[Novel] BKK ตอนที่ 7 - เดท โรงหนัง ดวงดาว
posted on 02 Nov 2006 17:54 by bosie in Fic*โปรดงดพูดคุยและใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างชมภาพยนตร์
_____________________________________________
BKK
ตอนที่ 7 - เดท โรงหนัง ดวงดาว
_____________________________________________
เสียงดังครืดๆ ของแรงสั่นสะเทือนที่กำลังกระทำกับโต๊ะไม้ ดังขึ้นพร้อมๆ กับเพลงสามัคคีชุมนุม
โนเกีย 3310 เครื่องเขื่องกำลังเดินหน้า ล่วงหล่นลงจากขอบโต๊ะ และผม ผู้เจ้าของของมันก็มองมันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมจะไม่มีวันรับสายเด็ดขาด เพราะถ้าผมอยากให้เรื่องนี้มันจบ ผมก็จะไม่สานต่อ ไม่พูด ไม่เปิดโอกาสให้น้องกุ้งเด็ดขาด ผมจะไม่รับ ใช่..ไม่รับ.. ไม่ต้องรับหรอก อีกสักพัก ผู้หญิงอย่างน้องกุ้งรับรองว่าไม่มีทางมีความอดทนรอสายได้มากกว่า 3 ตื๊ด แน่ๆ
ผมเปิดอวสานเซลส์แมนออกอ่านเพื่อทำงานต่อ บิฟกำลังรู้ความจริงของวิลลี่ และเสียงโทรศัพท์มือถือก็ยังคงดังต่อไป ผมหยิบขนมเบื้องขึ้นมาจากถุง เอามันเข้ามาก พยายามเคี้ยวให้ได้เสียงกรวบกรอบให้ดังที่สุดเพื่อกลบเสียงริงโทน ถ้ากินชิ้นนี้เสร็จ ก็คงวาง ผมคิด เธอคนนั้นออกมาจากห้องน้ำ ลูกของเขามองเธออย่างตกตะลึง ไม่ว่ายังไง ขนมเบื้องก็เป็นอาหารสุดโปรดของผมจริงๆ บิฟส่งเสียงดังโวยวาย น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความผิดหวัง เสียงดังนั้นทำให้พ่อของเขาหน้าเสีย เสียง.. เสียง..
เสียงริงโทน.. ยังคงดังอยู่..
ผมเอามือขั้นหน้าที่อ่านอยู่ไว้แล้วพับหนังสือลง มือถือยังสั่นและส่งเสียงอยู่เหมือนเดิม รับทีๆๆๆ รับสิเว้ย ไอ้สาด!! ผมรู้ว่ามือถือและเจ้าของปลายสายทางต้องกำลังก่นด่าผมด้วยประโยคนี้แน่ๆ ผมมองไปที่ปุ่มที่เคยมีสัญลักษณ์แคนเซิลสายตัวสีแดงแปะไว้อยู่ ไม่หรอก ผมจะไม่กดแคนเซิล ผมจะไม่กดวางหรือกดปิดเครื่อง เพราะถ้าผมทำแบบนั้นน้องกุ้งจะต้องจับได้ว่าผมกำลังปฏิเสธเธออย่างโจ่งแจ้ง ผมไม่อยากทำร้ายจิตใจของเธอ ผมเพียงแค่อยากให้เธอเห็นว่าผมไม่ได้สนใจเธอก็เท่านั้น และอีกอย่าง ถ้าผมกดวาง เธออาจจะนึกว่าผมจะโทรกลับไปหาเธอ ซึ่งมันก็คง... งี่เง่าสุดๆ ที่จะไปให้ท่าแบบนั้น
รอต่อไป.. รอต่อไป..หยุดไปแล้ว..มาใหม่..รอ...รอ...พวกเรา..เรามาชุมนุม..รอ...ห่า..เงียบ!!.... ไม่! ทน!.. หยุด.. เท่าไหร่แล้วนะ 5 miss calls! ดังอีก!
ผมมองชื่อน้องกุ้งบนหน้าจออย่างสมเพชเวทนา ผู้หญิงคนนี้ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร? บูชารัก? เธอชอบผมถึงขนาดที่ความรักมันบดบังสมองส่วนที่ต้องใช้ความคิดของผู้หญิงคนนี้ถึงไม่คิดเลยว่าเจ้าของมือถือปลายสายของเธออาจจะเอามือถือไว้ที่อื่นแล้วหลับไปแล้ว หรือถ้าเธอมีเรื่องที่ฉุกเฉินจริง ทำไมไม่โทรไปหาคนอื่น? หรือใครอื่นมาบอกผมว่ามีเรื่องด่วน? ผมยังคงปล่อยให้มือถือดังต่อไป โทรเลยๆๆ โทรถึงเช้ากูก็ไม่รับให้โง่ ไม่นานนัก ผมก็ได้ยินเสียงเหมือนคนกระทืบเท้าโครมครามอยู่นอกห้อง
เฮ้ย! รับสิ! ถ้าไม่รับรับก็ปิดเครื่องไปดิ! นอนไม่หลับนะ! รำคาญ! น้าเพ็ญแทบจะพังประตูเข้ามาในห้องผม เผมลืมไปสนิทว่าผมไม่ได้อยู่คนเดียวในบ้านนี้ ผมเกือบตกเก้าอี้เพราะเสียงของเธอ น้าสาวของผมยืนจังก้าอยู่หน้าประตู เธอใส่ชุดนอนแบบกระโปรงที่เหมือนกับชุดนอนของนางเอกละครไม่มีผิด ผมยาวสลวยของเธอถูกขมวดแน่นเก็บไว้ในหมวกคลุมผมลายโดเรม่อน ใบหน้าของเธอส่วนหนึ่งมีปื้นสีเหลืองของขมิ้นละเลงไว้อยู่
รับสิ! น้าพ็ญตะคอกใส่ผมที่กำลังอึ้งแตกกับสภาพของเธอที่ผมเห็น
อ่า..ครับ.. ผมจำใจรับโทรศัพท์ เพราะความกลัวบวกกับความรำคาญ ยัยบ้า.. อ๊ะ!ไม่ใช่ ผมกำลังว่าน้องกุ้งอยู่นะไม่ใช่น้าผม !สวัสดีครับ
เออ ดีแล้วคนจะหลับจะนอน แล้วริงโทนอ่ะ เปลี่ยนก็ได้นะ! น้าเพ็ญยังคงบ่นไม่เลิกจนกว่าเธอจะกระแทกปิดประตูออกไป ต้องให้ใช้เพลงเอเอฟใช่ไหมแล้วถึงจะพอใจ อ๊ะ! ไม่ใช่! ผมไม่ได้กำลังว่าน้าผมนะ ผมแค่ตัดพ้อ!
หวัดดีคะ พี่ราม กุ้งนะคะ นรกๆๆๆๆ
หวัดดีครับ ผมพยายามดัดเสียงให้เนียนที่สุด พยายามทำเหมือนผมไม่ได้ผมไม่ได้รำคาญเธอเลย ผมชอบเธอที่สุด ผมเป็นแฟนเธอและผมเธอคือเลดี้มาดอนน่าของผม
นึกว่าพี่รามจะไม่รับซะแล้ว ถ้านึกได้อย่างงั้นแล้วทำไมไม่เลิกโทรซะทีล่ะวะ โทรตั้งหลายรอบแหนะ ตกลงมันคือความผิดของกูอีกใช่ไหมที่ไม่รับ? พี่รามยังไม่นอนอีกเหรอคะ อ่า.. ใช่สิ.. ถ้านอนแล้วจะมารับโทรศัพท์เธอเหรอ
ครับ แล้ว เอ่อ น้องกุ้งมีอะไรเหรอครับ? มี มีสิ มันต้องมีแน่ๆ อย่าง เอ แอน เดอะ ต่างกันยังไง หรือ พาสเพอร์เฟ็ค กับเพรเซนต์ เพอร์เฟ็ค ต่างกันยังไง งี่เง่าน่ะ มันจะะเป็นแบบนั้นไปได้ไง?
คือ ก็ไม่มีอะไรหรอกคะ ไม่มีอะไรแล้วจะโทรมาหาพระแสงอะไรฟะ! พรุ่งนี้ วันเกิดเพื่อนกุ้งนะคะ เค้า หรือเธอ? อยากชวนพี่รามไปดูหนังด้วยกันหน่อยน่ะค่ะ จำฝ้ายได้ไหมคะ ที่เป็นน้องพี่อ้อมน่ะคะ ผมพยายามนึกหน้าคนที่ชื่ออ้อม แต่นึกเท่าไหร่ก็ไม่มีผล เคยมีคนชื่อนี้อยู่ในคณะด้วยเหรอ?
ผมเริ่มเห็นภาพลางๆ ของทุกสิ่งทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว นิยายรักโง่ๆ ที่ออกมาจากจินตนาการขยะ! น้องกุ้งเป็นเด็กสาวที่กำลังหลงรักบูชาชายคนหนึ่งอย่างหัวปักหัวปำ เธอโน้มตัวลงนอนแต่กระนั้นเธอก็ยังกระสับกระส่าย ไม่สามารถข่มตาหลับลงได้ ในใจเธอคิดว่า เธอคงฝ่ายค่ำคืนที่เหน็บหนาวไปคนเดียวไม่ไหว เธอหยิบมือถือข้างเตียงขึ้นมาไว้ตรงหน้า นิ้วเรียวยาวบรรจงกดเบอร์ของเขา เธอเริ่มวิตกจริต รับ ไม่รับ รับ ไม่รับ เขาต้องรับสิ ระหว่างที่เธอกำลังจินตนาการถึงภาพของกลีบดอกกุหลาบแดงที่กำลังร่วงหล่น น้องกุ้งก็ดีใจเต็มตื่นที่สุดท้ายปลายสายของเธอมีการตอบสนอง เสียงทักทายของชายที่รักของเธอฟังดูเย็นชา ก็แน่นอน เพราะเขาคิดว่าเธอนั้นแสนโง่เง่า แล้วก็น่ารำคาญ เขาไม่ได้รักเธอแม้แต่นิดเดียว แต่ถึงกระนั้นความไร้เดียงสาที่ล้นเหลือและความพยายามที่ไม่ที่สิ้นสุดของน้องกุ้งก็สั่งให้เธอสร้างบุคคลที่ไม่มีตัวขึ้นมา เธอสร้างเรื่อง เธอสร้างสถานการณ์ว่าจะมีวันเกิดเพื่อนของเธอพรุ่งนี้ และเพื่อนเธอคนนั้นก็อยากให้ชายที่รักของเธอไปร่วมฉลองด้วย ทั้งๆ ที่ความปรารถนาทั้งหมดเป็นของเธอคนเดียว ที่เธอปัดให้มันเป็นของคนอื่น เพราะเธอไม่อยากให้ตัวเองรู้สึกว่ากำลังทำเรื่องที่ น่ารังเกียจ ไปมากกว่านี้ น้องกุ้งรอคำตอบจากเขาอย่างใจจดใจจ่อ แต่เธอหารู้ไหมว่า ชายที่เธอรักของเธอไม่โง่พอที่ เชื่อเธอ ชะตากรรมของเธอช่างน่ารันทด แต่มันเป็นสิ่งที่เธอเลือกจะทำ และเพราะมันเป็นสิ่งที่เธอเลือกเอง ถึงเธอจะกลายเป็นนางอิจฉาที่ต้องเป็นบ้าหรือตายไป ตอนจบของนิยายนักน้ำเน่า มันก็เป็นความผิดของเธอเอง
เอ่อ...พี่รามคะ...
ผมเรียกสติของตัวเองกลับมาแล้วนั่งหลังตรงทันทีเมื่อได้ยินเสียงของสาวน้อยอีกรอบ เสียงของเธอหวานซึ่งจนทำให้ผมแสบคอ ผมกลืนน้ำลาย แสร้งทำเสียงเหมือนกับตัวเองกำลังเป็นหวัดด้วยการไอเบาๆ ทำไม? ทำไมผมถึงทำอะไรไม่ถูกเลยในสถานการณ์แบบนี้ ทำไมถึงควบคุมอะไรไม่ได้สักอย่าง...
ทั้งที่มัน..มันก็แค่เรื่องเล่นสนุกไปวันๆ ของพวกสมองกลวง.. ไม่ใช่เหรอ?
ตกลง พี่รามว่าไงคะ?
เอ่อ.... ไม่ไปว้อย และไม่เลยสนใจเลยด้วย! พี่คง..ไม่..
เพราะว่าเรื่องที่กุ้งบอกพี่รามไปเมื่อหลายวันก่อนใช่ไหมคะ...? ยังมีปัญญาคิดได้บ้างนะ ที่กุ้งบอกว่ากุ้งชอบพี่ราม
ผมเงียบ เพราะผมรู้ว่ายังไงปากมากๆ ของเธอคงไม่เปิดโอกาสให้ผมได้แก้ตัวก่อนแน่ๆ
ทำไมพี่รามทำแบบนี้ล่ะคะ มันไม่เกี่ยวกันเลยนะคะ! น้องกุ้งขึ้นเสียง และผมก็ต้องยอมรับกับตัวเองเลยว่า น้ำเสียงของเธอทำให้ผมตกใจได้ไม่น้อย มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนั้นเลยนะคะ กุ้งก็แค่หวังดี แล้วไอ้ความหวังดีของนั่นมันมีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่ ถ้าหวังดีจริงทำไมถึงไม่ช่วยกูเวลาทำข้อสอบไม่ได้ ถ้าหวังดีจริงทำไมไม่ให้กูอยู่คนเดียวล่ะวะ! กุ้งแค่อยากชวนพี่รามไปเที่ยวกับเพื่อนกุ้งจริงๆ นะคะ ผมอยากเห็นหน้าเธอตอนนี้ อยากเห็นยิ่งกว่ารูปภาพของ แวนโก๊ะห์ ซะอีก! ถึงพี่รามจะไม่ได้คิดอะไรกับกุ้งเหมือนกับที่กุ้งคิดกับพี่แต่ว่ากุ้งก็แอบหวังเล็กๆ ว่าพี่รามจะเห็นความดีของกุ้งบ้าง ฮ่า! ในที่สุดก็คายออกมาก็คือ ความดี ที่อยากจะให้เห็น
หรือว่า.. พี่รามจะเกลียดกุ้งไปแล้วคะ? มันไม่เห็นเกี่ยวกันสักนิดเลยนี่หว่า!!
พี่ไม่ได้เกลียดกุ้งเลยครับ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมพูดกับเธออย่างจริงใจ ผมไม่ได้เกลียดเธอเลย แต่ผมก็ไม่ได้ชอบเธอถึงขนาดที่จะต้องให้เธอมาอยู่เพื่อนผม หรือ อยู่ข้างๆ ผมตลอดทั้งชีวิตนักศึกษา เพราะคนแบบนั้น คงต้อง.. คงต้อง..ไม่ใช่คนแบบน้องกุ้งแน่ๆ ล่ะ!
ถ้างั้นทำไมถึงไม่ยอมไปล่ะคะ? ก็คนมันอาจจะไม่ว่างก็ได้นี่ว่า ใครจะว่างเที่ยวได้ตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนเธอล่ะ
พี่ราม ไปกันเถอะนะคะกุ้ง..กุ้งเป็นห่วงพี่รามนะคะ
เป็นห่วง?
ก็ดูเหมือนพี่รามไม่เห็นได้ไปเที่ยวไหนกะใครเลย อยู่คนเดียวไม่เหงาบ้างเลยเหรอคะ?
ผมเริ่มรู้สึกว่าสาวน้อยบาร์บี้คนนี้กำลังพูดจารุกรานผมเข้าไปทุกที แต่แทนที่ผมจะบอกว่า ขอโทษนะน้องกุ้งพี่ไม่ว่างจริงๆ แล้วกดวางสายไป หรือจะตะคอกว่าเธอไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะพูดอย่างนี้ได้เลยสักนิด แต่ผม กลับเงียบ ผมเงียบเพื่อรอให้เธอพูดต่อ เงียบเพื่อครุ่นคิดกับตัวเอง ประโยคที่ออกมาจากสมองพลาสติกเมื่อครู่ปักแทงลึกเข้าไปข้างในจนผมถอนมันออกมาไม่ออก หรือถ้าลองถอนมันออกมา แผลที่เคยมีอยู่แล้วก็คงใหญ่และลึกมากกว่าเดิม
คนเดียว คนเดียว คนเดียว คนเดียวมาตลอด... เหงา..เหงามาตลอดเลย... ??
ผมนึกภาพของตัวเองที่นั่งอยู่คนเดียวได้อย่างเด่นชัด เพราะมันเกิดขึ้นบ่อยมากจนกลายเป็นภาพประจำตัว วิษณุ พลหล้า นั่งอยู่ตรงนั่น.. ตั้งแต่เด็กจนโต นั่งอยู่หลังห้อง..นั่งมองคนอื่นที่กำลังเล่นสนุก ในขณะที่เขาหยิบหนังสือนิยายขึ้นมาอ่านคนเดียว เขามองเล่นอื่นนั่งเล่นบอล มองคนอื่นไปเที่ยวบ้านเพื่อนหลังเลิกเรียนในขณะที่เขาเดินหิ้วกระเป๋ากลับบ้านไปคนเดียว ไม่มีใครบังคับเขาหรอก เขาแค่ทำลงไปเพราะคิดว่านี้เป็นหนทางที่ดีกว่า ไม่มีใครที่เข้าใจเขาหรอก เพราะงั้นถ้าเขาไม่แคร์ใครมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร
แต่ว่าเพราะเขาไม่เคยแคร์ใคร ก็เลยไม่มีใครแคร์เขาเหมือนกัน..?
ผมมีเพื่อน ผมพยายามมาตลอดเพื่อเข้ากับเพื่อนให้ได้ แต่สุดท้ายมันสำเร็จแค่ภายนอก ผมยิ้ม ผมหัวเราะ ผมโมโห แต่มันเป็นความจริงหรือ? หรือมันเป็นเพียงสิ่งทีผมต้องแสดงออกเพราะการที่ต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นเท่านั้น ทุกอย่างเป็นแค่ภาพลวงตา..เพราะในการกระทำ ในการแสดงออกของผม มันมีความจริงใจอยู่เลยสักนิดหรือ?
ผมถอนหายใจให้เบาที่สุดเพื่อไม่ให้ปลายสายได้ยิน เอาล่ะ.. ผมพยายามตั้งสติด้วยคำพูดที่ไม่จำเป็น แล้วน้องกุ้งรู้ได้ยังไงล่ะครับว่าพี่อยู่คนเดียวตลอด
ก็เวลากุ้งเจอพวกเพื่อนพี่รามไปกินข้าวข้างนอก หรือไปเที่ยวไหน ก็ไม่ค่อยเห็นพี่รามเลยนี่คะ? เพื่อนเหรอ? ผมก็แค่บอกตัวเองอย่างนั้นเพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกว่าเป็นไอ้บ้าที่ไม่มีใครคบเท่านั้นเอง นะคะ.. ถือว่ากุ้งหวังดีนะคะ นะคะพี่ราม เสียงของเธอสั่นเครือส่วนผมก็คลื่นไส้.. หยุด หยุดสักที...ให้ทำอะไรก็ได้แต่หยุดสักที..
เอ่อ..ถ้างั้นก็ได้ ผมตอบตกลงไปโดยที่ไม่รู้ตัว และลืมเรื่องไอ้บอลไปซะสนิท คงมีคนคิดว่าผมงี่เง่าและไม่มีเหตุผลแน่ๆ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าผมด่าว่าและปฏิเสธน้องกุ้งมาตั้งมากมาย แต่สุดท้ายกะอีแค่ประโยคประโยคเดียวกลับทำให้ผมทำทุกอย่างที่ตรงกันข้าม
ก็อยากสนุก ก็อยากยิ้ม ก็อยากมีความสุขบ้างไม่ใช่เหรอ?
การกระทำของคนเรามันเคยมีเหตุผลอยู่เบื้องหลังซะที่ไหน? ไอ้สิ่งที่คอยผลักดันว่าคนเราจะทำอะไรมันเพราะความต้องการภายในทั้งนั้น ยิ่งถ้าเป็นความต้องการเฉพาะหน้าแล้วล่ะก็ ต่อให้จะต้องทำสิ่งตัวเองไม่เคยทำหรือต้องทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์เก่าๆ ของตัวเองอย่างเหลือล้นก็คงต้องทำ
เศรษฐีคนนึงไม่เคยใส่ใจว่าบ้านหรือครอบครัวของเขาจะเป็นอย่างไร เขาก็แค่คิดว่าความฉลาดและการศึกษาของเขาทำให้เขาอยู่เหนือกว่าพี่น้องคนอื่นๆในบ้าน และเพราะความที่เขาอยู่เหนือกับคนอื่น เขาจึงคิดไปเองว่าเขาสามารถตอแยหรือรังควาญพวกพี่น้องโง่ๆ ที่เตี้ยต่ำกว่าเขาได้เหมือนกับปัดฝุ่นปัดไรออกจากพรมเช็ดเท้า แต่เมื่อถึงเวลาที่เขาโดนไล่ออกจากบ้าน เขากลับยอมคุกเข่าขอร้องพวกพี่น้องโง่ๆ ของเขา ยอมทำทุกวิธี เพื่อจะได้กลับบ้านที่ยังมีทรัพย์สินค้างอยู่เท่านั้น
ผมก็แค่ลองทำเรื่องโง่ๆ อย่างนี้ไป เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเจ็บปวดที่หลังว่าผมไม่มีเพื่อน หรือ เหงา ไม่ได้มีเหตุผลอะไรเลย ไม่มีอะไรในหัวสมองเลย
น้องกุ้งทำเสียงดีใจสุดขีดเมื่อผมตอบตกลง ก็นั่นไง เธอก็เก็บสิ่งที่เธอต้องการไว้เหมือนกัน ผมนั่งกุมขยับมากขึ้นไปใหญ่เมื่อสาวน้อยที่นึกว่าเจ้าชายของเธอรับรักเธอแล้วเริ่มพล่ามอะไรที่ไม่เป็นภาษาออกมาเหมือนเมากัญชา เธอเล่าเรื่องเพื่อนกระเทยของเธอที่โดยผู้ชายหลอก เล่าเรื่องเพื่อนของเธอที่เพิ่งโดนแฟนทิ้ง เล่าเรื่องบล็อคของเธอ เรื่องไปเธอไปดัดผม เรื่องที่ เธอ เธอ เธอ และ เธอ ผมเหลือบมองอวสานเซลส์แมนที่นอนร้องไห้อยู่บนโต๊ะ ผมหยิบมันมาวางไว้บนตัก มองผ่านๆ ในขณะที่หัวเราะ หึ หึ หึ ให้กับมุขที่ไม่ตลกเลยสักนิดเดียว ผมอยากจะเปลี่ยนใจซะแล้วสิ โอ้ ขอโทษนะน้องหญิงพี่เพิ่งนึกได้พอดีว่าหม่อมแม่ของพี่ต้องงานกาล่า ดินเนอร์พรุ่งนี้ พี่คงไปกับน้องหญิงไม่ได้แล้ว ถ้าผมไปพรุ่งนี้ผมคงต้องฟังยัยโง่พล่ามอะไรง่าวๆ แบบนี้ตั้งหลายชั่วโมงใช่ไหม?
เออ ตกลงพรุ่งนี้พี่รามไปแน่นะคะ? เธอย้ำถามผมเป็นรอบที่สิบเศษๆ เหมือนกับจะดักทางถูกว่าผมพร้อมที่จะปฏิเสธเธอได้ทุกเมื่อ เอาล่ะ โอเค มึงชนะแล้ว กูแพ้! แล้วกูก็จะไม่พยายามอะไรอีกแล้ว! ผมหันไปดูที่นาฬิกาติดผนัง ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะเสียเวลาไป 2 ชั่วโมงกับเรื่องงี่เง่าแบบนี้ แต่ว่า..นี่ยังเด็กๆ วิษณุ พรุ่งนี้แกได้เจอของจริงแน่ ทำไมไม่คิดจะฝืนตัวเองสักนิดเลยวะ! และก่อนที่น้องกุ้งจะพูดอะไรต่อไปจนถึงตี 2 ผมต้องหาทางหยุดเธอ หุบปากเธอให้ได้
เอ่อ น้องกุ้งครับ ผมพูดเสียงดัง แต่ก็ไม่ถึงกับขั้นตะคอก แค่ให้มันดังเด่นกว่าเสียงแหลมๆ ของเธอก็เท่านั้น พรุ่งนี้พี่จะเจอเพื่อนน้องกุ้งกับน้องที่ไหนดี?
แล้วแต่พี่รามล่ะกันค่ะ เธอเป็นคนชวนนะเว้ยเฮ้ย!!
ที่ไหนๆ ที่ไหนดี? ผมถามตัวเองในใจ คงไม่ใช่ที่มหาลัยแน่ๆ เพราะถ้าเกิดคุณชายพิชัยมาเห็นเข้าล่ะก็ วิษณุ พลหล้า เตรียมจองศาลาไว้ได้เลยมึง
หน้าเมเจอร์ก็ได้ 6 โมง เป็นไง มันต้องมาทุ่มนึงแน่ๆ ..ชัวร์..
ก็ได้ค่ะ เออนี่ พี่ราม เมื่อวันก่อนกุ้งไป...
อ๊ะ ขอโทษนะน้องกุ้ง พี่ไม่ยินน้องเลยน่ะ สงสัยสัญญาณไม่ดี พอได้แล้วเจ๊!
ฮัลโหลๆ พี่รามได้ยินไหมคะ กุ้งจะลองเดินไปที่อื่นดูค่ะ เดินไปที่ซาฮาร่าเลยก็ได้
เอ่อ พี่ไม่ได้ยินน้องเลย ไว้เจอกันพรุ่งนี้เลยนะ แค่นี้น้า! พอแค่นี้ล่ะวะ!
ผมกดวางโทรศัพท์ทันที นี่แหละวิธีวางโทรศัพท์ที่สะดวกและง่ายดายที่สุด ก็ใครจะโทษผมได้? ในเมื่อสัญญาณมือถือในประเทศนี้มันก็ไม่ดีจริงๆ นี่นา ประเทศนี้..ประเทศจนๆ ที่กลับมีคนใช้มือถือจนเบอร์เต็ม สัญญาณเต็ม ประเทศจนๆ ที่มือถือซึ่งควรจะเป็นเครื่องติดต่อในยามฉุกเฉินกลับกลายเป็นเครื่องประดับที่ใครๆ ต้องมี ประเทศนี้..มันงี่เง่าจริงๆ..
ผมมองมือถือที่ยังอยู่มือ ผมทำไปแล้ว ผมตัดสินใจลงแล้ว และผมแก้อะไรอีกไม่ได้แล้ว เมื่อคิดได้อย่างนั้น อะไรบางอย่างในตัวของผมก็ทำให้ผมขว้างมือถือออกไปเต็มแรงเพื่อหมายจะให้มันตกลงที่ฟูกที่นอนตรงอีกฝากของห้องอย่างสง่างาม แต่ อนิจจา... แทนที่มันจะถลาลงพื้นเหมือนนักยิมนาสติกทีมชาติรัสเซีย มันกลับลอยไปกระแทกกำแพงอย่างจัง โนเกีย 3310 ที่รักของผมแยกเป็นสองซีกต่อหน้าต่อตา
เฮี้ย!!!! ผมตะโกนเสียงดังลั่นโดยไม่สนว่าน้าเพ็ญจะได้เข้ามาอาละวาดอีกรึเปล่า ผมรีบวิ่งไปหามือถือที่สงบนิ่งอยู่บนเตียง ทำหน้าเหมือนสามีที่เพิ่งตบภรรยาไปแล้วต้องเขาไปง้อ ผมสำรวจความเสียหายของมือถือ ซิมการ์ด กับ ถ่าน หลุดกระจายออกมาจากตัวเครื่อง ผมค่อยๆเอาทุกส่วนมาประกอบกันอีกครั้งอย่างระมัดระวัง ตบเครื่องเล็กน้อยก่อนที่จะเปิดมันขึ้นมาอีกครับ หน้าจอจุดพิกเซลพร้อมเสียงโมโนโฟนิก ดังขึ้นทักทายผม ไชโยให้กับมือถือรุ่นที่ทนทานที่สุดในโลก! เฮล ทู โนเกีย!
ผมเอามือถือวางไว้ที่หัวเตียงแล้วโน้มตัวลงนอน งานก็ไม่ทงไม่ทำแล้ว น้ำก็ไม่ต้ององไม่ต้องอาบมันแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ผมต้องทำคือข่มตาหลับให้ลงเท่านั้น หลับไป ปล่อยให้เวลาไหลไป ไม่อยากวางแผนบ้าบออะไรอีกแล้ว พรุ่งนี้อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
ผมหลับไปแล้วตื่นขึ้นมา น่าแปลกที่ผมกลับตื่นขึ้นโดยไม่มีเรื่องน้องกุ้งในหัวเลย ทำทุกอย่างเป็นปกติอาบน้ำแปรงฟัน นั่งรถเมล์ไปมหาลัย หลับในรถระหว่างทาง นั่งกินโจ๊กตอนเช้า เข้าเรียน ไม่ได้คิดเลยว่าเย็นนี้จะเจออะไรบ้าง และการที่ไอ้บอลไม่มาเรียน ก็ทำให้ผมโล่งใจไปได้เปราะนึง
..ผมคิดว่านะ..
เย็นวันนั้น ผมนั่งรถเมล์ไปยังสถานที่นัดหมาย ยังเหลือเวลาอีกมากมาย ผมเลยไป ทำใจ ด้วยการเดินไปร้านหนังสือเพื่อหาอะไรอ่าน ผมคงไม่เจออะไรที่ต้องการหรอก แล้วผมก็คงไม่มีเงินพอที่จะซื้ออะไรได้ด้วย ผมเดินไปที่ชั้นหนังสิอนิยายที่ล้วนแต่มีราคาเกินสองร้อยบาท ทำไมสิ่งที่เป็นเหมือนคลังความรู้มันถึงได้แพงขนาดนี้? พวกคนที่มีตังค์ซื้อหนังสือได้สบายๆ ดีแต่ก่นด่าว่าคนไทยอ่านหนังสือปีล่ะ 6 บรรทัด ดีแต่ประกาศปาวๆ ว่าการอ่านทำให้ชาติเจริญ มันก็เหมือนทุกทีแหละ ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็แค่การผลักปัญหาให้ปัจเจก ผลักปัญหาให้วัฒนธรรม และ บู้ม! ก็กลายเป็นวงจรอุบาทว์แบบเดิมๆ
จะให้ใครคิดอ่านอะไรได้ ในเมื่อค่าแรงขั้นต่ำมันน้อยกว่าราคาหนังสือดีๆ เล่มนึงซะอีก ในเมื่อคนส่วนมากในประเทศนี้มีภาระต้องคิดเรื่องอื่นมากกว่า และการหาความสุขในทางอื่นมันมีราคาถูกกว่าตั้งเยอะ
ผมอาจเห็นแก่ตัว แต่ผมคิดว่าผมก็โชคดีแล้วที่ได้เกิดมามีพ่อแม่ที่ซื้อหนังสือให้ผมอ่าน
เมื่อถึงเวลา ผมกลับไปที่สถานที่นัดหมาย นั่งรออยู่ครึ่งชั่วโมงตามมารยาทปกติ ผมเห็นน้องกุ้งกำลังมาถึงและ หญิงสาวที่เดินอยู่ข้างหลังเธอคงเป็นเพื่อนของเธอ แต่ถ้าผมไม่ได้สังเกตให้ดีผมคงนึกว่าผมตาฟาดเห็นภาพซ้อน เพราะทั้งน้องกุ้งกับเพื่อนแต่งตัวแทบจะเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว เสื้อนักศึกษาตัวเล็ก กระโปรงสีดำเลยเข่า ผมยาวสีดำที่ดัดเป็นลอน ใบหน้าสีขาวผิดธรรมชาติคนเอเชีย แก้มที่สีชมพูเรื่อๆ ของน้ำยาอุทัยทิพย์ ตุ๊กตาที่แสนสวย..ดอกไม้พลาสติกที่แสนงดงาม..
หวัดดีค่ะ พี่ราม นี่ฝ้ายค่ะ น้องกุ้งแนะนำเพื่อนของเธอที่พยักหน้าให้ผม น้องฝ้ายครับ น้องคงมีเพื่อนที่รักน้องเยอะมากเลยนะครับ ถึงขนาดวันเกิดยังชวนมาแค่คนเดียว
แล้วนี่พี่รามกินอะไรมารึยังคะ?
เอ่อ..ก็ ผมอยากจะบอกว่าผมกินแล้วเหลือทน ก็ยังไม่ได้กิน แต่พี่ก็ไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ แล้วก็คงกินอะไรไม่ลงเลยด้วย
งั้นเดี๋ยวไปดูดีกว่าไหมคะ ว่ามีตารางหนังกันก่อนดีไหมคะ? ว่าไงฝ้าย น้องกุ้งผู้คุมเกมถามความเห็นของผู้ตามทั้งสอง ซึ่ง..ก็ได้พยักหน้า พวกเราสามคนเดินเข้าไปดูตารางฉายหนัง ไม่มีอะไรเลยที่น่าสนใจนอกจากหนังผีชื่อซ้ำซาก ผีทวงบ้าน ผีคนเป็น สมุดผี ผีใต้โต๊ะ ผีลืมหลุม ผี.. ผี.. ผี.. และหนังตลกยำสั่วที่เอามุกทั้งหมดใส่ลงไปในตัวอย่างไปแล้ว ผมอ่านชื่อหนังอย่างเหนื่อยหน่าย เอาวะ หลับในโรงหนังมันก็ยังเย็นกว่าห้องที่บ้านล่ะวะ
...ความฝันสุดท้ายของเด็กชายกาลเวลา...
ชื่อหนังที่ผมเพิ่งได้อ่านทำให้ผมต้องขยี้ตาอีกรอบเพื่ออ่านสิ่งที่เห็นตรงหน้า ความฝัน..สุดท้าย..ของ..เด็ก..ชาย..กาล..เวลา.. ไม่ผิดแน่ มันอยู่ตรงนั้น อยู่ในตารางฉายหนัง มีโรงเดียว เวลาก็น้อยซะด้วย
ความฝันสุดท้ายของเด็กชายกาลเวลา.. ผมทวนชื่อหนังอีกรอบเหมือนผมกำลังฝันไป ไม่ผิดแน่ มันต้องเป็นหนังสือเล่มโปรดสมัยประถมของผม เด็กชายกาลเวลา.. นายฝรั่งซิลลิแวน..ร้านขายยาแห่งความฝัน..
เอ๋? น้องกุ้งกับเพื่อนของเธอพูดขึ้นพร้อมกัน
อ่า พี่ชอบหนังสือเล่มนี้มาก สนุกๆ มากๆ เลยครับ ไม่นึกว่าจะเอามาทำเป็นหนัง ผมยิ้มร่า ไม่ค่อยบ่อยนักที่ผมอยากจะดูหนังสักเรื่อง แต่ถ้าเป็นหนังที่สร้างจากหนังสือที่ผมชอบ อันนั้นก็เป็นข้อยกเว้น
น้องกุ้งกับน้องฝ้ายทำหน้าเอ๋อเป็นการบอกให้รู้ว่าพวกเธอไม่ได้เข้าใจสิ่งที่ผมพูด ผมหัวเราะให้ตัวเองเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความงี่เง่าของตัวเอง ทำไมผมถึงคิดไปเองว่ายัยบาร์บี้สอบตัวนี้จะรู้จักหนังสือเล่มนี้หรือเล่มไหน? ทำไมเมื่อคืนผมถึงคิดไปเองได้นะว่าสิ่งที่ตัดสินใจทำมันเรียกว่าความสุขได้?
พี่รามอยากดูเรื่องนั้นเหรอคะ
เอ่อ..เปล่าๆ อยากดู! อยากดูมากๆ เลยเว้ย!
ไม่เป็นไรนะคะ คือกุ้งกับฝ้ายไม่ชอบหนังไทยเท่าไหร่ หนังไทยมันเป็นประเภทหนังประเภทหนึ่งไปตั้งแต่เมื่อไหร่วะ?
อือ ไม่เป็นไรดูเรื่องอื่นก็ได้นะ แล้วแต่เจ้าภาพวันเกิดล่ะกัน เอาเด็กชายกาลเวลาของกูคืนมา!
นี่ ฝ้ายดูเรื่องนี่มะ เขาบอกว่าน่ากลัว
เรื่องไรๆๆ ชักกี้อ่ะเหรอ? ไอ้ตุ๊กตาที่ไล่ฆ่าคน น่าดูนะ คงโหดดี
แล้วเคยดูภาคเก่ายัง เราว่าเราไม่นะ
เออ ไม่เป็นไรหรอก ดูได้น่ะ น่าสนุกๆ ดูไหม?
ผมเป็นคนนอกของวงสนทนาระหว่างสองหญิงสาวไปเสียแล้ว ผมเงี่ยหูฟัง ชื่อหนังที่เธอสองคนจะเลือกดูทำให้ผมเสียวสันหลังวาบด้วยความหวาดกลัว
นี่พวกแกจะดูหนังอย่างนี้จริงๆ อ่ะ!
ผมมองลอกแล่กไปรอบๆ จ้องมองไปที่ป้ายโฆษณาของหนังเรื่องที่อยากดูอย่างอาลัยอาวรณ์ ภาพของนักแสดงที่ถ่ายทอดเป็นตัวละครในหนังสือทำให้ผมเรียกความทรงจำจากหนังสือที่ผมอ่านในวัยเด็กได้เป็นอย่างดี เด็กชายกาลเวลาเป็นเด็กชายร่างผอมที่มีนัยน์ตากลมโต เขามักใส่เสื้อสีดำ โจงกระเบนสีดำ ผู้คนเลยมักเรียกเขาว่ากาฬที่แปลว่าสีดำ ส่วนนายฝรั่งซัลลิแวนก็เป็นชายผิวขาวตัวสูง เขามักถือร่มคันใหญ่สีลูกกวาดและสูบไปป์อยู่เสมอ นายฝรั่งเป็นเจ้าของร้านขายยาแห่งความฝัน เป็นคนเดียวในโลกที่เรียกเด็กชายกาลเวลาว่ากานต์ซึ่งแปลว่าผู้เป็นที่รัก
พี่รามไปซื้อตั๋วเถอะ ตกลงดูชักกี้นะ น้องกุ้งไม่ได้รอให้ผมตอบตกลง เธอเดินนำหน้าไปเข้าแถวซื้อตั๋วทันที
ผมบอกตัวเองว่าทุกสิ่งทุกอย่างยังปกติ ไปสิ ดูหนัง กินอาหารญี่ปุ่น หาความสุขใส่ตัว หาสิ่งที่คนอื่นเรียกว่า ร้องเพลงวันเกิดไปพร้อมๆ น้องกุ้ง โดยไม่สนใจว่าชาวบ้านจะมองว่าเรามันติงต๊องยังไง ลองดีกินวาซาบิทั้งก้อน สำลักน้ำเมื่อน้องกุ้งพูดว่า เหมือนมาเดทเลยนะคะ หัวเราะกับมุกตลกที่ไม่เป็นภาษา ปล่อยเวลาให้ไหลไปอย่างไร้สาระ ทำทุกอย่าง.. เพื่อจะได้อยู่คนเดียวอีกต่อไป
แต่ไอ้สิ่งพวกนี้มันเป็นสิ่งที่ผมต้องการจริงๆ เหรอ? ผมแค่ไม่อยากอยู่คนเดียว..แต่นั้นจะหมายถึงผมอยู่กับใครก็ได้งั้นเหรอ? ไม่หรอก มันไม่ใช่เลย ผมกำลังทำบ้าอะไรอยู่ที่นี้
ผู้คนที่จับกลุ่มคุยกัน เดินจับมือกัน ทุกสิ่งที่เคลื่อนผ่านผมไป ทุกสิ่งที่ผู้คนเหล่านั้นแสดงออก ทั้งหมดนั้นมันเป็นเพราะความสุข? หรือเพราะอย่างอื่น? บางทีผมก็ไม่เคยเข้าใจ และบางทีก็อาจจะไม่มีวันเข้าใจก็ได้
ถึงเวลาหนังฉาย ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านั้นผมถึงได้จับพลัดจับผลูมานั่งข้างน้องกุ้ง อีกแล้ว... มันก็คงเป็นแผนของเธอทุกอย่าง ทั้งการที่ผมอยู่ที่นี้ ทั้งการที่ผมจะไปทำอะไร มันก็เป็นไปเพื่อปรนเปรอเธอ ถ้าเธอจะลากผมไปทำอะไร ...ก็เชิญเลย..
น้องกุ้งนั่งลงข้างๆ ผม เธอยิ้มกริ่มราวกับว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ได้แต่งงานกับเจ้าชายวิลเลี่ยม ผมปิดมือถือเมื่อโฆษณารณรงค์ฉายจบ น้องสาวที่รักข้างๆ ผมเอาเสื้อหนาวที่เธอเตรียมมามาห่มกอดไว้ แอร์ในโรงหนังที่คอยเป่าลมจนหนาวไม่ได้ทำให้ใจที่ร้อนรนของผมเย็นลงได้เลย ผมมองมองรอยยิ้มหวานของคนข้างๆ เหมือนมองตุ๊กตาผีที่สวยแต่น่าสะพรึงกลัว..
ขออย่าให้เกิดอะไร...แบบที่กูคิดเลย..
ไฟในโรงหนังหรี่มืดลงมากกว่าเดิม ผู้ชมที่ไม่ค่อยจะมีมากนักทุกคนต่างเงียบลงโดยไม่ได้นัดหมาย ส่วนผมก็เริ่มตาปรือ เพราะรู้อยู่แล้วหนังแบบนี้มันคงไม่มีที่ต้องใช้สมองคิดหาเหตุผลแน่ๆ กะอีแค่ตุ๊กตาโรคจิตที่ออกอาระวาดไล่ฆ่าสาวทรงโต เลือดสาด ศพเละ แผลเหวอะ สมองไหล มันมีอะไรต้องคิด หรือ ต้องตีความอีก เดี๋ยวสิๆ บางทีอาจจะมีก็ได้ เรื่องที่คิดมากกับหนังเรื่องนี้นะเหรอ มันก็คือว่าไอ้หุ่นตัวนี้มันแค้นมาจากไหน ทำไมไม่ไปผุดไปเกิด มีมา สี่ห้าภาค ก็ยังแค้นไม่หายเหรอ อืม หรือบางที ตุ๊กตาชักกี้อาจจะเป็นตัวแทนของเดโมแครทที่โดนรีพลับริกันกดขี่ก็ได้ โคดเป็นหนังที่ไร้เหตุผลฉิบหาย
ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบงันในหัวผม เสียงบรรเลงเพลงของหนังสยองขวัญตรงหน้ากลายเป็นบทเพลงของเด็กชายกาลเวลาที่ผมได้อ่านเมื่อสมัยเป็นเด็ก บทเพลงที่เขาขับกล่อมเมื่อใกล้ถึงบทสุดท้ายของเล่ม
*ถ้อยคำ โบยบิน วิ่งผ่าน เหมือนดั่งสายฝนแห่งนิรันด์ ที่สาดเทลงบนแก้วกระดาษ
คืบคลาน ล่วงหล่น หาทาง ข้ามผ่านจักรวาลที่แสนยิ่งใหญ่
แอ่งน้ำเจือความทุกข์ เกลียวคลืนแห่งความสุขผู้ถวิลหา
โถมเข้ามา ครอบครอง จิตข้าที่รอคอย
ข้าแต่เทวาผู้มีชัย
ไม่มีสิ่งใดจะเปลี่ยนแปลงโลกของข้าได้
ภาพบิดเบี้ยว แสงสว่างกระพริบซ่าน
เริงระบำ ดั่งนัยน์ตานับล้าน ที่คอยร่ำร้องหา
ข้ามดวงจักรวาลกว้างใหญ่
ข้าแต่เทวาผู้มีชัย
ไม่มีสิ่งใดจะเปลี่ยนแปลงโลกของข้าได้
ธาราของห้วงคิด ไหลเป็นกระแสผ่านไป
ดั่งสายลมที่ไม่เคยหยุดไหว กักไว้ในตู้ไปรษณีย์
เดินทาง คลำหา อย่างมืดบอด มอดไหม้
ข้ามจักรวาลที่แสนยิ่งใหญ่
ข้าแต่เทวาผู้มีชัย
ไม่มีสิ่งใดจะเปลี่ยนแปลงโลกของข้าได้
เสียงหัวเราะแห่งความสโมนัส แสงเงาแห่งชีวา
ดังก้องเข้าโสตประสาทข้า ชักชวน ทักทาย
แสงสว่างแห่งความรัก รักเอย ที่ทรงค่ากว่ามรณา เด่นจ้าดั่งดวงสุริยา นับล้านที่โบยบิน
โอดเอื้อนด้วยมนตรา ข้ามดวงจักรวาลกว้างใหญ่
ข้าแต่เทวาผู้มีชัย
ท่านทำให้ข้าร้อนแรงดั่งเอลนินโย่!
ผมสะดุ้งจากความฝันที่กำลังข้ามผ่านจักรวาลทันทีเมื่อเสียงจังหวะเร้าใจของนักร้องสาวข้างๆ ขยี้ตาอย่างอารมณ์เสียจนเสียงเพลงนั้นหยุดลงไป ผมชายตามองน้องกุ้งที่กำลังนั่งปิดปาก แต่นั่นไม่ใช่เพราะหนังที่เธอดูมันน่าสะอิดสะเอียนจนเธออยากจะคายของเก่าออกมา แต่เพราะเธอกำลังสนทนา.. พูดจาในที่ที่ควรจะเงียบที่สุด ผ่านไอ้อุปกรณ์ติดต่อชนิดพกติดตัวที่เธอหรือใครๆ ก็มี
เหวย เราดูหนังอยู่อ่ะตัวเอง ไว้โทรมาใหม่นะจ๊ะ น้องกุ้งพูดกับโทรศัพท์ รึว่าเรื่องที่ผมเกรงว่าจะเกิดขึ้นกับการเดทครั้งนี้มันจะเกิดขึ้นจริงๆ
หนังจะฉาย แล้วล่ะ อ่อ... ฮ่าๆๆ น้องกุ้งจังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดคุย
และแล้ว... และแล้ว มันก็เกิดขึ้น... การเสียมารยาทของผมต่อหน้าประชาชีทั้งโรงหนัง น้องกุ้ง ได้โปรด วางโทรศัพท์ทีเถอะ ได้โปรดๆๆๆๆๆๆๆ ผมไม่อยากให้คนที่นั่งข้างหลังมีแค้นฝังโรงหนังกับผม และเหมือนน้องกุ้งจะได้ยินคำภาวนาของผมในใจ เธอวางโทรศัพท์ลงทันที แต่ ผู้หญิงคนนี้ไม่มีวันหยุดสร้างเวรกรรมให้ผมแค่นี้หรอก
พี่ราม ดูแฟนชักกี้ดิ ขยะแขยงมากเลยอ่ะ ก็แน่ดิ หนังผีมันก็ต้องขยะแขยงสิวะ จะให้มีทุ่งดอกกระเจียวหรือไง? ผมได้แต่พยักหน้าตามโดยไม่ส่งเสียงพูดออกสักแอะ ขอร้องล่ะ อย่าให้คนอื่นเขาเห็นว่าผมมารู้จักกับยัยนี่ หรือแม้แต่.. แม้แต่..เป็นแฟนยัยคนนี้เลย
หนังฉายไปเรื่อยๆ และในที่สุดมันก็ทำให้ผมเสียน้ำตาจากการหาวซ้ำไปซ้ำมาอีกหลายรอบ สาวน้อยผมบลอนด์สุดเซ็กซี่ที่เสื้อผ้าขาดเหวอะกำลังเดินอยู่ในท่อน้ำใต้ดิน ไม่นานนักเสียงก็มีเสียงดัง ปึ้ง! หัวขาดของเธอ เลือดไหลสาดกระเซ็นเหมือนก๊อกน้ำในสวนสาธารณะ
กรี๊ดดดดดดดดด น้องกุ้งกรีดร้องเสียงดังกับฉากอัน น่าสยดสยอง อันนี้ เธอเอื้อมมือมาจับ ไม่ใช่สิ จิก แขนเสื้อผมอย่างแรง ผมรู้สึกได้ถึงเล็บยาวๆ ของน้องกุ้ง ที่ทะลุผ่านเข้ามาในแขนเสื้อสัมผัสกับผิวหนังของผม มันทำให้ผมทำหน้าบิดเบี้ยวเหมือนถูกของแหลมทิ่มแทง
ว้าย พี่ราม น่ากลัวจังเลยอ่า~!! เธอนั้นแหละที่น่ากลัว เจ็บนะ! ปล่อยสักทีดิ! ปล่อยให้กูนอนอย่างสงบๆ ที ผมเอามือมาปัดไปรอบๆ มือเธอที่เกาะแขนเสื้อผมแน่น เป็นการส่งสัญญาณว่า ปล่อยพี่เถิดน้องกุ้ง แต่ยิ่งไอ้ตุ๊กตาฆาตกรหันหน้ามายิ้มให้ผู้ชมเท่าไหร่น้องกุ้งเธอก็ยิ่งจิกผมแรงมากขึ้นเท่านั้น โดยที่ไม่มีทีท่าที่จะปล่อยผมเลย ผมอยากตะโกนออกมาดังๆ แต่เมื่อมองไปรอบๆ พี่ชายใส่แว่นดำหน้าเหมือน เล็ก คาราบาว กำลังนั่งกินป๊อปคอร์น อยู่ข้างๆ ส่วนข้างๆน้องฝ้ายก็มีเด็กนักเรียน ม.ปลาย กลุ่มใหญ่นั่งอยู่ ผมเหลือบมองไปข้างบน อาซิ่มกับหลานสาวหน้าหมวยกำลังดูดโค้ก และจับจ้องสายตาไปบนจอหนังอย่างใจจดใจจ่อ ถ้าผมตะโกนหรือส่งเสียงขึ้นมาตอนนี้... ผมต้องซวยแน่ๆ ให้ตายเถอะ ผมต้องทำยังไงให้ยัยน้องกุ้งนี้มันปล่อยผมอย่างเงียบๆดี
ผมปล่อยให้น้องกุ้งเกาะอยู่อย่างนั้นไปสักพัก ก่อนที่ผมจะรวบรวมความกล้าทั้งหมดจับมือน้องกุ้งเบาๆ แล้วพยายามวางมือเธอลงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมแทบจะกระแทกมือของเธอลงไปด้วยซ้ำเพื่อให้เธอรู้ว่าผมไม่ได้พออกพอใจกับสิ่งที่เธอทำเลยแม้แต่น้อย
ในระหว่างที่ผมแตะมือเธอแล้วยกขึ้น ผมก็นึกไปถึงแขนเสื้อผมที่มีรอยจิก น้าเพ็ญจะสังเกตุไหมวะเนี่ย ซวบ ฉิบหายเลยกู ..... และ... ทันใดนั้นสิ่งที่ผมไม่ได้เตรียมตัวไว้ก็เกิดขึ้น
...น้องกุ้งจับมือผมไว้แน่น...
พระเจ้า พระพุทธเจ้า พระแม่มารี พระพรหม พระวิษณุ พระอิศวร พระแก้วมรกต พระเบญจภาคี พระๆๆ อะไรก็ตามเถอะ ช่วยด้วย! ข้าแต่เทพยาดาทั้งมวล ด้วยบุญธรรมกรรมแต่งของนายวิษณุ พลหล้าขอสาปแช่งไอ้ผู้กำกับ ไอ้คนเขียนบท ไอ้พวกเชี่ยที่ทำให้หนังเรื่องนี้มันโคตรยืดน่าเบื่อ!
น้องกุ้งจับมือผมไว้แล้วก็คล้องแขนผมไว้ จนผมรู้สึกอึดอัดไปหมด ในหัวตอนนี้ผมปั่นป่วน ถ้าในโลกนี้มีผู้ชายทีโดนลวนลามโดยผู้หญิงแล้วล่ะก็ ผมก็กำลังจะเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน น้องกุ้งเขยิบตัวมาใกล้ผมมากขึ้น ราวกับว่าถ้าไม่มีผมเธอคงจะแข็งตายเพราะอุณหภูมิอสาสก้าของโรงหนัง เธอขยับตัวมาใกล้มาจน อ่ะ... เอ่อ.. หน้าอกเธอมาโดนแขนผมเลยล่ะ อะไร อะไรวะเนี่ย!
สมองของผมกำลังระเบิดไม่ต่างจากตำรวจที่เพิ่งโดนตุ๊กตาชักกี้ฆ่าในหนังเลย โรงหนังที่ยังเย็นๆ อยู่เมื่อครู่ร้อนขึ้นมาทันที ควรจะดีใจหรือเปล่าที่มีผู้หญิงให้โอกาสง่ายๆแบบนี้ หรือผมควรจะรังเกียจดี? ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าที่จะทำแบบนี้มาก่อน ถึงแม้ว่าเธอจะสนิทกับผมมากๆ ก็ตาม
หรือ..หรือว่าน้องกุ้งจะคิดไปแล้วว่า.... ผมตกลงคบเธอเป็นแฟน?
ผมนั่งแข็งทื้ออยู่อย่างนั้นโดยพุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่หนังที่ฉายอยู่บนจอ ผมกำลังจินตนาการว่าชักกี้คือเด็กชายกาลเวลาผู้เปราะบางแต่มีจิตใจดีงาม ส่วนตุ๊กตาที่เป็นเมียของชักกี้ก็คือนายฝรั่งซัลลิแวนผู้กำลังกวัดแกว่งร่มตามเสียงเพลง สนุกมาก หนังเรื่องนี้สนุกที่สุดเลย แล้วผมก็นั่งดูอยู่คนเดียว ไม่มีใครในโรงหนังสักคน น้องกุ้งเป็นเพียงธาตุอากาศที่ผมอุโลกข์ขึ้นเองทั้งหมด
ไม่นานนักเสียงเพราะๆ ของทาทา ยังก็ดังขึ้นอีก น้องกุ้งปล่อยมือจากผมเพื่อรับโทรศัพท์ ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณจริงๆ!
เหวย อ้อ พลอยเหรอจ๊ะ เค้ามาดูชักกี้ กับ พี่ราม แหละ ฮ่าๆ... เนี่ยแหละๆ ใกล้จบแล้ว อ๊า... จริงเหรอ ว้ายยย ผีใกล้จะออกมาแล้ว ดูสิๆ....... อื้อ น่าเกลียดมากๆ เลย...... ฮิๆๆ จริงดิ ว้าย จริงเหรอ ตอนจบ มันยังไม่ตาย ว้า เขาว่ามันต้องมีภาคต่อแน่ๆ เลยล่ะ ลูกมันไม่ตายใช่ป่ะ อ้อๆ เข้าใจแล้ว
ผมเหงื่อตกพลั่กๆ แล้วแอบไปมองน้องกุ้ง เธอยังคุยกับเพื่อนเรื่องตอนจบของหนังเรื่องนี้ไม่หยุด จนผมสามารถรู้ตอนจบของหนังเรื่องนี้ได้ละเอียดจากคำพูดของเธอ ผมละสายตาออกน้องกเงแล้วหันไปมองคุณพี่เล็ก คาราบาวที่นั่งข้างๆ เขาส่งสายตาอัมหิตมาให้เราทั้งสองคน ผมหลบหน้าเขา แต่ในหัวก็ยังมีภาพของตัวผมเองที่กำลังโดนมัดประจานไว้อยู่บนเวทีคอนเสริตแห่งหนึ่ง ข้างล่างมีผู้ชมเป็นชายฉกรรจ์และหญิงฉกรรจ์น่าตาโหดเหี้ยมกำลังยกเขาควายขึ้นชูแล้วตะโกน ฆ่ามานน ฆ่ามานน เป็นจังหวะ เพลง บัวลอย กำลังเล่นอยู่บนเวที คุณพี่คนนั้นหยิบกีตาร์ขึ้นมาพาดหลัง ฟาดมันลงบนพื้นเสียงดัง เตร้งงง! เฉียดหัวผมไปแค่นิดเดียว มึงดูแลแฟนมึงให้ดีด้วยล่ะทีหลัง พี่เล็กกล่าวสั่งลา ไม่ใช่ ไม่ใช่แฟนโผ้มมน้า!
ผมเงยหน้ามองอาซิ่ม เธอกำลังกระซิบอะไรบางอย่างกับหลานสาวหน้าหมวย อีคนข้างล่างนี้น่ารำคาญจัง อั๊วอยากไปตบกบาลมัน ต้องคิดอย่างนี้อยู่แน่ๆ ทำยังไงดีๆๆ ส่วนกลุ่มเด็ก ม.ปลายที่ข้างๆ พวกเรา ก็หันหน้ามามองน้องกุ้งเป็นบางครั้ง ไอ้พวกคนแก่ชาติหมา!! เฮ้ย! ไม่เอา ผมไม่อยากโดนเด็กถอนหงอก!
ผมอยากจะลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากโรงหนังอย่างเหลืออด หรือไม่ก็อยากลุกขึ้นแล้วก็โค้งขอโทษทุกๆคน ขอโทษนะครับ ขอโทษนะครับ ยัยนี้ไม่ใช่แฟนผมหรอก ผมขอโทษด้วย ผมขอโทษๆๆๆ ผมผิดไปแล้ว อย่าทำอะไรผมเลย!
น้องกุ้งวางโทรศัพท์เมื่อหนังจบ ผมรีบเดินออกจากโรงหนังให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้โจท์กเก่าเห็นหน้าผม ผมไม่อยากเห็นสายตาที่หยามเหยียดจากคนพวกนั้น เรื่องที่ผมเกลียดที่สุดในชีวิตอีกอย่างหนึ่งของผมก็คือ การที่ผมถูกคนกล่าวโทษ ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้มีความผิดอะไรเลย ทำไม ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเอง แต่ทำไมถึงกลัววะ..
พี่ราม! รอด้วยสิคะ น้องกุ้งตามผมมาข้างหลัง ผมหยุดรอ ทั้งๆที่ในใจผมอยากจะเดินหนีไปให้ไกลแล้วก็ไม่เห็นหน้าเธออีก ใบหน้าของเธอสุกสว่าง สิ่งที่เธอต้องการจะทำ และคาดหวังเอาไว้คงได้รับการเติมเต็มไปหมดแล้ว เธอคงคิดว่าเธอได้ผมไปเป็นของเธอแล้ว ชายที่เป็นที่รักของเธอยอมรับเธอแล้ว... แต่ผมก็ยังเหมือนเดิม และซ้ำร้ายความทุกข์ที่ผมเคยทับถมมันไว้ในใจก็กำลังถูกกัดเซาะ และเตรียมที่จะพังทลายออกมาข้างนอกแล้ว ผมไม่ได้ต้องการเธอเลย ส่วนเธอก็ไม่ใช่คนที่จะช่วยผมได้ ช่วยผมให้หลุดพ้นจากสิ่งที่ผมเป็น
ผมมองหน้าน้องกุ้ง อยากบอกเธอไปตามตรงว่าผมไม่ได้ชอบเธอแล้วก็ไม่อยากได้เธอเป็นแฟน เพราะ ถ้าผมปล่อยไว้ ถ้าผมมองหน้าเธอแล้วรู้จักตัวตนของเธอมากไปกว่านี้ ความรู้สึกแค่ไม่ชอบของผม อาจจะกลายเป็นความรู้สึกเกลียดและชิงชังเธอก็ได้ ซึ่งผมก็ไม่อยากเกลียดเธอไปมากกว่านี้ ผมแค่อยากรักษาสถานภาพของเธอเป็นรุ่นน้องที่ดีต่อไปเรื่อยๆ เท่านั้น
พี่รามขอบคุณนะคะ วันนี้กุ้งสนุกที่สุดเลยล่ะค่ะ น้องกุ้งจับมือเพื่อนของเธอเอาไว้แน่น หน้าตาของเธอแลดูเป็นสุขที่สุด ขอบคุณค่ะ งั้น..ไว้เจอกันใหม่นะคะ 4 ทุ่มแล้ว คำกล่าวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วพร้อมๆ กับที่เธอก็เดินจากโดยที่ผมไม่ทันไปพูดอะไร
...ขอบคุณ สนุกที่สุดเลย...
ขอบคุณ เหรอ?
ถึงจะเป็นน้องกุ้งที่พูดคำนี้แต่ทำไมผมถึงในใจของผมถึงรู้สึกเหมือนกับ... อิ่มเอิบ..? ขึ้นมา? ผมไม่ใช่คนที่มีประโยชน์เท่าไหร่ แต่ถ้าผม..ทำอะไรให้ใครมาขอบคุณได้ ผมก็อาจจะดีใจนะ
คิดอะไรวะวิษณุ! ไม่เห็นต้องไปแคร์กับคำพูดของผู้หญิงแบบนี้เลย!
ผมเดินออกจากเมเจอร์ แล้วตบยุงที่ตอมที่แขน เลือดของยุง ไม่ใช่สิ เลือดของผมที่ยุงดูดไปติดมาที่มือเป็นจุดสีแดงเล็กๆ ผมเขี่ยซากยุงทิ้ง ข้างหน้าของผมมีป้ายรถเมล์อยู่ แม้จะสี่ทุ่มแล้วแต่ผู้คนก็ยังรอรถเมล์อยู่เต็มไปหมด เด็กมหาลัย เด็ก ม. ปลาย ในชุดเครื่องแบบทั้งชายและหญิงกำลังหยอกล้อกันที่หน้าป้ายรถเมล์ ผู้คนหลายคนกำลังวิ่งตามและปีนขึ้นรถร่วมที่ยังไม่จอดสนิท ลานเบียร์ที่หน้าห้างมีจอทีวีใหญ่ยักษ์ที่กำลังฉายฟุตบอลแมทช์สำคัญ เสียงฮือของผู้คนที่กำลังสนุกสนานไปกับมันดังขึ้นเป็นระยะๆ
ผมมองไปบนท้องฟ้า คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ดวงดาวทั้งหลายคงไม่อาจยึดครองพื้นที่บนท้องฟ้าของกรุงเทพได้เพราะแสงไฟนีออนที่ผู้คนสร้างขึ้นบดบังแสงธรรมชาติสร้างไปหมด แต่มันอาจจะดีสำหรับดาวบางดวงที่ไม่อยากให้คนบนโลกนี้ได้ยลโฉมมันก็ได้
เสียงหัวเราะแห่งความสโมนัส แสงเงาแห่งชีวา
ดังก้องเข้าโสตประสาทข้า ชักชวน ทักทาย
แสงสว่างแห่ความรัก รักเอย ที่ทรงค่ากว่ามรณา เด่นจ้าดั่งดวงสุริยา นับล้านที่โบยบิน
โอดเอื้อนด้วยมนตรา ข้ามดวงจักรวาลกว้างใหญ่
ข้าแต่เทวาผู้มีชัย
ไม่มีสิ่งใดจะเปลี่ยนแปลงโลกของข้าได้
ขอให้พรุ่งนี้มีความสุข... ผมภาวนากับตัวเอง
To be continue ...
___________________________________________
*ถอดความจากเพลง Across The Universe ของคณะ The Beatles อัลบั้ม Let it be
เนื้อร้องดั้งเดิม
Words are flowing out like endless rain into a paper cup,
They slither wildly as they slip away across the universe
Pools of sorrow, waves of joy are drifting through my opened mind,
Possessing and caressing me.
Jai guru deva om
Nothing's gonna change my world,
Nothing's gonna change my world.
Nothing's gonna change my world.
Nothing's gonna change my world.
Images of broken light which dance before me like a million eyes,
They call me on and on across the universe,
Thoughts meander like a restless wind inside a letter box
They tumble blindly as they make their way
Across the universe
Jai guru deva om
Nothing's gonna change my world,
Nothing's gonna change my world.
Nothing's gonna change my world.
Nothing's gonna change my world.
Sounds of laughter shades of earth are ringing
Through my opened views inciting and inviting me
Limitless undying Love which shines around me like a
million suns, It calls me on and on
Across the universe
Jai guru deva om
Nothing's gonna change my world,
Nothing's gonna change my world.
Nothing's gonna change my world.
Nothing's gonna change my world.
Jai guru deva
Jai guru deva
Jai guru deva
Jai guru deva
*ความฝันสุดท้ายของเด็กชายกาลเวลา นิทานเด็กไซคีเดลิกโดย โซ กัลเลเกอร์ (เฮ้ย! จริงๆนะ!)ขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มเขียน
___________________________________________
สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่ฟิคสั่วๆ มั่วๆ ของไอ้บ้าคนนึง ตอนนี้ก็มาถึงตอนที่ 7 แล้วครับ ขอบคุณทุกท่านที่คอยส่งแรงใจให้เสมอมาครับ ตอนหน้าไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ เพราะวันจันทร์จะเปิดเทอมแล้วครับ T-T เหมือนกับยังพักผ่อนมาไม่พอเลย เทอมสองต้องไปตะลุยกับปิศาจนิติกรรม จะพยายามมีชีวิตรอดออกมาให้ได้ครับ ฮือ~ ตอนนี้เอาเพลงของ The Beatles มาใส่ด้วย เป็นเพลงที่มีอุปมาอุปไมยที่สวยงามมากเลยครับ ให้ภาพแบบ Surreal และ ล่องลอย...ลัลล้า.. (ไอ้นี่มันเมายาแล้ว!) หวังว่าคงชอบนะครับ เจอกันใหม่ตอนหน้า :-)
___________________________________________
On the next episode of BKK
อิจฉากู โกรธกู แม่งเป็นความผิดของกูด้วยเหรอ
ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกก
ไปกองสลากกับผมหน่อยได้ไหมครับ?
All the people.. so many people..
แอชลีย์...
___________________________________________


รู้สึกว่า รามมีนิสัยบางอย่างคล้ายเรานะ ประมาณขี้เกรงใจ ห่วงความรู้สึกคนอื่น จนไม่ได้ยินเสียงตัวเองหรือฝืนตัวเองน่ะ ถ้านายรามกล้าที่จะพูดสิ่งที่เค้าคิดออกมาเมื่อไหร่ โอกาสที่จะชนะนายแอชลีย์น่าจะสูงขึ้นก็ได้นะ
ชักรำคาญยัยกุ้ง
แอบคิดว่าที่รามรำพันนี่อาจจะมาจากการที่เราแกล้งคุณรึป่าวนะ เหอๆ
ปล1 เปิดเทอมแล้วงานอื้อเลยอ่ะ
ปล2 ร่างตอนที่2เสร็จแล้ว
#1 By *** on 2006-11-02 20:28