[Novel] BKK ตอนที่ 2 - เด็กแนว เนิร์ด มะเขือ
posted on 13 Jun 2006 12:39 by bosie in Fic*การคิดถึงข้อเสียของประเทศอื่นเพียงด้านเดียวและการล้อเลียนชาวต่างชาติ เป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรลอกเลียนยิ่งนัก
_____________________________________
BKK
ตอนที่ 2 -เด็กแนว เนิร์ด มะเขือ
_____________________________________
ผมมาเรียนตามปกติเหมือนทุกวัน วันนี้ตอนเช้ามีวิชาวรรณกรรมอเมริกัน วิชาที่ผมไม่ค่อยจะพิศวาสสักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องทำใจเพราะผมดันมาเรียนเอกภาษาอังกฤษ ผมเดินเข้ามาที่ใต้ถุนตึกเรียนซึ่งมีโต๊ะยาวและม้านั่งยาววางเรียงรายไว้ เพื่อนๆ ในกลุ่มของผมกำลังนั่งรอขึ้นชั้นเรียนกันอยู่ที่นั่น
หวัดดีเว้ย วิษณุ ..... พอลล่า... บอลพูดขึ้น บอลเป็นคนกรุงเทพ มันเป็นคนทะเล้นที่ชอบแซวคนอื่นไปซะเรื่อย และการแซวชื่อพ่อชื่อแม่หรือนามสกุลของผู้อื่นก็เป็นขั้นพื้นฐานของวิชาปากหมาที่มันไม่เคยพลาด ตอนแรกที่ผมได้ยินก็โกรธอยู่เหมือนกัน แต่พอเวลามันผ่านไปเรื่อยๆ ผมก็ชักชินและประหลาดใจว่าทำไมไอ้สัดนี่มันไม่เบื่อ หรือ เลิกที่จะแซวเรื่องเดิมๆ ทุกวันซะทีนะ
บอลเป็นบุคคลหนึ่งที่เชื่อมั่นในไลฟ์สไตล์ที่เรียกว่า เด็กแนว อย่างเต็มที่ ถึงมันจะออกตัวปฏิเสธว่ามันไม่ใช่ก็ตาม ห่า อย่ามาเรียกกูว่าเด็กแนวนะเว้ย มันพูดทุกครั้งเมื่อมีใครเรียกมันว่า แนว
บอลคิดว่าสิ่งที่เรียกว่า เด็กแนว นั้นเป็นคำดูถูกดูแคลนอย่างร้ายกาจ สำหรับมันคำว่า แนว ไม่ต่างอะไรจากคำว่า ไอ้เสร่อ มึงก็ทำตัวกับชาวบ้านน่ะแหละ แต่ดูจากการใช้ชีวิตของมัน ก็คงไม่มีใครอดได้ที่จะเรียกมันว่า แนว มันใส่เสื้อผ้ามือสอง มันใส่รองเท้ามือสอง ไว้ผมทรงพี่โย่งวงอาร์มแชร์ มันอ่านหนังสือหรือนิตยสารทุกประเภทที่จั่วหัวว่า อะเดย์ หรือ อะบุ๊ค ในชีวิตของมัน มันเชื่อมั่นในบุคคลเพียงสามคนเท่านั้น คือพี่บอย พี่สุกี้ และพี่สมเกียรติ บางครั้งผมก็แอบคิดไปว่ามันควรอยู่ขณะศิลปกรรมมากกว่าคณะศิลปศาสตร์
ตัวผมเอง...ก็ไม่ค่อยรู้เท่าไหร่หรอกว่าไลฟ์สไตล์ของ เด็กแนว ที่ว่า จริงๆ นี่มันเป็นยังไง หรือมีอะไรที่จะมาบอกคำจำกัดความว่าเด็กแนวเป็นแบบไหน สิ่งที่ผมรู้ผมก็ฟังมาจากไอ้บอลทั้งนั้น ผมคิดว่าการที่คนเราจะเป็นเด็กของแนวอะไรสักอย่างมันก็... เท่านั้น... ถ้าใครอยากแนวมันก็เรื่องของเขา ถึงแม้ แนว ที่ตัวเองเลือกเกาะจะไปเหมือนกับแนวของคนอื่นๆ ก็ตาม แต่ตราบใดที่มันไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผมหรือใคร ก็ไม่ต้องมาคิดให้รกสมองหรอก
ข้างๆ บอลคือ ไอ้ปิน เพื่อนของผมอีกคน... ปิน...ชื่อแปลกชะมัด แต่ผมก็ไม่เคยมีโอกาสจะถามหรอกนะว่าพ่อแม่มันเอาชื่อนี้มาจากไหน ปินมาจากสมุทรปราการ จังหวัดที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพเท่าไหร่ แต่เมื่อคิดถึงการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วน ปริมนฑลก็อาจกลายเป็นกิ่งอำเภอไกลโพ้นไปได้ทันที
ปินไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับโลกนี้เท่าไหร่ ไม่ใช่ว่ามันเป็นซื่อ แต่มันเป็นคนที่ไม่เคยจะสนใจโลกแห่งความเป็นจริงเลยตะหาก ถ้ามีคนถามปินว่า ใครเป็นคนเขียนเรื่อง ความน่าจะเป็น หรือ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน มันก็จะตอบว่า กูไม่รู้อ่ะ แต่ถ้าถามมันว่า ใครเป็นคนดีไซน์ตัวละครในการ์ตูนเรื่อง ซิสเตอร์ ปรินเซส หรือ คาสวาล ไดคุน คือใคร? มันก็จะสาถยายให้ผมกับเพื่อนๆฟัง ดั่งคุณสรยุทธคุยคุ้ยข่าวในบัลดล
ปินเป็นพวกบ้าการ์ตูนของแท้ ไม่ว่าจะมีงานการ์ตูนที่ไหน ไกลแค่ไหน มันก็จะไปให้ได้ ผมยังแปลกใจอยู่ ว่าผมเป็นเพื่อนกับมันไปได้ยังไง? ผมทนฟังเรื่องการ์ตูน กันดั้ม เกม ที่ผมไม่รู้เรื่องของมันมาตลอดได้ไง? เหตุผลที่ผมบอกกับตัวเองตอนนี้ก็คือ เพราะปินเป็นคนสนุก และการที่มันทำตัวเหมือนเด็กๆ ที่เล่นเกมความฝันตลอด ก็ทำให้คนอย่างผมที่ในชีวิตมีแต่ความเหี่ยวแห้งน่าเบื่อ พอจะยิ้มออกได้
แล้วผมก็ทักทายเบลที่กำลังนั่งอ่านเลคเชอร์ของเมื่อวาน เบลเป็นเด็กเรียนจากเพชรบุรี ใช่ เด็กเรียน เธอใส่แว่นตาอันใหญ่ รวบผมเรียบร้อย ใส่กระโปรงพลีทยาวๆ และรองเท้าที่ถูกระเบียบตามที่เขียนไว้ในคู่มือนักศึกษาทุกกระเบียดนิ้ว
ผมชอบความเรียบร้อยของเธอ และมักจะรู้สึกเดือดดาลในใจหากใครจะมาบอกให้เธอไปซอยผมหรือใส่กระโปรงให้มันสั้นลง เพราะมันไม่มีเหตุผลเลยที่จะมองคนที่ทำตัวถูกระเบียบว่าเป็นตัวประหลาด ตั้งแต่สมัย ม. ปลาย ผมก็ไม่เคยเข้าใจเลยว่า เวลาที่มีใครไว้ผมถูกระเบียบ ทำไมคนคนนั้นจะต้องโดนเพื่อนแซวอย่างนู้นอย่างนี้ หาว่าเชยบ้างล่ะ เป็นเด็กเรียนบ้างล่ะ ในกรณีที่เป็นผู้ชายแล้วไว้ผมทรงลานบินอย่างถูกระเบียบ ก็จะต้องมีเพื่อนแขวะว่า ทำไมมรึงไม่ไปตัดสกินเฮดวะ ในกรณีที่เป็นผู้หญิงแล้วตัดผมสั้นทรงกะลาครอบถูกใจคุณครู ก็จะโดนเพื่อนสักคนให้คำแนะนำอย่างสุดวิเศษว่า ไปซอยผมมาสักนิดก็ดีนะเธอ ทั้งๆ ที่ในใจก็รู้ดีว่ามันผิดระเบียบและคงไม่มีวันรอดจากรรไกรของอาจารย์ปกครองแน่ๆ
ผมคิดว่ามันคงเป็นธรรมชาติของคนเราไปแล้วที่จะแหกกฏหรือทำอะไรตามใจอยากทำโดยไม่คิดว่าการแหกกฏนั้นเป็นแค่การกระทำส่วนตัวที่ไม่ควรเอาไปเกี่ยวข้องกับคนอื่น และคนทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะมีความเป็นปัจเจกชนที่ไม่จำเป็นต้องทำตามกระแสที่ผู้อื่นวาดให้
แต่ก็นะ.. ทิฐิของคนเรามันก็แค่ตลิ่งที่รอเวลาจะโดนน้ำลายและขี้ปากซัดให้พังไปได้ทุกเมื่อ ถ้าเบลผู้เรียบร้อยของผมยังรักษาความเป็นตัวเองไว้ก็คงจะดีไม่ใช่น้อย ดีมากๆ เลยล่ะ เพราะผู้หญิงแบบเธอมันหายาก โคดยาก เหลือเกิน
เบลมีเพื่อนผู้หญิงอีกคนที่อยู่ในกลุ่มนี้ด้วยชื่อ เปิ้ล เมื่อผมได้พบเปิ้ลกับเบล ผมก็เชื่อในคำพูดของคนบางคนที่พูดว่า ความแตกต่างอาจช่วยเติมเต็มคนสองคน ในขณะที่เบลเป็นคนเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ เปิ้ล... เพื่อนสนิทที่สุดของเธอกลับเป็นสาวห้าวที่นิสัยบ้าบิ่นกว่าผู้ชายบางคน แต่ถ้าจะบอกว่าเปิ้ลเป็นทอมเพียงเพราะนิสัยห้าวๆ ของเธอแล้วล่ะก็. ผิดถนัด
ดูสิ/ ดูดิ๊/โคดหล่อ/คนนั้นหล่อมาก/หล่อสุดๆ อ่ะแก เปิ้ลพูดประโยคเดิมๆ จนผมจำขึ้นใจ เมื่อชายหนุ่มรูปงามที่เป็นทั้งอาหารตาและอาหารใจเดินตัดหน้าเธอ และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอไม่ใช่ทอมก็คือ เธอมีแฟนแล้ว แฟนเธอเรียนอยู่ปีสี่มหาลัยอื่น ใกล้จะจบอยู่อีกไม่กี่เดือน เชื่อได้เลยว่าถ้าลองให้กลุ่มเพื่อนของผมให้คำจำกัดความของเปิ้ล ทุกๆ คนต้องตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เปิ้ลคือสาวน้อยผมสั้นที่มักจะถือโทรศัพท์มือถือคุยกับเพื่อนชายของเธอทุกทีเมื่อถึงเวลาพักเที่ยงหรือเลิกเรียน
นี้ล่ะ เพื่อนทั้งสามคนของผมในกรุงเทพ ผมคงรู้จักพวกเขาดีถึงอธิบายลักษณะของพวกเขาได้ยาวขนาดนี้ แต่ว่า.. พูดมาถึงตรงนี้แล้ว จะมีใครที่จะรู้จักผมดีถึงขนาดมาอธิบายได้ถึงขนาดนี้หรือเปล่า? คงไม่มีแน่ ถึงใครจะอยากรู้ ผมก็จะไม่บอกหรอกนะ ไม่ใช่ว่าไม่อยากบอก แต่เพราะผมคิดว่ามันคงไม่ค่อยงามเท่าไหร่ที่จะให้ผมมาบรรยายพฤติกรรมของตัวเอง ผมก็ไม่ชอบที่จะเข้าข้างตัวเองด้วยล่ะสิ
จะมีใครมาสอนแทนอาจารย์สมหมายหรือเปล่านะ? เปิ้ลพูดขึ้น เธอกำลังพูดถึงอาจารย์สมหมายที่สอนวิชาวรรณกรรมอเมริกันซึ่งลาออกไปกะทันหันเพราะโรคประจำตัว ผมก็ไม่รู้เหมือนเปิ้ล แม้แต่น้าผมก็ไม่รู้เพราะ อ. สมหมาย ออกไปอย่างไม่มีการบอกล่วงหน้า
ดีแล้วไง จะได้ไม่ต้องเรียน น่าเบื่อจะตาย บอลพูดในสิ่งที่เศษเสี้ยวหนึ่งในจิตใต้สำนึกผมกำลังคิดอยู่ ถ้า อาจารย์ไม่มา ก็ไม่มีเรียน ถ้าไม่มีเรียนผมก็ได้นอน แค่ฟุบนอนกับโต๊ะสักสามสิบนาทีมันก็คงช่วยให้ผมรู้สึกดีกับเช้านี้ขึ้นมานิดหน่อย
ถึงเวลาเริ่มเรียนแล้ว ผมกับเพื่อนทั้งสามก็ขึ้นไปบนห้องเรียน พวกเราจับจองที่นั่งแถวหน้าเช่นเดิม เพราะเรารู้ว่ายังไงก็ต้องมีที่ว่างชีวิตการศึกษาที่ผ่านมาของผม สอนให้ผมรู้ว่า แถวหน้าของชั้นเรียน หรือห้องประชุม คือแถวที่นักเรียนไทยจะไม่มานั่ง พวกเขาจะนั่งก็ต่อเมื่อไม่มีที่นั่งอื่นเหลือแล้วเท่านั้น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ด้วยความที่ผมไม่อยากฟังเสียงดังๆ ของคนที่ได้แต่นั่งคุยในห้องเรียนเท่าไหร่ ก็เลยย้ายมานั่งข้างหน้าซะ ซึ่งก็โชคดีที่เพื่อนๆ ในกลุ่มผมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร พวกเขาก็เลยตามผมมานั่งข้างหน้าด้วย
ผมนั่งรออยู่นาน ท่าทาง อาจารย์คงจะไม่มาจริงๆซะแล้ว ดีล่ะ ผมจะได้หลับ หลับแม่งซะที เมื่อคืนนั่งเขียนเรียงความสั่วๆ ถึง ตี 2 แถมไม่เสร็จอีก ผมเตรียมที่จะฟุบหน้านอนลงกับโต๊ะเล็คเชอร์ แต่ทันใดนั้นเอง ประตูห้องก็เปิดออก ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา เขามีรูปร่างสูงใหญ่และมีผมสีน้ำตาลอ่อน ถึงผมจะง่วงนอนจนเบลอเท่าไหร่ก็ตาม... ผมรู้ได้ทันทีว่าเขาไม่ใช่คนไทย
ไม่ใช่สิ... เขาไม่ใช่คนเอเชียเลยต่างหาก
ชายร่างสูงผิวขาวซีดเดินตรงมาที่โต๊ะอาจารย์ ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ตาสว่างเมื่อได้เห็นเขา นักศึกษาทั้งห้องก็เป็นเหมือนกัน สายตาของพวกเราจับจ้องไปที่ชายผิวขาวผู้นี้ และทุกคนก็คงมีคำถามที่เหมือนกับผมอยู่ในหัว เขาเป็นอาจารย์? ทำไมถึงเอาอาจารย์ฝรั่งมาสอนวรรณกรรมอเมริกันขนาดเรียนกับคนไทยยังเรียนไม่รู้เรื่อง? ฝรั่ง? ใครเอามา? ใครแม่งเอามาวะ? หรือบางทีอาจจะเป็นแค่ครูที่มาสอนชั่วคราว? ขอให้วันนี้ไม่มีโชคร้ายทีเถอะ อย่า ฝรั่ง ไม่ เอานะ ไม่
Hi Y'll* เขาวางหนังสือลงบนโต๊ะอาจารย์แล้วทักทายอย่างเป็นกันเอง My name is Grant, Ashley Grant. เขาแนะนำตัวแล้วส่งยิ้มมาให้นักศึกษาทุกคนในห้อง
แอชลีย์? มันชื่อผู้หญิงไม่ใช่เหรอ? แบบแอชลีย์ ซิมป์สันไง บอลกระซิบเบาๆ ข้างหู แต่ผมไม่ได้ตอบอะไร เพราะกำลังมองค้างไปที่ตาสีฟ้าเข้มที่อยู่หลังแว่นของเขา
ฝรั่งคนนี้มัน ยังไงๆ อยู่นะ
I will be your lecturer from now on.
อะไรนะ? ไอ วิล บี ยัวร์ เล็คเชอร์เลอร์ ฟอร์ม นาว ออน เท่ากับ ผมจะเป็นคนเล็คเชอร์พวกคุณนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป?? ใครก็ได้ช่วยบอกผมทีว่านี้มันเป็นแค่เรื่องล้อเล่น ถ้าให้ผมเรียนกับฝรั่ง ผมต้องตายแน่ๆ ขนาดเรียนกับคนไทยยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลย ถ้าให้เรียนกับฝรั่งอีกล่ะก็.. ตายแน่...
นักเรียนหลายๆ คนในห้องเริ่มซุบซิบพูดถึงอาจารย์ฝรั่งที่ยืนอยู่หน้า ไม่มีใครไม่รู้สึกแปลกที่เขาเอาฝรั่งมาสอน เพราะพวกเราแทบไม่เคยเรียนกับฝรั่งเลยถ้าไม่ใช่วิชาฟังพูด ส่วนผมก็ยังมองจ้องไปที่ฝรั่งคนนี้อยู่ ไม่ว่ายังไง... เขา.. ผมคิดว่าฝรั่งคนนี้มัน แปลกๆ... บอกไม่ถูก?
หล่อดีนะ... เปิ้ลพูดขึ้น
เราว่าดูเนิร์ดๆ ยังไงก็ไม่รู้ ปินออกความเห็น ผมเห็นด้วยกับปินอย่างแรง แค่แว่นของกับท่าทางเก้ๆกังๆ ของเขาผมก็รู้แล้วว่าเนิร์ดแน่ๆ
Do you have any question to ask me? เขายิ้ม Just any question about the class or about me, please.
นักเรียนทั้งผมในห้องได้แต่เงียบ นี้ล่ะ ธรรมชาติอีกข้อหนึ่งของนักเรียนไทย พวกเขามักจะรู้สึกดีที่จะถามเพื่อนในเรื่องต่างๆ มากกว่าจะถามอาจารย์ และพวกเขาก็ยังยินดีอีกด้วยหากอาจารย์จะไม่ใส่ใจพวกเขา จนเกินไป เวลาอยู่ในห้องเรียน ความจริงผมก็ไม่ใช่พวกที่จะอายที่จะยกมือถามคุณครู แต่ผมไม่อยากถามตอนนี้เพราะคิดว่าเรื่องของอาจารย์ฝรั่งคงไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจสักเท่าไหร่
...ก็แค่ฝรั่ง...
เอ่อ... แพรยกมือขึ้น ผมไม่ค่อยสนิทกับเธอเท่าไหร่นัก แต่ผมรู้ว่าแพรเป็นคนที่กล้าแสดงออก แล้วก็ไม่อายที่จะพูดพรีเซนต์หน้าชั้นเรียน
Yes?
แวร์ อาร์ ยู ฟอร์ม?
Im from Texas USA. I bet you guys are quite familiar with that state, huh? เขายกมือขยับแว่นเบาๆ แต่แค่นั้นก็ทำให้นักศึกษาหญิงหลายคนใจเต้นระส่ำเพราะเกือบจะได้เห็นหน้าที่ถูกซ่อนไว้หลังแว่นนั้นแล้ว
ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ เมื่อมีคนเริ่มถามหนึ่งคำถาม ก็จะมีคนถามต่อไปเรื่อยๆ สาวๆ หลายคนยกมือพรึบขึ้นทั้งห้องเหมือนดอกเห็ดบานหลังฝน จนคนที่ถามต้องใช้วิธีเลือกชี้เพื่อให้ถาม ชายชาวอเมริกันที่ประกาศตัวว่าเป็นอาจารย์ของผมตอนนี้กำลังทำท่าทางเหมือนโฆษกทำเนียบขาวไม่มีผิด
ดู ยู แฮฟ อะ เกิร์ลเฟรนด์!!?? เปิ้ลไม่รอรีที่จะถามเสียงดังเมื่อเขาชี้มาทางเธอ ผมไม่ค่อยแปลกใจเลยว่าเธอจะเป็นคนถามคำถามนี้ ผู้หญิงน่ะ ผมไม่รู้ว่าจะเป็นกันทั่วโลกหรือเปล่านะ ถ้าเธอถามใครว่า คุณมีแฟนหรือยัง? มันก็เท่ากับเธอกำลังพูดว่า ฉันแอบปลื้มคุณอยู่นะคะ
I used to. Im single now. เขาตอบด้วยรอยยิ้ม และไม่ได้ดูใส่ใจว่าตัวเองจะมีแฟนหรือจะไม่มี ท่าทางเขาก็คงไม่ใช่คนที่แคร์เรื่องความสัมพันธ์กับผู้หญิงเท่าไหร่ แต่จะว่าไปแล้ว ฝรั่งก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ? และเมื่อสาวๆในห้องได้ยินคำตอบ พวกเธอก็มีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า ผมว่าผมเคยเห็นรอยยิ้มแบบนี้ที่ไหนนะ? อ้อ ใช่แล้ว รายการทอร์คโชว์ไง ที่พวกพิธีกรมักจะถามนักร้องต่างประเทศหรือดาราไทยว่าคุณมีแฟนแล้วหรือยัง แล้วพอผู้ชมผู้หญิงในห้องส่งได้ยินคำตอบว่า ยังไม่มีครับ รอยยิ้มแบบนี้แหละก็จะปรากฏบนหน้าของพวกเธอ
ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังถามนู้นถามนี้กับอาจารย์ฝรั่งคนใหม่ของพวกเขา ผมก็ยังมองไปที่เขา
ฝรั่งคนนี้มันแปลกๆอยู่นะ....
แคน ยู เทค ออฟ ยัวร์ กลาสเสส? เสียงใสของนักศึกษาหญิงคนหนึ่งดังมากจากหลังห้อง
แกรนท์เอามือมาขยับแว่นตัวเองอีกรอบ ทำหน้าเหมือนเด็กไร้เดียงสาที่ไม่เข้าใจคำถามของแม่ ถ้าให้ไอ้บอลหรือไอ้ปินทำ ทุกคนคงด่ามันพร้อมๆ กันทั้งห้องว่า ห่า โตเป็นควายแล้วยังกะแดะทำท่าเป็นเด็กๆอีก ไม่น่ารักหรอกเว้ย แต่สำหรับ แอชลีย์ แกรนท์ ไม่ใช่แบบนั้น ต่อให้ท่าทางของอาจารย์วัยไม่น่าจะเกิน 30 คนนี้จะทำให้ผู้ชายทั้งห้องอยากหมั่นไส้จนอ้วกแตกขนาดไหน แต่ในกรณีของนักศึกษาหญิง พวกเธอก็สุมหัวกันเปร่งคำว่า น่ารัก ออกมาโดยไม่ได้นัดหมาย
Take of my glasses? Well? เขายังทำท่าเขินๆ และไม่แน่ใจ แต่ในไม่ช้าเขาก็ถอดแว่นออก และในวินาทีนั้นเอง เสียงที่แทบจะเป็นเสียงกรี๊ดอัดกระป๋องของหญิงสาวทั้งหลายก็ดังออกมาเป็นละลอกคลื่น
หล่อ. เป็นคำในแง่บวก ฉิบหายเลย... เป็นคำในแง่ลบ เปิ้ลอุทานออกมาเบาๆ กับเบลที่นั่งข้างๆ ส่วนเบลก็เบิกตากว้างในแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
ผมตาสว่างทันทีเหมือนเขาถอดแว่น แต่ความรู้สึกของผมไม่มีทางเป็นแบบเดียวกับผู้หญิง
มีอะไรบางอย่าง...สักอย่าง...ติดอยู่ในใจผม
แอชลีย์ แกรนท์? แกรนท์? ผมไม่เคยได้ยินชื่อนี้? แต่รู้สึกอะไรบางอย่าง?
หน้า? ที่หน้า? เคยเห็นหน้าที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า?
เคยเห็นหน้าที่ .......
ผมเอามือลูบหน้าตัวเองเพราะคิดว่าตัวเองยังตาพร่าจากการอดหลับอดนอน แต่มันก็ไม่มีประโยชน์ สิ่งที่ผมเป็นความจริงที่ชัดเจนและแน่นอน ผมกำมือแน่นแล้วทุบลงกับโต๊ะเบาๆ ยิ้มเยาะให้กับความคิดที่แล่นเข้ามาในหัว
นายกำลังคิดอย่างที่ฉันคิดหรือเปล่า วิษณุ?
...ได้เวลาสนุกแล้วสิ...
What about the gentlemen? Is there any question before we begin the lesson? แกรนท์หยิบสมุดเล่มเล็กๆ ขึ้นมาเปิดออกก่อนที่จะกวาดสายตามองนักศึกษาชายที่มีอยู่น้อยนิด
ผมยกมือขึ้นทันที ปินกับบอลผงะแล้วมองผมเพราะพวกมันคิดว่าผมคงไม่สนใจแน่ๆ อาจารย์ฝรั่งมองมาทางผมแล้วตอบรับ เมื่อได้เห็นดังนั้น ผมก็เอามือลูบคางตัวเองและเกือบจะกัดเล็บแต่ก็ต้องหยุดเอาไว้ แค่พูดอะไรแบบนี้ ไม่ต้องไปคิดมากถึงขนาดนั้นหรอก ผมพยายามเตือนตัวเอง ไม่ว่ายังไงก็ต้องทำ ผมไม่ยอมแน่ๆ
อาร์ ยู โกอิ้ง เอาท์ แอนนี่ แวร์ ทู ไนท์ ออร์ อาร์ ยู โกอิ้ง ทู เทค ซัมวัน เอาท์ ทู ไนท์?
ทั้งห้องเงียบกริบ ไม่มีใครเข้าใจว่าผมกำลังพูดอะไรอยู่ ผมเหลือบมองปินกับบอล มีเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่เขียนไว้บนหน้าทั้งสองคนอย่างไม่ต้องสงสัย และไม่ใช่แค่นักศึกษาวัยละอ่อนพวกเดียว แม้แต่อาจารย์ที่อายุมากที่สุดในห้องก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมถาม
ผมยิ้ม นึกอยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ มันไม่มีทางยิ้มรับอย่างน่าชื่นตาบานหรอก ที่ทำได้ก็มีแค่ตีหน้าใสซื่อทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเท่านั้น ผมเกลียดคนประเภทนี้ที่สุด ผมจำได้แล้วว่าเขาคือใคร.... ไอ้ฝรั่งน่ารังเกียจที่เดินอยู่สนามหลวงเมื่อคืนวาน
อาจารย์-เข้า-ใจ-ไหม-ครับ?-ไม่-ทราบ-ว่า-คืน-นี่-อาจารย์-จะ-ออก-ไป-ไหน-หรือ-เปล่า?-หรือ-ว่า-จะ-พา-ใคร-ไป-หรือ-เปล่า-ครับ? ผมพูดช้าๆ แยกเป็นคำๆ เหมือนที่เขาเคยพูดกับผม จะไปไหนล่ะ? พัฒพงศ์? สีลม? ผมรู้ว่ามันเป็นการกลั่นแกล้งอาจารย์ แต่คนแบบนี้สมควรเรียกว่าเป็นอาจารย์ด้วยเหรอ? แค่ฝรั่งแบ็คแพ็คเกอร์สูบบุหรี่ เที่ยวเหล้า เที่ยวผู้หญิง ไม่ใช่สิ ผู้ชาย คนที่ทำตัวไม่สมควรแก่การเคารพแบบนี้ ผมไม่มีทางรับเป็นอาจารย์เด็ดขาด
ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากคนทั้งห้อง ผมกำลังทำสงครามประสาทกับคนที่อยู่ตรงหน้า และผมไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด ผมจ้องไปทางเขา หวังให้เขารู้สึกกดันแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี แต่สีหน้าเขายังไม่เปลี่ยนไปแปลง ซ้ำร้าย... เขากลับยิ้มออกมาอีก ยิ้มเหี้ยไรวะ?!
Umm? เขาเม้มปากยิ้ม ทำเสียงใช่ความคิด ไม่รู้สิครับ กลับบ้านไปมันก็เย็นแล้วเลยไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อดี หรือว่าคุณสนใจครับ?
ภาษา..
ภาษาคุ้นๆ..
ภาษาไทย...
เต็มสองหู
โคตรชัด
ชัดโคตร
ไม่มีครั้งไหนในชีวิตที่ผมจะรู้ความหมายของคำว่า ตื่นตะลึง ได้มาเท่าครั้งนี้ ผมรู้สึกว่าขากรรไกรของตัวเองกำลังตกลง มือและปากของผมเริ่มสั่น น้ำเค็มๆกำลังไหลออกมาจากทุกรูขุมขน ผมมองฝรั่งตาน้ำข้าวที่กำลังยิ้มให้เหมือนเป็นสัตว์ประหลาด นี่ผมกำลังฝันใช่ไหม? ฝรั่งคนเมื่อกี๊ไม่ได้พูดภาษาไทยกับผมใช่ไหม?
ผมเริ่มมองไปรอบๆเพื่อหาที่พึ่งจากเพื่อนๆในกลุ่ม แต่ก็ไม่มี ทุกคนไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยินและบางคนก็เริ่มรู้สึกผิดได้ทำอะไรที่น่าอายลงไปเสียแล้ว ฝรั่งหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่มีใครคิดว่าจะพูดภาษาไทยได้ดันพูดภาษาแม่ของพวกเราออกมาซะชัดเจน เปิ้ลเอามือขึ้นมาปิดหน้าที่คงกำลังแดงเป็นลูกตำลึง เบลหลบหน้าไปทางอื่นอย่างอายๆ ส่วนปินกับบอลนั่งนิ่ง นักศึกษาบางส่วนหัวเราะลั่นเมื่อได้ยินคำตอบของเขาที่เหมือนจะเป็นแค่การแซวผม
แต่สำหรับผมมันได้เป็นแค่การแซว หักหน้า ทำกูหน้าแหก เลยล่ะ
ผมกำมือไว้แน่น ไม่คิดจะโต้ตอบอะไรไปอีกเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี พูดไปก็กลายเป็นแค่เรื่องตลกเท่านั้น วิษณุ สิ่งที่มึงทำมันผิด ไอ้ง่าวเอ๋ย ผิดพลาดอย่างแรงเลย ผมโกรธจนแทบระเบิดเมื่อได้เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มไม่รู้ร้อนรู้หนาวของแกรนท์ เขากำลังเยาะเย้ยผมอยู่หรือเปล่า? ฟักกิ้ง สติวปิด บอย, ดู ยู ทิงค์ ยู คู๊ด ฟัก มี อัพ?
แกรนท์หยิบชีทปึกนึงออกมาจากแฟ้มแล้วกระแทกกับโต๊ะให้ทุกแผ่นเรียกเท่ากันก่อนที่จะเอ่ยปากต่อ ก็แค่... อยากให้รู้ว่าผมพูดภาษาไทยได้ดีที่เดียวล่ะ
ก็แค่? ก็แค่!! ฝรั่งพูดคำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ? ผมมองเขาอย่าง ตื่นตะลึง มากกว่าเดิม คำพูดแบบนี้น่ะมันเป็นศัพท์วัยรุ่นของคนไทยนี้ แล้วฝรั่งคนนี้ไปรู้มาจากไหน?
แอชลี่ย์ แกรนท์ เป็นใครกันแน่?
จะพูดภาษาไทยกับผมก็ได้นะครับ แล้วถ้ามีอะไรที่ทำให้ไม่สบายใจหรืออยากบอกเกี่ยวกับการสอนก็บอกผมได้นะครับ Oh นี่ ฝากแจกด้วยนะครับ แกรนท์ยื่นชีทมาให้เปิ้ล ขอบคุณที่ชมว่าผมหล่อครับ เขาส่งยิ้มให้สาวน้อยที่กำลังอยากตบปากตัวเองให้หนัก
OK! Lets begin with, The Crucible!*
ประโยคภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันจากชายที่ทำให้ทุกคนตกอยู่ในภวังค์ดังลั่นห้องเรียน
-------------------------------------------
ผมเปิดประตูบานเกล็ด กระทืบขาเข้าบ้าน เหวี่ยงกระเป๋าเป๊ไปที่ริมโซฟาฝั่งนึง แล้วทรุดตัวลงบนอีกฝั่งทันที น้าเพ็ญที่กำลังเทแกงถุงลงถ้วยเหลือบมองผมจากโต๊ะกินข้าวแต่ก็ไม่พูดอะไร เธอรู้ดีว่า หากเมื่อใดที่หลานชายของเธอแสดงอาการเช่นนี้แล้ว การที่จะไม่ไปยุ่งกับหมาบ้าตัวนี้ ก็คงจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
สวัสดีครับ น้าเพ็ญ ผมกล่าวแล้วยกมือไหว้เธอด้วยท่าทางที่เหมือนกับศพมัดตรงสังค์ในโลง
วันนี้มี แกงเขียวหวานเขียวๆ เละๆ กับผัดฟักแม้ว ฟัก.... แม้ว มากินเร็ว น้าเพ็ญเรียกผมอย่างปกติที่สุด
ผมเดินไปที่โต๊ะกินข้าว นั่งลง ตาเหลือบมองไปดีผักลูกสีเขียวปนขาวที่หั่นเป็นชิ้นๆ ลอยฟ้องอยู่ในแกงเขียวหวาน มะเขือ..? กูไม่อยากแดกมะเขือ มะเขือจงหมดไปจากโลก ผมหรี่ตาลงเพื่อเป็นการเก็บอาการไม่ถูกใจของตัวเองเอาไว้ น้าเพ็ญส่งจานข้าวมาให้ผมก่อนที่จะเผด็จศึกกับอาหารตรงหน้าของตัวเอง และระหว่างที่ผมกำลังตักข้าวเข้าปาก ผมก็คิดว่าผมไม่ควรเงียบแบบนี้อีกต่อไปแล้ว
เอาฝรั่งที่ไหนมาสอนครับ น้าเพ็ญ? (= เอาฝรั่งมาสอนผมทำไม!! แค่เรียนกับคนไทยก็จะไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว) ผมพูดสิ่งที่อัดอั้นมาในใจทั้งวันออกไป
มิสเตอร์ แกรนท์น่ะเหรอ? เธอวางช้อนลงแล้วดื่มน้ำ
เขาเป็นแค่พวกแบ็คแพคเกอร์นะครับ? (= มันเป็นแบ็คแพคเกอร์ พวกนักเดินทางที่ไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าสามวันสามคืน เป็นแค่นักท่องเที่ยวที่ไม่มีอะไรมารองรับว่าจะเข้ามาสอนในมหาวิทยาลัยได้ด้วย)
แบ็คแพคเกอร์?
ผมว่าเขาไม่ค่อยเหมาะกับจะมาสอนในมหาลัยเท่าไหร่ (= ก็แน่ล่ะ น้าจะเอาฝรั่งที่เที่ยวถามคนอื่นว่าจะมานอนกับตัวไหมมาสอนเหรอ นี้มันมหาลัยนะครับ ไม่ใช่ โรงเรียนประถม)
หนิ เดี๊ยว มิสเตอร์แกรนท์น่ะ จบเอกภาษาอังกฤษจากโคลัมเบียนะ
คะ..โคลัมเบีย (= โคเคน) โคลัมเบีย ที่มีโคเคน?
จะบ้าเหรอ! เธอเอ็ดเสียงดัง มหาลัยโคลัมเบียที่นิวยอร์คน่ะ รู้จักไหม!
หา? ภาพของแกรนท์ที่เป็นฝรั่งสำมะเลทเทเมากับฝรั่งไฮโซตีปนกันมั่วไปหมดแล้ว
โคลัมเบียนะเธอ โคลัมเบีย ได้อาจารย์จากโคลัมเบียที่พูดภาษาไทยได้คล่องขนาดนี้มาสอนก็ดีแค่ไหนแล้ว
เมื่อน้าสาวของผมพูดจบ ผมก็นั่งอึ้ง และในระหว่างนั้นเองก็เผลอตักมะเขือเข้าปากไปเสียแล้ว และเมื่อรสชาติของอาหารสุดเกลียดได้แผ่ซ่านเข้าทั่วลิ้น ผมก็สำรอกเศษซากของสิ่งที่เคี้ยวออกมาลงจานทันที โดยที่ไม่สนใจเสียงร้องอย่างขยะแขยงของผู้หญิงข้างๆ ที่กรีดก้องเต็มสองรูหู
และแล้ว คำถามหนึ่งที่ผมได้ถามกับตัวเองตอนบ่ายก็ได้กลับมาในหัวอีกครั้ง
แอชลีย์ แกรนท์ เป็นใครกันแน่?!
To be continue.
_____________________________________
* Yll = You all เป็นคำที่นิยมใช้ในแถบเท็คซัส
**The Crucible บทละครโดย Arthur Miller นักเขียนชาวอเมริกัน ตีพิมพ์ในปี 1952 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่เรียกว่า Second Red Scare ที่มีกระแสความหวาดกลัวคอมมิวนิสต์ใปทั่วสหรัฐเป็นครั้งที่ 2
_____________________________________
ของแถม
เนิร์ด หรือ Nerd เป็นศัพท์แสลงอเมริกันใช้เรียกบุคคลที่คงแก่เรียนจนเกินงาม ไม่สนใจอะไรอย่างอื่นนอกจากหนังสือเรียนจนเกิดไม่พอดีในลักษณะทางกายภาพ ทั้งเรื่องการแต่งตัวและการเลือกสวมแว่น
ที่มาของคำว่า Nerd มีอยู่หลายทฤษฏี บ้างก็ว่านำมาจากหนังสือเด็กของ Dr. Seuss เรื่อง If I Ran the Zoo บ้างก็ว่า Nerd มาคำว่า Knurd ซึ่งเป็นการถอดรหัสดาวินชี่สะกดกลับ (อะไรของมัน?) ของคำว่า Drunk ซึ่งแปลว่าเมา อันหมายถึงพวกที่ชอบเรียนมากกว่าชอบปาร์ตี้ และบ้างก็ว่ามาจากท่าทางเห่ยๆ ของพนักงานแห่ง Northern Electric Research and Development (N.E.R.D)
คำว่า Nerd ในสมัยก่อนถือเป็นคำด่า อย่าไปเรียกเชียวล่ะ ไม่ต่างจากคำว่า เกรียน ในปัจจุบันเลย ใครเรียกตบเนิร์ดแตก แต่ในปัจจุบัน Nerd หมายถึงพวกบ้าคอมพิวเตอร์ บ้าเทคโนโลยี ที่สร้างสรรค์อะไรดีๆ ให้กับโลกมากมาย
Nerd ที่เราขอขอบคุณ (?)
- Bill Gate
- Graham Coxon
- ชวน หลีกภัย (เนิร์ดโดม โลกจารึก)
ข้อมูลจาก วิกี๊พีเดีย กับ โซ-ไซโค-พีเดีย ครับผม
สวัสดีครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ฟิคมั่วๆ เมาๆ ตอนที่สองเรื่องนี้ครับ หวังว่าคงชอบนะครับ ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์เมื่อตอนที่แล้วครับ ตอนนี้มีตัวละครใหม่เป็นฝรั่งชาวอเมริกันมาด้วยคนนึง ไม่รู้จะถูกใจกันหรือเปล่า ความจริง แอชลีย์ เป็นชื่อที่ใช้ได้ทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย (อย่าง Ashley Cole ไงครับ) ที่มาของชื่อตัวละครไว้วันหลังจะเขียนถึงให้ได้ทราบๆ กันไปครับ
ฟิคตอนหน้าอาจจะได้ลงอย่างเร็ววันศุกร์หน้า เพราะว่าจากนี้ไป ผมต้องอยู่หอที่รังสิต (บ้านน้อก บ้านนอก) แล้วล่ะ เสาร์อาทิตย์นี่ก็คงไม่ได้กลับบ้านเพราะต้องไปรับน้องโต๊ะครับ เพราะฉะนั้น รอกันหน่อย นะๆ ^ ^
ป.ล. คาสวาล ไดคุน คือใคร? ใครตอบได้โอตาคุกันดั้มชัดๆ!!

(แต่ผมไม่ใช่เด็กแนวอะไรนะครับ อิ๊งง)

เป็นจุดที่ดึงคนอ่านไว้ให้ตามไปหาตอนต่อๆไป
แหวะ
มันส์จริงๆเลย เริ่มติดแล้วน้า
ตาวิษณุซวยชะมัดเลย เจอตาฝรั่งคนเดิม อิอิ
แอชลี่ย์แสบไม่ใชเล่นอย่างแรง ดูแล้วลึกลับจริงๆ
มีอีกคนนึงที่บอลเด็กแนวลืมนับถือ นั่นก็คือพี่ป๊อด Modern Dog น่ะเอง ลืมไอด้อลเด็กนอลไปได้ไงนี่!!!??
ฟัก....แม้ว...เหลี่ยม.....เย้ย
ชอบวิษณุมากๆ เป็นคนที่มีความคิดอะไรที่เป็นแง่ลบดี
#1 By ฮิปโป on 2006-06-13 14:24