งืม ว่าจะไม่เขียน ไม่เขียนๆๆๆๆๆๆๆๆ ถึงหนังเรื่องนี่แล้วนะ แต่สุดท้ายอดไม่ได้เว้ย หนังในดวงใจของผมเลย เพลงเพราะ ภาพสวย เนื้อเรื่องดี พระเอกหล่อ นายเอกสวย นางเอกสวย (อะไรของมัน) เปอร์เฟ็ค!! ผมรู้จักหนังเรื่องนี่จากการแนะนำของน้องสาวชาวอเมริกันที่รักของผมนามเอ็มม่า วันนึง เอ็มม่าไปงานปาร์ตี้ Glam Rock กลับมา เอ็มม่ากะผมไปร้านเช่าวิดีโอแล้วเช่าเรื่องนี่มาดู แล้วเราสองคนก็อึ้ง ทึ้ง เหวอ กับหนังเรื่องนี้ไปเลย วันต่อมาไอ้โซวิ่งแทดๆ ไปร้านขายเทปไปซื้อ Sound Track มาฟังทันที กลับมาเมืองไทยหาดีวีดีมาดูอีก อะไรจะขนาดนั่น มารู้จักหนังเรื่องนี่กันเถอะ



เรื่องราวของ Velvet Goldmine เริ่มต้นเมื่อกลางยุค 80 เมื่ออาเธอร์ สจ๊วต นักข่าวชาวอังกฤษที่ไปทำงานที่นิวยอร์คได้รับงานจาก บ.ก. ให้ไปตามสืบหาตัว ไบรอัน สเลด ศิลปิน Glam Rock ชื่อดังในยุค 70 ที่สร้างเรื่องว่าตัวเองถูกลอบยิงแล้วก็หายตัวไป ความจริงแล้ว อาเธอร์เองในสมัยเด็กๆ ก็เป็นแฟนพันธุ์ชนิดกรุ๊ปปี้ของ ไบรอัน สเลดเหมือนกัน

หนังจะพาเราย้อนไปสู่ยุค 70 ที่ Glam Rock ครองเกาะอังกฤษ โดยผ่านสายตาของอาเธอร์ และบอกเรื่องราวของไบรอันตั้งแต่เด็กๆ ผ่านคำบอกเล่าของผู้คนที่อาเธอร์ได้ไปพบ และได้รู้ความจริงอะไรหลายๆ อย่าง ที่แม้แต่ตัวอาเธอร์เองก็ยังไม่รู้ ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ของไบรอัน กับ เคิร์ท ไวลด์ ร็อคสตาร์ชาวอเมริกัน ที่เป็นเงื่อนงำมาตลอด จนสุดท้ายอาเธอร์ก็ได้พบความจริง ว่าทำไมไบรอันถึงต้องแกล้งให้ตัวเองตายทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีชื่อเสียง และตอนนี่ไบรอัน เป็นใคร อยู่ที่ไหน

ขอโทษ.. ที่เรื่องย่อ มันพูดมากไม่ได้ เพราะไปแตะตรงไหน มันก็จะสปอยไปหมด เอาเป็นว่า มาพูดถึงตัวหนังเลยดีกว่า ความจริงแล้ว เรื่องนี่ ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง .. จะของใครที่ไหนอีก ก็ David Bowie เจ้าพ่อ Glam นั่นเอง ส่วน เคิร์ท ไวลด์ ก็คือ Iggy Pop(เห็นหน้าก็รู้แล้ว =.=) แต่เนื่องจากเจ๊โบแกไม่เห็นดีเห็นงาม กับหนังเรื่องนี่ ผู้กำกับจึงต้องเลี่ยงไปใช้ตัวละครสมมุติ กับเพลงที่ไม่ใช่เพลงของโบวี่แทน ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้คนดูไม่คิดไปถึงโบวี่หรอกนะครับ เพราะหลายๆ อย่างมีการใช้คำพูด ท่าทาง บท สัญลักษณ์ ที่ไปเทียบเคียงกับโบวี่ได้ ทั้งการที่ไบรอัน สร้างคาแรคเตอร์ของตัวเองให้เป็นมนุษย์ต่างดาว ก็เหมือนกับโบวี่ที่สร้างตัวเองให้เป็น Ziggy Stardust มนุษย์ต่างดาวเหมือนกัน


(พวกหมอลำซิ่ง.. ใส่เสื้ออย่างนี่บ้างเดะ)

ในส่วนของเนื้อเรื่อง มันออกจะมั่วๆ ไปบ้าง เพราะเดี๋ยวก็ตัดไปตัดมาระหว่างอดีต ปัจจุบัน และจินตนาการ ต้องดูกันให้ดีๆ เลยล่ะ บางฉากจะมีบทพูดเหมือนละครเวทีที่ไม่รู้เหมือนกันว่าเกี่ยวกับเรื่องตรงไหน บางฉากมันก็หลุดโลก อาศัยจินตนาการอย่างเดียว เพราะงั้นต้องแยกว่าส่วนไหนของหนังเป็นเรื่องเป็นเรื่องจริง หรือความฝันกันแน่ อีกอย่างที่งง คือตัวของไบรอัน สเลด เดี๋ยวมันก็แมนเดี๋ยวมันก็เกย์ งงครับ อะไรของม้าน..(เหมือนเจ๊เบรทเลย)โดยรวมแล้วเนื้อเรื่องก็เหมือนกับหนังที่ฉายชีวิตของร็อคสตาร์หลายๆ คนคือ พอมีชื่อเสียง ทั้งผู้หญิง เหล้า ยาเสพติด อะไรก็ตามมาจนชื่อเสียงที่ได้รับไม่ได้ทำให้ตัวเองมีความสุขอีกต่อไป เพราะสิ่งที่ต้องการที่แท้จริงอย่างคนรักหรืองานดนตรีที่ตัวเองรัก ก็หายไปเพราะการทำลายตัวเองและชื่อเสียงที่ได้มา น่าเศร้าครับ

หนังเรื่องนี่มีตัวชูโรงสองอย่างคือ เพลง และเสื้อผ้าครับ มาพูดถึงเสื้อผ้ากันก่อน กวาดรางวัลมาได้หลายสถาบันเลยล่ะครับ เพราะมันหรูหรา เวอร์ อลังการณ์ แบบ glam จริงๆ แถมยังสะท้อนภาพแฟชั่นของทั้งยุค 60 mod ครองเมือง ยุค 70 ที่ฮิปปี้รุ่งเรืองมาถึงช่วง GlamRockและกลางยุค 80 ได้อย่างสมบูรณ์


(โอบีวัน กับ ไบรอัน สเลด)


ต่อไปคือเรื่องเพลง อั้นมานานแล้ว หุๆๆๆ ใครที่ชอบ Pulp, Radiohead, Bernard Butler, Lou Reed, Placebo, Roxy Music, Brain Eno พลาดหนังเรื่องนี่ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง เพราะเรื่องนี่มีเพลงที่ทำโดยวงเฉพาะกิจชื่อ Venus In Furs ที่มีนักร้องนำคือ Thom York และมือกีต้าร์คือ Jonny Greenwoord กับลุงเบอร์นาร์ด แต่ละท่านก็ปล่อยแนวของตัวเองออกมาสุดๆ พี่ทอมก็หอนหลอนไปเหมือนเดิม ส่วนลุงบัตต์ก็โซโล่กีตาร์ของแกต่อไป (โดนเฉพาะในเพลง Baby's on fire เฮียแกโซโล่กีตาร์ได้อย่างแรงมาก งี๊ดด) ในเรื่องมีทั้งเพลงเก่าที่เอามาคัฟเวอร์ เพลงต้นฉบับ และเพลงใหม่ ซึ่งเพลงใหม่กับเพลงคัฟเวอร์ฟังแล้วไม่เลว เลยครับ Jonathan Rhys Meyers ที่เล่นเป็นไบรอัน สเลด กับ Ewan McGregor ที่เล่นเป็น เคิร์ท ไวลด์ ก็ไปร้องเพลงให้ด้วย ใครที่เห็นตาญวน ( อีวาน? ยวน? ช่างเหอะ) ร้องเพลงแจสในมูแรง รูจ แล้วอยากมาฟังเขาร้องเพลงร็อคบ้างก็เชิญเลยครับ :-) สรุปคือ เป็นหนังอีกเรื่องที่ซื้อ CD มาฟังเพลงได้อย่างไม่เสียดายกะตังค์ ทุกวันนี่ผมก็ยังหยิบมาฟังบ่อยๆ นะครับ

ในหนังยังมีตัวประกอบ กิตติมศักดิ์ ที่ไปร้องเพลงประกอบ กับมีบทพูดประโยคนึง เหมือนกัน ก็คือ เจ๊ Brain Molko แห่ง Placebo กับ Donna Matthews อดีต Elastica ที่ไปร้องเพลงให้เหมือนกันครับ

Track List ของ OST (ตัวหนาคือเพลงที่ผมชอบมากครับ)

1. Needle In The Camel's Eye - Brian Eno
2. Hot One - Shudder To Think
3. 20th Century Boy - Placebo
4. 2HB - The Venus In Furs
5. T.V. Eye - Wylde Rattz
6. Ballad of Maxwell Demon - Shudder To Think
7. The Whole Shebang - Grant Lee Buffalo
8. Ladytron - The Venus In Furs
9. We Are The Boys - Pulp
10. Virginia Plain - Roxy Music
11. Personality Crisis - Teenage Fanclub & Donna Matthews
12. Satelite Of Love - Lou Reed
13. Diamond Meadows - T. Rex
14. Bitter's End - Paul Kimble & Andy Mackay
15. Baby's On Fire - The Venus In Furs
16. Bitter-Sweet - The Venus In Furs
17. Velvet Spacetime - Carter Burwell
18. Tumbling Down - The Venus In Furs
19. Make Me Smile (Come Up And See Me) - Steve Harley


ผมชอบหนังเรื่องนี่มาก เพราะปัจจัยหลายๆอย่าง อย่างแรกเพราะผมชอบนักแสดงนำหลายคนเป็นทุนเดิม อย่างที่สองผมค่อนข้างชอบเดวิด โบวี่ สามผมชอบเพลง สี่ผมชอบ Oscar Wilde (มีปรากฏในเรื่องด้วย ให้ Wilde มาจากต่างดาวซะงั้น อ่าว) พรีวิวนี่จึงเป็นพรีวิวอย่างลำเอียงๆ > < เพราะว่าคนเขียนมันลำเอียง หุๆ ถ้าจะให้พูดโดยตัดปัจจัยหลายๆ อย่างออกไป มันก็เป็นหนังที่โอเคเรื่องหนึ่งเลยครับ ดูแล้วเบลอ จบแล้วมึน เอาเป็นว่าดูเรื่อยๆ ดูของสวยของงามให้สนุกกันไป แต่ถ้ามีปัจจัยอย่างที่ว่าข้างบน Velvet Goldmine คือหนังที่ยอดเยี่ยมเรื่องนึงเลยครับ

ข้อมูลจำเพาะ

Velvet Goldmine
ออกฉายในอเมริกา ปี 1998
Rated -R (จากเรื่องเพศ ภาษา, ยาเสพติด)
กำกับโดย - Todd Haynes
นำแสดงโดย - Ewan McGregor, Jonathan Rhys Meyers, Christian Bale (แบทแมนปะทะโอบีวัน)
Shining Stars? êêêê
(ลบไปได้เลยสองดาว หากไม่มี "ปัจจัย" ด้านบน)

*Note ก่อนดู แนะนำให้ไปอ่านหนังสือเรื่อง The Picture of Dorian Gray ของ Oscar Wilde มาซะก่อน แล้วจะเก๊ตคำพูดอภิมหาน้ำเน่าของเคิร์ท ไวลด์ ที่ซ่อนไว้ในเรื่องได้อย่างแนบเนียน อ้อ ถ้าอยากดู Prequence หรือภาคก่อนหนังเรื่องนี่ กรุณาดูหนังเรื่อง Wilde นำแสดงโดยพี่จู๊ดๆแล้วจะรู้ว่าOscar Wilde เป็นใครมาจากไหน (ดูแล้วจะอ้วก.. อย่าเล่นหนัง Y เลยจู๊ด..)
*Note2 โดยส่วนตัวคิดว่านี่ไม่ใช่หนังเกย์นะฮะ แต่เป็นหนังเพลงที่สะท้อนช่วงเวลายุค 70 ได้อย่างแนบเนียนเลยล่ะ

ส่งท้าย

เล่น .HACK Infection จบแล้วเว้ย เยสสส

เก็บเลเวลแทบตาย ปวดมือ ปวดตา T-T ตะลุยภาคสองต่อเลย เย้ๆ (Kingdom Heart ภาคภาษาอังกฤษเมื่อไหร่จะออก!!!!!)

วันก่อนได้ดู mv ใหม่ของ Placebo - Song To Say Goodbye น้องใน mv ระวังโดนพรากผู้เยาว์นะ... (>[]<)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่า อ่านเเล้ว ข้าน้อยรีบแจ้นไปโหลดซาวน์แทรคเลยท่าน โดยเฉาะของ venus in fursโฮกก

#1 By devines มาเฟีย on 2006-03-18 13:49

โฮกกกกกกกกกกก สุดยอดหนังงงงงง ต้องดูให้ได้ในสักวันหนึ่ง (วันไหนล่ะฟระ?) อยากแจ้นไปโหลดเหมือนกานเฟร้ยยยย แต่ไม่มีไฮปีด ใครก็ได้ยกมือขึ้น ส่งไฮปีดมากเดี๋ยวเน้ ว้ากกกกก~

(ยาม: ไอ้หมอนี่อีกแล้วครับคุณโซ
คุณโซ: ลากมันไปทิ้งที)
เปิดบลอกปุ๊ป...เสียงหวานๆของหนูเกรกลอยมาจับหัวใจ โอ้วววว สวรรค์กลายๆ ขอบคุณคุณโซมากๆนะคะ ที่ไม่ลืมคำขอ

อยากดูหนังเรื่องนี้จัง เห็นโปสเตอร์ก้อกินขาดแล้ว เปรี้ยวล้ำจริงๆ แถมยวนคนดีก้อเล่นซะด้วย

#3 By noonoon on 2006-03-18 19:43

งั่ก ๆ ๆ ๆ
เคยซื้อวีดีโอผีมาดู เหอ ๆ ๆ ๆ ไม่รู้เรื่องเลยก๊าบบบ จำได้ ตอนที่มันแก้ผ้ากระโดด เต้น ๆ ๆ เด้ง ฟาดไปฟาดมา (อะไรฟาดเดากันเอง ฮ่า)

มีเวอชั่นพากย์ไทยป้ะ

#4 By dubb ® on 2006-03-18 22:27

โอ้ว Oscar Wilde รักจู๊ดๆๆๆๆ
พระเจ้า เรื่องนี้มีโอบรวัน กรี๊ดๆๆๆ ยังดูหนุ่มอยู่เลย

#5 By Night_Wizard on 2006-03-19 19:39

ได้อ่านเอนทรี่นี้แล้วรู้สึกเหมือนได้รำลึกความหลังค่ะ รีวิวได้ดีมากกเก็บทุกเม็ดเลย
เราชอบ Baby on Fire เวอร์ชั่นโจนาธานม๊ากกกมากก เพราะมันแรดดี เบบี๋ อ๋อน ไฟ๋เย๋ออออ
อร๊ายยย ฟังกี่ทีก็เริ่ดค่ะ
เราว่าพี่ยวน แอบดูคล้ายพี่เคิร์ท โคเบนนะ 555 แม้ว่าจะคนละแนวแต่หน้าคล้ายๆเลย

#6 By gallantfoal on 2008-09-30 23:31

Recommend

free counters