ทำไมเหรอคะพ่อ? มีอะไรเหรอคะ?”
         คุณแดนตั้นนิ่งเงียบไม่ตอบอะไร จนเข็มนาฬิกาตีผ่านไปหลายนาที อาหารในจานเริ่มเย็นชืด พ่อถึงยอมเล่าเรื่องทั้งหมด
        “ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วพ่อขอพูดเรื่องคุณยายเลยล่ะกันนะทุกคน...”
สมาชิกในครอบครัวแดนตั้นทุกคนเงียบกริบ แม้แต่แมกซิเมเลี่ยนที่ปกติจะไม่เคยอยู่สุขก็นั่งนิ่งตั้งใจฟังพ่อ
        “วันนี้พ่อไปดูอาการของคุณยายที่โรงพยาบาลมา......” คุณแดนตั้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก  “หมอบอกว่า...อาการของคุณยาย... โอกาสหายยาก... ถึงจะหาย...คุณยายก็..อาจจะเป็นอัมพาตไป”
         ทุกคนได้แต่นั่งนิ่ง ไม่ได้ตกใจกับข่าวร้ายนี้มากไปกว่าเดิมเลย คุณยายล่มลงขณะเดินเล่นเมื่ออาทิตย์ก่อน แล้วหลังจากนั้นคุณยายก็อยู่ในห้อง ICU ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย หมอบอกว่าคุณยายเป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตก จะทำการผ่าตัดก็ไม่ได้เพราะร่างการของคุณยายไม่สามารถทนการผ่าตัดไหว สมาชิกทุกคนในครอบครัวแดนตั้นทำใจไว้ระดับหนึ่งแล้วว่าคุณยายอาจจะจากไปในไม่นาน แต่ทุกคนก็ยังเก็บความหวังเล็กๆ ไว้ในใจ
          “พ่อกับแม่ต้องหาเงินมาจ่ายค่ารักษาคุณยาย... พ่อต้องออกไปแสดงหลายที่ขึ้น จากนี้ไปแม่ก็ต้องเอางานทำที่บ้านด้วย เพราะฉะนั้น โจเซฟ มาร์ซี่ พ่ออยากให้ลูกทั้งสองคนเข้าใจ... ว่าเราอาจจะไม่มีเวลาให้กัน เหมือนเดิมอีก”
           สองพี่น้องเข้าใจที่พ่อพูดทุกอย่าง คุณยายไม่มีญาติคนอื่นคอยดูแลแล้วนอกจากพวกเขา และพวกเขาก็ไม่มีญาติผู้ใหญ่คนอื่นแล้วนอกจากคุณชาย ทุกครั้งที่โจเซฟเดินผ่านห้องที่ว่างเปล่าของคุณยาย น้ำตาของเธอ
           “หนูจะไม่ย้อมผมบ่อยๆ แล้วค่ะ”
           “ผมก็จะไม่ซื้อรองเท้าใหม่แล้ว”
           "ไม่ต้องหรอกน่า! พูดอะไรบ้าๆ!” พ่อตบมือเหมือนเรียกผู้ชม “พวกลูกๆ ใช้ชีวิตตามปกติได้เลย เรื่องเงินให้พวกพ่อๆ แม่ๆ เขาจัดการเถอะ โอเก้? เอาล่ะ มากินข้าวกัน ถ้ามีใครป่วยไปอีก เดี๋ยวคุณยายเสียใจนะ!”
            รอยยิ้มกลับคืนมา ครอบครัวแดนตั้นรับประทานอาหารเย็นอย่างมีความสุขเกือบทุกวัน โจเซฟเล่าเรื่องลูกชายประธานาธิบดีที่ฉีกหน้าเธอในชั้นเรียน (แต่ตอนนี้เธอคิดว่ามันเป็นเรื่องตลกสะใจแล้วล่ะ) แล้วก็เป็นครั้งแรกที่พี่สาวกับน้องชายเห็นพ้องต้องกัน ทั้งคู่ลงความเห็นว่ากาฟรีโล ฟีเดล ก็เป็นพวกไฮโซไฮซ้อไล่เสน่ห์พอๆ กับจอร์จ ฟีเดล ท่านประธานาธิบดีน่ะแหละ
       “เอ๋?” ทันใดนั้น โจเซฟอันไปมองนอกหน้าต่าง
       “มีอะไรเหรอเจ๊โจ?”
       “มีใครดูเราอยู่ข้างนอกบ้านล่ะ”
       “องค์หญิงสัมผัสที่หกมาอีกแล้ว” มาร์ซี่แขวะ โจเซฟมักได้ยินอะไรแปลกๆ เสมอ และทุกครั้งก็จะพ้นแมวหรือหมา
       “กินข้าวเถอะลูก” คุณนายแดนตั้นเดือน
       “ไม่นะคะแม่ มีใครอยู่ข้างนอกรั้วจริงๆ” โจเซฟีนลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้ววิ่งรี่ออกไปหน้าบ้าน ฉวยหยิบไม้คริกเก๊ตที่พ่อเคยใช้แสดงจากที่วางร่มไปด้วย ทั้งแม่ทั้งน้องตะโกนไล่หลัง
       “โจเซฟ! ยาย้อมผมลูกยังไม่แห้งนะ!” แม่ร้อง แต่พ่อกลับหัวเราะเสียงดัง โจเซฟสมเป็นลูกสาวของคุณแดนตั้นจริงๆ!

-----------------------------------------------

       โจเซฟวิ่งตาม “อะไรบางอย่างที่น่าสงสัย” ไปตามถนนหน้าบ้าน เธอมองไปรอบๆ ใช้ประสาทสัมผัสนักกีฬาของเธอ มีคนบางคนกำลังจับตามองบ้านเธออยู่จริงๆ
บางอย่างสั่นยุกยิกอยู่ที่พุ่มไม้ริมทางสี่แยก โจเซฟไม่รอช้า คว้าไม่คริกเก๊ตแล้ววิ่งไปที่นั่นทันดี
       “หยุดนะพวกแก! จะมาขโมยของบ้านฉันเหรอ!” โจเซฟเงื้อไม้เตรียมตีเต็มที่
       “เหวอ!”
       “อ่ะ ว้าก!”
       โจเซฟฟาดไม้เต็มแรก ชายหนุ่มคนนึงที่เดินผ่านมาตรงมุมโค้งพอดีหลบไม้คริกเก๊ตของเธอได้หยุดหวิด โจเซฟถลาไปข้างหน้าเพราะแรงเหวี่ยง ชายหนุ่มรับตัวเธอไว้ไม่ให้หน้าคว้ำจูบพื้น โจเซฟีนเงยหน้ามอง ผมสีทองกับเสื้อโค้ทสีขาวของชายหนุ่ม
        “หวา!! ขอโทษจริงๆ คะ!” โจเซฟหน้าแดงแปร๊ด เพราะเพิ่งมานึงได้ว่าถูกผู้ชายโอบอยู่ แถมเธอยังเกือบฟาดเขาเข้าให้
        ชายหนุ่มผมทองมองหน้าโจเซฟและไม้คริกเก๊ตอย่างงงๆ แน่นอน เข้าสนใจผมสีเขียวปนชมพูของโจเซฟเป็นพิเศษ
         “มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ?”
         “เอ่อ คือว่า....” โจเซฟเริ่มหาเรื่องแก้ตัว ใครจะเชื่อล่ะว่าเธอวิ่งตามอะไรบางอย่างมาเพราะสัมผัสที่หก “มีแมวขโมยปลาย่างมาจากครับที่บ้านฉันน่ะค่ะ!”
         “เหรอ เรื่องมันเป็นยังไงบ้างล่ะ?” เขายิ้ม สนอกสนใจเรื่องราว
         “คือ..... ที่บ้านของฉันอยากลองย่างปลาที่สนาม แต่ว่าพอพ่อเผลอไปหยิบซอสมาทาปลา เจ้าแมวตัวนี้ก็คาบปลาวิ่งหนีมานอกบ้าน ฉันก็เลยวิ่งตามมานี่ล่ะค่ะ”
         “คงเป็นแมวที่ตัวใหญ่น่าดูเลยนะเนี่ย ถึงขนาดหยิบไม้คริกเก๊ตออกมาตีกันเลยเหรอครับ”
         “เอ่อ อันนี้ มันของตกแต่งบ้านอ่ะค่ะ!” โจเซฟกำไม้คริกเก๊ตแน่น เขาไม่เชื่อเรื่องที่เธอพูดเลยนักนิด
         “เอ่อ..หน้าเธอ..มีน้ำสีเขียว..” ชายหนุ่มชี้ที่หน้าตัวเองทำท่าเช็ดให้หญิงสาวดู
         “ว้าก!! “ขอโทษ ขอโทษนะค่า!” หญิงสาวผมเขียวร้องเสียงหลง ยาย้อมผมละลายมาเปื้อนหน้าเธอเต็มไปหมด
         “เอ้านี้” เขายื่นผ้าเช็ดหน้าให้
         “อย่าเลยค่ะ นี่มันยาย้อมผม เช็ดแล้วเดี๋ยวซักไม่ออก” โจเซฟ แต่นั้นก็ทำให้หน้าครึ่งหนึ่งของเธอเป็นสีเขียวโดยที่เธอไม่รู้ตัว “น่ะ..หนาว...” โจเซฟเป่ามือแล้วบ่นพึมพำ เธอใส่แค่ชุดนอนวิ่งออกจากบ้าน
          “ท่าทางจะหนาวนะ ไปดื่มกาแฟกระป๋องกันไหม?” ชายหนุ่มทำท่าจะถอดเสื้อโค้ทให้โจเซฟแต่เธยกมือปฏิเสธก่อน
          “เอ่อ ไม่ต้องรบกวนหรอกค่ะ”
          “ไม่เป็นไรหรอก ผมรอเพื่อนอยู่ กว่าจะมาคงอีกนาน”
          “ไม่เป็นไรค่ะ คือ เดี๋ยวที่บ้านฉันเขาจะเป็นห่วง ขอบคุณมากนะคะ หวังว่าคงจะได้เจอกันอีกนะคะ!” โจเซฟโบกมือวิ่งกลับบ้านไป โดยที่ยังไม่ได้ถามชื่อเขาด้วยซ้ำ
          “นี้...พวกคุณน่ะ..” ชายหนุ่มพูดขึ้นมาเมื่อเห็นโจเซฟวิ่งลับสายตาไป “เป็นหน่วยสืบแนวมืออาชีพซะเปล่า ไม่น่าประมาทกับเด็กผู้หญิงคนเดียวเลยนะครับ” เขาพูดกับพุ่มไม้ สักพัก ชายชุดดำใส่หน้ากากกันแก๊สพิษคนหนึ่งก็ปรากฎตัวออกมาจากพุ่มไม้ อีกสองสามคนปีนลงมาจากต้นไม้ใหญ่
         “ขอประทานโทษด้วยครับ ท่านภีมะ”  ทุกคนทำวันยาหัตถ์ให้ชายหนุ่ม
         “เรียกว่าคุณก็แย่แล้วน่า...”
         “ครับ! คุณภีมะ!”
         “โชคดีนะเนี่ยที่ผมผ่านมาดูพวกคุณทางนี้พอดี พวกคุณอย่าลืมสีว่าถึงแค่จะเป็นเด็กผู้หญิงก็อย่าประมาท ยิ่งเด็กผู้หญิงที่เป็นเชื้อสาย...แล้วล่ะก็ ก็ไม่รู้ว่าเธอจะมีบารมีปาฎิหารย์หรือเปล่า อ้อแล้วก็พวกคุณรายงานท่านประธานาธิบดีได้เลยว่า โจเซฟีน แดนตั้น ภายนอกดูเป็นเด็กผู้หญิงห้าวๆ แต่ก็เป็นคนอ่อนโยน ร่าเริงสนุกสนาน ติดดิน ก็คงเป็นเพราะเธอโตมาอย่างคนธรรมดา”
         “ครับ...ท่าน..คุณ..ภีมะ..เอ่อ..”
         “ไม่ต้องห่วง ผมไม่รายงานท่านประธานาธิบดีหรอกว่าพวกคุณทำงานผิดพลาด”
         “ขะ.. ขอบพระคุณครับ ท่านภีมะ”
         “ผมต้องไปแล้วล่ะ มีนัดดูละครเวทีรอบดึกกับคู่หมั้นแล้วก็...น้องชายน่ะครับ” ชายหนุ่มยิ้มให้กองสอดแนม

-----------------------------------------------

        “คุณกาฟรีโลคะ คิดอย่างไรกับสถานการณ์การชุมนุมประท้วงขับไล่คุณพ่อของคุณ?
        “แล้วเรื่องคดีกล่าวหาว่าคุณพ่อของคุณติดสินบนเจ้าหน้าีที่องค์กรระหว่างประเทศ คุณจะช่วยแก้ต่างให้คุณพ่ออีกหรือเปล่าครับ?
        “คิดอย่างไรที่ฝ่ายผู้ชุมนุมเอาเรื่องราชวงศ์กลับมาเป็นประเด็นคะ?”
        นักข่าวหลายสิบคนกรูเข้าหากาฟรีโลหลังจากละครเวทีจบ กาฟรีโลพยายามเดินหนีไปที่บาร์เครื่องดื่มซึ่งเป็นบริเวณพักผ่อนส่วนตัวของผู้ชมให้เร็วที่สุด แต่ยิ่งวิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ดูจะไม่ถึงสักที เขาอยากตอบใจจะขาดว่าเขารำคาญพวกม็อบแค่ไหน และอยากให้พ่อออกคำสั่งพวกที่เป็นปรปักษ์กับสาธารณรัฐให้รู้แล้วรู้รอด แต่ถ้าพูดอะไรไปตอนนี้ พรุ่งนี้เช้าประโยคของเขาต้องอยู่บนพาดหัวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับแน่ๆ
       “ช่วยถามเรื่องละครได้ไหมครับ? วันนี้ผมมาดูละคร”
       “คุณกาฟรีโลช่วยพูดหน่อยเถอะค่ะ ประชาชนกำลังรอฟังคำตอบจากคุณอยู่นะคะ!”
       “ผมก็เป็นประชาชนคนนึงที่มีสิทธิหาความสุขให้ตัวเองได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐเหมือนกัน! ตอนนี้ผมบอกได้แค่ละครวันนี้สนุกมาก!! เข้าใจนะครับ! ขอบคุณครับ!” กาฟรีโลมาถึงจุดหมายสักที เขากระทืบเท้าตะคอกใส่พวกนักข่าวไม่ไหวหน้า ส่วนพวกกระจอกข่าวทั้งหลายก็ล่าถอยไปทันที
       “ขอมาทินี่ เขย่าด้วย คนด้วย” กาฟรีโลสั่งบาเทนเดอร์ ภีมะรออยู่ข้างๆ พอดี
       “อายุไม่ถึงสิบแปดดื่มแอลกอฮอล์เดี๋ยวก็โดนตำรวจเยาวชนจับไปสถานพินิจหรอก”
       “กฎหมายที่ออกมาแล้วไม่มีสภาพบังคับ เขาไม่เรียกกว่ากฏหมายหรอกครับพี่” กาฟรีโลดื่มมาทินี่รวดเดียวหมดแก้ว ถอนหายใจเสียงดัง คืนนี้เขาเหนื่อยเต็มกลืน “ไม่รู้ว่าพวกนักข่าวจะสนใจทำไม กะอีแค่ลูกประธานาธิบดี”
        “ก็ถ้าไม่ใช่ลูกชายคนสุดท้องของประธานาธิบดีที่วางมาดโตเกินอายุ แถมยังเคยตอกหน้าพวกผู้พิพากษาใหญ่ๆ มาหลายครั้ง เขาก็คงไม่สนใจหรอกนะ” หญิงสาวคนนึงพูดขึ้น เธอมีผมสีดำรวบไว้เป็นหางม้า สวมชุดกิโมโนสีชมพูอ่อนลายดอกเชอร์รี่
         “คุณชิโอริ สวัสดีครับ” ก้มลงจูบมือหญิงสาวในชุดกิโมโน ชิโอริโค้งให้ลูกชายท่านประธานาธิบดี
         “เดี๋ยวชิโอริก็เป็นพี่สะใภ้นายแล้ว จะสุภาพทำไมล่ะ” ภีมะจับมือชิโอริไว้ เธอหัวเราะเบาๆ
         “จริงด้วย ผมลืมไปซะสนิท”
         “ก็พ่อคู่หมั้นตัวดีของฉันแข่งยิงปืนไปทั่วโลก ไม่เคยสนใจจะแต่งงานสักทีน่ะสิ” ชิโอริทำท่าเขกหัวภีมะเบาๆ
         “ฉันก็หาเงินมาซื้อเรือนหอให้เธอไงเล่า”
         “คุณชิโอริ ได้เวลาแสดงแล้วครับ” พนักงานคนหนึ่งส่งสัญญาณให้ทราบว่าถึงเวลาที่ชิโอริจะต้องขึ้นร้องเพลงบนเวทีแล้ว ชิโอริไม่ใช่นักร้องอาชีพแต่ด้วยเสียงของเธอ เธอจึงได้รับเชิญขึ้นเป็นนักร้องในงานสังคมบ่อยครั้ง
        “เดี๋ยวขอไปทำงานก่อนนะ”
        ชิโอริเดินขึ้นเวทีพร้อมกับเสียงปรบมือของผู้ชมและสมาชิกในวงแจ๊ส นักดนตรียกเครื่องเป่า เริ่มต้นเล่นเพลงแรกที่ต้องเล่นในงานสังคมทุกงาน
         เพลงชาติของสาธารณรัฐดังก้อง เครื่องเป่าประสานเสียงเป็นจังหวะเพลงปลุกใจ เพลงนี้แต่งไว้ตั้งแต่วันปฏิวัติตั้งแต่แปดสิบปีที่แล้ว เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงการลุกขึ้นต่อสู้ของประชาชนและการโค่นล้มราชวงศ์ ถึงจะไม่ยิ่งใหญ่เท่า แต่กาฟรีโลก็คิดว่าเพลงชาติของเขาเปรียบได้กับ ลามาร์แซเยส เพลงชาติฝรั่งเศส ท่วงทำนองและเนื้อหานั้นเรียกให้คนสนใจฟังแม้ไม่ได้ชื่นชมอุดมการณ์การเมืองใดๆ
         แต่ตอนนี้กาฟรีโลกลับไม่ได้สนใจเพลงนี้เหมือนอยู่ทุกครั้ง จิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับนักร้อง คู่หมั้นของพี่ชายของเขา
          “วันนี้ พี่เจอโจเซฟีน แดนตั้นด้วย” ภีมะกระซิบ กาฟรีโลตื่นจากภวังค์
          “พี่ไปทำอะไรที่ไหนมา?”
          “พวกหน่วยสอดแนมทำงานได้แย่เหลือเกิน พี่ก็เลยตามไปดู มีแมวขโมยปลาย่างของเธอมาน่ะ เธอเลยวิ่งตามออกมา”
          “หา?”
          “พวกผู้ใหญในรัฐบาลกับกองทัพ ท่าทางจะเห็นด้วยกับแผนการล่ะ”  
          “ทัดทานอะไรไปคงไม่ฟังก็คงไม่ฟังสินะ..... ”
          “อีกไม่นานมันก็จะเริ่มแล้วล่ะ กาฟีลก็รู้หนิ ว่าทำยังไงถึงจะทำเรื่องนี้ได้อย่างถูกกฎหมาย”
          “ยกเลิกกฎหมายสูงสุดของประเทศนี้ แล้วใช้กฎหมายใหม่ซะ....”
          “ใช่...” เพลงชาติเล่นจบแล้ว ภีมะยกแก้วขึ้น แขกทั้งงานตะโกนขึ้นตามเขา

          “เพื่อสาธารณรัฐ!”

 

-------------------------------------

 ชื่อตัวละครเป็นภาษาอังกฤษครับผม (อาจไม่ตรงกับการสะกดจริงๆ)
กาฟรีโล ฟีเดล  - Gavrilo Fiidel (17)
ภีมะ ฟีเดล - Bhima Fiidel (29) ความจริงแล้วภีมะเป็นภาษาสันสกฤษครับ เป็นชื่อของพี่ชายของอรชุน ไม่ใช่ชื่อญี่ปุ่นนะ
โจเซฟีน "โจเซฟ" แดนตั้น - Joséphine "Joseph" Danton (17)
แมกซิมิเลี่ยน "มาร์ซี่" แดนตั้น - Maximilian "Marxy" Danton (13)
ชิโอริ มาโอ - Shiori Moa (24)