[Novel] BKK ตอนที่ 3 - ข้าวสาร หนังโป๊ บิดเบี้ยว
posted on 01 Jul 2006 20:38 by bosie*การกัดเล็บ เป็นการแสดงบุคคิก ภาพที่ไม่เหมาะสม ไม่สมควรเลียนแบบ
_____________________________________
BKK
ตอนที่3 -ข้าวสาร หนังโป๊ บิดเบี้ยว
_____________________________________
เดินเร็วๆ หน่อยดิ ไอ้ราม บอลรีบเรียกผมกลางถนนข้าวสาร ถนน.. ที่เต็มไปด้วยฝรั่งและนักท่องเที่ยวมากมาย...... วันนี้ผมกับไอ้ปิน โดนไอ้บอลชวนมาเดินข้าวสารหลังเลิกเรียน ผมซึ่งไม่มีอะไรทำตอนเย็นวันนี้อยู่แล้ว ก็เลยมาเดินที่นี้ซะ ถึงใจจริงผมจะไม่ค่อยมาเดินเที่ยวแถวนี้เท่าไหร่ แต่ก็การที่มาเดินหาหนังสือมือสองอ่านคงดีกว่ากลับบ้านไปซักผ้าหรือกวาดบ้านให้น้าแน่ๆ
พวกมึงจะมาซื้อหนังโป๊ ซีดีเถื่อน สินะ... เชิญตามสบายเถอะ กูขอไปเดินดูอย่างอื่นดีกว่า ผมพูดกับมันสองคนทันทีเมื่อเห็นแผงหนังโป๊และซีดีเถื่อนที่ขายอย่างไม่แอบอยู่บนแผงข้างทาง ของเหล่านี้ไม่เคยทำให้ผมสนใจถึงขนาดต้องคิดว่ามันเป็นปัจจัยที่ 6 หรือ ที่ 7 เลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมจะไม่เคยดูนะ ผมขอเป็นแค่ผู้ชายเลวๆ คนนึงที่กระทำตัวตามธรรมชาติมนุษย์ แทนที่จะดัดจริตเป็นเยาวชนดีเด่นของคุณลุงคุณป้าของเซ็นเซอร์ดีกว่า
อย่าพูดดังสิวะ ไอ้สัด! บอลรีบเอามือป้องปาก ทำหน้ายักษ์ใส่ผมเมื่อมันรู้สึกว่าผมกำลังประจานมัน
มีแต่ฝรั่งทั้งนั้น ฟังไม่รู้เรื่องกันหรอกน่า ผมพูดตอบไปตามสภาพแวดล้อมที่ได้เห็น เพราะแทบไม่ได้ยินใครที่เดินผ่านไปมาพูดภาษาไทยกันเลย ถึงเรื่องของฝรั่งที่พูดภาษาไทยได้ชัดแจ๋วชื่อ แอชลีย์ แกรนท์จะตามหลอกหลอกผมทุกครั้งที่คิดจะพูดคำว่า ฝรั่ง อยู่ก็เถอะ แต่มันก็แค่นั้นไม่ใช่หรือไง? ไม่ใช่ว่าฝรั่งส่วนมากที่มาเที่ยวเมืองไทยก็คิดแค่เรื่องนี้หรือ?
2 อาทิตย์ผ่านไปนับตั้งแต่ที่แกรนท์มาสอน แม้เขาจะไม่ได้พูดภาษาไทยบ่อยครั้งแต่พวกเราเหล่านักศึกษาก็ไม่มีใครกล้านินทาหรือพูดถึงเขาด้วยภาษาไทยเลย พวกเราเรียนรู้กันดีแล้วว่าการนินทาคนต่างชาติในระยะเผาขนแล้วเขาดันฟังออกเป็นเรื่องน่าอับอายและสยดสยองแค่ไหน
ใช่แล้ว... 2 อาทิตย์ผ่านไป ฝรั่งนั่นยังไม่ถอดหน้ากากอาจารย์ที่แสนดีออก มันเป็น 2 อาทิตย์ที่ผมยังมีเรื่องอัดอั้นอยู่ในใจว่า ทำไมผมต้องเรียกคนแบบนี้ว่า อาจารย์ อยู่อีก? ทำไมมหาวิทยาลัยถึงไม่กลั่นกรองประวัติอาจารย์ที่มาสอนให้ดีซะก่อน? ทำไมอะไรในที่ที่ผมยืนอยู่ก็ดูบิดเบี้ยวไปซะหมด?
เอาล่ะ งั้นไว้เจอกันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน ปินกล่าวขึ้นแล้วเดินไปกับบอล ผมหยุดมองรอบๆ ถนนที่เต็มไปด้วยป้ายของร้านรวงที่เขียนด้วยภาษาอังกฤษทั้งหมด ดูแหม่มฝรั่งใส่เสื้อสายเดียวที่สะพายกระเป๋าเป้ใบโตยืนสูบบุหรี่อยู่ พร้อมทั้งตอกย้ำกับตัวเองในใจว่า ที่ผมไม่ได้มาที่นี่บ่อยๆ ก็เพราะผมไม่ชอบมันเอาเสียเลย
ผมไม่ชอบที่นี้ ผมเกลียดที่จะต้องเห็นป้ายภาษาอังกฤษลอยไปลอยมา ได้ยินภาษาอังกฤษกรอกหูในขณะที่ผมเรียนภาษาอังกฤษทั้งวัน ผมเกลียดที่จะต้องเห็นคนแต่งตัวเป็นแม้วเดินขายของที่ระลึกเหมือนขอทานอนาถา ผมเกลียดเทศกาลสงกรานต์ของที่นี้ที่กลายเป็นเทศกาลแห่งความเมาอนาจารไป ผมเกลียดที่จะต้องเห็นผัดไทยที่ไม่สมควรจะเรียกตัวเองว่าเป็นผัดไทยขายอยู่อย่างเกลื่อนกลาด
จะให้ถูกคือ... ที่ที่จะหาความเป็นไทยได้น้อยที่สุดในประเทศไทย คือสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของเมืองไทยทั้งนั้นแหละ
ถนนข้าวสาร ไม่มีความเป็นไทย สำหรับผมมันไม่ใช่ประเทศไทย มันคือร้านสะดวกซื้อที่ผู้คนจากโลกที่หนึ่ง เข้ามาเดินจับจ่ายหาของที่ระลึกแห่งความเป็นโลกที่สาม แล้วพวกเราก็บริการอย่างโคตรน่าประทับใจด้วยการเอามันแพ็คถุงอย่างดี หยิบใส่รถเข็น ยิ้มร่า ยกมือไหว้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงระรื่นว่า มาใช้บริการอีกนะคะ
ผมยังเดินไปเรื่อยๆ จนไปหยุดเอาหน้าแผงซีดีเพลงเถื่อนแผงหนึ่ง ฟรานซ์ เฟอร์ดินันด์ เอมเบลซ, เดอะ ลิเบอร์ทีน-ไทน์?, เจ็ท ผมอ่านชื่อของผมดนตรีฝรั่งที่ผมไม่รู้จักตามปกซีดี
ผมก็ไม่ใช่คนที่ดีประเสริฐขนาดที่ไม่เคยซื้อของปลอม พ่อแม่ผมน่ะ เป็นลูกค้าอุดหนุนเทปผีซีดีเถื่อนตัวยงทีเดียว แล้วผมที่เป็นลูกคนเดียวก็ได้รับอานิสงส์นั้นไปด้วย ถึงจะมีการรณรงค์อยู่เป็นระยะๆ ว่าการซื้อของละเมิดลิขสิทธิ์ก็เท่ากับเป็นการทำลายวงการศิลปะบันเทิง แต่ในเมื่อคนที่ผมรู้จักส่วนมากยังเป็นชาวบ้านและชนชั้นกลางค่อนต่ำที่ไม่ได้รวยมากจากไหน พวกเขายังจะต้องแคร์ด้วยเหรอว่าอะไรคือศิลปะ? อะไรคืองานสร้างสรรค์ ในเมื่อสิ่งที่ต้องคิดก่อนหน้านั้นคือเรื่องตังค์ซื้อข้าวหรือลูกเมีย?
ผมยังมองไปที่แผ่นซีดีทั้งหลาย พร้อมๆ กับประโยคซึ่งผมเคยได้ยินมาตลอดสมัยเด็กๆ ดังขึ้นในหัว
ฝรั่งน่ะเขารักการอ่าน ตรงต่อเวลา มีระเบียบวินัย พวกเธอน่ะเอาแต่สิ่งที่ไม่ดีๆ จากเขามา หัดเลียนแบบในสิ่งที่ดีจากเขามาบ้างสิ เสียงของคุณครูสอนวิชาภาษาอังกฤษที่ไม่เคยมีเพื่อนเป็นฝรั่งดังขึ้น ส่วน ด.ช. วิษณุ พลหล้า ก็ได้แต่มองตามอย่างไร้เดียงสา เชื่อฟังคำทุกคำที่คุณครูสอนสั่ง แต่เมื่อเขาโตขึ้น เขาก็ได้สำเหนียกว่าสิ่งที่เขาถูกยัดเยียดให้รับรู้มามันไม่ได้มีความจริงปะปนอยู่เลย
ถ้าฝรั่ง มันมีความเคารพในสิทธิของคนอื่น เป็นพวกที่มีวินัย เป็นพวกที่เคารพกฎระเบียบ แบบที่ผมได้ยินมาทั้งชีวิต ผมคงไม่ได้เห็นของผิดกฎหมายอย่าง ซีดีเถื่อน หรือ ร้านรับทำใบขับขี่ปลอมตั้งยู่เกลื่อนกลาดในที่ที่เต็มไปด้วยฝรั่งแบบนี้หรอก
โฆษณาครีมทาผิวขาวสำหรับคนเอเชีย ที่ให้ฝรั่งผิวขาวมาโฆษณา - ยาสระผมที่ต้องมีสารประกอบเป็นภาษาอังกฤษยาวๆ และมีการรับรองจากสถาบันชื่อเป็นภาษาอังกฤษที่ไม่รู้ว่าจะมีจริงหรือเปล่า - เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องติดตราญี่ปุ่นไว้ก่อน ถึงจะมีคำว่า เมด อิน ไทยแลนด์ ติดหราไว้
ทั้งหมดมันก็แค่สัญลักษณ์แห่งความเกลียดชังที่ตัวเราเองยังเป็นประเทศที่ไม่เจริญ
สัญลักษณ์แห่งการไม่ยอมรับความจริงที่ตัวเองเป็น......... เท่านั้นแหละ
ไม่มีใครเลวได้ทุกคน ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครดีได้ทุกคนเหมือนกัน
ผมเริ่มทำให้ชีวิตตัวเองน่าเบื่อและฟุ้งซ่านอีกแล้ว จะทำไปเพื่ออะไรวะ? ไปเถอะ ออกจากที่นี้ หาหนังสืออ่าน แล้วรีบกลับบ้าน ถึงจะโดนใช้ให้ซักผ้า แต่มันก็คงดีกว่าต้องทนอยู่ในที่ที่ตัวเองไม่ชอบแน่ๆ
Excuse me? เสียงของชายต่างชาติคนหนึ่งดังขึ้นข้างๆ ผมไม่ได้ให้ความสนใจอะไร สิ่งที่เห็นก็มีแค่ คนขายซีดีที่อายุเท่าๆ กับผม แต่งตัว แนวๆ ด้วยสีดำทั้งหมดเหมือนพวกนักร้องฝรั่ง กำลังยิ้มร่าเมื่อลูกค้าของเขามาถึง
Do you have any the Smiths* bootlegs?
เยส? ชายหนุ่มผมหยิกฟูตอบอย่างงงงวย รอยยิ้มเบิกบานของเขาเริ่มปรากฏรอยหวาดหวั่นขึ้นมาแล้ว กูจะตอบมันว่าไงดีวะ เขาต้องคิดแบบนี้อยู่แน่ๆ
The Smiths.. ah .. Morrissey? ผมกำลังหันหลังกลับในขณะที่คำถามนี้ดังขึ้น
เอ่อ .... ลินคิน พาร์ค? คอร์น? สลิปนอร์ต? ชายหนุ่มยังทำหน้าที่พ่อค้าที่ดีไม่หยุด ผมก็ไม่รู้ว่าฝรั่งคนนั้นจะถามอะไรต่อหรือเปล่า ที่รู้ก็คือ ผมต้องสติแตกและต่อยฝรั่งคนนั้นไปแน่ๆ ถ้าผมถูกบังคับให้ตอบคำถามที่ตัวเองไม่เข้าใจแบบนั้น
ผมเดินออกมาได้สักพัก สาวขาอย่างลิงโลดเพื่อไปถึงแผงขายหนังสือเก่าให้เร็วที่สุด จะซื้ออะไรดี? วู๊ทเทอร์ริง ไฮย์? แต่มันจะดีเหมือนเจน แอร์เหรอ? หรือจะเป็น เดอะ ซัม ออฟ ออล เฟียร์ ของ ทอม แคลนซี่?
Oh Hi. เรื่องอเมริกาโดนถล่ม ชอบอยู่แล้ว Ah.. Hello? ตายห่าซะ ไอ้พวกบ้าสงคราม
Hello!
ผมสะดุ้งทันทีแล้วส่ายหน้าเพื่อตั้งสติทันทีเมื่อได้ยินคำทักทายเสียงดัง ผมหยุดเดิน หันหน้าไปมองตามเสียง
แอชลีย์ แกรนท์ ยืนอยู่ข้างหลังผม สีหน้าของเขาก็เหมือนทุกครั้ง แว่นตากรอบใหญ่แบบเนิร์ดๆ รอยยิ้มฉีกกว้างพร้อมกับหมากฝรั่งที่เคี้ยวตุ่ยในปาก สายตาลุกวาวเหมือนเด็กๆ แต่ในมือกลับหอบหิ้วกระเป๋าเอกสารใบใหญ่ แต่งตัวเหมือนกับพนักงานออฟฟิศเห่ยๆ ผมส่งสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า มันมาอยูที่นี่ได้ไง? Hi, again. เขาทักทายผมอีกครั้ง Glad you can hear me now.
กู๊ด อาฟเตอร์นูน มิสเตอร์ แกรนท์ ผมรู้สึกกระดากปากอย่างถึงที่สุดเมื่อต้องทักทายคนอื่นด้วยคำพูดที่เป็นทางการเช่นนี้ แต่...ทำไม...มันถึง?
I saw you at the CD pallor. Did you get anything? Mr เขามองหน้าผมแบบใช้ความคิดเมื่อต้องระลึกชื่อของผมให้ออก
วิษณุครับ ผมบอกชื่อไปอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ก็ต้องทำเพราะมารยาท โน ไอ ดินท์ แค่นี้แหละ ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว วิษณุ อย่าสร้างเรื่อง.. อย่า...
Oh Mr. Vishnu? Me neither. เขาทำหน้าแปลกใจที่ได้ยินชื่มก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นการขมวดคิ้ว I guess that boy didnt know anything about the Smiths or Morrissey. My bad, I am too old. เขากำลังพูดถึงหนุ่มคนขายซีดีผู้โชคร้าย เออ กูก็ไม่เข้าใจมึงเหมือนกันแหละ พูดจบเขาก็เอามือปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก
ผมยังมองหน้าเขาเหมือนเจอผี แกรนท์เป็นคนสุดท้ายในโลกนี้ที่ผมอยากจะเจอที่ข้าวสาร แต่ตอนนี้เขาก็ดันมาอยู่ตรงหน้าผม จะให้พูดว่าไง? ฟัก ออฟ? ไอ สติล โนว์ วอท ยู ดิด 2 วีค อโก? กู๊ด บาย ไอ เฮท ยู! แต่เดี๋ยวสิ? ทำไมผมจะต้องแปลกใจที่ได้เห็นแกรนท์ที่ข้าวสารล่ะ ฝรั่งอย่างเขา ฝรั่งอย่างมัน จะมาเที่ยวข้าวสารก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรไม่ใช่เหรอ?
เอ่อ มิสเตอร์ แกรนท์ ไอ... ก๊อท ทู โก กู๊ดบาย! แล้วก็หันหลังกลับบ้าน อย่าไปเสวนาหรือ สมคบกับคนอย่างมันจะดีกว่า
Ah Mr. Vishnu. แกรนท์ไม่ได้ยินผม เขาพูดแทรกขึ้นก่อนที่ผมจะพูดจบ ผมอยากตบหัวตัวเองสักป๊าบเพราะสปีดเต่าคลานของตัวเอง ต้องขอโทษด้วยที่เสียมารยาทไปที่สนามหลวง ผมไม่ได้ตั้งใจจะดูหมิ่นคุณ
อ่อ ครับ.. เพิ่งมาจะบอกอะไรป่านนี้วะ ผมแสร้งยิ้มเหมือนกำลังตอบว่า ไม่เป็นไรครับ แต่ในใจจริงผมอยากฟังคำแก้ตัวของมันมากกว่า โอ้ โน้ว ไอ ดินท์ มีน อิท. ไอ วอส ดรังค์ แอนด์ ไอ ทอท เฮ้ ไอ วู๊ด ทู ไลค์ ทู ฟัก ซัมบอดี้ แอนด์ แดทส์ อิท ไม่มีคำแก้ตัวอะไรหรอก ลาก่อน แอชลีย์ แกรนท์ และ สวัสดี อาจารย์สอนวรรณกรรมอเมริกันคนใหม่
What I meant to do is that umm What can I say? ตาของเขาลอยลอดแว่นขึ้นฟ้าเมื่อต้องสรรหาคำแก้ตัว ถ้าเปิ้ล เบล หรือสาวๆ ที่ไหนได้เห็นท่าทางของเขาในตอนนี้คงกรี๊ดบ้านแตก แต่ผมล่ะจากจะถีบหน้ามันจริงๆ
ผมแค่อยากให้ผู้หญิงคนนั้นเลิกตามผมสักที ผู้หญิงคนนั้น? ผมเริ่มนึกถึงหน้าเธออีกครั้ง ผู้หญิงผิวคล้ำทรงสเน่ห์คนนั้นที่คอยหยอดคำพูดหวานๆ และเกาะแขนของเขามาตลอดทาง เธอตามผมมาตั้งแต่หน้าวัดพระแก้วเพราะอยากให้ผมไปกับเธอให้ได้ ผมก็ปฏิเสธหลายครั้งอยู่ แต่เธอก็เหมือนจะไม่เข้าใจผม เพราะเธอฟัง English ไม่ออก ผมก็เลยต้องใช้วิธีนั้นแหละครับ?
วิธี? วิธีอะไรเหรอ?
ผมก็เลยต้องเรียกคุณ เพื่อให้ดูเหมือนกับว่า ผมไม่สนใจผู้หญิง เธอจะได้ไปๆ ซะ แค่นั้นแหละครับ เพราะถ้าแค่พูดอย่างเดียว เธอก็คงไม่เข้าใจ หรือไม่สนใจแน่ๆ
ถึงผมจะยังไม่เชื่อเขาอย่างสนิทใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าวิธีการของเขามันชาญฉลาดมากทีเดียว จะมีผู้หญิงหน้าไหนกล้าเข้าใกล้ผู้ชายที่ตะโกนปาวๆว่า อย่ามายุ่งกับกูนะ กูเป็นเกย์ หรอก
อ่ะ...เอ่อ.. ผมเริ่มคิดว่าจะพูดอะไรต่อไป ภาษาอังกฤษเหรอ? ก็ไม่ใช่ว่าผมจะพูดได้หรอกนะ ทางที่ดีพูดภาษาแม่เพื่อป้องกันการผิดพลาดไว้จะดีกว่า วิษณุ อาจารย์... คงไม่คิดว่าผมเป็น... เอ่อ.. เป็นอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหมครับ? เป็นอย่างนั้น? ทำไมผมถึงไม่กล้าพูดออกมาว่าเป็นอย่างไหน?
That is not the point. เขาส่ายหน้าปฏิเสธ ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาบ้าง Even if it wasnt you, Id do it anyway. But then, I am so sorry. I didnt mean to insult you. พูดจบเขาทำสีหน้าเชิงวิงวอน ผมไม่รู้ว่ามันจะเป็นสีหน้าจริงๆ ของเขาหรือเปล่า แต่ถ้าเขาทำถึงขนาดนี้แล้ว ถึงจะเป็นเป็นแค่การเสแสร้งแกล้างทำ ก็คงต้องยอมรับตามมารยาทแหละนะ
ครับ ไม่เป็นไรหรอก แต่อย่าทำล่ะกัน เรื่องนี้คนไทยถือนะครับ ผมเริ่มหวังดี คิดในแง่ดีแบบที่ไม่ค่อยจะคิดบ่อยๆ ว่าแกรนท์ทำแบบนั้นไปเพราะเขาไม่รู้ธรรมเนียมของคนไทย ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำหน้าที่เป็นโฮสแฟมิลี่ที่กำลังตักเตือนนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ไม่รู้วัฒนธรรมไทยอย่างเอ็นดู
ใช่ คิดในแง่ดีไว้บ้าง บางทีสิ่งที่ผมคิดมาตลอดก็เป็นแค่การคาดเดา และการตัดสินคนจากภายนอกอย่างไร้ความยุติธรรม ใช่อย่างนั้น ฉีกยิ้มไว้ ทำตัวเป็นคนไทยที่ดีซะบ้าง
ผมรู้ครับ แกรนท์พยักหน้าหงึก แต่ผมจะ care ทำไมถ้าใครจะโกรธ ในเมื่อยังไงผมก็ไม่รู้จักคนคนนั้นหรือจะได้เจอคนนั้นอีกแล้วนี่ครับ เขากรอกตามองไปมาเหมือนเด็กไร้เดียงสาที่กำลังสารภาพว่าตนเองได้ทำแจกันสุดรักของคุณแม่แตกเสียแล้ว
และตอนนั้นเอง สถานะของการเป็นไกด์และโฮสแฟมิลี่ที่ดีของผมพังครืนในชั่วพริบตา ความคิดดีๆที่ผมเคยคิดเอาไว้เลือนมลาย และอะไรแย่ๆ ที่ผมคอยเตือนตัวเองไม่ให้คิดถึงก็ย้อนกลับมาอีก
ฝรั่งคนนี้ จูงผู้หญิง อย่างนั้นมา เดินเข้ามาหาคนที่ไม่รู้จัก ชวนเขาไปนอนด้วย แล้ววันต่อมา ก็มาแก้ตัวอย่างหน้าด้านๆ อ่อ ช่าย ผมทำอย่างนั้นไปจริงๆ แต่มันมีเหตุผลนะครับ ถึงมันไม่ดีแต่ผมก็จะทำ ใครจะว่าอะไรผมล่ะครับ ผมเป็นฝรั่ง ผมต้องรับผิดชอบอะไรด้วยเหรอ?
สิ่งที่แกรนท์พูดไม่ได้ต่างอะไรจากการที่จะบอกว่า เมื่อวานผมไปเปิดกระโปรงผู้หญิงมา แต่ผมไม่แคร์หรอก เพราะยังไงผมก็คงไม่ได้เจอผู้หญิงคนนั้นอีก เลยสักนิด
ทำไมผมต้องมาสุงสิงกับไอ้คนอเมริกันอีโก้จัด ไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ด้วย? เสียเวลา! เสียเวลาที่สุดเลย!! ทำไมผมปล่อยให้ตัวเองให้คิดไปแว่บนึงว่ามันจะเป็นคนดี? ทั้งๆ ที่เชื่อสัญชาตญาณของตัวเองแต่แรกก็ดีอยู่แล้ว เสียเวลา! เสียเวลาที่สุดเลย!!
แต่ผมก็แปลกใจอยู่ดี ว่าทำไมคุณถึงโกรธขนาดนั้น แกรนท์พูดแทรกขึ้นมาในระหว่างที่ผมกำลังคิดจะบอกลาเขา คนไทย ถืออย่างนั้นเหรอครับ? ถือ? I know you do, but why? I dont get it. ทำไมคุณถึงดูกลัวที่จะให้ผมคิดว่าคุณเป็นแบบผู้หญิงคนนั้นล่ะครับ?
คำถามที่ยิงมาทำให้ผมต้องสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอดแล้วกัดฟันแน่นเพราะความสับสนและความโง่เขลาของตัวเอง ก็มัน.... ผมไม่รู้ว่าจะตอบเขายังไง ทำไมต้องมาถามกูเรื่องนี้ด้วย? ไม่รู้ว้อย แต่ทำไมถึงไม่รู้ล่ะ? ทำไม? ทำไมผมถึงรู้สึกรังเกียจถ้าจะมีใครให้ผมเป็นอย่างนั้น? ทำไมล่ะ? ทำไมผมถึงไม่เคยคิด? ก็มัน...ไม่ดี...นี่ครับ? มันไม่ดี มันน่ารังเกียจ ใครๆ ก็บอกว่ามันไม่ดี
Bad? Why?
ทำไมถึง ไม่ดี? ไม่ดีเพราะว่าคนอื่นบอกมา? เกลียดเขาเพราะคนอื่นบอกว่ามันน่าเกลียด?
ก็ อาชีพแบบนี้มัน......ไร้ศักดิ์ศรี.. นี่ครับ ไร้ศักดิ๋ศรี ไร้ยางอาย เป็นคนมีมือมีเท้าครบถ้วนแล้วทำไมยังเอาร่างกายตัวเองมาทำเป็นของเล่นให้คนอื่น มันก็แค่อาชีพของคนฉาบฉวยที่อยากได้เงินมาอย่างง่ายๆ โดยที่ไม่คิดถึงศีลธรรม แค่ไปนั่งรอให้ลูกค้ามา ทำตัวอ้อดอ้อนเหมือนหมาในตะกร้าที่กำลังรอให้คนที่เดินผ่านไปมาซื้อไปเป็นเจ้าของ ได้เงินมาอย่างไม่ต้องลงแรงอะไร แค่ทนกับความอับอายที่สุดท้ายก็กลายเป็นความด้านชาให้ได้ก็พอ ผู้หญิงหรือผู้ชายแบบนี้ยังเหลือค่าอะไรอีก?
พวกสิทธิมนุษยชนก็ประกาศปาวๆ ไปว่าเพราะความยากจน เพราะความจำเป็น แต่สิ่งที่เรียกว่า ความจำเป็น มันก็แค่ข้ออ้างที่จะให้คนทำอะไรก็ได้ ก็มันจำเป็น ก็หนูจนนี่ ก็พูดได้กันไปล้านแปด สุดท้ายก็ ทำ ไม่ใช่เหรอ?
So, you guys consider prostitution as a ไร้ศักดิ์ศรี thing, but why it is everywhere here? แกรนท์เอามือท้าวเอว เขามองไปรอบๆ และผมก็มองตามทางที่เขามองอย่างไม่รู้ตัว และสุดท้าย สายตาของเขากับผมก็ไปหยุดอยู่ที่เด็กสาววัยรุ่นๆผมสองสามคนที่กำลังเดินตามฝรั่งพุงโพล้ ภาพที่เห็นนั้นช่วยย้ำเตือนผมมากขึ้นอีกว่าเรื่องที่เขาพูดมันช่างจริงแค่ไหน เรื่องแบบนี้ มันมีอยู่ทุกที่เลย Why do many Thai girls prefer to do this job even though people in their home country considered it as a disgrace? Why you guys considered your most famous attraction as a disgrace anyway? So, does it mean that you would do it for money, though you know that it is a disgrace?
ผมหยุดนิ่งเพื่อตั้งรับคำถามที่ส่งมาเป็นชุดจากชายชาวต่างชาติคนนี้ แต่ยิ่งตั้งรับเมื่อใหญ่ก็ดูเหมือนกับจะไม่มีประโยชน์เลย ทำไมล่ะ? ทำไมผมถึงตอบคำถามเขาไม่ได้? ทำไมผมถึงรู้สึงรังเกียจคนเหล่านั้น? เพราะคนรอบข้างที่อาบน้ำร้อนมาก่อนบอกผมว่าคนที่ทำอาชีพแบบนี้คือคนเลว คนไร้การศึกษา คนจนที่ไม่มีทางเลือกอะไรอื่น? หรือสื่อที่ผมได้สัมผัสก็สร้างการโฆษณาชวนเชื่อที่หล่อหล่อมความคิดว่าสิ่งนี้เป็นปัญหาสังคม?
ทั้งๆที่ การรับรู้ของคนทั่วไปบอกว่ามันเป็นเรื่องน่าเกลียดและเป็นผลกระทบจากสังคมที่ฟ่อนเฟะ แล้วทำไม? สิ่งที่เลวร้ายนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ดังและน่าสนใจที่สุดของสังคมที่ผมอยู่ในสายตาของคนภายนอก
เพื่อนบ้านของผมสนใจบ้านของผมเพราะพ่อแม่ผมทะเลาะกัน พี่สาวของผมขายตัว ส่วนผมก็ติดยา แต่ผมเปลี่ยนอะไรไม่ได้หรอกเพราะว่าในเมื่อมันทำให้บ้านผมขายออกและเป็นที่รู้จัก แล้วจะต้องเปลี่ยนทำไม? ถึงใครจะมองบ้านผมในแง่ลบหรือทำให้ผมต้องโดนประณามสักแค่ไหน แต่มันก็โอเค ตราบใดที่ผมยังมีข้าวกินไปวันๆ ???
ทำไมทุกสิ่งทุกอย่างที่นี้มันบิดเบี้ยวเหลือเกิน?
แล้ว...... ทำไม..กูถึงต้องมาคุยเรื่องนี้กับฝรั่งที่แทบไม่เคยรู้จักด้วยล่ะ...? ไม่ใช่ว่าตำราสอนเรื่องการคบคนทุกที่เขียนไว้ว่าไม่ควรพูดเรื่องสังคม ศาสนา เอ๊ะ.. หรือที่อเมริกาจะไม่มีสอนเรื่องสมบัติผู้ดี?
มิสเตอร์แกรนท์... อะ...ไอ แอม ซอร์ซี่ ไอ แฮฟ ทู โก กู๊ด บาย ผมรู้ว่าผมมันขี้ขลาดที่พยายามหลบไปดื้อๆ โดยที่ไม่ได้ตอบคำถาม แต่คิดดูดีๆ ถ้ามีคนแปลกหน้าเดินมาถามว่า ครั้งที่แล้วเลือกพรรคอะไร? ผมก็คงไม่ตอบเหมือนกัน ที่จริง... คงไม่มีใครกล้าตอบหรอก หมดเวลาที่จะต้องเสียเวลาให้กับการเสวนากับไอ้ฝรั่งบ้าบอคนนี้แล้ว
คุณนี่วิจารณ์สังคมด้วยการเขียนได้ดีกว่าการพูดจริงๆ นะครับ
วิจารณ์สังคมอะไรกันครับ? ผมหันควับไปทางเขาและถามขึ้นมาทันที ผมเริ่มไม่พอใจขึ้นมาแล้ว ทำไมไอ้ผรั่งนี่ถึงชอบมาพูดกับผมในเรื่องที่ไม่ควรจะพูดกับคนแปลกหน้า
มันคงเป็นฝรั่งที่ไม่ถูกชะตาอะไรกับผมจริงๆ
ก็ชอบ George Orwell ไม่ใช่เหรอครับ? แกรนท์ฉีกยิ้ม เขาโน้มหลังสูงๆ ของเขาลงมาแล้วพูดขึ้นตรงหน้าผม Im sure a man who wrote a wonderful article about George Orwell would spend his time reading book or questioning his society rather than watching porn or soccer. Am I right?
หะ? อาจารย์อ่านเรื่อง จอร์จ ออร์เวล ของผมเหรอ!? ผมแผดเสียงดังลั่น บ้าน่ะ บ้าน่า!! ผมไม่คิดเลยว่าเจ้าบ้านี้จะมาอ่านงานของผม ไม่สิ คนอย่างนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะอ่านเขียนของใครเลยต่างหาก มันเป็นเรียงความหัวข้อ นักเขียนคนโปรด ที่ผมเขียนให้ อาจารย์สมหมาย อาจารย์คนก่อน ความจริงงานของ จอร์จ ออร์เวลที่ผมได้อ่านก็มีอยู่เรื่องเดียวคือเรื่อง รัฐสัตว์ แต่แค่นิทานเสียดสีระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์เรื่องสั้นๆ แค่นี้ก็ทำให้ผมตะลึงงันกับการเล่นสัญลักษณ์อันแสนชาญฉลาดของเขาได้แล้ว
หมูน้อยลุกขึ้นมาปฏิวัติขับไล่พวกมนุษย์ออกไปจากฟาร์ม.... เหล่าหมูสถาปนารัฐของสรรพสัตว์ที่เชื่อในความเท่าเทียมกันของสัตว์ทั้งหลาย....สัตว์ทุกตัวต้องไม่ทำร้ายกัน...สัตว์ทุกตัวมีความเท่าเทียมกันไม่ว่าจะเป็นสัตว์ชนิดด....รัฐแห่งสรรพสัตว์เป็นดินแดนที่แสนสมบูรณ์ของผู้เคยถูกเอาเปรียบ...สัตว์ทุกตัวต่างเชื่อมั่นในหมูซึ่งเป็นผู้นำของมัน...ผู้นำสัญญาถึงนมที่ไม่มีวันหมด...ฟางนุ่มๆที่ทำให้พวกมันอบอุ่นในทุกค่ำคืน...คำสัญญาที่หอมหวานที่เหมือนลูกแอปเปิ้ลอาบไซยาไนต์
ช่างเป็นนิทาน ของพวกเรา เหลือเกิน
Yes. Have anybody told you that your style of writing is the best compare to other students in the class? แกรนท์ยังพูดถึงบทความของผมต่อ ผมเริ่มสงสัยว่าเขากำลังชมผมอยู่จริงๆ หรือว่ากำลังประจบผมอยู่กันแน่ And I like George Orwell, too.
อาจารย์ชอบ จอร์จ ออร์เวลเหรอครับ? ผมพูดออกมาโดยที่ผมไม่รู้ตัว ชอบ จอร์จ ออร์เวล? จอร์จ ออร์เวล ที่ไม่มีใครชอบ...?
Oh, I love him. Especially for 1984, it is so wonderful. Have you read it?
ยังเลยครับ ทำไมถึงพูดกับเขาต่อ? ไปสิ ไปได้แล้ว แต่.. จอร์จ ออร์เวล?
You should read it และ... เพื่อเป็นการขอโทษ ตามมาได้ไหมครับ? เขากล่าวเชิญชวน
ผมยืนนิ่งครุ่นคิดและความคิดของฝ่ายของผมก็ตบตีกันจนแบบทำอะไรไม่ถูก
ตาม? ตามไป? ทำไมต้องตามล่ะ? มันเป็นใครกัน? แต่ว่า แล้วมันมีอะไรล่ะ?
แกรนท์รอให้ผมตอบไม่ไหวอีกต่อไป เขายิ้มให้ผมก่อนที่เดินนำหน้าไปเหมือนรู้อยู่แล้วว่าผมต้องเดินตามเขา และมันก็จริงตามนั้น ผมก้าวขาเดินเหมือนคนละเมอตามเขาไปทั้งๆ ที่ในใจส่วนหนึ่งยังคงต่อต้านเขาอยู่
แต่ทำไมถึงตามเขาไป? ทำไมถึงยอมทำตามง่ายๆ แบบนี้ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เกลียดมันจะตายไป?
ผมไม่เข้าใจตัวเองเลยตอนที่ก้าวขาออกไป ผมไม่คิดอะไรอื่นอีกนอกจากความรู้สึกว่าเหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับผมเลย ผมรอ บางสิ่งบางอย่าง มาตลอดชีวิตจนผมลืมไปแล้วว่าผมรออะไรอยู่
อะไร ที่ผมรู้สึกขึ้นมาแว่บนึงในใจตอนนั้น และมันก็ทำหัวสมองของผมว่างเปล่า
ผมเดินไปกับเขาเรื่อยๆ จนไปหยุดเอาหน้าแผงขายหนังสือมือสอง หนังสือเหล่านี้หนังสือที่พวกนักท่องเที่ยวที่มักซื้อมาอ่านฆ่าเวลา แล้วไม่อยากขนกลับไปให้หนักกระเป๋าเลยเอามาขายให้ร้านที่รับซื้อ
ถ้ามีสิ่งเดียวที่ผมจะชอบบนถนนท่องเที่ยวสายยาวแห่งนี้ สิ่งนั้นคงเป็นแผงขายหนังสือมือสองเหล่านี้แหละ แต่ดูท่าว่า เพื่อนที่ชอบชวนผมมาเดินที่นี้จะไม่มีได้คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การให้ความสำคัญอะไรเลย
เดอะ ไชนิ่ง/ ชอร์แชง รีเด็มชั่น/เดอะ ดรีมแคชเชอร์ ผมอ่านชื่องานสร้างสรรค์ของ สตีเฟนส์ คิงค์จากสันหนังสือที่มีรอยยับเป็นแนวยาว ก่อนที่จะหันไปเหลือบมองที่แกรนท์ซึ่งกำลังพินิจหนังสือที่วางเรียงในกะบะอยู่เช่นเดียวกัน
Ah, here it is! เขาอุทานแล้วดึงหนังสือเล่มหนึ่งออกมาแล้วส่งไปให้คนขายคิดสตางค์ ไม่ต้องใส่ถุงก็ได้ครับ ชายคนขายยิ้มออกทันทีเมื่อได้ยินภาษาไทยชัดแจ๋วจากลูกค้าตาน้ำข้าว
นี่ครับ แกรนท์ยื่นหนังสือที่จ่ายเงินแล้วให้ผม 1984 By George Orwell ภาพของหน้าปกหนังสือสีขาวล้วนที่มีรูปวงกลมสีฟ้าจุดดำเหมือนลูกตาคนปรากฏเด่นตรงหน้าผม หวังว่าคงชอบนะครับ เขายิ้ม
เอ่อ... ผมมองหนังสือในมือเหมือนเป็นของจากต่างดาว สับสนไปหมดแล้ว! ทำไมเหรอครับ? แล้วมันอะไรล่ะ? ทำไม
This is for you as an apology.
ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่ได้โกรธถึงขนาดนั้นสักหน่อย
Oh please, you said you havent read it, didnt you? เขาทำหน้าอ้อนวอนที่ทำกำลังจะกลายเป็นการคะยั้นคะยอเข้าทุกที
เอ่อ... อ่อ...ครับ...ก็ได้...ครับ ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วนอกจากต้องรับ ผมมองที่ดวงตาบนปกหนังสือที่กำลังจ้องมองผมสลับกับตาของเขาที่มีสีคล้ายกันอย่างบังเอิญ คงจะน่ากลัวสุดๆ ถ้าจะให้คนที่มีตาแบบนี้มามองจ้องผมอยู่ตลอดเวลา
Why are you staring at me like that? เสียงของแกรนท์ปลุกผมให้ตื่นจากอาการเหม่อลอย You are not in love with me, are you? เขาเบ้ปาก ทำหน้าทำตาสงสัยอย่างสุดกู่
ม่ะ..ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ!!!!! ผมอ้าปากค้างเดินถอยหลังออกไปทันที วิษณุ..มึงเฮี้ย... นี่ผมเหม่อลอยจนทำอะไรลงไป? แต่เดี๋ยว? ผมก็ไม่ได้ทำอะไรไม่ใช่เหรอ? ผมมองแล้วมันผิดตรงไหนล่ะ? ผมไม่ได้ผิด ถ้าแค่มองแค่นี้แล้วจะเป็นอะไรล่ะ? ไอ้คนที่คิดได้มันก็คงโรคจิตสุดๆ! ผมไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้นเลยนะครับ...ผมแค่.. แค่อะไรล่ะ? แค่คิดว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น? แค่คิดว่ารอมันอยู่เหรอ?
Dont get it wrong. แกรนท์พูดตัดบทแล้วทำหน้าเหมือนเซลล์แมนที่กำลังบังคับขายแอบโดมิไนเซอร์ของปลอมโดยไม่สนใจว่าตอนนี้ลูกค้าของเขาพยายามบอกลา I am not flirting you, and I am not interested in you boy, anyway.
ผมไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลยนะ! ผมประท้วงเสียงดังลั่น แต่แกรนท์ก็ทำเหมือนกับไม่ได้ยิน ทำไมมันถึงคิดว่าผมจะยอมทำอะไรบ้าบอขนาดนั้น? ทำไมมันถึงผมจะ วิปริต พอที่จะไปคิดอะไร เฮี้ยๆ แบบนั้น ผมทำอะไรลงไป ไอ้ฝรั่งหยาบคาย ป่าเถื่อน แถมยังหลงตัวเอง ทำไมผมถึงเผลอคิดไปได้ว่ามันจะเป็นคนดี? ยังไงมันก็เป็นแค่ฝรั่งเละเทะ ไม่ได้เรื่อง ที่ผมจะต้องกำจัดออกไปจากชีวิตของผมสักที... แต่ก่อนอื่น.. ก่อนอื่นก็หาคำแก้ตัวมาชนะคนอย่างมันก่อนดีกว่า
See you later! ชายหนุ่มผิวขาวกล่าวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เดี๋ยว!! เดี๋ยวก่อน!!!! ผมเงยหน้าขึ้นร้องเรียก แต่สิ่งสุดท้ายที่ผมเห็นคือแผ่นหลังของแกรนท์ที่เดินหายไปกับเหล่านักท่องเที่ยวที่เดินไปมาอย่างขวักไขว่ ผมหยุดตัวเองไว้แค่นั้นเพราะถึงจะเรียกเท่าไหร่เขาก็คงไม่เดินกลับมา แล้วผมก็ไม่ได้อยากทำให้ตัวเอง รู้สึก ว่ากำลังอยากเจอเขาอีกหรือทำให้คนอื่นต้องมองผมอย่างตัวประหลาด
ผมกัดฝันตัวเองแน่นแล้วกัดเล็บตัวเอง ถ้าผมอยู่ที่บ้านผมคงขึ้นไปบนห้อง กระแทกประตูเสียงดัง นั่งลงบนโต๊ะ หยิบเศษกระดาษออกมาแล้วละเลงคำก่นด่าลงไปจนเต็ม
ห่าเอ๋ย.. ผมสบถให้กับความน่ารังเกียจที่ผมได้พบและกับความงี่เง่าของตัวเองที่กัดเล็บตัวเองจนเลือดไหลออกมาจากจมูกเล็บอีกแล้ว
ในไม่ช้าเมื่อผมรู้ตัวว่าท้องฟ้ากำลังจะมืดลงไปทุกที ผมก็ยกภาพดวงตาบนปกหนังสือขึ้นมาดูอีกรอบ
อะไร คือสิ่งที่ผมรอ? อะไร คือแสงที่กระพริบขึ้นมาเมื่อผมได้ยินคนอื่นพูดคำว่า จอร์จ ออร์เวล ขึ้นมา?
มันเบาบางจนผมแทบไม่รู้สึกอะไรสักอย่าง ไม่ได้รู้สึกว่ามันคือความสุข หรือความประหลาดใจใดๆ
ทั้งหมดคงเป็นเพราะสิ่งที่อยู่ข้างในของผมมันไม่สามารถเปิดรับอะไรได้อีกแล้ว
ผมเปิด 1984 ออกอย่างผ่านๆ เพื่อดูว่าตัวหนังสือมันใหญ่หรือเล็กขนาดไหน ผมหยุดที่หน้าสุดท้ายของตัวนิยายที่ติดกับภาคผนวกหนาๆ แล้วอ่านประโยคสุดท้ายที่ลอยเด่นออกมาจากตัวอักษรร้อยพัน
.He loves Big Brother.
______________________________________
*The Smiths - วงดนตรีอินดี้จากเกาะอังกฤษในช่วงยุค 80 เป็นผู้วางรากฐานของ Britpop ในปัจจุบัน Morrissey ก็คือนักร้องนำของวงนี้ครับ
สำหรับท่านที่ยังไม่รู้ว่า 1984 คืออะไร กรุณาเชิญทางนี้ครับ
______________________________________
สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่ฟิคหมักดองตอนที่สองครับ หวังว่าคงจะชอบกันนะครับ
ตอนนี้ขอโพสแค่นี้ก่อนล่ะกัน พี่นุ่นเอาไอ้ปี๊ดจ่อขอหอยแย้ว
ติดตามตอนต่อไปครับผม
______________________________________
- On The Next Episode of "BKK" -
ความรักทำให้คนตาบอด
ก็น่ารักดีนะ..
อะไรอีกเล่า! ยัย...
ทำไมต้องร้องไห้?
ทำไมเรื่องแบบนี้มันต้องมาเกิดกับผมด้วย?


อาจเป็นเพราะเหมือนได้ดึงคนอ่านไปพร้อมๆกับรามมั๊งคะ ชอบๆๆๆ

#1 By soundsyndrome on 2006-07-01 22:23