*วัฒนธรรมไทยเป็นสิ่งที่มีคุณค่า การทำตามตะวันตกหรือพฤติกรรมที่ไม่น่าเลียนแบบ

_____________________________________________

BKK
ตอนที่ 6 - หมากฝรั่ง กระดาษ เครียด
BGM - FRANZ FERDINAND "Elenor put your boots on"


กดเพื่อเล่น

_____________________________________________

ผมมองชายผิวขาวที่อยู่ตรงหน้ากับหนังสือซึ่งวางอยู่ข้างๆ เขาอย่างอาฆาตเคียดแค้น

วิษณุ พลหล้าจะไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ ถ้าคนที่เอาหนังสือเล่มนั้นไปเป็นอาจารย์แก่ๆ ของเขา หรือเป็นหญิงสาวที่น่ารัก..

วิษณุ พลหล้าจะไม่รู้สึกว่าเขาโชคร้ายเลยถ้าวันนี้จะไม่ได้เขาจะไม่ได้เจอกับไอ้คนคนนี้อีก...

นี่ผม..กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวโบดแลร์ไปแล้วเหรอ...

ผมยังมองแกรนท์อยู่อย่างห่างๆ ส่วนเขาก็ยังคงนั่งเขียนอะไรลงสมุดบันทึกอย่างที่ไม่ได้สนใจกับสิ่งรอบข้างเลย ตอนนั้นเองที่ผมเห็นภาพของตัวเองซ้อนทับไปกับภาพของเขา ..ถ้าผมเป็นคนอื่นแล้วมองตรงเองจากตรงนี้.. ผมจะเห็นคนคนหนึ่งที่นั่งอ่านหนังสือ นั่งทำงาน นั่งเขียนอะไรบ้าบอลงกระดาษเวลาจิตว่าง อยู่คนเดียว.. คนเดียว.. มาตลอด

เอ๊ะ..แต่ว่าที่นั่งนั้นมันที่ประจำของกูไม่ใช่เหรอ!! แล้วหนังสือเล่มนั้นน่ะ!!

ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ผมไม่ยอมให้งานของผมมันเต็มไปด้วยข้อมูลเหลวๆ ที่ออกมาจากสมองไหลๆ ของผมแน่ๆ มันยังไม่ถึงสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผมจะย้อมแมวงานเอาจริงๆ บางที.. ถ้าได้พูดกับแกรนท์ ไม่ได้ จะไปพูดได้ไง คนแบบนี้มัน ก็ไม่ได้ชอบอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? แต่ว่า ในเวลานี้ยังต้องคิดถึงเรื่องอีโก้อีกเหรอ ไม่เกี่ยวกันสักนิดเลย เลิกทำตัวเป็นเด็กๆ ซะที!

ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังก้าวขาออกไปหาแกรนท์อย่างไม่รู้ตัว ทำบ้าอะไรอยู่วะ! ผมต้องพูดอะไรสักอย่าง ถ้ามันถึงขั้นขอร้องผมก็ต้องทำ ขอร้อง ขอร้อง ไอ้ห่า นี่เนี่ยนะ!

แต่ผมก็ไม่ได้หวังอะไรมากหรอกนะ... เพราะการขอให้อาจารย์ทำอะไรสักอย่างน่ะมันยากเย็นเหลือเกิน ยิ่งถ้าอาจารย์หรือคุณครูท่านนั้นนั้นเป็นผู้ประสิทธ์ประสาทวิชาทียึดมั่น แบบแผนทางทฤษฏี อย่างสุดๆ แล้วล่ะก็ ก็อย่าหวังเลยว่าจะขอความช่วยเหลือหรือเจรจาผ่อนผันเรื่องอะไรได้ เพราะสิ่งที่คนพวกนี้ต้องการ ก็คือลูกศิษย์หุ่นยนต์ ที่ทำหน้าที่ 10 อย่างครบถ้วนแบบไอ้เพลงปลุกใจล้างสมองบอกไว้เท่านั้นแหละ

ถ้าผมไม่ใช่นักกีฬาทีมชาติ ถ้าผมไม่ใช่เด็กโอลิมปิควิชาการ ผมก็เป็นได้แค่เศษขยะประดับโรงเรียนที่ไม่มีค่าพอจะให้อาจารย์ที่ไหนมาสนใจหรอก

ผมว่า.. ผมหันหลังกลับดีกว่า... แต่ทำไมล่ะ .. ทำไมผมจะต้องทำตามนิสัยเสียของเด็กไทย 99% ที่ไม่กล้าพูดกับอาจารย์ด้วย ก็ทำไงได้ ผมก็เป็น 1 ใน 99 นั้นแหละ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ผมก็ถูกสอนมาตลอดว่าครูบาอาจารย์เป็นสิ่งสูงส่ง เป็นสิ่งที่ควรกราบไหว้ และไอ้ความที่มันสูงส่งนั้นแหละ ก็ทำให้คนที่อยู่ต่ำกว่าคิดอยู่เสมอว่ามันเป็นสิ่งที่แตะต้องไปไม่ได้ เพราะมันควรจะเป็นสิ่งที่สะอาด..สูงส่ง..และเป็นอุดมคติ...

ถึงผมอยากจะต่อต้านแค่ไหน ค่านิยมและวัฒนธรรมลำเอียงๆ นี้ก็พลอยฉวยโอกาสเข้ามาครอบงำผมอยู่เสมอมา

..เพราะผมเป็นแค่คนธรรมดาๆ ที่รับการปลูกฝังและศึกษามาอย่างธรรมดาๆ..

แต่ว่าผม.. ผมก็... ก็... อยากได้หนังสือเล่มนั้นนี่นา!!

ผมกำลังติดอยู่ตรงกลาง ระหว่างการตัดสินว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา ถ้าผมเดินเขาไป ขอยืมหนังสือเล่มนั้น แล้วได้มันมา ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะจบลงโดยดี แต่ผมก็กลัว ถ้าผมโดนปฏิเสธ ถ้า ความเป็นอาจารย์ มันเป็นช่องว่างที่ผมกระโดดไม่เคยผ่าน แล้วผมตกลงมา... ผมมีประสบการณ์กับการที่อาจารย์ไม่เคยรับฟังผมมามากเพียงพอแล้ว แล้วผมก็ไม่อยากเจออีก

Can I help you? Mr. Vishnu? เสียงแว่วๆ ที่ผมได้ยินทำตัวผมตั้งตรง หยุดนิ่งเหมือนกลายเป็นหิน ผมรู้ดีว่าใครเรียกผม ผมมองไปทางเจ้าของเสียง เขาก็ยังนั่งเขียนหนังสืออยู่ แต่สักพัก ชายผิวขาวก็ละสายตาออกจากสมุดตรงหน้า ท้าวคาง มองลอดแว่นมาที่ผม You are starring at me like youve never seen me before. เขาพยายามพูดให้เสียงเบาที่สุด เพราะที่นี้เป็นที่ที่ควรใช้เสียงให้น้อยที่สุดแล้ว

เอ่อ.. วิษณุ พลหล้า นายได้ทำเรื่องที่งี่เง่าที่สุดไปแล้ว.. คือ..ผม.. หันหลังกลับไม่ได้แล้วนะ! เอาวะ! คือ หนังสือเล่มนั้น ผมรู้ว่าเขาไม่ได้ยินที่ผมพูดแน่ๆ เลยเดินเข้าไปใกล้อีกนิด หนังสือเล่มนั้น.. อาเธอร์ มิลเลอร์น่ะครับ ไม่ทราบว่าว่าอาจารย์ใช้ทำอะไรหรือเปล่าครับ? ทำไมกูพูดสุภาพกับมันขนาดนี้วะ!

This one? ผมพยักหน้าเมื่อเขาถามย้ำความแน่ใจอีกครั้ง แกรนท์หยิบหนังสือมาเปิดออก ขยับหัวไปมาเหมือนกำลังให้ความสนใจกับมัน ผมไม่ชอบท่าทางทีต้องแสดงความรู้สึกทุกอย่างให้เป็นรูปธรรมของพวกฝรั่งเลย Yeah, I have to write an outline for your class. What about it? แกรนท์ตอบ

เอาท์ไลน์.. เอ่อ ครับ แล้ว.. อาจารย์จะยืมหนังสือเล่มนั้นไหมครับ คนแบบนี้มันเคยเตรียมการสอนด้วยเหรอ มหัศจรรย์!

Well, I think so. ตอนนี้หน้าของแกรนท์มีเครื่องหมายคำถามตัวเบ่อเริ่มอยู่บนหน้าแล้ว อย่าเพิ่งรำคาญผมตอนนี้เลยนะ ถือว่าขอร้องในใจแล้วกัน

แล้วอาจารย์จะยืมมันไปนานไหมครับ? ผมเริ่มหวั่นใจ ถ้ามันยืมไปแล้วเมื่อไหร่ผมจะได้ใช้ล่ะ แต่ มองโลกในแง่ดี อาจะแค่ วันเดียว หรือแค่อ่านในห้องสมุดก็ได้ มั่นใจหน่อย วิษณุ! มาถึงได้ตรงนี้แล้วนะ..

A month I guess?

ดะ........ เดือนนึง!!

สูญ เปล่า สลาย สลายหาย จบ จบสิ้น หมด หมดโอกาส พอ พอแล้ว อะไร อะไรกันวะเนี่ย!

ผมกัดฟันแน่น ทำไมหมู่นี้ผมทำอะไรมันก็เป็นรื่องสูญเปล่าไปซะหมด แล้วทำไมผมจะต้องบากหน้ามาคุยกับไอ้ฝรั่งบ้านี่ด้วย ทั้งๆ ที่ก็ยังมีคดีกับมันอยู่แท้ๆ ไม่สิ ไม่เดี๋ยว มองโลกในแง่ดีสิ ถ้าแกรนท์จะยืมกลับบ้านไปล่ะแล้วตอนนี้ยังไม่ใช่ล่ะ? ก็ลองขอยืมมาได้ก่อนนี่นา ใช่..ใช่แล้ว.. เอฟเวอร์รี่ติง อีส แอคคอร์ดดิ้ง ทู เดอะ แพลน

ถ้างั้น ตอนนี้ผมขอยืมหนังสือเล่นนั้นทำงานก่อนแป๊ปนึงได้ไหมครับ แป๊บเดียว รู้สึกทุเรศตัวเองจริงๆ ที่ต้องมาขอร้องมัน จนแล้วจนรอดผมก็กลายเป็นคนที่ทำทุกอย่างเพื่อคะแนนไม่กี่คะแนน และสุดท้าย.. ผมก็กลับกลายเป็นคนแบบที่ผมเกลียดไปซะเอง

คู่สนทนาของผมหยิบหนังสือที่ผมต้องการขึ้นมาไว้ในมือ ข้างในของผมเต้นรัวเพราะความดีใจที่อย่างน้อยไอ้ฝรั่งเบลอๆ คนนี้ก็ยังพอพูดจาด้วยรู้เรื่อง แกรนท์มองหนังสือสักพักก่อนที่จะทำท่าเหมือนจะส่งหนังสือให้ผม

Unfortunately, I just came up with and idea for the outline. เขาชักหนังสือกลับไปวางที่เดิมตรงอีกฝั่งของโต๊ะแล้วเปิดมันออก ค่อยๆจัดแจงหยิบกระดาษเปล่าขึ้นมาแล้วทำเป็นเขียนงานลงไปในขณะที่ยังมองหน้าผมอยู่ หา..!! I need this book to write it down. Sorry, youll have to wait until I finish writing things in my head, and therere tons of it. น้ำเสียงของแกรนท์เต็มไปด้วยความสนุกสนานอย่างชัดแจ้ง ถ้าผมไม่อยู่ในห้องสมุด..ถ้าผมไม่อยู่ในห้องสมุดนะ ถ้ากูไม่ได้อยู่ในห้องสมุดนะ กูจะเอาดิกของอ๊อกฟอร์ดปาหัวแม่งเลย ไอ้เลวเอ๋ย

ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังกลายเป็นของเล่นพลาสติกไปในบัลดล คนคนนี้กำลังหัวเราะผม กำลังปั่นหัวผมอยู่แน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเห็นได้ชัดเลยว่าก่อนหน้าที่ผมจะขอยืมหนังสือเขาไม่ได้มีความคิดจะหยิบงานขึ้นมาทำเลยสักนิด ก็ได้..ก็ได้..ก็ได้..ก็ได้...ก็ได้..ถ้างั้น..ก็ได้..

ผมเดินไปลากเก้าอี้ที่สอดอยู่ใต้โต๊ะที่ใกล้ที่สุดออกมานั่งก่อนที่จะโยนกระเป๋าเป๊ลงไปบนโต๊ะ ครับ ผมจะรอ ผมหยิบสมุดเล็คเชอร์วิชาไวยกรณ์ภาษาอังกฤษขั้นสูงออกมาเปิดอ่าน แสร้งทำให้เห็นว่าผมยังเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้และไม่ได้สะทกสะท้านอะไรกับการแกล้งของแกรนท์แม้แต่น้อย

ผมหยิบปากกาไฮไลท์ขึ้นมา แต่ก็ต้องหยุดตัวเองไว้ก่อน เมื่อคืนนี้ผมก็ทำให้สมุดนี่กระดาษอาบหมึกไฮไลท์สีชมพูไปแล้วนะ? อย่างนี้จะมีไฮไลท์ไว้ทำไมในเมื่อผมก็ขีดมันทั้งหน้ากระดาษ? งี่เง่าที่สุดเลย ที่ผมใช้ไฮไลท์เพราะว่าคนอื่นเขาใช้กันน่ะเหรอ? งี่เง่าน่ะ ทำไปเพื่ออะไรกัน?

ผมวางปากกาไฮไลท์ลง แล้วอ่านลายมือของตัวเองห่วยๆ ในเล็คเชอร์ พยายามทำให้เป็นปกติสุดที่สุดด้วยการจินตนาการไปเองว่าผมกำลังนั่งอยู่คนเดียวในห้องสมุด ไม่มีคนมานั่งจีบกันในห้องสมุด ไม่มีคนที่เข้ามานอนในห้องสมุด ไม่มีคนที่เข้ามานั่งคุยโทรศัพท์ และแน่นอน.. ไม่มีไอ้แกรนท์ที่กำลังทำตัวกวนตีนในห้องสมุดนี่ด้วย อ่านไปเรื่อยๆ อ่านไปนั้นแหละ อ่านไป.. อ่านๆๆๆ การอ่านเท่านั้นที่ครองโลก!

เวลาผ่านไป ผมเงยหน้าขึ้นมาจากสมุดเพื่อพักสายตา เหลือบมองไปทางแกรนท์ที่ยังคงเขียนอะไรลงกระดาษไปแล้วเคี้ยวหมากฝรั่งไปพร้อมๆ กัน ทำไมต้องเคี้ยวหมากฝรั่งอยู่ตลอดเวลาด้วยวะ ผมอ่านเลคเชอร์จนหมด ชั่วโมงหนึ่งผ่านไปแล้ว และผมก็จำอะไรที่อ่านไม่ได้เลย ชั่วโมงที่ไร้ค่า ชั่วโมงที่ผมเสียไปเพื่ออะไร? เพื่อจะเอาชนะ? ผมทำอะไรอยู่? อยากเอาชนะไอ้บ้าที่กำลังเคี้ยวหมากฝรั่งตุ่ยๆ นี่เหรอ? แค่นี้?

ความเงียบให้ห้องสมุดทำให้ผมได้ยินเสียงรอบๆ ที่เคยเป็นเพียงเสียงที่ไม่เคยสำคัญได้อย่างชัดเจน เสียงเปิดของหน้ากระดาษของโต๊ะที่อยู่ห่างออกไป เสียงรถเข็นของเจ้าหน้าที่ห้องสมุดที่เอาหนังสือมาเก็บที่ชั้น เสียงดังกดปากกาลูกลื่นขึ้นลงของเด็กเศรษฐศาสตร์ที่กำลังคิดเลขไม่ออก และที่สำคัญ... เสียงเคี้ยวหมากฝรั่งดังหยับๆ ในปากของแกรนท์ ผมส่ายหัวเพื่อไม่ให้เสียงนั่นมาทำให้ผมรำคาญ แต่ยิ่งทำเท่าไหร่ เสียงดัง จับๆ หยับๆ ก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนผมรู้สึกเหมือนชาร์ลีที่กำลังเดินอยู่ในโรงงานของวิลลี่ วองก้า

คูด ยู สต๊อป ชิวอิ้ง กัม? อิส นอท อะลาวด์ เฮีย! ผมปิดสมุดเล็คเชอร์ พยายามพูดให้เบาที่สุดเพื่อหยุดต้นเหตุของไอ้ความน่ารำคาญข้างๆ ให้รู้แล้วรู้รอด

Opps, excuse me, I didnt know that. แกรนท์คายหมากฝรั่งลงบนกระดาษห่อ แล้วเขาก็ขยำกระดาษห่อนั้นวางไว้บนโต๊ะแล้วเขียนหนังสือต่อ สะ.. โสโครก...!!

ผมทนไม่ได้แล้ว ผมจะไม่ยอมเป็นไอ้โง่ที่ใช้วิธีอหิงสาแล้วก็ได้แต่รอเท่านั้น ช่างหัวคานธี! ผมต้องได้หนังสือนั้นเดี๋ยวนี้แล้วผมก็จะไม่ให้มันแกล้งผมอีกต่อไปแล้ว!

อาจารย์ครับ ความอดทนของผมขาดสะบั้นไปแล้ว ผมขอ.. ผมขอหนังสือเล่มนั้น เพราะผมคิดว่าผมคงใช้ประโยชน์จากมันได้มากกว่าคนอย่างคุณที่เอามันไว้ใช้เป็นเครื่องมือแกล้งคนอื่นเท่านั้น คุณมันก็ไม่ต่างอะไรจากอาจารย์หรืออาจารย์ที่ผมเจอมาเกือบครึ่งชีวิต คุณครูที่ไม่มาสอนเพราะติดประชุม คุณครูที่ไม่ยอมสอนนักเรียนที่ต้องการเรียนเพราะเหตุผลที่ว่า ฉันไม่สะดวก มันเป็นความผิดของเธอที่ไม่ยอมเรียนในห้องเอง คุณครูที่มีวิชาการที่ได้มาจากคู่มือครูหรือหนังสือที่ถืออยู่ในมือเท่านั้น หรือแม้กระทั่งคุณครูที่เห็นเปลือกนอกของนักเรียนสำคัญกว่าสิ่งที่อยู่ภายในหัวสมอง

Could you stop talking? Its not allowed here.

..หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ..

..วิษณุ พลหล้าโดนหมัดอเมริกันเข้าอย่างจังจนน็อค..

ผมแทบจะปิดปากตัวเองไม่ทันเมื่อแกรนท์สวนกลับด้วยคำพูดที่น่าจะเป็นของผม ผมได้แต่นั่งนิ่ง ผมแพ้แล้ว เอาล่ะ ผมแพ้แล้วจริงๆ ห้องสมุด พูดไม่ได้ จบ! อาจารย์มีฐานะที่สูงกว่าและปฏิเสธที่จะพูด จบ! ผมแกล้งทำเป็นฟอร์มโดยการทำเป็นเปิดเล็คเชอร์เล่มเดิมอ่านแบบผ่านๆ ทั้งๆที่ในใจอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีออกไปอยู่แล้ว ผมเอาปากกาไฮท์ไลท์เคาะไปที่โต๊ะเบาครั้งนึง ค่อยๆ ปิดสมุดเล็คเชอร์แล้วเตรียมเอามันกลับใส่กระเป๋าเป๊ พอกันที! สุดท้ายแล้วผมเป็นแค่เด็กโง่ๆ คนนึงที่อยากจะเรียกร้องสิทธิที่ตัวเองควรจะได้จากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ ทั้งๆ ที่มันไม่เคยเป็นไปได้ในประเทศโลกที่ 3 เละๆ นี้หรอก

ผมไม่เหลียวหลังกลับไปมองแกรนท์ผู้ชนะอีก แต่ในระหว่างผมเตรียมจะลุกออกไป เศษกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่ถูกขยำจนเป็นก้อนก็กลิ้งขลุกๆ ผ่านหน้าผมไป ผมมองไปทางแกรนท์ เขาส่งสัญญาณให้ผมหยิบกระดาษก้อนนั้น ผมทำตามที่เขาบอก จะมีหมากฝรั่งอยู่ข้างในไหมวะเนี่ย? แล้วคลี่กระดาษออก ตัวหนังสือภาษาอังกฤษใหญ่ๆ หวัดๆ เขียนไว้เด่นอยู่บนกระดาษที่มีรอยแตกเต็มอยู่ทั่ว

Hello! Im sorry. Im afraid that the librarian would kick me out. She just got mad with the girls who were using the cell phone there lately. And Im sure that she didnt know I am teaching here. Now, we can talk this way. Are you OK with it? Oh! I have to warn you that I cant read Thai!

แกรนท์กำลังทำอะไรอยู่กันแน่? ต้องการอะไรจากผม? ผมชำเลืองตาไปทางแกรนท์ด้วยความฉงน แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้คำตอบอะไร เขาชี้นิ้วไปทางชั้นหนังสือ ผมมองตามไป บรรณารักษ์ที่กำลังทำหน้าบูดบึ้งสุดขีดกำลังเข็นรถเข็นเก็บหนังสือ ถ้ามีใครพูดโพล่งขึ้นมาล่ะก็ เธอคงเอาวิทยานิพนธ์เล่มหนาๆ ในถาดปาใส่หัวแน่ๆ ถ้าผมไม่เห็นบรรณารักษ์คนนี้ ผมคงคิดว่าไอ้การเขียนใส่กระดาษของแอชลีย์มันติ๊งต๋องเหลือทน

ผมคลี่กระดาษของแกรนท์ลงกับโต๊ะแล้วรีดมันให้รีดด้วยมือ ไม่ยักกะรู้ว่าแกรนท์จะอ่านภาษาไทยไม่ออกทั้งๆ ที่พูดได้ดีถึงขนาดนั้น ลำบากกูอีกล่ะสิ ภาษาอังกฤษผมก็ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ด้วย แต่ถ้ามีโอกาสขนาดนี้ จะใช้วิธีงี่เง่าขนาดไหนก็ช่างมันปะไร

I want to borrow that Arthur Miller book for now. Just for half an hour. I really need it.
ผมอยากยืมหนังสืออาเธอร์ มิลเลอร์ไว้ก่อน แค่ครึ่งชั่วโมง ผมต้องใช้มันจริงๆ

ผมพยายามบรรจงเขียนภาษาอังกฤษให้สวยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะไม่แน่ใจเลยว่าแกรนท์จะอ่านลายมือปกติของผมออก ผมขยำกระดาษให้เป็นก้อนเหมือนเดิม เล็งแล้วปาลงไปบนโต๊ะของเขา

เมื่อได้รับกระดาษ แกรนท์คลี่ออกอ่านแล้วยิ้ม สักพักเขาก็ฉีกกระดาษสมุดออกมาอีกแล้วเขียนข้อความของเขาลงไป พอเขียนเสร็จเรียบร้อย เขาก็โยน ข้อความระยะสั้น กลับมาอีกรอบ

OK, but you have to do something first, like.. answer the question number 5 that you didnt do.
โอเคครับ แต่ต้องทำอะไรบางอย่างก่อนนะ อย่างเช่น..... ตอบคำถามข้อ 5 ที่คุณไม่ได้ทำ

หา!! อาจารย์.. ผมพูดออกมาทันทีเมื่ออ่านข้อความจบ แต่แกรนท์ขมวดคิ้วแล้วยกนิ้วชี้ขึ้นทำสัญญาณให้ผมเงียบเสียง ผมหยุดทันที แล้วใช้ปากกาเขียนสิ่งที่กำลังจะพูดลงในกระดาษแทน

You finished checking the test!?
อาจารย์ตรวจเสร็จแล้วหรอครับ?! มันตรวจหรือมันอ่านผ่านๆ วะ ถ้าตรวจเสร็จภายใน 3 ชั่วโมง ก็ไม่ใช่คนแล้ว

และคำตอบของแกรนท์ก็เป็นเช่นนี้

No, I just happened to pass by your paper.
You shouldnt have left it.

เปล่า ผมแค่บังเอิญเห็นกระดาษคำตอบของคุณอย่างผ่านๆ
คุณไม่น่าปล่อยว่างไว้เลย

ทำไมล่ะครับ? ผมขี้เกียจเกินไปที่จะหยิบปากกาขึ้นมาเขียนคำสั้นๆ เลยพูดให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แกรนท์ไม่ได้ปรามผมเหมือนครั้งที่แล้ว เขาเขียนคำตอบส่งมาให้อีก ครั้งนี้ใช้เวลานานเลยทีเดียว

It seem to me that you didnt like me. So, I guess itd be a good idea to know what would a person who didnt like me think of me. But.. Nah.. Actually, I shouldnt say that, all the Thai kids would write down all the good things they can ever think of in any teachers commentary anyway. Like, Professor! I love you! or Professor, there is nothing wrong with your teaching, youre great!, something like that even though in their minds, they said : Fucking asshole , I dont understand any fucking things you said!

ก็ดูเหมือนคุณก็ไม่ได้ชอบผมเท่าไหร่ ถูกต้องนะคร้าบบ ผมก็เลยอยากรู้ว่าคนที่ไม่ชอบผมจะคิดยังไงกับผม แต่..... ไม่สิ.... ความจริงผมก็ไม่ควรจะพูดอย่างนั้น เพราะยังไงเด็กไทยก็ต้องเขียนสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะเขียนได้ในคำเสนอแนะต่ออาจารย์อยู่แล้ว อย่าง อาจารย์! หนูชอบอาจารย์มากๆ เลยค่ะ อาจารย์สอนไม่มีข้อผิดพลาดครับ อาจารย์สอนดีมากเลยครับ ทั้งๆ ที่ความจริงในใจก็คิดว่า ไอ้ห่าเอ๋ย กูแม่..งง..ไม่เข้าใจอะไรที่มึงพล่ามออกมาเลยสักอย่าง

ผมยิ้มในขณะที่อ่านข้อความอีกรอบเพื่อให้แน่ใจว่าผมแปลถูกทุกตัวอักษร ถูกต้องล้านเปอร์เซ็นต์ ผมไม่ชอบเขาอย่างรุนแรง และก็ถูกซะยิ่งกว่าถูกที่เด็กไทยทุกคนก็พร้อมที่จะเขียนเรื่องดีประเสริฐให้อาจารย์เห็นถึงแม้ว่าพวกเขาจะเกลียดขี้หน้าอาจารย์คนนั้นแค่ไหน เพราะความจริงที่ถูกต้องของเด็กใจมันก็มีอยู่แค่อย่างเดียวเท่านั้น พวกเขาแค่คิดว่า ถ้าพยายามเขียนทุกอย่างให้มีความสุขและโลกนี้เป็นสีชมพูสดใสเหมือนกับตอนที่พวกเขาเป็นเด็กประถม ชีวิตของทุกคนบนโลกก็จะสดใสเหมือนกัน คงไม่มีเด็กไทยที่ไหนเหรอที่จะกล้าเขียนว่า อาจารย์ ผมไม่ชอบอาจารย์เลย เพราะอาจารย์พูดจาไม่รู้เรื่อง! เพราะพวกเขาน่ะ ต่างก็ กลัว กันทั้งนั้น ไอ้ความกลัวต่ออำนาจที่เหนือกว่าตัวเองมันถูกโปรแกรมเข้ามาในหัวของพวกเรามาตั้งแต่เกิดแล้ว

เด็กเอ๋ยเด็กดี..ต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน บลาๆๆ แค่ข้อแรกกูก็ทำไม่ได้แล้ว! แล้วกูก็ยอมเป็นเด็กเลวดีกว่าจะเป็นไอ้เด็กไร้สมองที่ทำอะไรตามๆ กันไปหมด

เสแสร้ง.. มันก็เสแสร้งกันทั้งโลกแหละ!


ถ้าเป็นผม ผมจะไม่เขียนแบบนั้น ผมกระซิบ สิ่งที่ผมพูดออกไปทำให้แกรนท์ยิ้มอย่างสนใจ เขาไม่ได้เขียนอะไรตอบกลับมา ดูท่าจะรู้อยู่แล้วว่าผมต้องเขียนอะไรออกไปก่อน เพราะผม..จะวิจารณ์อาจารย์แล้วครับ ทำไม.. ทำไมถึงพูดกับคนคนนี้ได้อย่าง..ได้แบบนี้นะ..ทั้งๆ ที่ไม่ชอบมากๆ ไม่ใช่เหรอ?

ผมเริ่มคิดคำในหัวเป็นภาษาไทย แปลมันเป็นภาษาอังกฤษ จรดคำเขียนลงไปในกระดาษ

I think you should tell the students before you have a quiz. No one have prepare for the test
ผมว่าอาจารย์น่าจะบอกก่อนที่จะมีควิซ เพราะไม่มีคนอ่านหนังสือมาเลยครับ

จะบอกทำไมล่ะ... มันเป็น Pop quiz นะครับ.. สำเนียงของแกรนท์ยิ่งแปร่งมากกว่าเดิมเมื่อเขาต้องฝืนพูดให้เบาๆ แต่ความตลกต่อสำเนียงที่เขาพูดมันก็มีน้อยกว่าความขับข้องใจต่อวิธีคิดของชายผิวขาวคนนี้ ผมเหลือบตามองบรรณารักษ์ที่ดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้วก่อนที่จะเถียงเขาต่อ

อย่างนั้น ก็ไม่มีใครทำได้สิครับ

แล้วทำไมต้องทำได้ล่ะ? แกรนท์สวนกลับ และนั้นก็เริ่มทำให้ความเดือดดาลของผมที่กำลังจะมอดดับลงไปครุกรุ่นขึ้นมาอีกแล้ว ถ้าอาจารย์จะออกข้อสอบที่นักศึกษาทำไม่ได้ก็ไม่ใช่ความผิดชอบอาจารย์นี่ครับ

ยู แคน นอท ดู แดท! ปัดสวะให้พ้นตัวชัดๆ เลย! ทำไม..ทำไมพอเป็นคนคนนี้ถึงกล้าเถียงวะ?

Why cant I? เขาแสยะยิ้มแสยะยิ้มเผด็จการณ์ ก็แน่ล่ะ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าตอนนี้เขากำลังถือไพ่เหนือผมอย่างเห็นได้ชัด แกรนท์หยิบปากกาขึ้น เริ่มเขียนข้อความเพื่อตอบโต้ผมอีก

You Thai kids are too spoiled. You cant do anything, really, anything that are out of the textbooks. And I think thats ridiculous. Youve got to learn how to think. Therere no answers for the questions I asked you this morning that were written in the books. You just have to use your thought and write it down. Thats just it. Reading textbooks and just memorizing them all are nonsense. And since you are a college student, I wouldnt treat you like a high school kids.

พวกคุณเด็กไทยน่ะ ถูกตามใจมากเกินไปแล้ว คุณทำอะไรไม่ได้สักอย่าง จริงๆ นะ ทำอะไรไม่ได้เลยถ้ามันอยู่นอกเหนือจากหนังสือ ผมว่ามันน่าขันน่ะ คุณต้องเรียนรู้ที่จะคิดบ้าง มันไม่มีคำตอบสำหรับคำถามที่ผมถามคุณไปเมื่อเช้าเขียนไว้ในหนังสือหรอก คุณเพียงต้องใช้ความคิดของคุณแล้วก็เขียนมันลงไป ก็แค่นั้น ไอ้การที่อ่านหนังสือมาแล้วก็ท่องให้หมดมันงี่เง่าจะตาย แล้วคุณก็เป็นนักศึกษาแล้วด้วย ผมไม่ทำเหมือนกับคุณเป็นเด็ก ม.ปลายหรอก

ผมคงไม่ได้เป็นอย่างนั้น... เพราะไหนๆ ก็ไม่มีบรรณารักษ์มาอยู่รอบๆ แล้ว ผมเลยเลือกพูดภาษาแม่ที่ถนัดปากออกมากกว่า ถึงผมจะไม่ชอบแกรนท์นัก แต่ผมก็รู้สึกว่าเขาพูดถูกในระดับหนึ่ง เวลาผมมองไปยังอนาคต... เวลาที่ผมเรียนจบแล้ว... ผมจะนำสิ่งที่ผมเรียนมาใช้กับอาชีพผมยังไง ผมจะทำงานได้ด้วยตัวเองหรือเปล่าในเมื่อสิ่งที่ผมสิ่งที่ผมเรียนรู้มาทั้งชีวิตมันก็มีแต่เรื่องวิชาการและวิชาการทั้งนั่น ผมถูกสอนมาแค่ว่า ต้องทำแบบไหน แต่ผมไม่ได้ถูกสอนมาว่า ต้องทำอย่างไรถึงจะดี ทำไมต้องทำแบบนี้ แล้วทำแบบนี้ทำไมถึงจะได้ผลออกมาเป็นแบบที่เห็น มันเหมือนกับว่า เราถูกสอนมาตลอดว่า 2+2= 4 แต่ไม่ได้เรียนว่า ทำไม 2+2 ต้องเท่ากับ 4 บางที 2+2 อาจจะเท่ากับ 5 ก็ได้ แล้วทำไมอ่ะ?

แต่อาจารย์ก็ต้องคิดด้วยว่าวัฒนธรรมของไทยกับฝรั่งมันต่างกัน เด็กไทยถูกสอนมาให้เชื่อฟังผู้ใหญ่ ผมเกลียดมัน แต่ผมก็ต้องทำตาม จะให้วิจารณ์อาจารย์อย่างตรงไปตรงมามันคงไม่ได้หรอกครับ มันก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ใช่ มันเน่าแบบนี้มาตั้งนานแล้ว แล้วอีกอย่าง วัฒนธรรมไทยเวลาจะแสดงออกอะไรก็ต้องเกรงใจด้วยนะครับ อาจารย์จะเอาบรรทัดฐานของฝรั่งมาตัดสินการศึกษาของไทยไม่ได้หรอก

อย่างงั้นเหรอ? ถ้างั้นไม่ว่าผู้ใหญ่พูดอะไรก็ต้องทำตาม เถียงไม่ได้สักอย่าง แล้วการที่ต้องคิดว่าคนอื่นจะคิดยังไงทั้งๆ ที่อยากจะทำตามใจตัวเอง มันก็คือวัฒนธรรมที่ดีใช่ไหม? แล้วคุณก็ยอมรับ ทุกๆคนก็ยอมรับมันเพราะว่าคุณเห็นว่ามันเป็นค่านิยมที่ดีเหลือเกิน ค่านิยมสูงส่งของชนชาติที่ยิ่งใหญ่ที่อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต! เขาพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน แล้วมันรู้จักเทือกเขาอัลไตได้ไงวะ?

ผมพยักหน้า ความอ่อนน้อม ความซื่อ ความรักสนุก ความเกรงใจ เหล่านี้ไม่ใช่ค่านิยมที่ดีของคนไทยหรือ? เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เราไม่เคยตั้งคำถามว่ามันดีหรือไม่ดีใช่ไหม? มันดี มันต้องดีสิ! บอกตัวเองว่ามันดี! ทุกคนก็ทำแบบนี้นี่

แกรนท์ถอนหายใจแล้วส่ายหน้า แต่เขาก็ยังยิ้มอยู่ เขาลุกออกมาจากเก้าอี้ที่เขานั่งอยู่ หยิบสมุดและปากกาติดมือมาด้วย เขาเดินมานั่งที่เก้าอี้ข้างผม โดยที่ผมไม่ได้คัดข้องเลย ทำไมล่ะ? เขาเปิดสมุดออกมาที่หน้ากลาง เขียนข้อความให้กระดาษให้ผมเห็นตรงหน้า ทีละตัวทีละตัว

First of all, dont call me Pharang. I am not even white.
ก่อนอื่น อย่าเรียกผมว่าฝรั่ง ผมไม่ใช่คนขาวด้วยซ้ำ

ผมจ้องแกรนท์ คนที่ผิวขาว ตาสีฟ้า ผมสีน้ำตาล ถ้าผมไม่ให้เรียกว่าฝรั่งแล้วจะให้เรียกว่าอะไรอีก แล้วคนแบบนี้ทำไมจะไม่ใช่คนขาว

Well, lets skip that racial issue.
เอาเถอะ เอาเรื่องเชื้อชาตินั้นผ่านไปก่อน

Let me tell you something
จะบอกให้นะ

if there is anything, or at lease, any institution, in this country that you cant criticize, you can always assume that there is definitely something wrong with it.
ถ้ามีอะไร หรือ อย่างน้อย สถาบันอะไรในประเทศนี้ที่คุณวิพากษ์วิจารณ์มันไม่ได้ ก็ขอให้คิดไว้เลยว่าต้องมีบางอย่างที่ผิดปกติกับมันแน่ๆ

แกรนท์เอ๊ย.. มิน่าล่ะถึงต้องเขียนใส่กระดาษ ถ้ามีสันติบาลนอกเครื่องแบบได้อ่านหรือได้ยินที่มันพูด รับร้องเลยว่ามันจะต้องโดนเผานั่งยางแล้วเอาไปลอยแม่น้ำบางประกงแน่ๆ

กล้าจังเลยนะครับ ผมพูดติดตลก กับไอ้สิ่งที่ไม่ค่อยจะตลกเลยแม้แต่น้อย

มันก็เป็นอะไรที่พวกคนไทยทำกันบ่อยๆ แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่ใช่เหรอครับ?

Youre making students life more stressful. We dont have only your class!
อาจารย์กำลังทำให้นักศึกษาเครียดกว่าเดิม เราไม่ได้เรียนวิชาของอาจารย์วิชาเดียวสักหน่อย!

ผมกดดินสอกดแล้วเขียนประโยคนี้ไปบนหน้าข้างๆ กับที่แกรนท์เขียนก่อนหน้านี้ เป็นวัยรุ่นน่ะมันเครียดจะตาย! หรือว่าไม่จริงล่ะ? ทั้งเรื่องเรียน ทั้งงาน ทั้งโปรเจ็ค ทั้งเรื่องเพื่อน ทั้งเรื่องแฟน เอ่อ.. ถ้ามีนะ..สารพัด แกรนท์คงไม่มีวันเข้าใจหรอก เพราะฝรั่งเรียนกันน้อยจะตาย

Stressful.. you say.. How can you just say your life is stressful?
เครียด เครียดเหรอ? พูดออกมาได้ยังไงว่าชีวิตคุณน่ะมันเครียด?

แกรนท์เริ่มมมาตรการณ์ตอบโต้ทันที แต่ก็ดูเหมือนเขาสนุกกับการได้นั่งเถียงผมด้วยเรื่องที่ดูจะ.. งี่เง่า.. แบบนี้

You dont need to care about anything. The only things people like you have to care about are : Will I be able to get into a good university? Will I get a good faculty? Will I have a beautiful girlfriend? And when I graduated will I have a good job? Will I have a big car , a nice house, a dog bla bla bla

คุณไม่เห็นต้องแคร์อะไรเลย สิ่งเดียวที่พวกคนอย่างคุณต้องแคร์มันก็แค่ว่า จะได้อยู่มหาวิทยาลัยดีๆไหม? จะได้เรียนคณะดีๆไหม? จะมีแฟนสวยๆ ไหม? จบไปจะได้งานทำดีๆทำไหม? จะมีรถคันใหญ่ๆ มีบ้านสวยๆ มีหมาสักตัวไหม? บลาๆๆ

Look at the maid around the university or at the street vendor, may be they got only 5000 baht a month and then they have to pay 2000 for the rent, another 1000 for their kids study feem, the bill, social insurance. And they have to think about : How will I pay the old debt? How should I do, my daughter is pregnant, my son cant do well and school and my husband is fucking alcoholic.

ดูคนที่ความสะอาดในมหาวิทยาลัยหรือพวกที่ขายข้าวแกงข้างทางสิ บางทีพวกเขาอาจจะได้เงินแค่เดือนละ 5000 บาท แล้วก็ต้องเสียค่าเช่าบ้านอีก 2000 ค่าเทอมลูกอีก 1000 นึง จากนั้นก็ค่าน้ำค่าไฟ ค่าประกันสังคม แถมยังต้องมานั่งคิดอีกว่า หนี้เก่าจะใช้ยังไง ทำยังไงดีลูกสาวฉันท้อง ลูกชายฉันเรียนไม่เก่ง สามีฉันแม่งก็ติดเหล้า

All you people think that your life is so stressful even youre the privileged group more than most of the population in this country. Bullshit..
พวกนักศึกษาน่ะชอบคิดว่าตัวเองเครียดทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นกลุ่มคนที่ได้อภิสิทธิ์สูงสุดกว่าคนส่วนมากประเทศนี้.. ไร้สาระชะมัด..

ไร้สาระ? มันก็ไร้สาระหมดน่ะแหละ ยิ่งพูดเท่าไหร่ผมก็เถียงเขาไม่ชนะสักที ถูกทุกอย่าง ผมอยู่สูงว่าคนมากมาย แต่ผมกลับคิดว่าตัวเองน่ะลำบาก ลำบากตรงไหน? ผมยังมีข้าวกินสามมื้อ มีเงินซื้อหนังสือซื้อมือถือ มีเงินจ่ายค่าเทอมทุกเทอม

เป็นคนธรรมดาจริงๆ เหรอ? หรือผมแค่เป็นคนอยู่ที่อยู่สูงกว่าคนธรรมดาแต่แกล้งบอกว่าผมเป็นคน ทั่วไป เพื่อหลอกตัวเองว่าไม่ได้กำลังเหยียบย่ำคนอื่นอยู่

อะไร..อะไรวะ..อะไรวะ..อะไรวะ..อะไรวะ.. อะไรวะเนี่ย!!!

วันนี้เป็นอะไรไปกันครับ? มองหน้าผมอยู่ได้ แกรนท์ขยับแว่น คงไม่ได้ชอบผมอย่างที่ผมล้อเล่นไว้ตอนเจอที่ข้าวสารจริงๆ หรอกนะครับ?

หา.. ห่า.. ใครมองหน้ามึงวะ! เอ๊ะ หรือว่ามอง อาจารย์! ไม่ใช่อย่างนั้น อย่าล้อเล่นแบบนั้นสิครับ ผมแค่... กูแค่ไม่รู้จะเถียงคนอย่างมึงต่อไปยังไงแล้วน่ะสิ! ผมแค่ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ

ถ้าอย่างนั้นก็ดี เขายิ้มพร้อมๆ กับที่เขียนอะไรลงไปในกระดาษอีกแล้ว

Because I think screwing a boy wouldnt be as nice as screwing a man they are always scream..
Screw? Scream? กรีดร้อง..? ปะ ... แปลไม่ออก..

Shit! Im late for the meeting! แกรนท์โพล่งขึ้นมาในขณะที่ผมกำลังง่วนกับการแปลประโยคที่เขาเพิ่งเขียน เขาหยิบสมุดที่ผมยังอ่านอยู่กลับใส่กระเป๋า แล้วรีบลุกขึ้น ขอบคุณมากครับ คุยกันสนุกดีนะ อาจารย์ฝรั่งยกกระเป๋าแล้วโบกมือลาแบบฝรั่งจ๋าแบบเดิม

เอ่อ..เอ่อครับ... ผมแค่พยักหน้าเมื่อเขาเดินออกไปเพราะในหัวก็ยังแปลประโยคที่เขาเขียนอยู่ไม่จบ

Because I think screwing a boy wouldnt be as nice as screwing a man they are always scream..

อะไรวะ? มันคืออะไร? Screw? ไขควง?

ผมมองไปรอบๆ เผื่อว่าจะมีใครทิ้งดิกไว้บนโต๊ะบ้าง สายตาของผมไปสะดุดกับหนังสือที่วางอยู่ข้างๆ ตัว ผมหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา Arthur Miller : Life & Work นอนนิ่งสนิทอยู่ในมือของผม ผมลืมไปเสียสนิทเลยว่าเกือบชั่วโมงที่แล้วผมหยั่งกะจะขาดใจที่ไม่ได้มันมาอ่าน

แกรนท์ทิ้งหนังสือเล่มนี้ไว้ให้ผมเหรอ.. จริงอ่ะ?

ถ้าอย่างงั้น..ก็ไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไรนี่..

เดี๋ยวเดะ วิษณุ พลหล้า มันอาจจะแค่ลืมทิ้งไว้เองก็ได้ อ้อยเข้าปากช้างล่ะ! ในที่สุดผมก็ชนะ!!

เย็นวันนั้น ผมหอบหนังสือที่ผมยืมมาแล้วเริ่มทำงานตั้งแต่ ทุ่มนึง ผมเขียนงานไปเรื่อยๆ จนเกือบเสร็จ จนถึงสี่ทุ่ม ผมเริ่มเวียนหัว เลยลงชั้นล่างไปหาน้ำเย็นกิน ระหว่างที่กำลังกระดกน้ำเขาปากอยู่นั้นเอง ประโยคที่แอชลีย์ทิ้งไว้ก็ยังไม่หายออกไปจากหัว

Screw? Screw? อะไรวะ? ทำไมยังเลิกคิดไม่ได้อีกล่ะเนี่ย?

ผมหยิบถุงขนมเบื้องที่แช่ในตู้เย็นเอาขึ้นไปกินข้างบนบ้านๆ สกูๆๆ สะ กู สะ..อะไรกับกู อ้า ครีมหวานๆ กับฝอยทองแข็งๆ กับแผ่นแป้งที่กรอบบาง สุดยอดของอาหารบนพื้นพิภพ..

ผมกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน วางถุงขนมเบื้องไว้ข้างๆ ปากยังเคี้ยวขนมอยู่ ผมหยิบดิกชันนารี่อังกฤษ-อังกฤษเล่มโตของอ๊อกฟอร์ด มาเปิดไปที่ตัวเอส

Screw.. นี่ไง.. เจอแล้ว..

Screw

noun 1 a thin, sharp-pointed metal pin with a raised spiral thread running around it and a slotted head, used to join things together by being rotated in under pressure. 2 a cylinder with a spiral ridge or thread running round the outside that can be turned to seal an opening, apply pressure, adjust position, etc. 3 (also screw propeller) a ships or aircrafts propeller. 4 informal, derogatory a prison warder. 5 vulgar slang an act of sexual intercourse.

verb 1 fasten or tighten with a screw or screws. 2 rotate (something) so as to attach or remove it by means of a spiral thread. 3 informal cheat or swindle. 4 vulgar slang have sexual intercourse with.

หือ?

หือ..
หือ..
หือ..

ปิดดิก..เปิดใหม่ อ่านอีกรอบ อ่านอีก ก็ไม่มีอะไร หรือว่า มี ไม่จริง เอ้า อ่านอีก อ่าน...คำไหนที่มันจะพอแปลได้วะ ไขควงไม่ใช่แน่? เกลียว? แล้ว..เอ๊ะ.. เอือก...

5 vulgar slang an act of sexual intercourse.

ห๊า..หา..ห๊า...หา..ห๊า..

ไม่จริง เฮ้ย แต่ก็ไม่มีคำไหนแล้วนี่นา

เคยคิดว่าเป็นคนดี..คิดว่าทิ้งหนังสือไว้ให้...

พอกันทีๆๆๆๆๆๆๆ สุดท้ายก็ไม่ใช่คนดีเลยสักนิดเลย ไอ้ฝรั่งเวร!!!

ผมปิดดิกลง รู้ซึ้งถึงความมหัศจรรย์ของภาษาอังกฤษแล้ว...

ผมฟุบหน้าลงบนโต๊ะ เหนื่อยหน่ายที่ทำอะไรต่อ ไว้พรุ่งนี้..ไว้พรุ่งนี้แล้วกัน..พอแล้ว..

พวกเรา..เรามาชุมนุม..ประทุมใจรัก..สมัครสมาน..

เฮี้ย!!!! ผมสะดุ้งตื่นเพราะริงโทนโมโนโฟนิคที่ดังมาจากโนเกีย 3310 ของผม ผมมองไปที่หน้าจอว่าใครโทรมา และสิ่งที่ผมเห็นก็ทำให้ผมตกใจตื่นได้มากกว่าเดิม

น้อง..กุ้ง..

To be continue

___________________________________________

On the next Episode of BKK


ผมอยากโดดตึกตาย

ยัย.. โง่..


ช่างเป็นหนังที่น่าเบื่อและไร้รสนิยมจริงๆ


มึงดูแลแฟนมึงให้ดีด้วยล่ะทีหลัง

___________________________________________

แฮ่กๆ.. ได้อย่างก็ต้องเสียอย่างจริงๆ ด้วย กว่าจะจัดแต่งบรรทัดได้ ต้อง copy-paste ใส่ notepad น่ารำคาญมากๆ เลยครับ > < ถ้าใครว่าตัวมันเล็กไปก็กดเปลี่ยนตรง view ได้นะครับ สมองน้อยๆ ของผมหมดปัญญา ทำให้ มันสมประกอบแล้วด้วย ฮือ..

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านครับ อ่านคอมเมนต์ของทุกท่านแล้วมีกำลังใจเขียนต่อไปจริงๆ T T ติดตามต่อตอนหน้านะครับ ไม่นานเกินรอ

อ้อ..คำว่า Screw ไม่ต้องไปแปลมันหรอก.. น่าเกลียดจริงๆ (เอ๊ะ แต่แกเป็นคนแต่งนะ)

ป.ล. เอาหมีตะปบ เอ๊ยกอดๆๆ มีคุง ^/>w<\^
ป.ล.2



"แฟนโผ้มมมมมมม"

อธิบายคนที่ยังไม่รู้ที่มา
- มันคือผลจากการรั่วมาสองวันติดกับยาดๆ ใน msn
- มันคือคาถาวิเศษที่จะเอาไว้ใช้ "ถ้า" AM มาเมืองไทยปีหน้า (ดูแน่..สำคัญกว่านิติกรรม)
- อยากรู้ว่าช่วงนี้ผมกับยาดๆ รั่วๆ อะไรกันบ้างดูได้ที่ blog มีคุง

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ฮ่าๆๆๆๆๆ
เป็นบทสนทนาที่กวนดีแท้
แต่อ่านแล้วรู้สึกว่ามันโดนจังนะ 5555+
ชีวิตก็แบบนี้ =_=
ชีวิตนักเรียนไทยก็แบบนี้~~~

แต่ประโยคสุดท้ายที่แกรนท์เขียนนี่ ฮาจริงๆ ฮายิ่งกว่าตอนที่วิษณุไม่รู้ความหมาย 55555555555

ปล. ริงโทนได้ใจมาก....

#1 By (*´・ェ・)っ.゜verse1108 on 2006-10-26 00:45

มาคราวนี้รู้สึกอิน สงสัยคำที่"ฝรั่ง"พูดมันจะจริงจนแทงใจ ดำๆ รึ แดงๆ นี่แหละ
screwแปลว่า นิ้วแคะหูรึเอานิ้วแหย่รูจมูก อันนี้แปลแบบเซนเซ่อแล้วนะ (จะบ้าเร๊อะ) แต่เซ่อจริงๆ555 ใครแปลเนี่ย
ส่วนอาร์ตเวิร์คอาจจะทำให้ หึๆ ยังไงๆ เมียหลวงก็ต้องมาก่อน(โดนหมีคุณโซกัด)
แต่ว่าช่วงนี้ขี้เกียจๆไงก็ไม่รู้สิ(ปกติก็ขนยาวอยู่แล้ว)
ค่ำๆเจอกันๆ เย่ๆ ไปล่ะ

#2 By *** on 2006-10-26 00:54

มาแตะไว้ก่อน เง้ออออออ แฟนโผ้มมมมม ถ้ากลับมาจากทำรายงาน (งี่ๆ-งานนึง) จะมาเม้นท์อย่างถึงลูกถึงคน เย้ๆๆๆ

#3 By noonoon on 2006-10-26 10:22

อ่านเสร็จแล้วโดนใจมาก เห็นด้วยอย่างยิงกับวัฒนธรรมไทย ที่อะไรก็ต้องเชื่อฟังคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน โต้แย้ง ก็หาต่อต้านไม่เชื่อฟัง รอยหยักในสมองถึงได้น้อยลงทุกวัน อ่านไปแล้วอมยิ้มไป แกรนท์ นี่เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์จริง ๆ ถ้าได้เดทด้วยไม่ว่าทั้งชาย-หญิง คงมันส์น่าดู (ไม่ได้คิดถึงเรื่องอย่างว่านะ )
ตาแกรนท์นี่แสบน่าดูเลย 555 อยากให้รามพูดกับแกรนท์ในสิ่งที่คิดมากกว่านี้ แบบว่าสวนกลับไปแบบไม่รู้ว่าตัวเองจะพูดออกไปได้ เริ่มเห็นหน้าตาของรามชัดเจนมากถ้าทางน่ารักและเป็นที่สนใจของสาว ๆ น่าดู และไอ้นิสัยที่ไม่ชอบกินข้าวตรงเวลานี่เป็นโรคกระเพาะได้ง่ายนา น่าจะเป็นดูสักรอบแล้วเป็นลมต่อหน้าแกรนท์ ...ตื่นขึ้นมา งง...ผมอยู่ที่ไหน
แกรนท์ ก็ผมไม่รู้ว่าบ้านคุณอยู่ที่ไหนเลยพามาพักที่บ้านผมก่อน ..................

#4 By b (58.9.68.217) on 2006-10-26 12:46

ปล. ตลกร้าย ๆ ของคุณโซนี่ (มาได้ถูกที่ถูกเวลาทุกทีซิน่า ) ...แบบว่า... ปลิ้ม คิกๆ

#5 By b (58.9.68.217) on 2006-10-26 14:28

ฮ่าๆๆ รามช่างมองโลกในแง่ร้ายอย่างสะใจนักศึกษามากค่ะ

อืม เห็นด้วยกับคุณบีนะคะ อยากให้มีน้ำหนักความคิดของตัวละครเท่าๆกันถกเถียงกัน คงมันส์ดี ... เราเคยอยู่ในกลุ่มคนที่ยึดอุดมคติในการดำเนินชีวิต 2 ขั้วมาเจอกัน นั่งฟังผู้ใหญ่เถียงกันมันส์สะใจ ต่างก็มีเหตุผลของตัวเองทั้งนั้น (สุดท้ายไม่มีใครถูกหรือผิด แต่การจะอยู่ในโลกใบเดียวกันให้ได้ต่างหาก)

การที่รามคุยกับแกรนท์คงจะทำให้มองโลกต่างมุมขึ้นบ้างนะคะ แต่เลิกมองโลกในแง่ร้ายซะทีสิสุดหล่อ เดี๋ยวหน้าเหี่ยวก่อนวัยนะ :P (เลิกไปก็ไม่สนุกสิเนอะ )

#6 By เห็ด rosy on 2006-10-26 14:54

วันศุกร์ไม่ก็เสาร์จะมาอ่าน.....นะ งานเยอะ ไม่ทันโจ๊กยาดส์หลายเรื่อง

#7 By devines มาเฟีย on 2006-10-26 20:06

ชวงตอบคอมเมนต์

น้องกริ่ง มีคุง - ขอบคุณมากๆ

พี่นุ่น นา รีบมาอ่านนะ เดี๋ยวเอาหมีมาหลอก


คุณบี ขอบคุณมากๆ เลยครับ เรื่องหน้าตาของราม ผมคิดว่าความจริงเขาก็ไม่ใช่คนหน้าตาดีเท่าไหร่ แต่สมัยนิยมมันเปลี่ยนบริบทคำว่าหน้าตาดีไปมากกว่า หึๆๆ

แกรนท์ ก็ผมไม่รู้ว่าบ้านคุณอยู่ที่ไหนเลยพามาพักที่บ้านผมก่อน << หึๆๆ หึๆๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ (หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง)

น้องเห็ด - นั้นสิครับ ยังไงก็ต้องอยู่ร่วมโลกกันคนกว่าจะตายกันไปข้าง ความจริง สถาการณ์ปัจจุบัน ผมก็อยู่ในกล่ม 2 ขั้วแหละครับ

#8 By So Gallagher on 2006-10-26 21:47

แฟนอาร์ตเดี๋ยววาด เอา"แฟนโผ้มมมมม" ไปกอดก่อนละกันนะ(อันนี้ยังนึกมุขไม่ออกแฮะ แต่ได้ชัวร์จ้า ถ้าไม่ได้ก็ชั่วแล้ว)

#9 By *** on 2006-10-27 01:26

เง้อ....ตาแกรนท์นี่กวนโอ๊ยใช่ย่อยนะเนี่ย... แต่ก็มีความคิดดีๆมากนะ ชอบตรงนี้ที่สุดจ้ะ

" if there is anything, or at lease, any institution, in this country that you can

#10 By noonoon on 2006-10-27 09:44

Screw ...ไม่มีอะไรครับ ข้ามเรื่องนี้ไปเถอะ...

แหม คำพูด
ช่วงตอบ จดหมาย

พี่นุ่น - ผมคิดว่าปัญหามันเกิดจากระบบมากกว่านะครับ ไม่ใช่แค่ปัจเจก ปัจเจกก็มีส่วนแต่ผมคิดว่าเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งของระบบล่ะครับ แต่ก็แล้วแต่จะคิดแหละ ไอ้ผมก็เรียนมาทางด้านสังคมซะด้วย จะทำอะไรก็ต้องโทษระบบไว้ก่อน

พี่หม่าว - ที่จริงราม ลึกๆแล้ว... สินะ << อย่า จุดๆๆ สิฮะ คนอ่านคิดมากหมด เรื่องรูป ไม่ต้องเปอร์เฟ็คก็ได้ฮะเพราะ ป๋าโนลบอกว่า True prefection have to be imperfect เกี่ยวไหมเนี่ย เง้ออ

แฟนผมไม่ได้ยั่วสักหน่อย คนมันมีสเน่ห์ 555

เขียนฟิคนนี่มาก็เพิ่งเห็นมีคนชอบ ราม ตอนเอามาลง Blog นี่ล่ะครับ ก่อนหน้านี้มีแต่คนชอบแอชลีย์

#12 By So Gallagher on 2006-10-27 18:41

เข้าใจผิดกันแล้วจ้า ที่เม้นท์ไป นุ่นหมายถึง สิ่งที่แกรนท์พูดว่านักศึกษามีความทุกข์น้อยนิดเมื่อเทียบกับคนใช้แรงงาน เพราะว่าได้รับการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานเยอะ เราแค่คิดว่า แกรนท์มองรามในฐานะชนชั้นกลาง (มองเป็นระบบ เป็นหนึ่งในระบบ) ไม่ได้มองเชิงปัจเจก ว่ารามเป็นราม เรารู้สึกว่าความทุกข์ของแต่ละคน มันเทียบกันไม่ได้ วัดความมากน้อยกันไม่ได้

แม้แต่รามกับนักศึกษาคนอื่นก็ยังเทียบความทุกข์กันไม่ได้

เรื่องระบบ เราก็เข้าใจว่ามันถูกสร้างมาเพื่อรับใช้สังคมจริงๆ เพียงแต่แกรนท์พูดเหมือนไม่มองให้ทะลุไปถึงว่าระบบมันเกิดมาทำไม แต่มองว่ามีระบบอยู่นะ และระบบเป็นแบบนี้ เท่านั้น

แค่เป็นสิ่งที่คิด สิ่งที่รู้สึกน่ะค่ะ ถ้าเข้าใจผิดตรงไหน โซก็มาช่วยแก้ด้วยนะ

...เอ จะว่าไปแล้ว ไปดูเม้นท์ๆ เห็นหม่าวก็เม้นท์คล้ายๆที่เราคิดนะ แม้จะอธิบายไม่ชัด เพราะหม่าวนึกคำไม่ออก (หม่าวมาตอบก็ได้นะ ว่าใช่หรือเปล่า)

ปล. ส่วนเรื่องระบบที่โซพูด เราไม่มีอะไรแย้งเลยนะจ๊ะ ส่วนเรื่องฟิค สู้ๆต่อไป จะรออ่าน

#13 By noonoon on 2006-10-27 19:18

ตอนนี้สนุกมาค่ะ

ชอบความคิดของแกรนท์นะคะ แต่ถ้าเจอกวนแบบนั้นในห้องสมุดคงอารมณ์เสียแน่ๆ

จริง!!!! เวลาครูให้เขียนคอมเมนต์ครู ไม่ชมไม่ได้ ด่าไมได้ แตะต้องไม่ได้ อยู่เหนือทุกสิ่ง ห้องสมุดโรงเรียนนาดีที่สุดในโลกกกกกกกกก(ชิ)

Screww .........

#14 By devines มาเฟีย on 2006-10-27 22:18

ไปดูเม้นท์คุณนุ่นแล้ว คิดว่าเราคงคิดคล้ายกัน

ตอนแรกนึกคำอธิบายไม่ออก ตอนนี้นึกออกแระ ที่รู้สึกติดคำพูดของแกรนท์ที่ติงรามเรื่องความทุกข์ของวัยรุ่นชนชั้นกลาง ก็เพราะผมมักจะคิดว่า เวลาเรารู้สึกอะไร มีแต่เราคนเดียวที่เข้าใจความรู้สึกนั้น ยกตัวอย่าง เวลาเราเปียกฝน มีแต่เราที่รู้สึกเปียก แม้คนอื่นจะเคยเปียกฝนและพอรู้ได้ว่าจะรู้สึกยังไง มันก็แค่พอรู้เท่านั้น ไม่เท่าเปียกเองจริงๆ แถมการเปียกฝนของแต่ละคน อาจจะทำให้รู้สึกเฉยๆ หรือสดชื่น หรือขยะแขยงไม่สบายตัวมากๆเลยก็ได้

เพราะงั้น ถึงผมจะมีข้าวกิน ...สมมติผมรวยล้นฟ้าเลยดีกว่า มีทุกอย่างยิ่งกว่าเป็นคุณหนูบ้านคาซาบลังก้าอีก แต่ถ้ามีปัญหาบางอย่างในจิตใจ ที่แก้ไม่ตก เช่น การสิ้นหวังหรือสงสัยในการมีอยู่ของตัวเอง การตื่นนอนในทุกๆวันก็อาจจะเป็นความทุกข์มหันต์ไปตลอดชีวิตเลยก็ได้ ซึ่งก็มันมากมายนะ จะบอกว่าน้อยกว่าแม่ค้าข้าวแกงได้ไง อะไรทำนองนี้ล่ะครับ สรุปว่ามันวัดไม่ได้

แต่ไม่ได้หมายถึงควรหยุดแก้ปัญหาความยากจน ฯลฯ นะครับ เพราะนั่นเป็นการกระทำที่มีความเป็นไปได้จำนวนสูงว่าจะลดความทุกข์ของมนุษย์ลง และเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง สรุปคือเป็นคนละประเด็นกับการวัดค่าความทุกข์ครับ

จะว่าไปแล้ว... มนุษย์นี่น่าเศร้าจัง ไม่ว่าจะยืนอยู่ตรงไหนก็หนีความทุกข์ไม่พ้น

------ยังไงก็ตาม เป็นแค่ความคิดเห็นของผมนะคร้าบ-------

ปล. เรื่องอาร์ทเวิร์ค ปัญหาไม่ได้อยู่ที่งานจะเพอร์เฟ็คท์ไหม แต่อยู่ที่ผมจะรู้สึกโอเคกับมันไหม แบบว่ารู้สึกว่าวาดรามจริงๆนะ ไม่ใช่ด.ช.อะไรไม่รู้ที่ไหน ปัญหาเรื่องเพอร์เฟ็คชั่นนั้น อยู่ที่ตัวผมเองง่ะครับ แหะๆๆ แต่ก็ไม่แน่ ผมเป็นพวกทำไรตามอารมณ์อ่ะครับ ง่า

ปปล. บอกแฟนโซทีว่าอย่ามาทำตัวมีเสน่ห์ใส่แฟนผม แฮ่ๆ
โอ้แป้ปๆ ก็ตอนที่ 6 แล้วเหรอเนี่ย
พี่โซเขียนได้สนุกๆมากๆเลยค่ะ
ยังคงวางพล็อตเรื่องและสำนวนภาษา
ลื่นไหลดีเหมือนกับทุกๆตอน
ตอนที่ 6 เนี่ยถือว่าเป็นตอนที่วิษณุได้เปิดการปะทะคารมตัวต่อตัว(ถึงแม้จะเขียนไปมาก็เหอะ)กับแกรน์ได้อย่างดุเดือดเลือดพล่านเลยที่เดียวเชียวล่ะค่ะ
ได้ทั้งแง่คิดหลายอย่างเลยค่ะ จากการอ่านบทสนทนาของทั้ง 2
ยิ่งอ่านไปอ่านมา ทำให้ชอบตัวละครวิษณุมากขึ้นซะแล้วสิ
ว่าไปแล้วแกรน์นี่เดาออกยากจังค่ะว่าเขาเป็นคนดี หรือไม่ดีกันแน่ ดูลึกลับจัง
แต่ยังไงก็ขอดีจัยกะพระเอกด้วยล่ะกันค่ะที่ในที่สุดก็ได้หนังสือมาทำงานซะที
หลังจากที่เอาจัยช่วยมาตั้งนาน
อ่านแป้ปๆ ก็จบตอนแล้วเนอะ อยากรุจังว่าน้องกุ้งโทรมาหาวิษณุเรื่องอะไร ?????

#16 By Just_AM mania on 2006-10-28 15:34

เหวอ ประโยคนั่น =[]="

แอชลีย์นี่กวนจริงๆ

จบตอนได้น่าติดตามมาก ดีที่มาอ่านทีหลัง มีตอนต่อไปออกมาแล้ว ดีจัง ว่ะ555open-mounthed smile

#17 By † ゚A゚ k ! r a † on 2008-05-22 16:49

Recommend

free counters