[Novel] BKK ตอนที่ 9 - ปลาสเตอร์ แบ่งแยก น้ำเชื่อม
posted on 06 Dec 2006 00:21 by bosie in Fic* การกินหวานนำมาสู่โรคภัยไข้เจ็บหลายหลาก โปรดหลีกเลี่ยง
_____________________________________________
BKK
ตอนที่9 - ปลาสเตอร์ แบ่งแยก น้ำเชื่อม
_____________________________________________
โมโห โกรธเกรี้ยว ฉุนเฉียว หุนหัน อารมณ์เสีย ป่วนปั่น เครียด นึกไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก หัวหมุน หัวปั่น ปวดขมับ ตากระตุก มือสั่น เหงื่อพลั่ก
ไม่มีคำใดเพียงคำเดียวที่สามารถบรรยายสิ่งที่ผมกำลังรู้สึกอยู่ได้ วันที่ 6 สิงหาคม 1945 ลูกระเบิดนิวเคลียร์จาก เอโนล่า เกย์* ได้ลอยลำลงมาจากเครื่องบินลงพื้น ก่อให้เกิดพวยควันรูปเห็ด แล้วสิ่งที่เหลืออยู่เป็นเพียงฝุ่นผงที่มาจากซากปรักหักพังของอาคารบ้านเมืองที่เหลืออยู่ สิ่งที่ผมรู้สึกข้างในตอนนี้ก็คงไม่ต่างอะไรจากเหตุการณ์ในวันนั้น ทุกอย่างที่ผมเคยเชื่อมั่นว่าผมทำถูกต้องได้ถูกถอนรากถอนโคนไปด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ และด้วยเวลาเพียงไม่กี่นาที ผมเคยคิดว่าผมเป็นคนดีสำหรับคนอื่น เป็นคนที่ทำตัวถูกควรในสายตาคนภายนอก แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อีกแล้ว สิ่งที่ผมทำลง สิ่งที่ผมไม่ได้คิดจะให้ความสำคัญกลับมาลอบแทงข้างหลังจนกลายเป็นแผลเหวอะหวะ สิ่งที่บอลตะโกนบอก คือความจริงที่ผมปิดหูปิดหาและวิ่งหนีจากมันมาเสมอ
ผมปลีกตัวจากเปิ้ลและเบลหลังจากเกิดเรื่องเพราะคงนั่งกินข้าวอย่างปกติสุขไม่ได้แน่ๆ ผมไม่ได้โทษหรือโกรธเคืองผู้หญิงทั้งโลก แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ผมไม่อยากจะพบเจอหรืออยากเสวนาด้วยเลย
หรือผมควรจะปรึกษาพ่อแม่ เพื่อนคนอื่น หรือไม่ก็น้าเพ็ญดี? แต่เรื่องแบบนี้ สำหรับผม มันไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถปรึกษาใครได้อย่างเปิดอกหรอกนะ ภาพของผมที่ผมแสดงให้คนที่มีอาวุโสมากกว่าผมเห็น คือภาพของเด็กชายที่เรียบร้อย แล้วก็ไม่เคยมีปัญหา แล้วคิดว่าพ่อแม่ผมจะรู้สึกยังไงล่ะ ถ้าเย็นวันนี้ผมโทรไปหาพ่อแม่ที่ลำปางแล้วบอกว่า กราบเท้า คุณพ่อคุณแม่ที่เคารพ ผมเพิ่งเลิกคบกับเพื่อน เพราะผมไปแย่งแฟนมัน อ๊ะ ไม่ใช่สิ มันนึกว่าผมไปแย่งแฟนมัน ผมควรจะทำยังไงดีครับ ไม่ต้องเดาเลยว่าอีก 5 นาทีต่อมาคุณแม่หรือคุณพ่อที่เคารพรักของผมจะต้องแผดเสียงเป็นภาษาคำเมืองได้ใจความเป็นภาษากลางว่า ออกมาเลยนะ! ไม่ต้องไปยุ่งเลยนะ! อะไร พ่อแม่ส่งมาเรียน! แฟนเฟินจบแล้วจะหาเมื่อไหร่ก็ได้! ผมอาจจะหาข้ออ้างได้ล้านแปดว่าผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ หรือถ้าผมมีแฟนเข้าจริงๆ ผมก็จะไม่เอาเรื่องแฟนมาทำให้การเรียนตกต่ำ แต่ผมก็ไม่อยากให้พ่อกับแม่รู้สึกไม่ดี ไปมากกว่านี้ ก็ไอ้การมาเรียนกรุงเทพเรื่องเดียวก็ทำให้พ่อแม่ของผมเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของผมมากพอแล้ว
ผมรีบบึ่งไปที่ห้องสมุดซึ่งเป็นหลุมหลบภัยสุดท้ายของผม เดินเข้าไปให้เสียงเบาที่สุดเหมือนกับวิญญาณไม่มีขาที่บินไปบินมาในปราสาทผีสิง ผมไปใกล้ๆ ที่ประจำ แกรนท์ไม่ได้นั่งอยู่ ดีแล้ว! ดีที่สุด! ผมอยากอยู่คนเดียว ใช้หัวกลวงๆ คิดหาทางออก แม้มันจะไมได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย แต่ผมก็อยากอยู่กับตัวเองเหมือนกับที่ผมทำมาตลอดทั้งชีวิต
ผมเอากระเป๋าวางลงที่เก้าอี้เป็นการกันที่ก่อนจะเดินคอตกไปที่ชั้นหนังสือ เงียบมาก เงียบจริงๆ.. ไม่มีใครเลยสักคน ถ้าได้อ่านหนังสือสักเล่มก็คงจะดีกว่านี้ ไม่มีใครเลยสักคน ไม่มีใครเลยสักคน ไม่มีใครเลยสักคน หยิบหนังสือ All the kings men ทำไมถึงต้องอ่านหนังสือ? ทำไม? สิ่งที่อยู่ในหนังสือไม่ใช่เพียงความรู้แบบที่พูดกันแค่เปลือกนอก ไอ้วัตถุสี่เหลี่ยมราคาแพงนี้เต็มไปด้วยตัวหนังสือ ประโยค ถ้อยคำ สุขนาฎกรรม โศกนาฏกรรม โฆษณาชวนเชื่อ การแดกดัน ถากถาง ล้อเลียน เหยียดผิว เหยียดชาติ เซ็กส์ ความรุนแรง ตัณหา ฆาตกรรม ความรัก ความโง่เขลา การแบ่งชนชั้น คนชายขอบ เรื่องประโลมโลก การขายฝัน ขยะ หนังสือพวกนี้ทั้งดูดเวลา ทั้งเอาชีวิตผมไปจากคนอื่น พวกมันคือเครื่องมือที่ผมใช้เพื่อหลุดพ้นออกจากโลกแห่งจริงแล้วเข้าไปจมปลักอยู่กับโลกแห่งความฝัน มันทำให้ผมบอกตัวเองว่าผมรู้สึกดีกว่าเวลาผมอยู่คนเดียว แต่มันไม่ใช่.. ไม่เคยมีใครที่รู้สึกดีเวลาอยู่คนเดียวหรอก ไม่มี!
ความรู้สึกชิงชังแบ่งบานอยู่ข้างในของผม และจำเลยแห่งความเกลียดชังนั้นก็คือเหล่าหนังสือ พวกมันกำลังฉีกปากแยงเขี้ยว หัวเราะเยาะผม ผมเป็นตัวตลกของมัน ผมทุ้มความเกลียดที่ควรจะเป็นของตัวเองไปที่หนังสือทั้งหมด ตาของผมค่อยๆ เห็นภาพตัวเองเป็นผู้นำรัฐบาลเผด็จการณ์ที่กำลังสั่งให้กองทัพเผาหอสมุดแห่งชาติให้วอดวายเป็นจุล
เกลียด เกลียด เกลียด เกลียดที่สุดเลย!
ผมกำลังโมโหอย่างเหลือขนาด และผมก็ทำอย่างที่เคยทำเวลามีเรื่องคือการคิดอะไรไปเองบ้าบอ แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนทุกครั้ง เรื่องที่เกิดมันยิ่งใหญ่กว่าเคย ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องสอบตก ไม่ใช่เรื่องอ่านหนังสือไม่ทัน ไม่ใช่เรื่องสุขภาพร่างกาย ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองคนเดียวอีกแล้ว แต่หากเป็นเรื่องความสัมพันธ์ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผมคุ้นเคยเลย วิญญาณจอมเผด็จการณ์จอมเผาหนังสือยังคงสิงร่างผมอยู่
ไอ้หนังสือทั้งโลก กูเกลียดมึง!!!!
ผมระบายอารมณ์โกรธด้วยการกำมือแน่นแล้วปะทะหมัดลงไปที่หนังสือซึ่งตั้งเรียงรายอยู่เต็มแรงอย่างพวกพระเอกมิวสิคที่ต่อยกระจกตอนอกหัก ก็แค่หนังสือร่วง ร่วงแล้วผมก็เก็บ ถึงหนังสือที่ผมต่อยจะดันหนังสืออีกฝั่งให้ตกไปผมก็เดินไปเก็บได้ ก็แค่นั้น ผมคงไม่เป็นคนป่าเถื่อนถึงขนาดทำให้หนังสือขนาดทำให้หนังสือขาดหรอก
อ้า!
เสียงร้องของคนที่กำลังเจ็บปวด ทำให้สติสตังของผมกลับมาอีกรอบ ผมรีบวิ่งไปที่อีกฝั่งหนึ่งของชั้นหนังสือทันทีก่อนที่จะได้ทันคิดอะไร ห่าเอ๋ย!! ทบทวนอีกครั้ง.. เล่นภาพซ้ำอีกครั้ง... วิษณุ พลหล้า โกรธจัดเพราะเพิ่งทะเลาะกับเพื่อน เขาวิ่งหนีจากทุกสิ่งทุกอย่างไปหลบในห้องสมุดเหมือนอย่างที่เคยทำ แต่เขาเบื่อหน่ายกับการที่เขาใช้วิธีอย่างเคยๆ วิษณุมองไปรอบๆ เขาไม่กล้าโทษตัวเอง แต่เขาเลือกที่จะโทษหนังสือมากกว่าเพราะเขามันงี่เง่า ชายหนุ่มเห็นภาพหลอนว่าหนังสือกำลังเข้ามาเขมือบเขาทั้งเป็น เขากำหมัดต่อยลงไปที่หนังสือหมายจะผลักให้ไอ้สิ่งที่น่ารังเกียจหล่นกระจายลงพื้น แต่เขาหารู้ไหมว่า การที่ตู้หนังสือสองฝั่งมันอยู่ติดกัน แรงปะทะที่กระทบลงเลยส่งผลให้หนังสืออีกฝั่งหล่นลงไปด้วย แล้วมันก็อาจจะตกลงบนหัวใครบางคนซึ่งกำลังก้มหาหนังสืออยู่ และที่เลวร้ายยิ่งกว่า หนังสือพวกนั้นอาจจะไปกระแทกหน้าคนอีกฝั่งเต็มๆ เลยก็เป็นได้
เสียงร้องของคนที่กำลังเจ็บปวด ทำให้สติสตังของผมกลับมาอีกรอบ ผมรีบวิ่งไปที่อีกฝั่งหนึ่งของชั้นหนังสือทันทีก่อนที่จะได้ทันคิดอะไร ห่าเอ๋ย!! ทบทวนอีกครั้ง.. เล่นภาพซ้ำอีกครั้ง... วิษณุ พลหล้า โกรธจัดเพราะเพิ่งทะเลาะกับเพื่อน เขาวิ่งหนีจากทุกสิ่งทุกอย่างไปหลบในห้องสมุดเหมือนอย่างที่เคยทำ แต่เขาเบื่อหน่ายกับการที่เขาใช้วิธีอย่างเคยๆ วิษณุมองไปรอบๆ เขาไม่กล้าโทษตัวเอง แต่เขาเลือกที่จะโทษหนังสือมากกว่าเพราะเขามันงี่เง่า ชายหนุ่มเห็นภาพหลอนว่าหนังสือกำลังเข้ามาเขมือบเขาทั้งเป็น เขากำหมัดต่อยลงไปที่หนังสือหมายจะผลักให้ไอ้สิ่งที่น่ารังเกียจหล่นกระจายลงพื้น แต่เขาหารู้ไหมว่า การที่ตู้หนังสือสองฝั่งมันอยู่ติดกัน แรงปะทะที่กระทบลงเลยส่งผลให้หนังสืออีกฝั่งหล่นลงไปด้วย แล้วมันก็อาจจะตกลงบนหัวใครบางคนซึ่งกำลังก้มหาหนังสืออยู่ และที่เลวร้ายยิ่งกว่า หนังสือพวกนั้นอาจจะไปกระแทกหน้าคนอีกฝั่งเต็มๆ เลยก็เป็นได้
แกรนท์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน มือข้างหนึ่งของเขาถือแว่นตาไว้ ส่วนมืออีกข้างก็ยกขึ้นมาปิดหน้าตัวเองไว้ครึ่งหนึ่ง เขายังยิ้มแบบเดิมๆ แต่ความรำคาญที่ผมเคยรู้สึกเมื่อได้เห็นรอยยิ้มแบบนั้น กลับกลายเป็นความหวาดหลัวและความสยดสยอง แอชลีย์ แกรนท์เปิดมือออก ของเหลวสีแดงฉานไหลพลูลงมาจากเบ้านัยน์ตาที่กลวงโบ้ เขายื่นมือมาหาชายหนุ่มตรงหน้า วัตถุทรงกลมลักษณะคล้ายวุ้นสีขาวดิ้นดุกอยู่!
Its OK, but I think wed better put these into place before the librarian comes. หนังผีของผมถึงตอนจบด้วยเสียงของสันหนังสือที่วางลงบนชั้น แกรนท์ยังเอามือปิดหน้าครึ่งหนึ่งอยู่ แต่ก็ไม่ได้มีทีท่าว่าเขาจะเจ็บปวดเลย
ขะ..ขอโทษจริงๆครับ..ผมไม่นึกว่ามันจะ..หล่นลงมาอีกฝั่ง ผมพูดเสียงแห้ง วิษณุ.. สำหรับคนไปห้องสมุดบ่อยกว่ากินข้าวอย่างแก..นี่เป็นความผิดพลาดร้ายกาจอย่างที่หนึ่ง และอย่างที่สอง... แกไม่น่าทำหนังสือตกใส่หัวไอ้บ้านี่เลย! ผมก้มลงช่วยแกรนท์เก็บหนังสือให้เข้าที่ เหลือบมองไปที่หน้าเขา ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากดวงตาสีฟ้าที่สว่างใสและผิวหน้าซีดขาวที่ไม่มีแม้แต่รอยจุด เขาดูเหมือนเป็นคนละคนในเวลาที่ไม่ใส่ไอ้แว่นเนิร์ดๆแบบนั้น
หนังสือที่เคยร่วงระเนระนาดลงพื้นกลับไปสู่ที่ที่พวกมันเคยอยู่ด้วยมือทั้งสี่ แกรนท์ลุกขึ้น จมูกฝรั่งโด่งๆ ของเขาฝั่งหนึ่งมีรอยบาดบางๆ แต่ก็มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย ภาพของเลือดสีแดงสีตัดกับพื้นหลังสีขาว ทำให้ผมสั้นเทิ้มไปทั้งตัว
เอ่อ..เอ่อ..เอ่อ...เอ่อ... ผม เอ่อ จนอยากตบปากตัวเองให้หลุดเอ่อ เดี๋ยวผม..ไปเอา... พลาสเตอร์**มาให้นะครับ ไม่ ไม่ ผมน่าจะทำอย่างอื่นมากกว่า!! กูน่าจะขอโทษแล้วก็ไป! จบ!!!
ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นผมไปรอในห้องน้ำนะครับ อ้อ เอามาสองอันนะ
ทะ..ทำไมต้องสองอัน..?
ไปเอามาเถอะน่ะ...ผมจมูกยาว น้ำเสียงของเขาเริ่มออกแนวออกคำสั่ง เขาหันหลังให้ผมแล้วเดินไปทางห้องน้ำชายที่อยู่ตรงมุมนึงของห้องสมุด ผมเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาอีก เพราะไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่หรือกำลังรู้สึกอะไรอยู่... บางทีเขาอาจจะเจ็บไปทั้งหน้า หรือบางทีเขาอาจจะโกรธจัดจนพูดไม่ออกเลยได้แต่ยิ้ม
ยู ดร้อป ดีส ฟักกิ้ง บุ๊ค ออน มาย เฟซ! แอนด์ ออล ยู เซด วอส ซอร์รี่! วอท เดอะ ฟัก วอส รองก์ วิท ยู!! เขาคงสบถออกมาเป็นประโยคยาวยืดอยู่ในใจในระหว่างที่เดินไปห้องน้ำ แล้วเมื่อผมเอาพลาสเตอร์ไปส่งให้เขา เขาคงฉีกพลาสเตอร์เป็นออกเป็นชิ้นเล็กๆ ปาใส่หน้าผม เดินออกไปอย่างเงียบๆ แล้วพอพรุ่งนี้ผมมาถึงมหาลัย ก็จะมีป้ายประกาศหลาอยู่หน้าตึกขณะเขียนว่า นายวิษณุ พลหล้า ติดทันฑ์บน กรุณาติดต่อกองกิจการนักศึกษา
พอ..พอเถอะ.. ต้องไม่ใช่อย่างนั้น แกรนท์ก็บอกเองว่าไม่เป็นไร เมื่อไหร่ผมจะเลิกเอาบรรทัดฐานของตัวเองไปคาดเดาว่าคนอื่นเขาจะทำอะไรต่อไปสักที คนอื่นไม่ได้งี่เง่าเหมือนผม ไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายเหมือนผม ไม่ได้คิดอะไรมากมายเรื่องเปื่อยเหมือนผม ไม่ว่าใคร..ก็คงดีกว่า..
ผมเดินโงนเงนไปที่เคาน์เตอร์เจ้าหน้าห้องสมุดที่เพื่อลองถามเขาว่าพอจะมีพลาสเตอร์ปิดแผลบ้างหรือเปล่า ผมรู้ ผมน่าจะเดินออกไปข้างนอก ไปที่ร้านสะดวกซื้อ แล้วไปซื้อพลาสเตอร์ที่นั่นยังจะง่ายกว่าการจะมาเสี่ยงเจอคำถามจากเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่า ไปโดนอะไรมา ใครเป็นอะไร หรือ ห้องสมุดนะไม่ใช่ห้องพยาบาล แต่ผมไม่อยากให้แกรนท์ต้องรอ.. ผมรู้สึกแย่พอแล้วที่ผมโกรธจัดกับไอ้เรื่องบ้าๆแบบนั้นจนถึงกับต่อยหนังสือมาชนหน้าเขาเลือดออก ถึงผมไม่ชอบเขาเท่าไหร่ แต่ผมก็ยังรู้สึกไม่ดี ไม่ใช่อะไรหรอก.. ไม่มีเหตุผลอะไรเลยนอกเหนือจากการที่ผมต้องการเตือนตัวเองว่า ผมยังเป็นมนุษย์ที่ยังมีหัวใจคิดถึงคนอื่น
ผมเดินย่องเบาๆ เหมือนแมวเมื่อใกล้ไปถึงจุดหมาย เจ้าหน้าที่ทุกคนในบริเวณหันมามองเด็กหนุ่มท่าทางประหลาดข้างหน้าเป็นทางเดียวกัน ผมฝืนยิ้มหวานเพื่อแสดงอัธยาศัยที่ดี แล้วเริ่มปั้นน้ำเป็นตัว คือ.. เพื่อนผมโดนหนังสือบาด มีพลาสเตอร์บ้างหรือเปล่าครับ? ผมหรี่ตาลงแล้วบอกตัวเองว่าผมเป็นคนแก่อายุ 70 ที่หูตึง สายตาฝ่าฟาง และเป็นใบ้ แต่แล้ว ทุกสิ่งก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ความคิดบิดเบี้ยวๆ ของผมคาดไว้ เจ้าหน้าที่ห้องสมุดคนหนึ่งเปิดกระเป๋าถือของเธอออก แล้วในไม่ช้าเธอก็หยิบพลาสเตอร์ที่อยู่ในซองสีขาวขุ่นขึ้นมาให้ผม
เอ่อ.. ขออีกอันนึง...ได้ไหมครับ? หน้าด้าน..แกมันหน้า...ด้าน.. ผมพยายามทำตัวสงบเสงี่ยมและส่งสายตาวิงวอนที่สุดทำที่จะทำได้ ว้อยย! ผมคงไม่กล้ามองหน้าตัวเองตอนนี้แน่ๆ ตาที่ของผมคงจะเบิกกว้างอย่างทุเรศ ปากคงจะฉีกถึงใบหู ผมไม่คิดว่าตัวเองจะหน้าตาดีเหมือนใครบอกเลย ออกจะจืดชืดไร้อารมณ์ด้วยซ้ำ เพราะงั้นยิ่งผมทำหน้าตาผิดธรรมชาติมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองถูกสาปให้อัปลักษณ์ลงไปทุกที
เจ้าหน้าที่ห้องสมุดมองหน้าผมพักนึงแต่เธอก็ไม่ได้ติดใจอะไร เธอเอาพลาสเตอร์ขนาดเท่ากันอีกอันหนึ่งออกมาจากกระเป๋า ผมรับสิ่งที่เธอส่งมาให้ ก่อนที่จะค่อยๆ กล่าวขอบคุณเธอ แล้วรีบหนีหน้าทุกคนที่อยู่รอบๆ ไปห้องน้ำ ในความสับสนที่มีอยู่ในใจผมตอนนี้ มีสิ่งหนึ่งที่กลับเกิดขึ้นในใจผม บทเรียนที่จะเชื่อใจผู้อื่น... บทเรียนที่ทำให้รู้ว่าการที่ใครสักคนจะทำประโยชน์ให้คนอื่น บางทีมันอาจจะไม่มีเหตุผลเบื้องหลังหรือไม่มีความเคลือบแคลงใจใดๆ เลยก็ได้
แกรนท์กำลังเอาน้ำลูบหน้าอยู่เมื่อผมไปถึง เขาจ้องไปที่กระจกตรงหน้าด้วยดวงตาที่ว่างเปล่าและสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้มแบบเดิมๆ ไม่มีใบหน้าที่สดใสกระตือรือร้นพร้อมจะทำทุกอย่างเหมือนทุกครั้ง เขาไม่ใช่แกรนท์ที่ใครๆรู้จัก แล้วอะไร..แล้วอะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนไปในทันทีแบบนี้ หรือว่า.. หรือว่า.. เขาจะโกรธจริงๆ ไม่น่าใช่.. แต่ผมจะสนใจทำไมว่าเขาจะโกรธ เพราะผมก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาอยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะไอ้การที่คิดถึงแต่คนอื่นหรือที่ทำให้ผมมีปัญหากับไอ้บอลกับน้องกุ้ง? ผมยังไม่เอือมระอากับบทเรียนที่สอนซ้ำไปจนย้ำจำได้อีกหรือ?
เอ่อ... ผมอมคำพูดไว้อยู่ในคอส่วนมือก็ค่อยๆ หยิบพลาสเตอร์ที่ได้มาให้อาจารย์ฝรั่ง ที่เมื่อรู้ตัวว่าผมอยู่ตรงนั้นก็สามารถเปลี่ยนสีหน้ากลับมาเป็นแบบปกติได้เร็วกว่าพวกนักแสดงละครใบ้เสียอีก
Thanks. เขายกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดหน้า ฉีกพลาสเตอร์ออกมาจากซอง แต่ไอ้พลาสเตอร์จากซองนั้นก็ทำให้ผมอ้าปากเหวอ ก็มัน! ก็มันเป็นลายคิตตี้สีชมพูแปร๊ดหยั่งกับสีนมเย็น! คิด คิด คิด ตรรกะง่ายๆ..ที่แม้แต่เด็กที่เติบโตมาในประเทศที่ไร้ซึ่งความเป็นวิทยาศาสตร์ก็คิดออก คิตตี้เป็นสินค้าของผู้หญิง เจ้าหน้าที่ที่ไปขอพลาสเตอร์มาก็เป็นผู้หญิง เพราะงั้นถ้าจะมีรูปคิตตี้หรือเคโระก็ไม่เห็นจะต้องตกใจอะไร ผมเอามือตบหน้าผากตัวเองอย่างอนาถใจ แต่ตรงกันข้ามกับแกรนท์ที่ติดพลาสเตอร์ลงไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ขอบหนังสือมันคงล่วงลงมาพอดี แกรนท์บอกพลางทาบพลาสเตอร์ลงบนแผลที่จมูก สีชมพูดแสบสดของพลาสเตอร์ตัดกับผิวสีซีดของเขาอย่างเห็นได้ชัด หน้าของเขาก็กลายเป็นดูประหลาดในบัลดล
ขอโทษครับที่เอาสีชมพูมาให้...
ไม่เป็นไร ผมก็ไม่ได้เกลียดสีชมพู เขาตอบด้วยประโยคแปร่งๆ ที่เหมือนกับแปลมาจากภาษาอังกฤษอย่างตรงตัว Luckily that I can still wear the glasses. แกรนท์รีดพลาสเตอร์ให้แนบสนิทไปกับหน้าอีกรอบก่อนที่จะใส่แว่น อาจารย์ฝรั่งสุดเนิร์ดคนเดิมฟื้นคืนชีพแล้ว นี่ครับ.. แกรนท์เอามือขยับแว่นพร้อมทั้งส่งพลาสเตอร์อีกอันมาให้ผม นี่ของคุณ ส่วนผมกำลังงงกับสิ่งที่เขาทำก็ได้แต่ งึมงำ เอ่อ อ่า อะไร ไปเรื่อยเปื่อย ทำอะไรอยู่? ต้องการอะไรกันแน่?
ก็ตรงข้อศอกเป็นแผลอยู่ไม่ใช่เหรอครับ? ผมรีบยกข้อศอกขึ้นมาดูทันทีเมื่อเขาพูดจบ และเมื่อผมเพิ่งนึกคิดได้อีกรอบว่าแผลสดที่เกิดจากการมีเรื่องกับไอ้บอลยังอยู่ที่เดิม ความเจ็บปวดก็ดูเหมือนจะไหลเข้าไปในเส้นเลือดทันที
ไม่เป็นไรครับ แผลแค่นี่เอง ไม่ได้ขอสักหน่อย... ทำไมถึงต้องมาทำให้วะ ทิฐิของของผมกำลังถาโถมเข้ามา ทั้งๆ ที่ผมน่าจะรู้สึกดีที่อย่างน้อยก็มีคนทำดีด้วย แต่ถ้าเป็นไอ้ฝรั่งนี่ ไม่เอาด้วยหรอก ไม่ได้เกลียด แต่ก็ไม่ได้คิดอยากจะสมคบหรือเกี่ยวข้องด้วยเลยสักนิด ทำไมล่ะ? ทำไมทีน้องกุ้งยังเต้นพล่านหยั่งกะจะ... จะดีใจได้จริงๆ หรือมีความสุขอย่างนั้นแหละ..
Then I will keep the bandage just in case. แกรนท์เปิดกระเป๋าเอกสารที่วางข้างๆเขา แล้วหย่อนพลาสเตอร์เก็บทันที โล่งใจเหลือเกินที่เขาไม่ได้เป็นอย่างน้าเพ็ญที่คงจะจ้ำจี้จ้ำไชผมให้แปะพลาสเตอร์สีชมพูนั่นให้ได้แน่ๆ
ขอโทษจริงๆ ครับ พอสักที ก็ทำทุกอย่างที่ทำได้แล้ว เพราะงั้นก็แค่ขอโทษสั่งลาก็พอได้แล้ว พอ? พอจริงๆ หรือไง ไอ้ความผิดพลาดโง่ๆ ที่ไม่น่าเกิด แค่ขอโทษแล้วคิดว่าตัวเองจะโล่งใจเหรอ?
คุณพูดคำว่าขอโทษมากเกินไปแล้ว แล้วผมก็พูดคำว่าไม่เป็นไรมากไปแล้วด้วย เขาถอนหายใจ คุณไม่รู้หรอกว่าการออกเสียงสระไอมันยากแค่ไหน คำตอบต่อคำถามที่เขาถามอยู่ในสำเนียงที่เขาพูดแล้ว สระไอที่หลุดจากปากของเขา คือ สระ อาย หรือ อัยย์ และ สระอื่นที่ไม่เคยเหมือนเดิมสักครั้ง
อ่า ขะ.. ผมยกมือมาปิดปากตัวเองแต่ทำท่าเป็นปิดปากเพื่อไอแทน ส่วนฝ่ายที่กำลังกวนประสาทผมให้ผมมึนหัวก็หัวเราะหึหึอย่างสะใจ
ไม่เป็นไรครับ แกรนท์พูดชัดกว่าทุกครั้ง ที่ผ่านๆมาเขาทำเป็นแกล้งพูดไม่ชัดเพื่ออะไรบางอย่างเท่านั้นแน่ๆ
ถ้างั้น ผมไปก่อนนะครับ วิษณุ! ไป..ไป..ได้แล้ว! ผมสาวเท้ากลับ เปล่าประโยชน์ที่จะอยู่อีกต่อไป อยากกลับบ้านที่สุดเลย.. ถ้าห้องสมุดก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ก็กลับบ้านไปนอน นอนเพื่อหยุดความคิด.. แต่มันก็แค่หยุด พอตื่นขึ้นมาใหม่ก็คงวุ่นวายอีก..
Ur.. Vishnu.. เสียงเรียกของแกรนท์ดังขึ้นตอนที่ผมกำลังจะออกไปข้างนอกอยู่แล้ว Do you have class this afternoon?
ไม่มีครับ แล้ว? ทำไมเหรอครับ? ลีฟ มี อโลน! ไลค์ อิส ออลเวย์ส์ บีน.. ผมมองเขาอย่างอารมณ์เสีย มันจะได้รู้ตัวสักทีว่าผมไม่อยากจะอยู่ตรงนี้แล้วคุยกับใครอีกแล้ว โดยเฉพาะมัน
คือผม.. แผนล่มเหลว เขาไม่ได้ใส่ใจกับสีหน้าของผมเลย ที่แย่ไปกว่านั้น เขาเองนั้นแหละที่ทำท่าทางประหลาดไป แกรนท์ทำหน้าเหมือนคนที่อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็อายเกินกว่าที่จะพูด แต่ในที่สุดเขาเขาก็ยอมเปิดปาก ...ไปกองสลากกับผมหน่อยได้ไหมครับ?
กองสลาก? ภาพของแผงลอตเตอรี่นับร้อยข้างถนนราชดำเนินผุดขึ้นในหัวของผม ตัวอักษรที่เรียงร้อยเป็นประโยค ยี่สิบใบร้อย และ พรุ่งนี้รวย ลอยระล่องเข้ามากระแทกสมอง ผมตื้อไปพักใหญ่เพราะชื่อสถานที่ที่เขาบอก แกรนท์...จะอยากไปกองสลากทำไม ไม่ใช่ที่เที่ยวสักหน่อย เอ๊ะ หรือจะไปซื้อหวย? แต่ฝรั่งที่ไหนจะเล่นหวยวะ? หรือว่าซื้อแล้วถูกจะเอาไปขึ้นเงิน? จะไปเหล่หญิง? จะไปก๊งเหล้า? จะไปประท้วง?
ผมซื้อ lottery มาแล้วถูกแล้วผมอยากไป... ไปเอาเงินน่ะ แต่ผมไม่รู่ว่าเขาจะให้ foreigner หรือเปล่า ผมไม่อยากเอา passport ไปให้ยุ่งยากด้วย เลยอยากให้คุณไปแทนให้หน่อย
อยู่แล้ว.. ผมไม่คิดจะไปกับเขาแม้แต่นิดเดียว กองสลาก? ลอตเตอรี่? ไร้สาระชัดๆ? ทำไมฝรั่งอย่างเขาจะต้องซื้อหวยด้วย? ข้ออ้างชัดๆ ใครจะไปเชื่อล่ะ ฝรั่งที่มาทำงานในเมืองไทยก็ได้เงินมากกว่าคนไทยเป็นโขอยู่แล้ว ทำไมจะต้องมาฝากความมั่นคงทางการเงินไว้กับหวยอีก? แต่เขาจะโกหกให้ผมไปด้วยทำไม ถ้าเขาไม่ได้กองสลากขึ้นมาจริงๆ เขาจะพาผมไปไหน?
ไปกับผมเป็นการขอโทษก็ได้ ถ้าคุณคิดว่าแค่พูดขอโทษแล้วผมจะไม่หายโกรธ แล้วคำพูดคำจาดักทางก็ดังขึ้นอีกครั้งโดยที่ผมไม่ได้ตั้งตัว เท้าที่กำลังจะก้าวเดินของผมหยุดนิ่ง ผมช้อนหน้ามองเขาอย่างเหลืออด
รู้ได้ไงว่าผมจะคิดแบบนั้น..? ผมไม่น่าใช้คำว่า รู้ เลยสักนิด เพราะมันแต่จะทำให้หยิ่งผยองใจไปกว่าเดิมอีกว่าเขาเดาทุกอย่างในใจผมออก
ก็ถ้าผมคิดว่าขอโทษก็พอ ผมก็คงไปตั้งแต่ขอโทษครั้งแรกแล้ว ไม่ไปเอา bandage มาให้ถึงห้องน้ำ ไม่ทำตามที่บอกทุกอย่าง แล้วก็จะไม่ทำหน้าเหมือนรู้สึกผิดมากๆ อย่างที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้ด้วย ตอนนี้ผมแน่ใจดีแล้วว่า แอชลีย์ แกรนท์ คือซาตานในคราบนักบุญอย่างแท้จริง ใบหน้าที่ดูเยาว์วัยและไร้เดียงสานั้นคือสิ่งที่เอาไว้ปิดซ่อนคำพูดแทงใจดำขนานเอก ผมหันไปมองตัวเองในกระจก สีหน้าของผมบูดบึ้งจนน่าตกใจ ไปเถอะ นะ.. Please Please.,, Please... เขาเปลี่ยนโหมดเป็นการทำเสียงรบเร้าแบบเด็กที่กำลังอยากได้ของเล่นอย่างจงใจ กำลังแกล้งกูอยู่ใช่ไหม!
ก็ได้ๆ! ผมไปด้วยก็ได้! ผมตัดปัญหาอย่างมักง่ายและผู้ที่ยังรักษาตำแหน่งผู้ชนะก็ส่งเสียงร้องเย้ลับหลังในขณะที่ผมเดินรี่นำหน้า เพื่ออะไรวะ! เอาน่า... อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมลืมเรื่องไอ้บอลเมื่อเช้าได้หน่อยล่ะกัน
ที่ทางออก เจ้าหน้าที่ห้องสมุดที่ตรวจเช็คกระเป๋าทำหน้าตกใจเมื่อเห็นหน้าที่มีพลาสเตอร์สีชมพูแปะไว้ของแกรนท์ ฮ่าๆ ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมหลับแล้วทำดินสอบาดหน้า เขากล่าว ถ้าไม่ใช่แกรนท์ ถ้าไม่ใช่เพราะใบหน้าพาฝันกับรอยยิ้มชวนระรื่นของเขา คงไม่มีใครเชื่อไอ้เรื่องโกหกงี่เง่าแบบนี้หรอก ว่าแต่... ทำไมถึงไม่บอกไปตรงๆ เลยล่ะว่าเกิดอะไรขึ้น.... ไอ้เด็กคนนี้มันต่อยหนังสือของพวกคุณจนหล่นระเนระนาด หนำซ้ำยังทำหนังสือตกใส่หน้าผมจนเป็นรอยอีก! ในฐานะที่พวกคุณเป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในประเทศ ผมว่าคุณน่าจะรู้ว่าคุณควรจะทำอย่างไร...
เราเดินมาเรื่อยๆ จนถึงป้ายรถเมล์ข้างสนามหลวง ผู้คนกำลังยื้อแย้งขึ้นรถเมล์คันแล้วคันเล่าโดยไม่มีสำนึกของการเข้าคิวแม้แต่คนเดียว ว่าไปนั้นแหละ ผมก็ไม่ได้ต่างอะไรจากคนพวกนั้นเลย ไม่มีใครอยากเสี่ยงภัยยืนการยืนอยู่ริมประตูในขณะที่รถกำลังแล่นหรือต้องให้พ่อแม่ไปออกรายการถึงลูกถึงคนคืนนี้เพราะตัวเองโดนรถเมล์ทับตายเป็นแน่ แต่ก็..ไม่มีทางเลือกอื่นอะไรแล้วไม่ใช่เหรอสำหรับเมืองที่สร้างระบบขนส่งมวลชนล้ำสมัยอย่างรถไฟใต้ดินหรือบีทีเอสไว้เป็นของเด็กเล่นรับส่งพวกไวท์คอลล่าเท่านั้น
รถร่วมสีเขียวคันเล็กกะทัดรัดแล่นมาจอดเทียบป้าย จุดหมายปลายทางหนึ่งที่ระบุไว้ในข้างรถคือถนนราชดำเนิน เมื่อเห็นดังนั้นผมก็ไม่รอรีที่จะกระโดดออกจากฟุตบาทเพื่อเกี่ยวแขนกับราวจับราวประตู
Its not so far. Lets walk! แกรนท์ประท้วง เขายังยืนท้าวเอวอยู่นอกรถ
ไม่ดีกว่าครับ นั่งรถเมล์ดีกว่า ห่า ร้อนฉิบหายจะให้กูเดินเหรอ! คิดว่ากรุงเทพเป็นเหมือนลอนดอนที่จะเดินไปไหนมาไหนได้หรือเอาหมาไปเดินเล่นในสวนสาธารณะได้สบายใจเฉิบหรือไง!
กลัวดำเหรอครับ?
ไม่ใช่ครับ! ผมตะโกนดังลงมาจากรถแล้วหย่อนตัวลงบนที่นั่งด้านหลังของรถเป็นการลงหลัก ถ้าไม่ขึ้นมาก็ตามใจล่ะกัน!
ฝรั่งจอมกวนที่ไม่มีทางเลือกอื่นเดินเอื่อยๆ มานั่งข้างผม ชายที่มีผิวขาวราวหิมะและผมสีน้ำตาลธรรมชาติดูสะอาดสะอ้าน ช่างเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสภาพโกโรโกโสของรถร่วมเหลือเกิน ผมแอบเห็นคนขับรถเมล์ที่กำลังสูบบุหรี่อยู่หันมามองเขาแว่บนึง ส่วนกระเป๋ารถเมล์หญิงที่ทำสีหน้าเหมือนแบกโลกทั้งโลกไว้บนบ่าก็กรอกตาขึ้นลงมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ผมพยายามเบือนหน้าไปทางอื่นเพื่อข่มตัวเองไม่ให้ใส่ใจกับการตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่น ซึ่งผมไม่ได้แฮปปี้ไปด้วยเลย
รถเมล์ออกเดินทางและหยุดจอดป้ายตามหน้าที่ประจำวันของมัน ตอนนี้ไม่มีที่นั่งเหลืออีกแล้ว คนที่ขึ้นมาใหม่ต่างก็ต้องยึดเกาะกับราวเหล็กบางๆ หรืออะไรที่ใกล้มือที่สุดเพื่อไม่ให้ตัวเองถูกเหวี่ยงตกจากรถ เสียงตะโกนแหลมแสบหูว่า ชิดในๆ ของกระเป๋ารถเมล์ดังลั่น และผู้บริโภคที่แสนดีก็ละทิ้งความปลอดภัยและความสบายของตัวเองด้วยการทำตามทีสั่งเหมือนกับทหารเกณฑ์ ทุกคนเบียดเสียดยัดเยียดจนไม่มีใครสักคนที่จะสังเกตเห็นคุณป้าคนหนึ่งหอบหิ้วถุงพลาสติกสีรุ้งใบใหญ่ขึ้นมาบนรถอย่างทุลักทุเล ไม่ผิดนักหรอกที่ผมจะใช้คำว่า ไม่ได้สังเกต แทนที่จะใช้คำว่า ไม่มีน้ำใจ ก็ไม่ใช่ว่าคนพวกนั้นจะไม่มีน้ำใจนี่ การที่จะต้องระวังไม่ให้ตัวเองตกรถ ต้องระวังไม่ให้ตัวเองโดนล่วงกระเป๋า ต้องระวังไม่ให้ตัวเองโดนลวนลาม ต้องทำตัวดีๆ ไม่ให้โดนกระเป๋าด่า การที่ต้องทำทุกอย่างในเวลาเดียวกันมันก็เกินพอแล้วสำหรับคนหนึ่งคน เพราะฉะนั้นผมจะไม่ถือโทษโกรธคนกรุงเทพเลยหากพวกเขาจะอยู่กับตัวเองจนเฉยชากับเรื่องของคนอื่น
แกรนท์สละที่นั่งของเขาให้กับคุณป้าอย่างไม่ลังเล คุณป้ากล่าวขอบใจเขาด้วยสำเนียงที่ไม่ใช่ไทยกลาง เมื่อแกรนท์ลุกขึ้น ส่วนสูงของเขาที่ไม่สัมพันธ์กับขนาดของรถก็แสดงผล เขาต้องงอตัวเพื่อไม่ให้ศีรษะไปติดเพดาน ฝรั่งที่ทำท่ายืนอย่างอึดอัดไม่ได้เป็นที่สนใจของหมู่คนไทยที่รายล้อมเขาเลย จนกระทั่งรถเบรก เสียงดังปึงที่เพดานรถก็ตามขึ้นมา แล้วทุกคนในรถก็หันไปทางเดียวกัน คือที่แกรนท์ซึ่งกำลังทำหน้าบิดเบี้ยวอย่างไม่สบอารมณ์พร้อมๆ กับที่เอามือลูบหัวตัวเองจนผมกระเซิง หัวของเขาคงกระแทกหลังคารถไปเต็มแรงเสียแล้ว
คุณป้าหัวเราะขบขันแล้วคืนที่นั่งกลับให้แกรนท์ ให้เขานั่งเถอะ สงสาร คุณป้าบอกผมเพราะเข้าใจว่าผมคงสื่อสารกับแกรนท์รู้เรื่องและเขาก็คงฟังภาษาไทยไม่ออก ชี เซด ยู แคน ซิท ดาวน์ ผมพูด แอบยิ้มสะใจเล็กน้อย ในที่สุดไอ้บ้าคนนี้ก็เสียท่า แกรนท์ถอนหายใจ เขาไม่เต็มใจนักที่จะกลับมานั่งที่เดิม
Why dont they make it taller!? This is a bus, not a taxi! แกรนท์บ่น เขายังเอามือประกบไว้บนหัว
ก็เขาไม่สร้างให้ฝรั่งนั่งนี่ครับ ผมยิ้มเยาะเพราะยังสมน้ำหน้าไม่หาย
This is racist. เหยียดผิว? ฮ่า! ข้ออ้างยกปมด้อยของตัวเองยอดฮิต! ผมคงโกรธฟึดฟัดและประณามเขาไปแล้วถ้าเขาจริงจังกับไอ้ที่เขาพูด แต่เปล่าเลย มันเป็นเพียงแค่มุกตลกประชดประชันอย่างที่เขาเล่นเป็นประจำเท่านั้น
รถเมล์มาถึงที่หมาย ผมกับแกรนท์เดินลงรถเมล์อย่างสวัสดิภาพ ขอบคุณสวรรค์ที่ทำให้วันนี้ข้ายังมีชีวิตอยู่! แดดแรงที่สาดเข้าตาทำให้ผมต้องยกมือขึ้นบัง อาคารกองสลากตรงหน้าเป็นอาคารเตี้ยทรงยาวสีกาแฟ ข้างหน้าของตึกมีตัวเลขที่ถูกรางวัลงวดล่าสุดและนาฬิกาควอทซ์เรือนใหญ่ติดไว้ แนวฟุตบาทตลอดทางหน้าตึกเต็มไปด้วยแผงขายลอตเตอรี่ตั้งแต่แบบธรรมดาที่ขายเป็นชุด 10 ใบบ้าง 20 ใบบ้าง ไปจนถึงชนิดหวยบนดินราคาย่อมเยา
ผมหยุดยืนมองทางเข้าตึกกอกสลากอย่างลังเล หวังว่านี้คงเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ผมจะได้ก้าวเข้าไปในสถานที่แห่งนี้เพราะผมไม่เคยแม้แต่คิดที่จะฝากชีวิตตัวเองไว้กับการเสี่ยงดวงลมๆ แล้งๆ แม้แต่บาทเดียว แกรนท์เรียกผมแล้วยื่นลอตเตอรี่แบบหวยบนดินให้ ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ ผมก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะเล่นหวยจริงๆ
Ill wait here. เลว! ผลักกูตกเหวคนเดียวใช่ไหม! ผมถอนหายใจแล้วเอาลอตเตอรี่ของเขาขึ้นมาดูเลข 47 ที่เขียนไว้ ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลยว่าจะทำตามที่เขาขอทุกอย่าง ไม่อยากจะเชื่อ.. ทั้งๆ ที่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงขนาดนี้ ยังจะมีกะใจมาเดินเล่นดูแผงหวยอีก
การขึ้นเงินลอตเตอร์รี่ครั้งแรกในชีวิตของผมไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นเลย ผมเดินเข้าไป บอกเขาว่าผมจะขึ้นเงิน จากนั้นก็ไปรอคิวตรงหน้าเคาน์เตอร์ เมื่อถึงตาผม ผมก็แค่ยื่นลอตเตอรี่ถูกรางวัลให้พนักงานกองสลาก เซ็นอะไรให้นิดหน่อย เอาบัตรประชาชนให้ดู แล้วสุดท้ายพนักงานก็ยื่นเงินรางวัลที่หักภาษี 5% ให้ขั้นตอนทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ภายในสิบนาที ที่เขาบอกว่าการซื้อหวยคือการรวยทางลัดก็แบบนี้นี่เอง บางทีอาจจะถึงขั้นทางด่วนเลยก็ได้ แค่เดินไปซื้อลอตเตอรี่ รอให้ถึงวันที่ 16 หรือวันที่ 1 ถ้าถูกก็เอาเงินมาใช้ได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย
แกรนท์ตาโตเมื่อผมคืนเงินกลับให้เขา แต่ไม่ช้าสีหน้าของเขาก็ห่อเหี่ยว Just this! เขาหยิบแบงก์ห้าร้อย ที่มีเศษแบงก์ร้อยอยู่สองสามใบขึ้นมาดูให้เต็มตา I thought Id get 3 million!
ซื้อแค่ยี่สิบ..จะเอาสามล้าน.. ผมส่ายหน้าแล้วพึมพำเบาๆอย่างเหนื่อยหน่าย ถ้าเขาไม่ใช่ฝรั่งหรือคนต่างชาติ ผมคงกระเป๋าเป๊ที่ถืออยู่ในมือเหวี่ยงใส่หน้าเขาไปแล้ว
But I never thought I would get it. I just tried it for fun. แกรนท์ส่องแบงก์กับแดดเพื่อดูลายน้ำ ท่าทางของเขาดูบริสุทธิ์อย่างไม่น่าเชื่อ เขาเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโต แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีความดัดจริตหรือเสแสร้งในแววตาของเขาเลย ลอตเตอรี่ไทยมันถูกง่ายๆ อย่างนี้นี่เอง มิน่าคนไทยถึงซื้อกันเยอะ
ข้อสรุปของชายต่างชาติทำให้ผมสะดุดกึก การรับรู้และอัตวิสัยที่อยู่ในตัวผมแจ้งเตือนทุกส่วนของผมว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ถูกต้องในประโยคนั้น สิ่งที่แกรนท์เพิ่งกล่าวหักล้างวิธีคิดของผมแล้วผมก็ปล่อยให้ความผิดพลาดนั้นผ่านไปโดยไม่แก้ไขไม่ได้
กำลังพูดประชดคนไทยอยู่ใช่ไหมครับ?
แกรนท์เบิกตากว้าง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะเขาดีใจ แต่เป็นเพราะเขาสงสัยอย่างเต็มอัตรา Why did you say that?
ก็ลอตเตอรี่น่ะ ความจริงมันก็ไม่ได้ถูกง่ายๆ สักหน่อยนี่ครับ ใช่.. ลอตเตอรี่มันไม่ได้ถูกง่ายๆ สักหน่อย ก็แค่โอกาสหนึ่งในล้านเท่านั้น แต่คนส่วนมาในประเทศนี้ก็ซื้อมัน เสี่ยงดวงกับมันหยั่งกับว่าคนที่ซื้อทั้งหมดจะต้องถูกรางวัลอย่างบ้างแหละ แล้วก็เก็งตัวเลขกันไปกันมาหยั่งกับเขาไม่ได้ใช่ระบบแลนด้อมจับรางวัลบ้างแหละ แต่.. เฮ้ย!! แล้วผมจะพูดทำไมล่ะ! คุกคามคนด้วยวาจาอยู่ชัดๆ.. เปลือกนอกผมเหมือนจะลืมเรื่องเมื่อเช้าไปแล้ว.. แต่ความจริงแล้ว ทุกช่วงช่องไฟของการกระทำ... ผมก็ยังโมโหไม่หายสินะ..
I am not being sarcastic but its all right if you said so. แกรนท์แก้ตัวทั้งรอยยิ้ม I like what youve just said though, yeah, its not that easy to get the right one but people gonna try their luck anyway, arent they?
ก็เพราะแบบนี้ถึงไม่ยอมทำงานทำการกัน หวังแต่กับอะไรลมแล้งๆ แล้วพอหวยใกล้ๆ ออกก็ไปจุดธูปกราบไหว้อะไรบ้าบอ ปากก็บอกว่าตัวเองเป็นคนพุทธแท้ๆ หยู้ดดด หยุดนะ!!
แต่ผมไม่คิดอย่างนั้นนะ.. แกรนท์พูดแทรกโดยพัลวัน ถ้าเขามีทางเลือกอื่น เขาก็อาจจะไม่ทำอย่างนั้นก็ได้ เพราะไม่มีหรอกครับที่อยากจน อีกอย่าง.. คนแบบคุณคงไม่เข้าใจพวกเขาหรอก เวลาคุณนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุด หรือซื้อหนังสือแพงๆ คนที่ซื้อ lottery เขาคงก็คิดเหมือนกันว่าทำไมคุณไม่เอาเวลาไปช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน หรือทำไมไม่เอาเงินไปซื้ออะไรอย่างอื่นที่ดูมีประโยชน์มากกว่าหนังสือ
อาจารย์ก็พูดแบบแบ่งแยกไปหน่อย วิษณุ..แกเป็นอะไรไปแล้ว!
วิษณุก็พูดเหมือนกับการแบ่งแยกมันไม่มีจริงอย่างนั้นแหละ..
อาจารย์กำลังหมายความว่าผมไม่สามารถเอาบรรทัดฐานของตัวเองไปตัดสินคนพวกนั้นได้ใช่ไหมครับ? แล้วอย่างนั้นผมจะเรียนไปเพื่ออะไร? จะมีรัฐบาลไปเพื่ออะไร? คนในรัฐบาลก็เป็นคนที่ได้เรียนมหาลัยทั้งนั้น ถ้าอย่างงั้นนโยบายทั้งหมดหรือคำพูดจากนักวิชาการที่วิพากษ์วิจารย์สังคมก็ไม่มีความหมายอะไรเลยเพราะพวกเขาอยู่ในฐานะที่ต่างจากคนส่วนมากของประเทศงั้นเหรอครับ?
ก็ใช่น่ะสิ... Its.. all meaningless.. แกรนท์ตอบอย่างไม่ลังเล
แล้วการศึกษาล่ะ มันก็มาจากรัฐนะ การกระจายการศึกษาก็เพื่อให้พวกเขาเลิกทำอะไรที่ไร้เหตุผล มันก็ไม่มีความหมายหรือประโยชน์อะไรเลยเหรอ?
Whats the point of education policy anyway?
ก็เพื่อไม่ให้คนงมงายหรือทำเรื่องงี่เง่าแบบนี้ไง!
Say anything you like... บอกที บอกที ว่าเรากำลังเดินอยู่ข้างราชดำเนินใช่ไหมไม่ใช่อยู่ในห้องสมุดหรืองานประชาพิจารณ์ You can always say Give them education so they wont do anything nonsense like buying lottery or bribery but I think it is just a nice way of saying Fuck off! Its their problem. Theyre born this way and they have to be this way, they have to depend on us, middle class, anyway. Cant you see? Its all illusion. You can give master degree to everybody in this country. But at the end when they dont have enough money, of cause, they went back to those trashes. ไอ้ที่คิดแต่ว่าการศึกษาคือทุกอย่าง การศึกษาคือการสร้าง democracy หรือ การศึกษาคือการป้องกันไม่ให้พวกคนในชนบทหรือ working class ทำอะไร bullshit มันก็แค่การผลักภาระอย่างไม่รับผิดชอบให้ individual เท่านั้นเอง แล้วสุดท้าย มันก็ทำให้ middle class รู้สึกดีขึ้นมาเท่านั้นเองว่าอย่างน้อยพวกเขาก็ยังคิดถึงคนที่อยู่ต่ำกว่า.. ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว..มันก็ไม่ได้ผลเท่าไหร่ moreover, พวกคุณก็ไม่ชอบนโยบายที่ควรจะใช้จริงๆมาตลอดไม่ใช่เหรอครับ? เพราะมันไม่เคยให้ประโยชน์อะไรกับคุณเลย แล้วสุดท้าย แกรนท์เว้นช่องว่าง ทำหน้าเหมือนกำลังนึกคำ แต่สักพักเขาทำเสียงจิ๊จ๊ะเบาๆ แบบไม่พอใจแล้วพูดต่อ See you at the coup!
ผมก็...ไม่ชอบอยู่ดี ผมเหนื่อยพอแล้ว กะอีแค่เรื่องลอตเตอรี่ก็ไปเรื่องอื่นจนกู่ไม่กลับ... แบบนี้ก็เหมือนกับคนที่มาทุ่มเถียงว่าศาสนาไหนดีกว่านั้นแหละ เรื่องแบบนี้เถียงกันให้ตายก็ไม่มีข้อสรุปอยู่ดี อีกอย่าง ยิ่งเถียงเท่าไหร่ผมก็รู้สึกว่าแกรนท์กำลังแอบด่าผมว่าผมมันอ่อนต่อโลกแถมยังเห็นแก่ตัวเหลือเกิน
Lets stop talking about this. Its so stressful เขาส่ายหน้า ถอนหายใจเฮือกใหญ่
อ๊ะ..ขอโทษครับ.. ไม่น่าเลย.. เริ่มเรื่องเองแท้ๆ แต่ต่อไม่ได้ เอาเถอะ ถึงยังไงในใจผมก็ไม่มีวันยอมรับอยู่แล้วว่าสิ่งที่แกรนท์พูดว่าถูกต้องหรอก ผมมีความคิดของผม แต่ความคิดนั้นคงไม่สามารถบรรยายเป็นตัวอักษรได้หมด
ขอโทษ.. ไม่อยากได้ยินอีกแล้วนะ.. ชายหนุ่มค้อนด้วยรอยยิ้มแล้วเปลี่ยนเรื่องด้วยความเร็วเสียง Are you hungry? เขามองนาฬิกาข้อมือซึ่งก็คงบอกเขาแล้วว่าตอนนี้ผ่านเวลาอาหารมานานแล้ว
ไม่ครับ จะกินลงได้ที่ไหนล่ะ? กะอีกแค่เรื่องไอ้บอลก็เครียดจนอยากจะอ้วกอยู่แล้ว พอเถอะ... เฮอร์รี่ อัพ แอนด์ เซย์ กู๊ดบาย จบเรื่องแล้ว.. รีบๆ ไปซะ.. จบแล้ว..แต่ก็เป็นเหมือนเดิมทุกอย่าง
ผมก็ไม่หิว แต่ผมอยากกิน คนผิวขาวเม้มปาก Ah, I just realize that were in front of the 14th October memorial. เขาหันไปมองอนุสรณ์สถานเล็กๆ ที่อยู่ตรงมุมสี่แยกคอกวัว อนุสรณ์สถานสีครึ้มที่อุทิศให้วีรชนหนุ่มสาว น่าแปลกเหลือเกินที่ความรู้สึกซาบซึ้งกับเสรีภาพที่อาจจะแท้จริงนี้กลับกลายเป็นเศษธุลีเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอีกฝั่งถนนที่เป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจแห่งวันที่ 24 มิถุนายน วันที่เสรีภาพถูกเปลี่ยนมือจากผู้ที่สูงที่สุด..ไปสู่ที่ผู้ที่สูงสุดรองลงมา.. ไม่ต้องใช้ความคิดแบบอุดมคติมาตีความคำพูดผมหรอก ผมไม่ได้หมายถึงประชาชนอยู่แล้ว
There is a good place for dessert around here. แกรนท์รีบเดินมากันทางผมไว้ข้างหน้า Wanna come?
ผะ..ผมไม่ชอบกินของหวาน ยกเว้นขนมเบื้องนะ.. อะไร...ยังไม่ได้กินเมนคอสแล้วจะกินของหวานแล้วเหรอ..? ไอ้ฝรั่งประหลาด..
เอาน่า ให้ผมเลี้ยงคุณนะ เป็นการขอบคุณที่มาด้วยไง ไหนๆ ก็ได้เงินมาแล้ว ร้านนี้อร่อยนะ
ก็แค่ให้มาขึ้นเงินก็น่าจะจบได้แล้ว จะเอาอะไรกะกู!! ต้องปฏิเสธ.. ผมตั้งมั่นไว้ในใจ แต่พอเมื่อเงยหน้าขึ้นทุกอย่างที่วางแพลนไว้ก็แตกสลาย แกรนท์ทำหน้าเหมือนลูกหมาโดนทิ้งไม่มีผิด ผมรู้ว่าสิ่งที่เขาจะทำต่อไปคือการพูดคำว่า นะๆๆๆ คือ พลีสๆๆๆๆ จนผมรำคาญหู ดังนั้นก่อนที่เขาจะทำอะไรแบบนั้น ผมก็ต้องชิ่งหลบก่อน ด้วยวิธี.. ที่งี่เง่าเกินทน..
อ่ะ...ก็ได้.. ผมตอบตกลงไปอีกแล้วโดยที่ไม่ได้รู้สึกตัว ผมควรจะเรียนรู้วิธีที่จะปฏิเสธคนได้แล้ว ทั้งน้องกุ้ง ทั้งไอ้บอล ทั้งแกรนท์ ถ้าผมพูดคำว่า ไม่ กับคนอื่นซะบ้างผมคงไม่ต้องมาเจออะไรแบบนี้หรอก
แกรนท์เดินนำทางผม ส่วนผมก็เป็นผู้ตามที่ดีโดยการไม่ตั้งคำถามสักนิดว่าเขาจะไปไปไหน เขาเดินเลี้ยวเข้าไปตามตรอกแคบๆ ด้านหลังของอนุสรณ์สถาน เพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น เราก็มาหยุดอยู่หน้าตึกแถวเก่าๆ ที่ดูไม่ต่างอะไรจากบ้านคนจีนธรรมดาๆ แถมออกจะดูรกซะด้วยซ้ำ แกรนท์เลื่อนเปิดประตูบนกระจก แล้วเสียงติ๊กต๊อกของนาฬิกาไขลานโบราณนับสิบที่แขวนไว้ทั่วผนังดังเป็นจังหวะพร้อมๆ กับที่เราสองคนเดินเข้าไป ทุกสิ่งรอบๆ เงียบกริบ จะมีก็แต่นาฬิกาโบราณที่ส่งเสียงอยู่นั่นแหละ บนผนังมีรูปขาวดำในกรอบแขวนประดับไปทั่ว แสงของเทียนไฟฟ้าที่ไม่มีวันดับมอดส่องสว่างหน้าศาลเจ้าที่ตั้งสงบอยู่กับมุมห้องด้านหนึ่ง แต่สิ่งที่หยุดสายตาของผมไว้หรือโหลแก้วซึ่งบรรจุลูกชิด น้ำเชื่อม เส้นสลิ่มหลากสี กล้วยเชื่อม และเครื่องปรุงน้ำแข็งใสหลายหลาก สรุปคือ.. ที่นี้เป็นร้านขายของกินจริงๆ สินะ
แกรนท์รีบนั่งลงที่โต๊ะไม้สักใหญ่กลางร้านก่อนที่จะถามความเห็นผมหน้าระรื่น What do you want to try? Mr. Vishnu
อะไรก็ได้ครับ จะอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละตอนนี้
อ่า..ขอโทษนะครับคุณป้า แกรนท์ส่งเสียงไปที่หลังร้านที่ดูเหมือนจะว่างเปล่า แต่ทันใดนั้นเอง หญิงชราร่างเล็ก หลังค่อม ผมหยิกลอนสีดอกเลา ก็ปรากฏตัวออกมาจากสักที่ในมุมมืดของร้านเหมือนนักยามากลที่หายตัวมาได้ คุณยายยิ้มยิงฟันเลี่ยมทองให้แกรนท์ซึ่งทำมือทำไม้จะสั่งเตรียมไว้อยู่แล้วผมขอไอ้แดงๆ ราดกะทิ 2 ถ้วย ถ้วยหนึ่งใส่น้ำตาลที่เป็นน้ำ ได้ฟังที่เขาพูดจบ ผมก็อยากระเบิดหัวเราะให้ลั่นร้านเพราะไอ้คำศัพท์พิลึกพิลั่นที่เขาใช้เรียกของกิน
เอ้าๆ บอกกี่ครั้งแล้วว่าเขาเรียกทับทิมกรอบกับน้ำเชื่อม คุณยายปรามไปด้วยทำทับทิมกรอบไปด้วย ท่าทางของแกดูสนิทสนมกับแกรนท์จนคล้ายกับเป็นคุณยายของเขาจริงๆ ถ้าไม่ติดตรงที่ไอ้หลานชายของคุณยายดันเป็นฝรั่งนะ แล้วหน้าไปโดนอะไรมาล่ะ คุณฝรั่ง?
มีคนทำหนังสือตกใส่หน้าผม แกรนท์จิ้มนิ้วไปที่จมูก ทำหน้าเหยเก
ระวังหน่อยสิ คุณยายเดินช้าๆ แต่มั่นคง แกวางชามของหวานสีสันสวยงามที่โต๊ะตรงหน้าผม น้ำเชื่อมเยอะๆ! หญิงชราย้ำคำที่แกรนท์ใช้ผิดเสียงดัง ส่วนคนที่โดนตำหนิก็ได้แต่หัวเราะแฮะๆ
ผมใช้ช้อนคนทับทิมกรอบในถ้วยจนน้ำแข็งก่อนเล็กๆ ละลายปนไปกับน้ำกะทิซึ่งกำลังตกตะกอนไปที่ก้นถ้วย เกล็ดสีขาวเล็กๆ ที่ล่องลอยอยู่ในของเหลวดูคล้ายกับเศษกระดาษในลูกแก้วหิมะ.. หิมะสีขาว.. อยากเดินไปบนหิมะโดยไม่ต้องทิ้งรอยเท้าไว้.. ก็อยากจะกินอยู่หรอก.. แต่..แต่ก็..กินไม่ลงยังไงไม่รู้
Your aunt took me and another professors here. อานท์? ป้า? ไม่ใช่สิ แกรนท์คงหมายถึงน้าเพ็ญมากกว่า ไม่น่าแปลกใจ เรื่องกินน่ะต้องยกให้น้าเพ็ญเขาล่ะ ตั้งแต่นครนายกยันสมุทรปราการน้าผมรู้ที่กินที่เที่ยวชั้นเลิศ ขอให้บอก...เธอพาไปได้ทุกที่ I really like Thai dessert and it is really quiet here, too. แกรนท์ยังสาธยายความวิเศษของร้านนี้ต่อไปไม่หยุด ส่วนผมก็ยังคน..คน..และคน..ทับทิมกรอบในถ้วยต่อไป
วันนี้วิษณุดูอารมณ์ไม่ค่อยดีนะครับ Whats wrong? ในที่สุดเขาก็จับได้ว่าต้องบางอย่างที่ผิดปกติกับผม นี่ผมเป็นคนที่ดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?
เปล่านี่ครับ แก้ตัวน้ำขุ่นๆ คนฉลาดอย่างแกรนท์ไม่มีทางเชื่อแน่นอน
Really? Then why dont you eat your dessert? เขากัดช้อนค้างไว้ เขาไม่ได้เป็นห่วงผมจริงจังอะไรเลย เขาดูเป็นห่วงทับทิบกรอบมากกว่าอีก ผมรู้ว่าถ้าผมบอกว่าผมไม่อยากกิน เขาต้องรีบกระชากถ้วยไปกินเองแน่
ก็ไม่ชอบของหวานนี่ครับ
ถ้ามีอะไรก็บอกได้.. ผมอายุมากกว่าคุณ อาจจะช่วยได้ก็ได้นะ แกรนท์ใช้ความแก่กว่าของเขาเป็นอาวุธสุดท้ายอีกแล้ว
เรื่องผู้หญิงน่ะครับ.. คำตอบแบบชุ่ยๆ เป็นมารยาทแย่ๆ ทำให้คู่สนทนาต้องชะงักได้ทุกคน ถ้าคู่สนทนาคนนั้น ไม่ใช่ไอ้บ้าที่จะต้องเอาชนะให้ได้ทุกเรื่องน่ะนะ
Hm? In that case, Id say I dont know much about woman either.
ไหนบอกว่าเคยมีแฟนแล้วไง? แล้วจะไม่รู้เรื่องผู้หญิงได้ไง? ผมเบี่ยงประเด็นเป็นอื่น แปลกใจตัวเองเหมือนกันที่สามารถพูดแบบนี้ออกไปกับคนที่เป็นอาจารย์
ก็เพราะว่าไม่รู้อะไรเลยยังไงล่ะ ตอนนี้ถึงไม่มีแฟนแล้ว แกรนท์ดื่มน้ำจากแก้วที่คุณยายเพิ่งเอามาให้ เขาไม่ได้มีแววตาของคนอกหักเลย เห็นได้ว่าเรื่องนี้คงไม่ได้สลักสำคัญต่อเขาเลย แต่ว่า.. If your problem is not too complicated maybe I can give you an advice, as a teacher. เขายังตื้อไม่เลิก ผมทนไม่ไหวแล้ว ข้างในมันจะระเบิดออกมาให้ได้.. ถ้าอยากรู้นัก ถ้าอยากรู้กันนัก!
ผมนั่งนิ่งไปสักครู่ เพื่อสงบสติอารมณ์จากนั้นก็ค่อยๆ เอ่ยปากเล่าเรื่องระหว่างน้องกุ้ง กับผม แล้วก็ไอ้บอลให้แกรนท์ฟัง ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมผมถึงพูดออกไป ผมพยายามบอกให้ตัวเองหยุดพูด แต่ผมก็หยุดตัวเองไว้ไม่ได้ ทำไมๆๆๆๆ ผมแค่อยากระบายออกกับใครสักคน? แต่ทำไมต้องเป็นแกรนท์ล่ะ? ทั้งๆที่ผมก็ไมได้สนิทสนมกับหมอนี้เลย หรืออาจจะเป็นเพราะว่า ผมไม่อยากให้คนที่สนิทกับผมต้องรู้เรื่องนี้ ถ้าเป็นคนที่ไม่สนิท ถึงผมเล่าไป พวกเขาก็จะไม่ใส่ใจ แล้วเรื่องทุกอย่างมันก็ผ่านเลยไป จบลง และมันก็.. เหมือนเดิม...
แกรนท์นั่งฟังผมเล่าอย่างตั้งอกตั้งใจ เขาพยักหน้าบ้างเป็นบางครั้ง อย่างนักนึกศึกษากำลังตั้งใจฟังเล็คเชอร์อยู่ยังไงยังนั้น
Yeah? Thats it? แกรนท์พูดหลังผมเล่าจบไปสักครุ่ น่าแปลกใจที่สีหน้าของเขาดูเรียบเฉยและเป็นปกติ ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องของผมเลย ซึ่งมันก็เป็นเรื่องดี... Let me tell you frankly.. เสียงเคี้ยวเม็ดแห้วดังกรุบๆ จากปากของเขา Maybe its your false.
ฟอล์ส? ความผิด? ผมผิด? ไม่เข้าใจ? ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่างแล้วบอกว่าผมผิด! ผมไม่น่าบ้าจี้ขอให้มันช่วยเลย สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้อะไรนอกจากการตกหน้าฉาดใหญ่แล้วมาบอกว่า นี่แน่ะ! เพราะแกมันโง่เอง.. ที่เข้าไปแส่กับเรื่องไม่เข้าเรื่อง ก็รับผลกรรมไปซะเถอะ ผมอยากทุบโต๊ะให้ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วกระทืบเท้าออกไปจากตรงนั้นซะ แต่ก็ต้องนั่งต่อด้วยเพราะมารยาท
คนฉลาดอย่างวิษณุน่าจะรู้อยู่แล้วว่าถ้าไปเที่ยวกับเธอแล้วต้องมีปัญหาแน่ๆ แต่ทำไม..ถึงยังไปกับเธอ..
ผมไม่มีทางตอบเขาได้หรอกว่าทำไมผมถึงไปกับน้องกุ้ง ถึงจะคิดเป็นวัน ถึงจะเป็นการบ้านที่แกรนท์สั่งให้ผมเขียนคำตอบมาเป็นเรียงความสิบหน้า ผมก็คงไม่ทางกลั่นกรองตัวหนังสือที่ลอยอย่างไร้ระเบียบในหัวเป็นคำตอบหรือข้อแก้ตัวที่สวยหรูได้ พูดไปก็เท่านั้น.. ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกครับ หลังจากที่เล่นกับของกินตรงหน้าพักใหญ่ ผมก็ตักทับทิมกรอบขึ้นมาเพื่อลองลิ้มรสมัน เม็ดสีแดงที่เคลือบด้วยกลิ่นหอมของน้ำเชื่อมและกะทิก็กรอบสมชื่อของมัน และที่สำคัญ มันอร่อยสุดๆ เลยด้วย..
Words that never been said are all useless. แกรนท์เปลี่ยนท่ามานั่งท้าวแขน แววตาของเขาเปลี่ยนจากความไร้เดียงสาแบบเด็กๆ เป็นแววตาเอาจริงเอาจังที่ทำให้ผมตระหนักถึงความจริงบางอย่าง
ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมมองเขาเป็นแค่อาจารย์ฝรั่งคนหนึ่งที่ไม่ต่างอะไรจากอาจารย์ฝรั่งในโรงเรียนประถมที่เข้ามาทำงานเพราะ เป็นฝรั่ง ไม่เคยจะให้ความเคารพ เพราะรูปลักษณ์ภายนอกของเขาไม่ได้แสดงความภูมิฐานหรือลักษณะไว้ท่าของคนที่มีอายุมากกว่า ไม่เคยสนใจว่าอะไรทำให้คนคนนี้ได้เกียรตินิยมมาตลอดในชีวิตการเรียน แต่ตอนนี้ผมว่าผมอาจจะรู้แล้วก็ได้.. ในแววตาเยือกเย็นและน่ากลัวนั้น.. ความลับบางอย่าง แค่บางอย่างเพียงหยิบมือ ปริ่มที่จะเปิดเผยออกมาต่อโลกภายนอกเข้าไปทุกที
ก็ผม.. ผม...กลัวอยู่..จริงๆ เหรอ? ก็ผม..อยากจะมีเพื่อนไปเที่ยวไหนมาไหนเหมือนใครๆ เขาบ้าง ผมยกนิ้วขึ้นมากัดเป็นครั้งแรกต่อหน้าคนอื่น แกรนท์ต้องหัวเราะเยาะผมแน่ๆ เหตุผลแบบนี้ ใครจะไปรับฟังล่ะ ในสายตาของคนอื่น ผมดูจะเป็นปุถุชนทั่วไปที่มีเพื่อน มีความสุข มีทุกอย่าง แต่คำถามที่ไม่เคยได้รับคำตอบก็ยังคงอยู่ จะมีใครรู้สิ่งที่อยู่ข้างในบ้างละ?
All right, I get it. แกรนท์ตอบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เอาทำสิ่งที่น่าตกใจด้วยการยกถ้วยขนมขึ้นมาซดน้ำที่เหลือจนเกลี้ยง เขาค่อยบรรจงว่างชามแก้วลงโต๊ะ เม้มปากเหมือนยังติดลมกับทับทิมกรอบอยู่ ถ้ามีคนอื่นนั่งอยู่ในร้าน ผมคงโวยวายสั่งสอนเรื่องมารยาทไทยกับเขาเป็นการใหญ่ But you do think she can really be your friend, nah, do you think she can really give you what you want?
ผม..ไม่รู้..
Then, did you feel good dating her? Were you taking her seriously or you just wanted to fool her that you love her?
ไม่! ไม่! ผมจะทำแบบนั้นไปทำไม! ไม่เคยแม้แต่จะคิด ทำไมผมจะต้องเอาตัวเองเกลือกกลั้วกับสเตอริโอไทป์ของวัยรุ่นไทยในสายตาผู้ใหญ่แบบนั้นด้วย ผมไม่ได้รู้สึกดีอะไรที่ไปกับน้องเขา ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี.. แต่ผมปฏิเสธเธอไม่ลง ผมไม่อยาก.. ไม่อยาก ไม่ทำไม่ดีกับคนที่ทำดีด้วยกับผมนี่ครับ ถ้าทำผมปฏิเสธเธอ ก็เป็นผมเองนั้นแหละที่จะรู้แย่ไปเอง ถ้าเป็นแบบนั้นผมไม่อยาก..จะ.. ผมหยุดพูดไปดื้อๆ ผมไม่อยากจะทำอะไร? ไม่อยากจะทำร้ายความรู้สึกของน้องกุ้งเหรอ? แต่น้องกุ้งเป็นใครล่ะ? คนรู้จักน่ะใช่ แต่ถ้าเพื่อนก็ไม่ใช่แน่นอน ยิ่งแฟนก็ยิ่งโนเวย์ ถ้ารู้แบบนั้น.. แล้วจะไปแคร์อีกทำไม?
ห้วงภวังค์ของผมแตกเป็นเสี่ยงด้วยเสียงดังแปะและเสียงหัวเราะของแกรนท์ที่ทำให้ผมตกใจจนขนลุก แกรนท์เอามือกุมหน้าผาก My.. oh my.. God! Hare Vishnu! เขากำลังสำลักกับเสียงหัวเราะของตัวเอง ส่วนผมก็เริ่มหน้าซีด ทำไมแกรนท์ถึงหัวเราะงอหายด้วย? ผมทำอะไรลงไป? หรือ..ผม.. พูดอะไรที่ผิดพลาดสุดๆ ออกให้เสียท่าเขาไปแล้ว?
Im sorry.. You said it like she is the only woman on earth. เขากลั้นหัวเราะจนได้ Vishnu, youre very young, and you will surely live longer than many people. If she couldnt give you anything, then dont make her your destination. There is no point doing it.
อาจารย์ไม่... นิสัยชอบเอาชนะของผมเตรียมตัวจะทำงานอีกรอบ แต่แล้วถ้อยคำสั้นๆ ที่สื่อความหมายภาษาไทยอย่างชัดเจนก็ทำให้ทุกสิ่งไร้ความหมาย
วิษณุใจดีกับคนอื่นมาก แต่ทำไมไม่ใจดีกับตัวเองเลย.. ทำไมถึงต้องคิดตลอดด้วยว่าคนอื่นจะรู้สึกอะไร ทำไมใจร้ายกับตัวเองล่ะ? คุณทำให้ทุกคนในโลกนี้มีความสุขไม่ได้หรอก ทุกๆ คนก็ต้องเคยเสียใจหรือเคยถูกทำร้ายทั้งนั้น การทำร้ายคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่ก็ยังดีกว่าทำร้ายตัวเอง เพราะเวลาคุณทำร้ายคนอื่น คุณจะลืมได้ แต่ถ้าคุณทำร้ายตัวเอง คุณจะไม่มีวันลืม แกรนท์หรี่ตาลง สีหน้าของเขาเริ่มมัวหมอง ถ้าคุณยังทำร้ายตัวเองต่อไป คุณก็จะไม่ยิ้ม ไม่มีความสุขอีกเลย ต้องการแบบนั้นเหรอครับ?
ผมส่ายหัวเหมือนเด็กที่ได้ฟังแม่เทศน์มาชั่วโมงเต็ม แต่ก็ยังไม่มีอะไรเข้าหัวอะไรสักอย่าง.. ไม่ใช่ว่าผมไม่เข้าใจในสิ่งที่แกรนท์พูด ผมรู้ว่าเขากำลังพูดอะไรอยู่ กำลังอธิบายอะไรอยู่ แต่ลึกๆ แล้วผมก็ไม่ยอมเปิดรับให้คำแนะนำของเขาเข้ามาจรรโลงใจได้ ผมถือดีมากไปแล้วที่ไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง หรือบางที.. ผมก็ไม่กล้าพอที่บอกกับตัวเองอีกครั้งว่าผมไม่มีทางสมบูรณ์แบบ หลายอย่างๆ ที่ผมทำเคยผิดพลาดและไม่สามารถแก้ไขได้ ก็เหมือนครั้งนี้..อีกแล้ว..
เพราะฉะนั้น..เลิกเถอะครับ.. แกรนท์ไม่ได้ทำหน้าตาจริงจังอีกต่อไป ตอนนี้เขาเหมือนกับคุณครูที่กำลังให้อภัยเด็กชายตัวน้อยที่ทำแจกันในห้องพักครูแตกทุกกระเบียดนิ้ว ผมควรจะเชื่อมั่น...ในดวงตาสีน้ำทะเลที่สามารถกลืนทุกคนที่ได้มองผ่านให้จมหายไปหรือเปล่า? หรือผมควรเชื่อมั่นในความคิดที่หมักหมมจนเน่าเหม็นของตัวเองดี.. ?
ไม่หรอก..พอแล้ว..ยิ่งเชื่อก็ยิ่งแย่ไปกว่าเดิม...ยิ่งอยู่กับตัวเองไปมากเท่านั้น...ยิ่งไม่ได้ช่วยอะไรขึ้นมาเลย..ไม่ได้อยากเป็นแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว..
ถ้างั้น..เพื่อตัวผมเอง.. ผมจะทำแบบนั้นครับ ก็น่าจะทำมาได้ตั้งนานแล้ว! แต่เรื่อง..เพื่อน ไม่ใช่น้องกุ้งคนเดียว.. ยังเหลือไอ้บอลอีกคน นี่แหละที่น่าคิดหนักกว่า การจะตัดขาดจากคนที่เกลียดขี้หน้าอยู่แล้ว มันง่ายกว่าการจะคืนดีกับคนที่เคยเป็นเพื่อนกันมาแล้วต้องทะเลาะจนเลิกคบกันไปตั้งเยอะ ถึงแม้ว่ามิตรภาพของผมกับบอลมันอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากรุ่นพี่ ถึงมันจะเป็นยาเสพติดที่ผมใช้สร้างภาพลวงตาเพื่อทำให้รู้สึกดีไปวันๆ ทั้งๆ ที่ในเนื้อแท้แล้วไม่ได้มีความจริงอะไรเลย แต่ก็นั่นแหละ... เพราะว่ามันเป็นเหมือนยาเสพติดไงผมถึงออกอาการลงแดงแทบตายถ้าไม่มีมัน
Why do you always make such easy things become much more complicated? Seem like you dont know anything about human communication, do you? แกรนท์ถอนหายใจอีกรอบ ผมคิดว่าเขากำลังจะกลายเป็นคุณพ่อที่ต้องตอบคำถามของลูกชายที่คอยจ้องถามแต่ว่า ทำไมอย่างนี้ต้องเป็นอย่างนี้ ทำไมอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนั้น ไปทุกทีแล้ว
ใช่สิ.. ก็เรื่องง่ายๆ ชาวบ้านเขาก็ทำกันได้นี่ แต่ผมก็ใช่ว่าจะเหมือนชาวบ้านทั่วไปซะที่ไหนล่ะ การที่จะสานสัมพันธ์กับคนอื่น..ก็เป็นเรื่องที่ยากโขสำหรับมนุษย์ปุถุชนทุกคนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเป็นคนที่ไม่ชอบจะแสดงความรู้สึกให้เป็นรูปธรรมกับใครอย่างผม การเรียนรู้วิธีสื่อสารระหว่างมนุษย์ตามที่แกรนท์บอก บางทีคงโดนล็อคกุญแจปิดตายไปแล้วเป็นได้
ง่ายจะตาย.. วิษณุก็แค่ขอโทษเขา
ขอโทษ!? ประสาทของผมสปากซ์ขึ้นมาทันที ผม..ไม่.. ไม่ได้ผิดสักหน่อย! อีกอย่างคนที่เริ่มก่อน..
คนที่เริ่มก่อนก็คือคุณนั้นแหละ... ประโยค ชัท เดอะ ฟัก อัพ แอบซ่อนไว้อยู่ในสุรเสียงเรียบๆ ของเขา ถ้าคุณไม่ไปกับเธอ เพื่อนของคุณก็จะไม่เข้าใจผิด ถ้าคุณแค่บอกว่าคุณไม่ได้ชอบเธอ ไม่ต้องไปเถียงอะไรเพื่อนคุณเรื่องมันก็จบแต่แรกแล้ว ผมนึกว่าคุณคิดได้แล้วซะอีกว่าเรื่องนี้มันเริ่มมาจากตัวคุณทั้งนั้น... Just you...
ละอายใจ....หน้าไม่อาย.. สมน้ำหน้าตัวเอง... นี่ผม.. โดนด่าแสกหน้ามาขนาดนี้ ผมยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าผมนั้นแหละต้นเหตุของทุกอย่าง ผมมันบ้าเอง ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง แต่ก็ไม่ใช่แค่นี้ ความรู้สึกข้างในบ้างอย่าง ที่ผมไม่กล้ายอมรับนั้นแหละที่รั้งผมไว้พูดคำว่าขอโทษ
แต่ถ้าผม....ขอโทษไปแล้ว.. มันไม่ยอมฟัง ไม่ยอมยกโทษ ทำไมถึงต้องคิดในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงไปก่อนด้วย?
Then, fuck him. แกรนท์ตอบอย่างไม่สะทกสะท้านอะไรกับคำหยาบเลย Youve done what you supposed to do and you can live on with no regret. Thats good enough. Isnt it? พูดจบเขาก็หยิบช้อนเคาะเป็นจังหวะของเพลงสักเพลงกับขอบชาม ต้องให้เสียงตำหนิของคุณยายที่หลังร้านดังขึ้นก่อนนั้นแหละเขาถึงจะหยุด แล้วแอชลีย์ แกรนท์ผู้วางมาดได้กับทุกคนเมื่อครู่ก็ได้กลายเป็นเด็กโข่งที่ถูกผู้ใหญ่ยึดของเล่น
ผมไม่ได้พูดอะไรต่ออีกเลยนับตั้งแต่นั้น ได้แต่ปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นอัมพาตไปชั่วขณะเพราะกระสุนสังหารของแกรนท์ที่ยิงมา ไม่มีคำพูดอื่นใดอีก.. จะได้มีชีวิตที่ไม่ต้องมาเสียใจทีหลังอย่างนั้นเหรอ? ไม่แน่... สิ่งที่เหลือให้ชีวิตของผมยังอยู่ต่อได้ อาจจะเป็นเพียงความเสียใจที่ฝังมาตั้งแต่หนหลังก็ได้ แต่ตอนนี้ ผมไม่ได้อยากเป็นแบบนั้นอีกแล้ว อยากเปลี่ยนตัวเองสักที ผมควรจะไปขอโทษไอ้บอลมันใช่ไหม?
คุณป้า ขออันที่เป็นเส้นสีขาว สีเขียว สีชมพู ใส่น้ำ... น้ำ..เชื่อม เย้อ เยอะ แกรนท์สั่งเพิ่มของหวานเพิ่มอีกถ้วยในขณะที่ผมเงียบไป
เขาเรียกว่าสลิ่ม! คุณยายสั่งสอนเขาอีกรอบ แต่แกก็ยังยิ้ม แกคงเอ็นดูไอ้เจ้าฝรั่งที่พูดภาษาไทยผิดๆ ถูกๆ คนนี้มากไม่ใช่น้อย และเมื่อคุณยายนำถ้วยสลิ่มมาส่งถึงที่ ขนมหวานที่ทำจากเส้นแป้งหลากสีนั้นก็กลายเป็นอาหารจากสวรรค์ของผู้ที่เฝ้ารออยู่อย่างใจจดใจจ่อ
ทำไมอาจารย์กินหวานจังเลยครับ? ผมอดไม่ได้ที่จะถาม ปริมาณของน้ำเชื่อมในถ้วยของแกรนท์ดูเยอะจนผิดธรรมชาติ ถ้าผมกินเข้าไปเต็มช้อนอย่างเขาคงได้สำรอกออกมาตั้งแต่คำแรกแล้ว
Urrr? แกรนท์คิดโดยการมองขึ้นบนเพดาน เติมความหวานให้ชีวิต!
ความอึ้งเกาะกินผมเมื่อได้ยินคำตอบของแกรนท์ ในไม่ช้า ผมก็หัวเราะออกมาโดยที่ผมแทบจะไม่เชื่อตัวเอง ผมหัวเราะเหมือนกับว่าผมลืมเรื่องหนักใจที่ผ่านมาทั้งหมด ถ้าเป็นคนอื่นแล้วพูดแบบนี้ผมคงทำหน้าเบื่อนๆ แล้วสายหน้า ในมุกอันแสนสิ้นคิดแบบนี้ แต่คราวนี้ไม่ใช่เลย ผมหัวเราะเพราะผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่า จู่ๆ คนที่พูดจาเป็นทางการอย่างแกรนท์จะพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้ ส่วนแกรนท์ เมื่อเขาเห็นผมหัวเราะ เขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ เช่นเดียวกัน เราสองคนหัวเราะสลับกันไปมาพักใหญ่
อาจารย์คงเป็นเบาหวานตายไปก่อน..
Die from sweetness? Thats quite romantic. น้ำเชื่อมเหนียวหนืดไหลย้อยลงมาจากช้อนที่เขาถืออยู่
นาฬิกาไขลานบนผนังตีเวลาสี่โมงเย็นพร้อมกันทุกเรือน ถึงเวลาแล้ว... น้าเพ็ญไม่เคยว่าผมถ้าผมจะกลับดึกก็จริง แต่เมื่อเกือบทุกคำถามของผมดูจะได้รับคำตอบแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องอยู่ต่อไป ตอนนี้ผมไม่ได้ไปเพราะอยากหนีหน้าแกรนท์อย่างที่เคยๆ ผมต้องไปผมต้องพิสูจน์ให้ได้ทันทีว่าคำแนะนำที่ผมได้รับจะได้ผลจริงหรือไม่ ผมต้องไปแล้ว.. ขอบคุณมากครับ ผมยกมือไหว้แกรนท์ เอาเป๊วางไว้บนตัก เตรียมจะไปเต็มที่
My pleasure. แกรนท์ยิ้มแล้วตอบเบาๆ ผมรู้ว่าคราวนี้เขาคงไม่ลากรั้งผมไว้แน่ แต่คิดยังไม่ทันขาดคำเขาก็.. "Hey, Vishnu. แกรนท์ยังไม่จบเรื่อง เขาเรียกผมให้เหลียวหลังกลับอีกแล้ว
ผู้หญิงที่ได้เป็นแฟนวิษณุคงต้องมีความสุขมากแน่ๆ
หา? แฟน? เดี๋ยว เดี๋ยวสิ? ไม่ ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย ไม่มีเวลาจะคิดด้วยซ้ำ แล้วผู้หญิงที่..ที่เป็นแฟนผม..แกรนท์พูดทำไม? เอ๋?
But definitely.. she must be as cold as a nun.
แกรนท์บอกว่าผู้หญิงที่ได้เป็นแฟนผมจะต้องมีความสุขมากแน่ๆ... แต่ผู้หญิงคนนั้น...ผู้หญิงคนนั้น..
ผู้หญิงคนนั้นจะต้องเย็นชาเหมือนแม่ชี! แฟนของผมจะต้องเป็นพระอิฐพระปูน!
ผมส่ายหน้าแต่นั้นก็ยิ่งทำให้แกรนท์ได้ขำยิ่งเข้าไปใหญ่ ไปตายซะ.. ผมสบถออกมาเบาๆ แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ผมไม่ได้รู้สึกตามที่พูดเลย
_____________________________________________
*เอโนล่า เกย์ (Enola Gay) ชื่อ เครื่องบิน B29 ของสหรัฐที่ใช้บรรทุกระเบิดปรมาณู Little Boy ไปถล่มเมืองฮิโรชิม่า เป็นผลให้สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ไม่เกี่ยวอะไรกับ Enola/Alone
** ตามพจนานุกรมสะกดว่า ปลาสเตอร์ แต่เนื่องจากผู้เขียนอยากคงภาษาพูดไว้เลยขอใช้คำว่า พลาสเตอร๋ ครับ
ขอขอบคุณ
- จินนี่ที่บอกว่า Snow ball มันเรียกว่าลูกแก้วหิมะในภาษาไทย
- Richey Edwards สำหรับบางประโยคในตอนนี้
_____________________________________________
ตอนนี้ยาวหน่อย แบบว่าตัดไม่ลงอ่าครับ T[]T ขอขอบคุณที่ติดตามมาตลอดนะครับ ^ ^

(อ่านไปหิวไป)

ดูแล้วขำดี แกคิดจะพกตำราไปสอนมั่งมั้ยเนี่ย (ไปโรงเรียนสายพอกันเลย)
โกรธแมวแล้วทำไมต้องพาลคาร์ลลี่ของเค้าฮึ
..น่ารัก
)
ตอนนี้น่าจิ้นจริงๆด้วยแฮะ แถมเจ้ารามก็ชอบโวย-วาย-จังเลยเฮ่อ แอบรำคาญ
ในตอนนี้รู้สึกว่า คุณแอชลี่ย์จะน่ารักขึ้นอย่างประหลาด หึๆ กะจะให้จิ้นวายคู่นี้ให้ได้ใช่มั้ยล่ะลุง
โหมดบ่น-วันนี้ทำคอลลาจได้3แผ่นเอสี่แต่เมื่อยโคตรเลย วิจัยอีกงงโว้ย ทำไงฟะ
#1 By *** on 2006-12-06 02:22