[Novel] BKK ตอนที่ 13 - ฤดูร้อน ฮิตเลอร์ คนแปลกหน้า
posted on 04 Jun 2007 12:56 by bosieความเดิมตอนที่แล้ว
โลงศพของแพนดอร่า ชายในรูป เด็กหนุ่มถือร่ม ข้อความในสมุดบันทึก รอยแผลเป็นบนมือ ทั้งหมดคือภาพปริศนาชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ประกอบกันเป็นภาพใหญ่จากอดีต
รามคิดว่าเขากำลังก้าวเข้าสู่ความลับของแอชลีย์เข้าไปทีละก้าว เขาอยากถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับชายหนุ่ม แต่สุดท้ายก็ชักเท้ากลับออกมาเพราะกลัวคำตอบ...ทั้งคำตอบจากแอชลีย์..และจากตัวของเขาเอง....
* การกล่าวร้ายผู้อื่นให้ได้รับความเสียหายโดยไม่มีมูลความจริงๆ เป็นการกระทำผิดกฏหมาย
_____________________________________________
BKK
ตอนที่ 13 - ฤดูร้อน ฮิตเลอร์ คนแปลกหน้า
_____________________________________________
ฝุ่นผงของฤดูหนาวถูกลมร้อนประจำถิ่นพัดปลิวจากไปแล้ว บรรยากาศโรแมนติกที่ผมเคยกล่าวสรรเสริญเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนตอนนี้เหลือเพียงเสียงก่นด่าและคำสาปแช่งต่อพระอาทิตย์
ความร้อน ของกรุงเทพช่างต่างจาก ความร้อน ของที่อื่นในประเทศนี้ ฉากคอนกรีตและท่อนเหล็กที่อยู่รอบทิศทำให้ช่วงฤดูร้อนของมหานครไม่ต่างอะไรจากการโดนขังอยู่ในเตาไมโครเวฟ ทุกอณูของอากาศสามารถตราหน้าเข้ามาทิ่มแทงทุกส่วนของร่างกายจนรู้สึกเหมือนเครื่องในกำลังถูกต้มเดือดและผิวหนังก็แทบจะหลุดลอกออกเป็นแผ่นๆ
ผมทำอะไรเพื่อดับร้อนไม่ได้มากไปกว่าการหมกตัวในห้องแอร์ให้นานที่สุดเท่าที่จะได้ นอนในห้องแอร์ ตื่นเช้ามาก็นั่งรถเมล์แอร์ไปมหาลัย พอถึงมหาลัยก็รีบเดินเข้าห้องแอร์ อ่านหนังสือในห้องแอร์ และถ้าทำได้ก็คงกินข้าวในห้องแอร์ไปแล้ว พวกกรีนพีซคงอยากประณามผมในฐานะที่มีส่วนรับผิดชอบในการทำให้หมีขั้วโลกสูญพันธุ์จนตัวสั่น แต่เอาเถอะ ถ้าโลกของผมของมันไม่เย็น โลกของสิ่งมีชีวิตไหนก็อย่ามาเย็นด้วยเลย!
คงไม่มีใครสักคนในประเทศนี้แฮปปี้หรือมีความสุขกับฤดูร้อน คงไม่มีคนไทยคนไหนที่จะตะโกนออกมาอย่างมีความสุขว่า โอ้ อิส ซัมเมอร์ เลทส์ โก ทู เดอะ บีช! สิ่งที่พวกเขาจะทำเมื่อถึงหน้าร้อนคือการบ่นว่า ร้อนๆๆๆๆๆๆ และ ร้อน! และอย่าได้หวังว่าหน้าร้อนจะเป็นเทศกาลเปิดเผยผิวกายของสาวๆบางคนอย่างในโฆษณาหรืองานแฟชั่นโชว์ของห้างดัง เพราะยิ่งแดดแรงเท่าไหร่ พวกเธอก็จะยิ่งใส่เสื้อแขนยาวมากขึ้นและปกปิดร่างกายให้มิดชิดมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุผลสั้นๆ ง่ายๆ แต่ไม่มีทางเป็นไปได้คือ กลัวดำ
สิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นเป็นคำสันนิษฐานของผมที่ผมเคยคิดว่ามันจริง กฎของวิษณุ พลหล้า ว่าด้วยการพฤติกรรมของชาวสยามในคิมหันตฤดู ผมแคยเรียกมันไว้อย่างนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมก็เรียนรู้ว่าข้อสรุปของผมไม่ได้ถูกต้องไปซะทั้งหมด
แอชลีย์ แกรนท์คือบุคคลหนึ่งที่เป็นข้อยกเว้นจากกฎนี้ ก็แน่ล่ะ เพราะเขาไม่ใช่ชาวไทยผู้ชาชินกับความร้อนสักหน่อย แต่ถ้าบทเรียนวิทยาศาสตร์กายภาพยังไม่เลือนรางไปจากสมองผมนับตั้งแต่ออกจากห้องสอบ ผมพอจะจำได้ว่าผิวหนังของฝรั่งนั้นมีโอกาสเป็นมะเร็งได้สูงกว่าผิวหนังคนเอเชียหลายเท่า หากแต่ความจริงข้อนี้คงไม่ได้มีอยู่ในหัวของแอชลีย์เลย เขามักนั่งอยู่ใต้ต้นไม้นอกตึก อ่านหนังสือ เขียนบันทึกตามเรื่องตามราว ในขณะที่อาจารย์รุ่นพี่หรือลูกศิษย์ของเขาพอใจที่จะทำงานนั่งอยู่ในห้องแอร์หรือหนีร้อนด้วยการไปเที่ยวห้างมากกว่า และเมื่อผมหรือใครก็ตามถามแอชลีย์ว่าเขาไม่ร้อนบ้างหรือ เขาก็จะยิ้มแล้วตอบสั้นๆว่า I dont like the AC.
ถ้าคนในประเทศเมืองร้อนไม่ชอบอากาศร้อนฉันใด คนที่มาจากประเทศเมืองหนาวก็เกลียดอากาศหนาวได้ฉันนั้น และนี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมตามรีสอร์ทสุดหรูชายฝั่งอันดามันหรืออ่าวไทยถึงมีฝรั่งมาอาบแดดให้เกลื่อนกลาด สัจธรรมเอาใจเขามาใส่ใจช่างจริงแท้ แต่ผมจะไม่ปริปากบ่น จะไม่ออกมาโวยวาย แสดงท่าฟึดฟัดอยู่ในใจเลยสักนิด คนที่ต้องรับกรรมจากไอ้นิสัยประจำชาติพันธุ์ของเขาไม่ใช่.. ผม! กู!!
เกือบทุกครั้งที่ผมได้เจอเขา ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดหรือเวลาใด คุณฝรั่งเพี้ยนก็มักจะทำหน้าเหลอหราเดินลอยหนาลอยตา โยกหัวไปมา พยายามพูดอย่างไร้เดียงสาที่สุดว่า Whats up?/Are you free this afternoon?/How about going for a walk?/Ive heard that theres a new book./Tah dah! Guess what? Its lunch! เขาหาคำเกริ่นมาได้เป็นล้าน แต่จุดมุ่งหมายคงมีอยู่แค่อย่างเดียวคือต้องการลากใครสักคนไปแกล้งให้สะใจเล่นๆ แล้วผมมันก็ใจง่ายไปกับการปลุกปั่นเหลือเกิน... โอเค! ผมมันงี่เง่าเองที่ทำให้เขายิ่งไปคิดว่ากรุงเทพคือปารีสในยามใบผลิ จะเดินไปไหนมาไหนก็ไม่ได้ต้องกลัวเป็นลมฮีทสโตรคตายคาที่ ผมรู้ ผมห่วยแตก แต่ได้โปรดเถิด.... ผมจะมีทางเลือกไหนอีกเมื่อผมโดนมัดมือชกขนาดนี้ ถ้าผมทำท่าเหมือนจะไม่ไป เขาก็จะใช้ไม้ตายท่าสุดท้ายคือการทำหน้าเหมือนญาติเสียหรือไม่ก็พูดจากวนประสาทที่แม้เป็นคนใจเย็นขนาดไหนก็คงอดตามไปตอบโต้ไม่ได้ ผมไม่รู้จะทำยังไงถึงจะปฏิเสธเขาได้จริงๆ เพราะเขามันหน้าด้านเหนือมนุษย์นัก!
การไปไหนมาไหนกับแอชลีย์ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้อย่างสะดวกสบายเลย ต่อให้แอชลีย์จะหน้าตาละอ่อนแค่ไหน แต่ผมอดรู้สึกเขอะเขินไม่ได้อยู่ดี มันใช่เรื่องที่ไหนที่นักศึกษาจะมานั่งกินข้าวกับคนที่เป็นอาจารย์แบบนี้ ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรติดคออยู่ตลอดเวลาที่ต้องนั่งอยู่หน้าแอชลีย์เพราะผลข้างเคียงจากประสบการณ์แย่ๆ กับคุณครูงี่เง่าในวัยนักเรียน เกรงกับคำข่อนแขะของคนอื่นว่าผมมันไร้ความสามารถในการคบหาเพื่อนวัยเดียวกันจนต้องไปลงท้ายที่อาจารย์ ผมประสาทเสียไปก่อนโดยที่ไม่เคยได้คิดว่าความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมานั่งกังวลสักนิด เพราะสุดท้ายความจริงบางอย่างก็สำคัญยิ่งกว่า
แอชลีย์อาจมีฐานะเป็นบุคคลควรเคารพสำหรับนักศึกษาหรืออาจารย์คนอื่นในคณะ แต่ถ้าหากเป็นนอกคณะ หรือแม้เพียงรัศมีวงแคบนอกมหาลัย เขาก็ไม่ใช่อาจารย์อีก ไม่มีใครรู้หรอกว่าฝรั่งตัวผอมๆ หน้าตาเนิร์ดๆคนนี้เป็นอาจารย์ หรือถึงจะเดาได้ว่าเขาเป็นอาจารย์จากการแต่งตัว นั้นก็ไม่ได้ทำให้นักศึกษาทุกคนต้องแสดงความเคารพเขาแต่อย่างไร
ผู้คนที่เดินเข้าออกมหาวิทยาลัยต่างไม่มีใครสนใจกันแหละกัน การเรียนในระดับอุดมศึกษากว้างใหญ่และหลากหลายเกินกว่าที่จะสร้างความผูกผันหรือระบบอาวุโสระหว่างศิษย์กับอาจารย์ มหาวิทยาลัยไม่มีอาจารย์มาคอยจ้ำจี้จ้ำไชให้นักศึกษาตั้งใจเรียนหรือต้องเข้าเรียนเหมือนโรงเรียน และดูเหมือนช่องว่างระหว่าง 'ผู้สอน' กับ 'ผู้เรียน' จะแยกออกจากกันโดยชัดเจน
แต่ทั้งนี้ผมก็ไม่ได้เห็นว่าความห่างเหินระหว่างอาจารย์กับนักศึกษาจะเป็นเรื่องน่าประณามแต่อย่างไร คนทุกคนล้วนมีหน้าที่เป็นของตัวเอง อาจารย์มีหน้าที่ของอาจารย์ นักศึกษามีหน้าที่ของนักศึกษา ความสัมพันธ์ของทั้งฝ่ายคือความสัมพันธ์ผ่านหน้าที่ ไม่ใช่ความสัมพันธ์จากความกลัวหรือการเคารพยำเกรงอย่างที่สั่งสมกันมาตลอดตั้งแต่อนุบาล และถ้าหากคือการศึกษาในมหาวิทยาลัยคือเรียกร้องความเป็นผู้ใหญ่และการทำงานแบบมืออาชีพ การกดให้มนุษย์ผู้สมบูรณ์ด้วยอิสรภาพต้องอยู่ภายใต้กรอบ ระเบียบ รวมถึงกฎเกณฑ์ไร้สาระก็ดูเป็นเรื่องน่าขันและพิลึกพิลั่นชอบกล ผมไม่สนใจเรื่องอื่นอีกแล้ว แอชลีย์กับผมก็เป็นแค่คนคนนึงที่มีสิทธิเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ เหตุผมที่ผมยกอยู่ไม่ใช่การเข้าข้างตัวเองให้ทุกอย่างดูเข้าที่เข้าทาง ถ้าใครจะคิดแบบนั้นก็เชิญ แต่อยากให้รู้ไว้ว่า ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนอื่นนักหรอกนะ
ถ้าดูจากสถานที่ที่ผมมักพบตัวแอชลีย์หรือไปกับเขาอยู่บ่อยหน ไม่ว่าจะเป็น ร้านหนังสือ ห้องสมุด และร้านอาหารข้างมหาลัย หรือจากหัวข้อที่เขาใช้เริ่มบทสนทนากับคนอื่น ผมก็พออนุมานได้ว่าแอชลีย์คงไม่มีกิจวัตรประจำอื่นเลยนอกจากการกินและการอ่านหนังสือ แล้วนั่นก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเขาไม่น่ามีเวลาเพียงพอให้กับการทำงานประจำหรือการนอนสักนิด แต่ที่น่าประหลาดยิ่งกว่าคือการที่น้าเพ็ญของผมกลับให้ความเห็นตรงกันข้าม
มิสเตอร์แกรนท์นี่ไม่ใช่เล่นๆ เลยนะ เธอมักพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม ตรวจงานเสร็จเร็วอย่างไร้ที่ติ พอประชุมทีไรก็หักหน้าพวกอาจารย์แก่ๆ ได้ทุกที ผมว่าผมได้ยินเสียงหัวเราะ หิหิ อย่างสะใจของน้าเพ็ญด้วย ขนาด อ. ขวัญมณี ที่ไม่เคยฟังใครยังเงียบๆ พยักหน้าอย่างเดียว ไม่วีนอย่างเคยเลยล่ะ ผมรู้ว่าสาเหตุที่จะทำใครสักคนยอมศิโรราบต่อแอชลีย์คงมีเพียงสองเหตุ หนึ่ง รำคาญจนพูดไม่ออกอย่างผม สอง ประทับใจจนเชื่อตาม ทั้งนี้เพราะแอชลีย์มีวิธีรับมือกับคนหัวเก่าหรือ คนที่ฉลาดน้อยกว่าเขา (ซึ่งมีอยู่เยอะ) ได้อย่างน่าประทับใจ เขาคงใช้ความพยายามเพียงแค่เล็กน้อยเพื่อยิ้มและใส่คำหรูๆลงไปเวลาพูด แต่มันก็พอแล้วสำหรับการตะครุบเหยื่อ ถ้าเขาไปเกิดในยุโรปช่วงสงครามโลกครั้งที่สองล่ะก็ ผมว่าเขาคงเป็นฮิตเลอร์หรือมุสโสลินีที่ดีได้แน่ๆ แถมคงได้ตายในสภาพที่ดีกว่าสองคนนั้น
โอ๊ย อะไรจะเพอร์เฟ็ค ถ้าบอกว่าเป็นเจ้าชายมาจากไหนนี่เชื่อนะเนี่ย! น้าสาวของผมก็แค่บรรยายให้โอเวอร์ตามประสาหญิงช่างฝันแต่ผมก็ต้องยอมรับว่าคำพูดของเธอมีมูลความจริงอยู่มิใช่น้อย ทุกๆ คนอิจฉาแอชลีย์ที่เขาไม่เคยทำอะไรผิดพลาดให้เห็น ไม่เคยแสดงอะไรที่ทำให้คนชิงชังหรือหาคำติไหนมาใช้กับเขาได้ ทุกมองมองดูเขาเป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบ ทั้งที่จริงแล้วมันเป็นแค่สภาพที่คล้ายสมบูรณ์แบบเท่านั้น ... ก็แค่..... สิ่งที่เลียนแบบมาจากความสมบูรณ์แบบ
โลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบได้หรอก เพราะยิ่งใครสักคนมีครบทุกอย่างเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่าคิดว่าเหตุใดเขาถึงไม่ยอมปล่อยแม้เศษของความผิดพลาดให้ปรากฏ ความสมบูรณ์แบบจึงเต็มไปด้วยความกลัว..ความอ่อนแอ..ความว่างเปล่า ชนิดที่อาจจะโหดร้ายเกินพรรณนา โหดร้ายพอที่จะทำให้คนบางคนยอมทำทุกอย่างเพื่อปีนลงมาจากความสูงส่งที่ทุกคนไขว่คว้า
แต่ถ้าเป็นแกรนท์.. แอชลีย์..ล่ะ? เขาอาจจะเป็นคนประเภทนั้นก็ได้ คนที่มีความสุขดีกับการที่ได้อยู่เหนือทุกคนแล้วมองลงข้างล่างด้วยสายตาหยามเหยียด สนุกสนานกับภาพของฝันร้ายและกองขยะ หัวเราะเมื่อใครสักคนต้องเจอหายนะที่เขาคาดการไว้ล่วงหน้า และหากเป็นไปได้ แทนที่ความสมบูรณ์แบบจะลงมือทำร้ายเขาเพียงคนเดียว เขาคงใช้มันทำลายคนอื่นเป็นการแก้แค้นด้วย เพราะว่า.....สายตาที่เหมือนเกลียดชังคนทั้งโลกในรูป? เพราะมันคือสิ่งที่วิษณุอยากเป็น..
ไม่! หยุด! ทำไมผมจะต้องไปคิดว่าแอชลีย์จะเป็นอะไรแบบนั้นด้วย? ผมควร ผมน่า และ ผมต้อง! เลิกคิดว่าเขามีปมจากแค่หลักฐานกระปิดกระปรอยสักที ใครๆ ก็เกลียดโลกนี้ได้ทั้งนั้นแหละ! แล้วการที่แอชลีย์ทำสายตาแบบนั้นก็ไม่ได้ความว่าเขาจะต้องรู้สึกแบบนั้นจริงๆสักหน่อย แถมสุดท้ายแล้วสิ่งที่แลดูเป็นเบาะแสทั้งรูปถ่าย ข้อความในสมุดบันทึก และแผลเป็นบนมือของแอชลีย์ก็ไม่ได้ทำผมมองเขาต่างจากที่แล้วมาเลย เขาก็ยังเป็นคนต่างชาติที่น่ารังเกียจแถมฉลาดจนน่ากลัว ไม่เห็นจะดูแคร์หรือให้ความสำคัญต่ออดีตตัวเอง ถ้าเจ้าตัวไม่ใส่ใจ คนนอกอย่างผมจะไปมัวนั่งคิดมากอยู่ก็ดูใช่ที
แล้วทำไมผมถึงยังคิดถึงเรื่องนั้นอยู่ล่ะ?
เหตุผลผมยังมัวคิดถึงอดีตของแอชลีย์อยู่น่ะหรือ?
....คงมีเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้ความคิดของผมหลงทางคือ... นางฟ้าปีกสีดำตนนั้น...
แพนดอร่าเป็นผู้หญิงที่สวยจริงๆ จนถึงตอนนี้ ผมก็ไม่อาจลืมเธอได้ เธอคงเป็นความงามในอุดมคติของผม เป็นของมีค่าที่ผมไม่อาจะแตะต้อง ผมคงชอบและหลงใหลเธอมาก แต่ผมไม่อยากรู้จักเธอ ไม่จำเป็นเลยที่ผมต้องรู้ว่าเธอเป็นใคร ผมไม่อยากถามว่าเธอชื่ออะไร มาจากไหน เธอชอบหรือเกลียดอะไร ผมมองเธอเหมือนงานศิลปะ คิดถึงเธอเมื่อเวลาที่ความสวยงามทุกอย่างบนโลกหมดไป ใช้เธอเป็นแบบร่างเมื่อต้องพรรณนาถึงหญิงงามสักคน แต่เธอก็เป็นได้แค่นั้น..เป็นแค่รูปถ่าย..ผมไม่ได้รักเธอเลย เพราะคนที่เก็บรูปของเธอไว้คงรักเธอมากว่าที่ผมจะรักได้แน่นอน แต่ผมก็แอบเสียใจแทนเธอนิดๆ เพราะเขาคนนั้นช่างดูเฉยเมยกับความทรงจำของตัวเองเหลือเกิน
แผนการหลังเลิกเรียนวันนี้ของผมเป็นไปอย่างสวยหรู รีบกลับบ้าน ไม่อู้ ไม่เที่ยวกับปินกับบอลเด็ดขาด ถึงบ้านอาบน้ำเพราะทนไม่ไหวกับความโสโครกของตัวเอง อ่านหนังสือพอประมาณ อาบน้ำอีกรอบเพราะร้อนอีกแล้ว จากนั้นก็นอนคลุมโปง พร้อมด้วยสายลมเย็นช่ำจากแอร์ที่น้าเพ็ญเพิ่งติดให้ หลับ ฝันดี ตื่นเช้าอย่างสดใส! ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแพลน ทุกสิ่งคงจะดีเยี่ยม เย็นฤดูร้อนของผมคงจะสดใสไปอีกวัน
แต่..... ขณะนี้เวลา 21 นาฬิกา...... สามชั่วโมงแล้วที่ผมยังนั่งงมโข่งอยู่กับหนังสือความรู้กฎหมายเบื้องต้น พยายามแยกความแตกต่างระหว่าง การสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรม กับ การสำคัญผิดในคุณสมบัติซึ่งโดยปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญของนิติกรรม และ ประมาท ประมาทเลินเล่อ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผมไม่เห็นว่ามันจะแตกต่างกันตรงไหนเลย! สวรรค์โปรดแล้วที่ผมไม่ติดนิติ! ใครก็ได้ช่วยอธิบายระบบการทำงานในสมองของพวกเด็กนิติให้วิญญูชนอย่างผมเข้าใจทีเถอะ ผมเคยสาบานเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าผมจะไม่ข้องแวะกับนิติศาสตร์เด็ดขาดถึงพ่อแม่จะอยากให้ผมเรียนแค่ไหนก็ตาม แต่มันก็สาบานไปเท่านั้นแหละนะ ที่เขาว่าเกลียดอะไรจะเจออย่างนั้นก็คงจริง นี่ถ้าผมหาวิชาเลือกอื่นมาลงล็อคเวลา แล้วก็ไม่โชคดีที่มีเบลเรียนเป็นเพื่อนด้วยนะ อย่าหวังว่าผมจะลงเลยเหอะ
ตาผมเหลือบมองหนังสือ This side of Paradise ที่อ่านไปได้ไม่ถึงร้อยหน้า พร้อมๆกับที่ความคิดคำนึงถึงบางอย่างที่แล่นไหล ผมควรยอมรับกับตัวเองสักทีว่าเบลคือเพื่อนคนเดียวในกลุ่มที่ผมพูดด้วยรู้เรื่อง หรืออย่างน้อยก็ฟังผมรู้เรื่องที่สุด เธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นคนแรกในชีวิตของผมที่รู้ว่านายผี หรือริชาร์ด แวกเนอร์ คือใครโดยที่ยังไม่เคยเรียนมาก่อน ความรู้รอบตัวที่เธอมีอาจเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับใครหลายคนซึ่งไม่เคยจะสนใจฟังเรื่องนอกตำราที่เธอชอบพูด แต่สำหรับผมแล้วสิ่งที่เธอรู้นั้นคือขุมทรัพย์แสนวิเศษ เป็นหนังสือสารานุกรมที่มีเรื่องราวใหม่ๆให้ค้นหาอยู่เสมอ เธอชาญฉลาดไม่แพ้แอชลีย์ จะต่างกันคนละขั้วก็ตรงที่เธอไม่ดื้อดึงและมีเหตุผลที่ไม่สุดโต่งให้น่ารำคาญ แถมเธอยังเคยบอกผมว่าเธอเป็นพวกช่างฝันไปวันๆ ด้วยซ้ำ ผมอยากตะโกนให้คนทั้งโลกรู้ว่าผมดีใจแค่ไหนที่ในที่สุดก็มีคนแบบเบลผ่านเข้ามาในชีวิตสักที แต่...พอเอาเข้าจริงๆแล้ว.. ผมกลับยิ้มได้ไม่เต็มร้อยเหมือนที่คิดไว้เลย
เพราะว่าเบลไม่ใช่คนที่แค่ผ่านมาแล้วก็แค่ผ่านไปเฉยๆ ไม่ใช่เพื่อนที่ต้องมีเพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนคนอื่น ผมรู้ว่าเธอเป็นอะไรที่มากกว่านั้น แล้วมันทำให้ผมลำบากใจเหลือเกิน
ถ้าเป็นคนอื่น ผมจะไม่รู้สึกอะไรเลยถึงผมจะรู้จักเขาแค่ผิวเผิน หรือใครจริงใจกับผมมากเท่าไหนก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร ผมสามารถพูดถึงคนที่ผมรู้จักแค่เปลือกนอกได้อย่างไม่รู้สึกผิด พูดได้ว่าเขาเป็นคนยังไง ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มีนิสัยเสียตรงไหน แต่ถ้าเป็นเบล สหายแสนดีของผม ไม่มีสักวินาทีที่จะผมปฏิบัติกับเธอแบบนั้น ผมต้องพะวงอยู่เสมอเธอว่าเธออาจจะรังเกียจแม้เพียงเศษเสี้ยวรอยด่างในตัวผม เวลาที่ผมอยากคิดถึงเรื่องของเธอให้มากกว่าที่ผมคิดอยู่ เรื่องที่เตรียมในหัวไว้ก็กลับเหือดหายไปหมด ทั้งๆที่ผม อยากรู้จักเธอมากยิ่งกว่าอะไรเสียอีก
ในระหว่างที่ความคิดของผมกำลังเหม่อลอยไปสุดขอบจักรวาล จู่ๆ เสียงแตรรถแสบแก้วหูก็ดังขึ้นจนผมทำปากกาหลุดมือ ผมชะโงกหน้าไปมองนอกหน้าต่าง ไฟหน้ารถน้าเพ็ญฉายรูปเป็นกรวยฝุ่นอยู่หน้าประตูบ้าน ทำไมไม่ลงมาเปิดเองวะ? ผมไม่พอใจเล็กน้อยที่น้าเพ็ญทำให้สมาธิผมแตกกระจาย แต่ในที่สุดก็จำใจเดินอาดๆ ลงไปเปิดประตูบ้านแล้วทำตัวเป็นรปภที่ดีด้วยการโบกรถให้ เหตุก็เพราะผมไม่อยากเห็นน้าเพ็ญถอยหลังไปชนกระถางต้นไม้อีกเป็นครั้งที่.. เอ่อ.. ผมจำไม่ได้แล้วล่ะ
น้าเพ็ญก้าวลงมาจากรถด้วยท่าทางที่อ่อนล้า ถอนหายใจแล้วรวบผมทัดหู เธอเหมือนกับคนทำงานในเมืองใหญ่ทั่วโลกที่ต้องเผชิญหน้ากับศึกหนักทั้งการทำงานและการจราจรมาทั้งวัน ตกเย็นก็กลับมาบ้านอย่างหมดสภาพ มีเวลาพักกินข้าวหรือสันทนาการเพียงไมกี่ชั่วโมงก็ต้องกลับไปนอน ตื่นก่อนสว่างเพื่อนเตรียมตัวห้ำหั่นกับความวุ่นวายและความบ้าคลั่งที่ไม่มีทางให้เลี้ยวกลับ
ทำไมกลับช้าจัง? ผมเดินเข้าไปถือกระเป๋าที่ใหญ่เกือบเท่าตัวน้าเพ็ญเพื่อไม่ให้เธอล่มลงไปจริงๆ
อ้อ.. คุณน้าของผมถอดรองเท้าส้นสูงแล้วโยนมันไปที่ริมตู้อย่างสะเปะสะปะ ไปทำธุระกับป้อมมา ธุระ...ฟังดูเป็นงานเป็นการไม่ใช่เล่น เชื่อผมเถอะ น้าเพ็ญไม่ได้ไปธุระมาจริงๆหรอก เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่น้าเพ็ญหาคำเลี่ยงมาใช้กับสถานการณ์ที่มีคนชื่อ ป้อม อยู่
ป้อมหรืออาจารย์ป้อมที่น้าเพ็ญพูดถึงเป็นอาจารย์ภาควิศวะคอมซึ่งเป็นเพื่อนกับแกมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่ลำปาง สองคนนี้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนตอนเรียน ม.ปลาย แต่ความรู้สึกผูกพันในสายเลือดของคนบ้านเดียวกันเชื่อมให้ทั้งสองกลายเป็นปาท่องโก๋วิทย์ศิลป์ในที่ทำงานได้อย่างรวดเร็ว น้าเพ็ญชอบพูดถึงอาจารย์ป้อมด้วยน้ำเสียงชื่นชม ปลาบปลื้ม หลงใหล หรืออะไรก็ตามที่เป็นไปในเชิงบวก แต่พอมีคนถามว่าตกลงน้าเพ็ญเป็นแฟนกับอาจารย์ป้อมหรือเปล่า เธอก็จะรีบปฏิเสธอย่างกินปูนร้อนท้องว่า ไม่ ไม่ใช่แฟน แค่เพื่อน! ถ้าไปเที่ยวไหนด้วยกันก็จะอ้างว่า ไม่ใช่! ไปธุระ! ถ้าถามว่าชอบหรือเปล่าก็จะแก้ตัวว่า ชอบแบบเพื่อน แค่เพื่อนน่ะ! น้าเพ็ญทำให้ผมนึกถึงพวกดาราสาวที่ชอบปฏิเสธเรื่องข่าวคบกับเพื่อนร่วมวงการขึ้นมาตะหงิดๆ ผมไม่เข้าใจผู้หญิงเลยจริงๆ เวลาที่เธอออกมาประกาศเธอชอบใครมากๆ นั่นคงหมายถึงเธอไม่ได้จริงจังกับผู้ชายคนนั้นสักนิด กลับกัน ถ้าหากเธอบ่นอุบอิบว่าเธอเฉยๆ กับผู้ชายคนนั้นหรือไม่ได้เกี่ยวพันอะไรกับเขาแม้จะติดกันเป็นตังเม นั่นกลับหมายถึงว่าเธอคลั่งไคล้เขาอย่างรุนแรง ผมรู้ว่าธรรมชาติทรงเสน่ห์ของผู้หญิงเอเชียคือความกระด้างอายพอเป็นพิธี แต่เธอเคยคิดหรือเคยรู้บางหรือเปล่าว่าผู้ชายน่ะทรมานกับการรอคำตอบขนาดไหน?
ไปหยิบของหลังรถให้หน่อย น้าเพ็ญออกคำสั่งแล้วปรี่เข้าบ้านโดยที่ไม่หันมามองผมด้วยซ้ำ ถือดีๆ นะอย่าให้ตก เสียงกำชับดังมาจากในบ้าน ท่าทีเฉยชาแบบนี้มันอะไรกัน? ทะเลาะกับอาจารย์อาวุโสที่คณะมาหรือโดนนักศึกษากวนตีนมา อย่าบอกนะว่ามีเรื่องกับอาจารย์ป้อมมา ขอภาวนาว่าอย่าให้เป็นแบบนั้นเลย การที่ต้องอยู่ใต้ชายคาเดียวกับคนที่กำลังเฮิร์ทเพราะความรัก มันก็เหมือนอยู่ในโรงบาลบ้าชัดๆ
ถุงพลาสติกทึบแสงใบใหญ่ที่มัดปากถุงแน่นสนิทวางอยู่กลางเบาะหลังเมื่อผมเปิดประตูรถออก ผมอุ้มถุงออกมาตามแนวกล่องข้างในเพราะเหมาะมือกว่าจับที่หูหิ้ว ทำไมน้าเพ็ญถึงให้ผมถือดีๆล่ะ? กล่องเค้กคงไม่ได้หนักแบบนี้แน่ แต่ถ้าให้เป็นพวกกล่องเครื่องใช้ไฟฟ้าก็คงเบาเกินไป อุปกรณ์ออกกำลังกาย เครื่องครัว หรือกล่องเอกสาร? แต่ว่าถ้างั้นก็ไม่เห็นต้องใส่ถุงมิดชิดแบบนี้ก็ได้นี่นา กระเป๋าหลุยส์ปลอม? เป็นไปได้สูงทีเดียว เรื่องแบบนี้น้าเพ็ญล่ะถนัดนัก ผมคิดไปพลางหอบกล่องเข้าบ้าน เสร็จแล้วก็วางลงบนโต๊ะรับแขก น้าเพ็ญกำลังนั่งถอดถุงน่องบนโซฟาอยู่พอดี
แกะสิ จู่ๆ สีหน้าที่เฉยเมยของแกก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอบอุ่นที่ปัจจุบันทันด่วนชวนขนลุก
อะไรอ่ะ? น้าเพ็ญต้องมีอะไรมาเซอร์ไพรซ์ผมแน่ๆ แต่ผมก็ยังเลือกที่จะเฉยเมยไว้ก่อนดีกว่า
ของตัวเองอ่ะแหละ
ถึงจะรู้ว่าเป็นเรื่องเซอร์ไพรซ์ แต่ใครมันจะคิดเข้าข้างตัวเองล่ะ? ถ้าในถุงเป็นกล่องการ์ดเชิญงานแต่งเพ็ญนภาเลิฟศักดาล่ะก็ ผมจะไม่แปลกใจเลยแถมจะถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายด้วยซ้ำ ผมหันไปมองน้าเพ็ญ อยากจะถามเธอว่ามันอะไรกันแน่ แต่สีหน้าของเธอที่เหมือนเร่งผมให้แกะถุงให้ไว้ที่สุดก็สั่งให้ผมแกะถุงอย่างไม่มีทางเลือกนัก ถ่าม ถ้าม ถ่าม ถ่าม ผมต้องเตรียมฮัมเพลงแต่งงานไว้ในใจ ขอแสดงความยินดีด้วยครับน้าเพ็ญ คิดคำอวยพรซึ้งๆงามๆไว้เพราะของที่อยู่ข้างในมันคงหนีไม่พ้นอะไรแบบนี้หรอก แบบนี้ แบบนี้เหรอ...
แบบนี้...? แบบที่มีตัวอักษรย่อเอชพีและโลโก้ของอินเทลอินไซด์อยู่บนกล่องแบบนี้?
โน้ตบุ๊ค? ผมยังงงงันเลยแค่พึมพำเบาๆ ได้แต่เอามือวางไว้ที่กล่องคอมตรงหน้า กำลังไม่แน่ใจว่าตัวฝันไปหรือเปล่า ผมเคยบอกพ่อแม่อยากได้โน้ตบุ๊คมาตั้งแต่เพิ่งเข้ามหาลัย แต่ก็เลิกหวังไปนานแล้วเพราะไม่เคยมีวี่แววว่าแกจะซื้อให้ผมสักที แล้วไอ้กล่องคอมนี่มาทำอะไรอยู่ตรงนี้? ไม่ใช่ของผมแน่ๆ น้าเพ็ญไม่ได้ซื้อมาให้ผมหรอก คงเป็นคอมที่อาจารย์ป้อมซื้อให้นั่นแหละ น้าเพ็ญคงอยากให้ผมใช้ด้วยเลยเอามาให้ดูเล่นๆ แต่เมื่อกี๊น้าเพ็ญบอกเองนี่ว่าของตัวเองนั้นแหละ เพราะงั้นมันก็คงต้องเป็นของ..
เออ แม่เขาบอกให้ซื้อให้รามน่ะ ถึงน้าเพ็ญจะยืนยันแล้วว่าโน้ตบุ๊คเครื่องนี้เป็นของผมจริงๆ แต่ผมก็ยังดึงดันไม่ยอมเชื่ออยู่ดี งี่เง่าที่สุดเลย จะทำตัวเป็นเด็กไปถึงไหน? แต่ลองคิดดูอีกทีสิ ตอนนี้ไม่มีเหตุอะไรเลยที่จู่ๆพ่อแม่จะมาซื้อโน้ตบุ๊คให้ผม เกรดก็ยังไม่ออก ผมก็จำไม่ได้ซะด้วยว่าพ่อแม่ซื้อหวยครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แล้วผมจะให้ผมเชื่อตั้งแต่แรกเห็นเหรอว่าผมได้โน้ตบุ๊คมาจริงๆ?
แต่เกรดยังไม่ออกเลยนะ และมันคงจะออกปีหน้า
ก็รามตั้งใจเรียนนี่ พรุ่งนี้ก็โทรไปขอบคุณแม่ซะนะ ตอนเจอป้อมที่มหาลัยก็ขอบคุณเขาด้วย เขาอุตส่าห์ช่วยเลือกรุ่นดีๆ ให้ น้าดูเองไม่เป็นหรอก กว่าจะซื้อได้ก็ต้องรอลงโปรแกรมนานเลย
แม่ซื้อโน้ตบุ๊คเพื่อเห็นแก่ที่ผมตั้งเรียนมาตลอดใช่ไหม? เหอะ.. ก็มีแค่นี้เองเหรอ? ตั้งใจเรียน.... คนแบบผมก็ทำได้แค่นี้ล่ะนะ วิษณุ พลหล้า สามารถทำให้พ่อแม่และตัวเองมีความสุขด้วยตั้งใจเรียนเพื่อเรียนให้เก่งเท่านั้น หาความสุขให้ชีวิตด้วยการทิ้งทุกสิ่งที่อยากทำเพื่ออ่านหนังสือ เวลาเหนื่อยล้าเจียนตายก็คอยฟังปลอบว่า ขยันเรียนไว้ โตขึ้นจะได้ทำงานสบายๆ พอเห็นผลสอบเป็นที่น่าพอใจ ก็ดีใจกับตัวเองสองสามวินาที ดีใจเหมือนกับตัวเองได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลก เป็นอัจฉริยะ เป็นที่หนึ่ง อยากได้อะไรก็ใช้เกรดเป็นคูปองแลกรางวัล พอใจจากตรงนี้ก็เปลี่ยนไปไขว่คว้าอย่างอื่นไม่มีที่สิ้นสุดเท่านั้น
ชีวิตที่ไร้วงจรอุบาทว์ของความทะเยอทะยานแบบนี้คงเป็นชีวิตในอุดมคติและเปี่ยมด้วยอุดมการณ์ แต่ความเพ้อฝันของพวกคนที่มีทุกอย่างจะมีค่าอะไรกับชีวิตคนสามัญที่ไม่มีวันเติมเต็มเช่นผม ถ้าให้ผมทิ้งความทะเยอทะยานไป ชีวิตของผมคงไม่เหลือแม้แต่เศษธุลี ผมคงหาความสุขไม่ได้เลย ไม่มีค่าพอจะเป็นมนุษย์ต่อไป
แล้วจะทำไมล่ะ? ตอนนี้ผมได้สิ่งที่อยากได้มาอย่างหนึ่งแล้ว ผมไม่มีเวลามากัดไอ้ตัวอุดมการณ์นั่นกินหรอก อะไรที่ผ่านมาก็คว้ามันไว้ซะ ไม่ต้องไปสนใจว่าได้มันมาโดยวิธีอะไร ไม่ต้องไปใส่ใจด้วยซ้ำว่ามันจะจอมปลอมหรือเสแสร้ง เพราะอย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าว่างเปล่าจนขาวโพลนไปหมด
โถ่.. หาเรื่องไปเที่ยวจนกลับช้าก็บอกมา พลังแห่งโน้ตบุ๊คเล่นงานผมจนหน้าบาน ดีใจถึงขั้นเหิมเกริมจี้จุดอ่อนน้าเพ็ญโดยไม่ได้ยั้งคิด
เดี๋ยวเถอะนะ ซื้อมาให้ก็ดีแล้ว จะเอาหรือไม่เอา! ไม่เอาฉันเอาไปใช้เองนะ! น้าเพ็ญตวาด พร้อมกับทุ้มหมอนอิงใส่ผม แต่สีหน้าของเธอไม่ได้โกรธเกรี้ยวไปตามน้ำเสียงเลย แถมผิวแก้มของเธอก็เริ่มหลายเป็นสีแดงอ่อนๆ ด้วย
อ่ะ..เอาครับ ผมตอบเสียงอ่อยแต่ก็เริ่มแสดงความเจ้าเข้าเจ้าของโน้ตบุ๊คขึ้นมาบ้างแล้ว
รามต่อสายอะไรเองเป็นใช่มะ เดี๋ยวน้าไปอาบน้ำนอนแล้วนะ น้าเพ็ญหาววอดใหญ่ เบื่อ.. เงินก็เดือนน้อย จบแล้วอย่ามาทำงานเป็นอาจารย์มหาลัยนี้นะ เธอเตือนเรื่องที่ผมตะหนักดีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันและคงปฏิบัติตามโดยไม่บิดพลิ้ว หญิงสาวกวัดมือไม้บิดขี้เกียจไปบนอากาศ ค่อยๆลุกอย่างเชื่องช้า เดินอย่างงุ่นง่านแล้วหายขึ้นชั้นบนไป ห้องรับแขกเงียบสงัด เหลือแค่ผมกับกล่องคอมสองต่อสอง
เอาล่ะ.. ผมกระชากเครื่องคอมออกจากกล่อง ตัวเครื่องสีเทาขุ่นทำให้ผมหลงรักมันเข้าเต็มเปา เยี่ยมมาก.. ประคองคอมขึ้นมา เยสส.. มุ่งหน้าไปสู่ห้องคอม วู้วว.. เปิดประตู! เปิดไฟ! เปิดม่าน! ถึงเวลาพิสูจน์ความมหัศจรรย์ของอารยะธรรมแห่งลุ่มแม่น้ำซิลิคอนวัลเลย์แล้ว!
คอมพิวเตอร์เครื่องเขื่องวางอยู่บนโต๊ะกลางกองฝุ่นและกองเอกสารในห้อง ผมเรียกสมองกลรุ่นบุโรทั่งเครื่องนี้ว่าเฮเลน เพราะเธอเต็มไปด้วยม้าโทรจันตัวร้ายที่ต่อให้ใช้แอนตี้ไวรัสรุ่นล่าสุดของแมคอาฟี่ก็คงไม่มีกำจัดให้หายขาดได้ นี่ยังไม่รวมถึงไวรัส วอร์ม สปายแวร์ มัลแวร์และเหล่าขยะเครื่องจักรที่ทำให้ให้ผมโดนเพื่อนเอ็ดมานักต่อนักเมื่อแผ่นดิสก์ของผมทำให้เครื่องของมันติดไวรัส เฮเลนเป็นหญิงแก่ผู้ทำงานอย่างเชื่องช้าและไม่สามารถจัดการโปรแกรมพร้อมกันได้มากกว่าสามงาน ฮาร์ดดิสของเธอเป็นอัมพฤกษ์ เมโมรี่ของเธอเป็นอัลไซเมอร์ สุขภาพของเธอทรุดโทรมเกินเยียวยา ถึงเวลาแล้วที่เฮเลนจะต้องกลับไปพักปลดระวางในห้องเก็บของอย่างสงบ เปิดโอกาสให้คอมพิวเตอร์รุ่นหลานมาทำงานแทนเสียที
ไม่นานนักเฮเลนมานอนนิ่งอยู่บนพื้นข้างที่อยู่เดิมของเธอ ผมเคลียร์พื้นที่บนโต๊ะอย่างลวกๆ แล้ววางโน้ตบุ๊คเครื่องใหม่อย่างบรรจงเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน จากนั้นก็จัดแจงต่อสายเน็ต ต่อปลั๊ก กดสวิชต์ไฟ ทุกอย่างอยู่ในสภาพสมบูรณ์เหลือเพียงการเปิดเครื่องซึ่งผมทำต่ออย่างรวดเร็วในวินาทีต่อมา
โอ้.. สปีดการบูทเครื่องที่เร็วกว่าเฮเลนเป็น 10 เท่าของเจ้าสมุดโน้ตทำให้ผมอดทำเสียงตื่นเต้นไม่ได้ โลโก้วินโดว์ เอ็กซ์พีก็ลอยเด่นขึ้นมาจากหน้าจอสีดำ แค่เพียงครู่เดียวเท่านั้นของเล่นชิ้นใหม่ของผมก็พร้อมใช้งาน และวิษณุ พลหล้าคนนี้ก็รู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของบิล เกตขึ้นมาอย่างจับใจ
แผนการบ้านหรือการทบทวนหนังสือที่ผมว่าจะทำตอนกลางคืนเป็นอันต้องพับไป เพราะมีงานที่สำคัญกว่าคือการเช็คคอมใหม่ ที่สุดท้ายมันก็เป็นแค่การหาเรื่องเล่นเน็ตและการลองเล่นเกมปัญญาอ่อนที่แถมมากับเครื่องเท่านั้นเอง
สมองของผมคิดแผนชั่วร้ายออกมาได้ในที่สุด ผมพยายามจินตนาการว่าคอมเครื่องนี้คือคอมหลุดจำนำสภาพเน่าเฟะแล้วผมก็เป็นผู้ตรวจสอบคอมพิวเตอร์ของกระทรวงไอซีทีที่ต้องทำการทดสอบสเป็คของคอมเครื่องนี้ตามระเบียบราชการ ทำไมต้องตามระเบียบราชการน่ะเหรอ? ก็เพราะมันต้องใช้เวลาเนิ่นนานและทำอย่างชักช้าโคตรๆเลยน่ะสิ ผมใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ กับการนั่งเปิดปิดไมโครซอฟออฟฟิศเหมือนคนบ้า ลองฟังเพลงในวินโดว์มีเดียเพล์เยอร์ทั้งๆที่มีเพลงแซมเปิ้ลแค่เพลงเดียว ผมแทบจะเปิดทุกโปรแกรมที่มีอยู่ในเครื่องเพื่อพิสูจน์กับตัวเองว่าผมบ้าเห่อแค่ไหน เป้าหมายสุดท้ายของการสำรวจของผมอยู่ที่โปรแกรม แล้วผมก็รู้ว่าคืนนี้ผมคงต้องพักอยู่ที่นี้ให้นานสักหน่อย
ตุ๊กตารูปคนตัวสีเขียวฟ้าหมุนตะบันหน้าใส่กันเป็นสัญญาณเมื่อผมกดล็อคอิน คอนแทคลิสต์โล่งๆของผมกับชื่อดิสเพลย์เก่ากึกที่ไม่เคยเปลี่ยนยังอยู่เหมือนเดิม เพียงครู่เดียว ใครคนนึงก็พิมพ์ทักโดยไม่ให้เวลาผมดูว่าใครออนบ้าง
[NINZ] Its going to be summer hours! ดวงตะวันและการสอบกำลังจะมา == t says:
ดี พีท
The lark's on the wing;The snail's on the thorn says:
สวัสดี
[NINZ] Its going to be summer hours! ดวงตะวันและการสอบกำลังจะมา == t says:
ไม่ได้ออนนานเลยนะ
The lark's on the wing;The snail's on the thorn says:
อือ
มาถึงตรงนี้ ผมคงต้องเริ่มรายงานสถานการณ์น่างงงวยนี่ให้เข้าใจกันก่อนที่ใครจะสำคัญผิดว่าผมเป็นโรคสองบุคลิกหรือเพิ่งฆาตกรรมสวมรอยเป็นคนชื่อพีทมา เพื่อการอธิบายให้เห็นภาพอย่างละเอียด ผมจะขอเริ่มเท้าความไปนับตั้งแต่วันเกิดของของผมบนโลกไซเบอร์ ซึ่งก็ไม่ใช่ระยะเวลานานเท่าไหร่นัก
ผมเริ่มเล่นเน็ตครั้งแรกตอนผมอยู่ ม.4 ด้วยเหตุผลแค่ว่าผมต้องติดต่อกับเพื่อนเรื่องทำงาน ไม่มีเจตนาที่จะนั่งแชทหรือหาเพื่อนคุยฆ่าเวลาเหมือนที่ใครๆ เขาทำกัน ผมคิดว่าการพบเจอกันที่โรงเรียนทุกวันๆ มันก็เกินพออยู่แล้ว ถ้าจะให้มานั่งคุยกันตอนอยู่ที่บ้านอีกมันก็คงเอียนสุดทานทน ช่วงที่ผมเล่นเน็ตใหม่ๆ ผมไม่รู้เลยว่าอะไรควรทำไม่ควรทำบนเน็ต แล้วก็ลืมนึกไปซะสนิทว่าประชากรส่วนมากที่มีเน็ตใช้ในประเทศนี้ต่างเป็นเยาวชนผู้ไม่เคยมีวุฒิภาวะเพียงพอ วิษณุในวัยอายุ 16 ปี นักเรียนบ้านนอกหัวเกรียนที่แทบไม่เคยแตะคอมมาก่อน ก็โง่เง่าจนไม่ได้คิดว่าการเอาเมล์ของตัวเองแปะตามเว๊บบอร์ดต่างๆ ตามสนองกระทู้จำพวก ใครเล่นเอ็มบ้างขอหน่อย อย่างว่าเป็นภัยอันตรายอันใหญ่หลวง เพราะหลังจากนั้นไม่นานนัก ผมก็ต้องสู้รบปรบมือกับเหล่าๆ ผีเอ็มเอสเอ็น หรือบุคคลอันตรายที่ผมประมวลมาไว้ 2 จำพวก
บุคคลประเภทแรก:คนที่คิดว่าเมล์ทุกเมล์ในโลกมีไว้ให้แอ๊ด
- คนจำพวกนี้มีงานอดิเรกในการเก็บสะสมอีเมล์ในคอนแทคลิสต์ให้มากที่สุดเท่าจะทำได้ โดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าเจ้าของเมล์เป็นใครมาจากไหน ขอให้ขึ้นชื่อว่าเมล์นั้นมี @hotmail.com ก็เป็นพอ พวกเขาไม่มีกิจกรรมอย่างอื่นในเอ็มเอสเอ็นทำนอกจากการแอ๊ด แอ๊ด และ แอ๊ด ทั้งๆ ที่ไม่มีสมองมากพอจะจดจำว่าได้แอ๊ดใครมาแล้วบ้าง เพราะฉะนั้นก็อย่าแปลกใจเลย ถ้าบุคคลประเภทนี้จะทักคนสักคนในลิสต์ว่า ใครอ่ะ? เวลาอารมณ์ครึ้มอยากคุยขึ้นมา
บุคคลประเภทที่สอง:พวกรอพ่อพระมาโปรด
- คนจำพวกนี้ได้อีเมล์เป้าหมายมาจากแหล่งข่าวที่เมคขึ้นมาเองว่า เพื่อนรัก ของเขาดั่งเช่น วิษณุ พลหล้านั้นเป็นผู้ไถ่บาปแห่งศิลปะศาสตร์หรือคณะอะไรก็ตามแต่ที่เรียนอยู่ วิษณุ พลหล้าในจินตนาการของเขาคือรุ่นพี่และทูตกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ผู้แสนประเสริฐ แล้วเขาก็เฟรนด์ลี่เอามากๆเสียด้วย รามจะตอบทุกคำถาม เจ๊าะแจ๊ะอย่างเป็นกันเองกับทุกคนโดยเฉพาะรุ่นน้องผู้หญิง ถ้าใครรู้ช่วยบอกผมทีเถอะ ว่าวิษณุคนนั้นอยู่ที่ไหนบนโลกนี้? ผมก็อยากรู้จักเขาเหมือนกัน จะได้เรียกให้มาช่วยสอนวิธีเข้าสังคมให้ที
การก่อกวนและ ผมเหลือทางตัวเลือกสุดท้ายคือการใช้มาตรการณ์ป้องกันตามสมควรเพื่อสกัดกั้นบุคคลเหล่านี้ แต่ก็ยังไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำถึงขนาดไล่บล็อคทุกเมล์ที่ไม่รู้จัก เพราะผมถือคติว่าถ้ามาดีก็ยินดีจะคุยด้วย แต่ถ้ามาเลวก็อย่ามาอยู่ร่วมโลกไซเบอร์กัน โชคยังดีที่เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยเจอพวกก่อกวนนักเลยได้คุยกับคนอื่นบ่อยๆ แต่ อยู่แล้ว คนอื่น พวกนั้นจะไม่มีวันรู้เลยว่าเขากำลังคุยกับวิษณุ พลหล้าอยู่ แต่จะรู้จักกับชายคนหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า พีท แทน
พีทมีข้อมูลหลายอย่างที่เหมือนกับราม เขาเป็นเด็กศิลป์ศาสตร์เอกอิงค์ พูดน้อย ไม่ออนบ่อย ชอบอ่านหนังสือ แต่กระนั้นก็ยังเรียนได้เกรดไม่ดีนัก พีทบอกทุกคนได้ว่าเขาอยู่โต๊ะอะไร ชอบวิชาอะไร รู้จักใครในคณะบ้าง แต่สุดท้ายแล้วก็จะไม่มีใครตามตัวเขาเจอ ไม่ใช่แค่เพราะมีคนชื่อพีทในมหาลัยเป็นร้อยคน แต่เป็นเพราะพีทไม่มีตัวตนอยู่เลย เขาตายเมื่อสายโทรศัพท์หลุด และเกิดใหม่เมื่อวิษณุบันดาลให้เขามีชีวิต
หลายคนอาจเรียกสิ่งที่ผมทำอยู่ว่าเป็นการเสแสร้งและการทำร้ายความรู้สึกของคู่สนทนาอย่างร้ายกาจ แต่ผมกลับไม่รู้สึกผิดเลยที่ทำแบบนี้เพราะมันก็แค่การป้องกันตัวเองตามสัญชาตญาณ แถมพอเอาเข้าจริงๆแล้ว ใครล่ะจะมามัวเช็คว่าคนที่คุยกันแค่ผ่านๆจะมีตัวตนจริงๆหรือเปล่า
นินเป็นคนหนึ่งซึ่งแอ๊ดเมลผมมาจากที่ไหนสักแห่งซึ่งผมไม่อาจคาดเดาได้ แต่เพราะเขาสุภาพและไม่เคยสร้างปัญหา ผมถึงปล่อยให้เขายังอยู่ในคอนแทคลิสต์มาได้เป็นปี นินบอกข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาทุกอย่าง เขาบอกว่าเขาเรียนบัญชีอยู่มหาลัยเดียวกับผม อายุเท่ากับผม มีงานอดิเรกคือการดูหนังฟังเพลง ถ้าพินิจจากอะไรหลายอย่างประกอบกัน ผมก็ต้องยอมรับว่าข้อมูลของนินมันดูน่าเชื่อถือดีทีเดียว จะมีก็แต่คำสรรพนาม ผม และคำลงท้าย ครับ เท่านั้นล่ะ ที่ต่อให้นินพยายามแค่ไหน เขาก็แสดงได้ไม่แนบเนียนเลย
นินต้องเป็นผู้หญิงแน่ๆ ไม่มีผู้ชายคนไหนจะมามัวพล่ามเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างดารานักร้องให้ผู้ชายอีกคนฟังหรอก หรือถ้าเขาเป็นผู้ชายขึ้นมาจริงๆ เขาก็คงเป็นผู้ชายที่ประพฤติตัวผิดแผกจากเพศสภาพของตัวเองอย่างสุดกู่ ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แถมออกจะเข้าอกเข้าใจด้วยซ้ำ เพราะตัวผมเองก็เอาเวลาที่คนอื่นเขาเล่นบอลกันไปนั่งอ่านหนังสือเหมือนกัน ใครกันแน่ที่เป็นคนกำหนดว่าผู้หญิงต้องทำอะไรบ้าง? พระเจ้าเหรอ? ต้องไม่ใช่แน่.. มันก็พวกมนุษย์เสงเคร็งแบบผมทั้งนั้นแหละ แล้วจะแคร์ไปทำไม?
ถ้าวันนึงคนแปลกหน้าจากสายโทรศัพท์คนนี้มาบอกกับผมว่าเขาเป็นผู้หญิง หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เขาเป็น ผมก็จะไม่โกรธเขาเลย การที่นางสาวนินจะกลายเป็นนายนิน รามสำแดงตัวเป็นพีท ก. บอก ข. เพื่อนทางเน็ตว่าเขายังโสดทั้งๆ ที่ความจริงแต่งงานมีลูกแล้ว ใครจะเป็นอะไรในเน็ตที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตจริงก็เป็นเรื่องแสนธรรมดาและไม่ใช่การหลอกลวงที่ต้องเอามาถือโกรธกัน โลกไซเบอร์สำหรับบางคนคืออีกโลกหนึ่ง เป็นที่รีเซ็ทชีวิต สถานตากอากาศจากความจริง หนทางสุ่โลกแห่งความฝันของผู้ใหญ่ที่ใช้นิทานเด็กไม่ได้ผลอีกแล้ว การสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาอีกคนหนึ่งคือการหลอกลวงที่ไหน? บางทีคนบางคนอาจจะเป็นตัวของตัวเองในความฝันมากกว่าในความจริงก็ได้
อีกอย่าง ถึงนินจะเป็นอะไรหรือรู้สึกยังไงก็ตามแต่ ผมก็คงไม่เก็บเอามาคิดให้รกสมอง เพราะผมก็ไม่ได้รู้จักเขาอยู่แล้ว เดินสวนกันที่มหาลัยคงทักกันไม่ได้ด้วยซ้ำ ไม่เจอกันในเน็ตจะกี่วันเดือนปีหรือตลอดไป คงไม่รู้สึกคิดถึง เพราะไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรกันเลย ถ้าให้ผมมานั่งแคร์กับความรู้สึกของมนุษยชาติผมคงประสาทแดกไปก่อนพอดี
แต่ผมจะอ้างแบบนี้กับตัวเองไปตลอดได้ไหม? ในเมื่อผมก็รู้อยู่แก่ใจว่าไอ้เรื่องรู้จักหรือไม่รู้จักมันใช้ได้แต่กับนินคนเดียว เพราะถ้าเป็นคนอื่นล่ะ? ผมจะพูดว่า คนทุกคนในเน็ตคือคนที่ไม่รู้จัก เลยไม่ต้องใส่ใจ ได้อย่างเต็มปากเต็มคำอีกเหรอ?
องค์ประกอบของการรู้จักคืออะไร? หากการรู้จักกันคือการรู้ชื่อ รู้หน้า รู้พื้นเพ รู้นิสัยเช่นนี้ ตรรกะง่ายๆ ก็คือถ้าไม่รู้ก็ถือว่าไม่รู้จักกัน แต่ถ้าสมมุติว่าผมรู้ทุกอย่างยกเว้นหน้าตาล่ะ? ผมยังจะใช้คำจำกัดความว่า ไม่รู้จัก หรือเปล่า? ยิ่งถ้าผมมีคนที่สำคัญมาก คนสำคัญที่เป็นเพื่อนกับผมได้ แต่คนคนนั้นมีชีวิตอยู่บนเน็ต ผมจะใจร้ายถึงขนาดบอกว่าไม่รู้จักเขา แล้วก็ไม่ใส่ใจความรู้สึกของอีกฝ่ายเลยหรือไง? แบบนั้นมันคงโหดร้ายเกินไป
หรือว่าการรู้จักหมายถึงการรู้ว่าอีกฝ่ายมีตัวตน? ถ้าแปลความหมายตามพจนานุกรมคงไม่ใช่อย่างนั้น แต่ในโลกที่ถูกเทคโนโลยีทำให้เละเทะ ความหมายของ คนแปลกหน้า อาจจะไม่คาบเกี่ยวกับ คนที่ไม่รู้จัก ก็ได้ คนที่อยู่หน้าจอมอร์นิเตอร์ที่ปลายทางคือคนเหมือนกับผม ไม่ใช่โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือระบบตอบรับอัตโนมัติ เขามีตัวตน มีชีวิตจิตใจ สามารถผูกพันหรือสร้างมิตรภาพร่วมกันได้ แม้จะไม่เคยเห็นหน้ากันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ยังไงคำว่าเพื่อนก็สำคัญมากกว่าข้อจำกัดอื่นใดอยู่ดี คงจะดีถ้าผมมีเพื่อนแบบนี้บ้าง มันคงเหมือนกับการล่องเรือสำรวจโลกใหม่ของผมทีเดียว แต่ผมยังเลือกที่จะรักษาระยะห่างไว้ เหมือนกับที่ผมกับทุกคนทำในชีวิตจริง เพราะกลัวว่าความสัมพันธ์เสมือนจริงนี้จะย้อนกลับมาทำร้ายผมทีหลัง
ถ้าผมยังเป็นวิษณุคนเดิม ไม่สามารถหาเพื่อนสนิทเวลาเดินบนดิน แต่คุยกับเพื่อนบนเน็ตได้เหมือนรู้จักกัน ผมอาจมีความสุข แต่สุดท้ายก็คงต้องเจ็บปวดและทรมานกว่าเดิมหลายเท่า เพราะต้องเตือนตัวเองอยู่ทุกวันว่าความฝันไม่สามารถแทนความจริงได้ พรหมลิขิตอาจใช้เวลาเป็นสิบยี่สิบปีถึงจะชักพาให้คนสองคนมาเจอกัน แต่เซิชเอนจิ้นใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น แค่พิมพ์ลงไป ก็ได้เพื่อนใหม่ที่คุยเรื่องเดียวกันอย่างไม่ยากเย็น มิตรภาพบนเน็ตถึงได้หอมหวนจนถอนตัวไม่ขึ้น แต่เมื่อผมตื่นมา ความโดดเดี่ยวก็จะคอยต้อนรับผมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จูงมือผม กระซิบบอกผมว่า เธอจะต้องอยู่กับฉันตลอดไป แต่ทุกอย่างจะเรียบร้อย เพราะความฝันที่มาเพียงครั้งคราวจะทำให้เธออยู่ต่อไปได้เอง แต่อย่าหวังเลยว่าความฝันจะก้าวผ่านมาเป็นความจริงได้ เพราะเธอรักฉัน กว่าที่เธอจะรู้ตัวนัก
นินคุยกับผมหลายเรื่องหลายประเด็น บางทีเธอหรือเขาอาจจะคิดว่ารู้จักกับผมจริงๆ ก็ได้ แต่ผมกลับไม่คิดว่าผมเคยรู้จักเขาเลย ขอเถอะ อย่าเพิ่งหลอกตัวเองว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีจริง อย่าเพิ่งตั้งท่าด่าทอผมว่าเย็นชาและจองหอง ไม่ว่าใครก็ต้องเจอความสัมพันธ์ทางเดียวด้วยกันทั้งนั้น เราจะแน่ใจได้หรือว่า ความรู้สึกที่ทุ้มเทให้ทั้งหมดจะไปถึงอีกฝั่งจริงๆ? หรือทั้งหมดเกิดขึ้นจากความปรารถนาของเราเพียงฝ่ายเดียว? กับนิน ผมรู้ว่าผมโหดร้ายกับเธอ แต่ผมทำสิ่งที่ควรทำที่สุดแล้ว คือการอยู่เพื่อนเธอเมื่อเธอต้องการและยอมอ่านทุกเรื่องที่ผมต้องอดทนอ่าน อย่างเช่น.....
[NINZ] Its going to be summer hours! ดวงตะวันและการสอบกำลังจะมา == t says:
พีทรู้จักรามป่าว ที่อยู่เอก eng อ่ะ
ผมอ่านคำถามของนินไป ทำหน้าเหมือนญาติเสียไป เขารู้เหรอว่าผมคือราม? แต่ว่า ถ้ารู้แล้วคงไม่ถามอะไรแบบนี้หรอกมั้ง?
The lark's on the wing;The snail's on the thorn* says:
ก็รู้จัก
(รู้จักดีทีเดียวล่ะ..)
[NINZ] Its going to be summer hours! ดวงตะวันและการสอบกำลังจะมา == t says:
เขาเป็นคนยังไงอ่ะครับ
(จะรู้ไปทำไม?)
นั่นดิ... จะรู้ไปทำไม?
The lark's on the wing;The snail's on the thorn says:
ไม่รู้สิ ไม่ค่อยสนิทกัน แค่รู้จักเฉยๆ
(รามเป็นคนปากเสีย บ้าบอ พูดจาไม่รู้เรื่อง งี่เง่าสุดๆ เลยด้วย ถ้านายได้รู้จักเขาจริงพนันได้เลยว่านายต้องไม่ชอบเขาแน่ หรือไม่ก็อยากต่อยเขาให้หน้าคะมำไปเลย เพราะเราก็อยากทำแบบนั้นเหมือนกัน!)
[NINZ] Its going to be summer hours! ดวงตะวันและการสอบกำลังจะมา == t says:
คนคณะอื่นรู้จักเยอะนะ ได้ข่าวว่าเรียนเก่ง แล้วหน้าตาดี ด้วยอ่ะ
The lark's on the wing;The snail's on the thorn says:
เหรอ
(เรียนเก่ง? อ๋อ พวกนายมันกราบไหว้เครื่องถ่ายเอกสารเยอะไปเท่านั้นเอง แล้วไอ้หน้าตาดีมันอะไรวะ? สมัยก่อนยังเรียกหน้าแบบว่าเจ๊กกันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ? ตลกดีนะ เมื่อก่อนเหยียดหยาม เดี๋ยวนี้บูชา?)
[NINZ] Its going to be summer hours! ดวงตะวันและการสอบกำลังจะมา == t says:
เนี่ย อย่างรู้ว่าจริงมะ
นินโยนลิงค์หนึ่งมาให้ผม ยูอาร์แอลบ้าบออะไรเนี่ย? ถ้าจำไม่ผิดมันลิงค์ไปที่เว๊บบอร์ดคณะซึ่งผมไม่เคยคิดจะเข้าไปเลย เพราะเข้าไปกี่ครั้ง ผมก็จะเจอแต่กระทู้ประมาณว่า คนไหนเป็นแฟนกะใคร/โต๊ะเรามันสุดยอดจริงๆ/ น้องคนนั้นน่ารักจัง เรื่องทำนองไร้สาระสำหรับผมทั้งหลายที่กลับเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของหลายคน และนักศึกษาผู้มีสามัญสำนึกอันดีงามทั้งหลายคงเห็นว่ากระทู้ขยะเหล่านี้เป็นภัยใหญ่หลวงต่อหน้าที่การเป็นปัญญาชนที่ดี พวกเขาจึงตั้งกระทู้พวก จิตวิญญาณมหาวิทยาลัยหายไหน? นี้เหรอมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศ! มาถ่วงดุลอำนาจเป็นครั้งคราว
ใครจะทำอะไรก็ช่างเหอะ ผมรู้อย่างเดียวว่าผมจะไม่ทำตัวเป็นพวกศาสดาเบิกเนตรให้ใครแหงๆ คนทุกคนวิธีหาความสุขตามทางตัวเอง ผมมีความสุขด้วยการอ่านหนังสือ คนอื่นจะทำยังก็ไม่ใช่ธุระที่ผมต้องเข้าไปเอี่ยว คนบางคนแค่ทำตัวเป็นฮีโร่เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกผิดเท่านั้นเอง ถ้าความดีที่ทำลงไปมันเพื่อเหตุผลแค่นี้ ผมว่า ก็อย่าทำเลยดีกว่า เสียเวลาเปล่า
The lark's on the wing;The snail's on the thorn says:
เดี๋ยวดูๆ
(เออออไปก่อน ไม่อ่านหรอกน่ะ)
เคอร์เซอร์ลูกศรนำทางผมไปที่กระทู้ในบอร์ดคณะอย่างที่คาด ความจริงถ้าผมจะไม่เปิดอ่านเลยก็ได้อยู่ แต่ถ้าเปิดอ่านมันคงง่ายกว่ามานั่งปั้นน้ำเป็นตัวทีหลัง ยิ่งถ้าเป็นคนที่ชอบตามจิกคู่สนทนาอย่างนินอีก ปลอดภัยไว้ก่อนเถอะวิษณุ เปิดกระทู้ ใช้วิธีอย่างที่แล้วๆ มา เลื่อนลงให้เร็วที่สุด แล้วจำคีย์เวิร์ดคำแรกที่ตัวเองเห็น เท่านี้ก็เรียบร้อย ถ้าไม่มีอะไรงี่เง่าหรือน่าสนใจพอมาเบรกไว้ก่อน
มีใครุจักคนชื่อรามป่ะ?
เขาอยู่โต๊ะไหนอ่ะคะ อยากรู้จัก น่ารักดี
จากคุณ YoYo
นิ้วของผมที่คลิ๊กเมาส์อยู่จอดสนิทอยู่แค่หัวข้อกระทู้ คนชื่อราม? อ่า ตลกน่ะ... อยากรู้ก็ไปถามสาวยาคูลท์ไป เชื้อสอดรู้สอดเห็นไม่เคยตายจริงๆ ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนตั้งกระทู้ถามว่า ราม/วิษณุ/ไอ้เด็กหน้าซีดๆ คนนั้นมันเป็นใคร? ตอนแรกผมก็เป็นอย่างที่คนเก็บตัวทุกคนเป็นคือโมโห แต่ผ่านไปสักพัก ความชินชากเลเวลอัพเป็นความด้านไปเอง ถือซะว่า การอ่านเรื่องของตัวเองที่ชาวบ้านบรรยายเป็นโจ๊กรอบดึกใส่ผงชูรสซะพูนช้อนก็แล้วกัน
ความคิดเห็นที่ 1
เห็นเปงคนเงียบๆ นะ ไม่ค่อยคุยกะไค
จากคุณ Sally
(คนที่คุยกับทุกคนได้... คงจะสติไม่ดีแล้วล่ะ อ่อ อย่าลืมไปขอคำปรึกษาอาจารย์เรื่องลงเรียนภาษาไทยใหม่ด้วยก็ดี)
ความคิดเห็นที่ 4
หล่อตรงไหน? หน้าหลอนหยั่งกะผีญี่ปุ่น แหวะ
จากคุณ koyuki
(ขอบคุณนะ..)
ความเห็นที่ 6
เรียนเก่งแต่หยิ่ง ยืมเล็คเชอร์ก็ไม่ให้ ไอคิวมี อีคิวไม่มี
จากคุณ jojo
(อย่าบอกว่ามึงเป็นไอ้เวรที่โทรมาหากูตอนเที่ยง แล้วโวยวายของเล็คเชอร์ก่อนสอบสองวันน่ะ ถ้าอย่างนั้นก็สมควร!)
ความเห็นที่ 15
อย่าไปรู้จักเลย ทำน้องพี่ร้องไห้มาแล้ว
จากคุณ loki
(กุ้งรีเทิร์น..)
ความเห็นด้อยปัญญาบางอันมันทำให้ผมหัวเราะอย่างสมเพชได้จริงๆ นิน เธอพลาดอย่างแรงเลยล่ะ ไม่มีอะไรใหม่เลย รามในสายตาของคนอื่นยังเป็นแค่เด็กหน้าตาแอบดี เรียนเก่ง แต่เป็นคนเงียบๆ เก็บตัว หยิ่งยะโส ใจดำ มนุษยสัมพันธ์ย่ำแย่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนสิ้นคิดบางคนอยากรู้จักเขา ไหนล่ะอะไรใหม่ๆ? ถ้าอ่านกระทู้นี้ต่อไปอีก แล้วเจออะไรต่างจากนี้ ผมจะเอานินขึ้นหึ้งกราบไหว้บูชาเป็นเทพีเลยเอ้า!
ความเห็นที่ 18
รามมีแฟนหรือยังอ่าคะ? *[]*
จากคุณ RO-LET-TA M-AR-TIN
(มีหรือไม่มี..แล้วไง?)
ความเห็นที่ 20
นั่นสิ มียัง อยากจีบ >w<
จากคุณ
(แกเป็นใคร?)
คุณสมบัติสำคัญของคนนึงคือการมีแฟนหรือไม่มีแฟนเท่านั้นเองหรือ? ไร้สาระสิ้นดี จะรู้ว่าใครมีแฟนแล้วไปทำไม? ไม่มีแฟน ทางโล่ง จีบได้ แบบนั้นเหรอ? เพ้อฝันกับไอ้เรื่องที่ไม่ควรเพ้อไปหน่อยแล้วมั้ง? ท้ายสุดการมีแฟนหรือการมีใบขับขี่อะไรนั้นมันก็แค่สัญญะแสดงความเป็นผู้ใหญ่ของเหล่าเด็กน้อยผู้ไม่เคยสำเหนียกเลยว่าผู้ใหญ่นั้นแหละคือคนที่รับสภาพผู้ใหญ่ของตัวเองไม่ได้มากที่สุดและโหยหาความหนุ่มสาวที่เสียไปจนตัวเองเจ็บปวด
ความเห็นที่ 24
ตอบ REP 18
มีแฟนแล้ว เห็นเดินกับฝรั่งบ่อยๆ อ่ะ ใครก็ไม่รู้
จากคุณ ไลลา
หะ....หา....
................หา...ฝรั่ง?
คิ้วของผมขมวดกันเป็นปมเดียว ฟันของผมเริ่มขบกัดเล็บมือตัวเอง ฝ่ามือเย็นซีด เท้ากระตุกกระแทกกับพื้น ร่างกายของผมแสดงอาการทุกอย่างเวลาที่คนเราตกใจ ผมไม่ได้อ่านอะไรผิดไปใช่ไหม? คนที่ชื่อรามในนี้คือรามคนอื่นแน่ๆ แต่จะมีคนชื่อรามในสินสาดสักที่คนละวะ! แล้วฝรั่งคนนั้น...ไม่ใช่..คงไม่... คงไม่ใช่.. ปิดคอมไปเลย มือผมละเลียดไปที่ปุ่มปิดเครื่องปิดเครื่อง ไม่..อย่าปิด อย่าหนี ขอร้องล่ะ.. ถึงจะพอเดาคำตอบได้แล้วก็เถอะ.. ขอร้องล่ะว่าอย่าเป็น.... สิ่งที่กลัวมาตลอด...
ความเห็นที่ 25
เขาเป็นแฟนกับอาจารย์ฝรั่งคนนั้นไม่ใช่เหรอ เห็นชอบเดินไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆนี้ :-/
จากคุณ 0909
ความคิดเห็นที่ 31
เป็นอาจารย์สินสาด ชื่อแอชลีย์ โถ่ ไม่น่าเลย T_T
จากคุณ ลูซี่
แอชลีย์ แอชลีย์ แกรนท์ ผมรู้จักชื่อนี้เป็นอย่างดี เขาเป็นฝรั่งคนเดียวที่ผมรู้จัก เป็นทั้งเพื่อนและศัตรูทางความคิด ไม่ได้เป็นอย่างอื่น ไม่ใช่คนสำคัญ ไม่ใช่แม้กระทั้งเพื่อนเป็นเพื่อนตาย แต่ตอนนี้สายตาที่คอยจับจ้องผมได้ลงคะแนนเป็นเสียงเอกฉันทน์ว่าผมกับแอชลีย์ต้องเป็น... เป็นอย่างนั้น ที่ โทษทีนะ.. ผมไม่อยากขยายความประจานตัวเองต่อ
กระทู้ถามคำถามไร้สาระกลายเป็นแชทย่อมๆ ผู้ร่วมสนทนาต่างรวมกันวิเคราะห์ว่า รามกับแอชลีย์เป็นอะไรกันจริงๆ หรือเปล่า ข่าวลือ หลักฐาน คำให้การของพยานบุคคลต่างๆ ถูกงัดขึ้นมาถกให้สนุกปาก เราเคยเห็นเขากลับบ้านด้วยกันด้วย, อยู่ด้วยกันในห้องสมุดบ่อยๆ, คงเป็นแฟนกันจริง รวมทั้งคำตำหนิที่รุนแรงราวกับว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาสังคมน่าสะพรึงกลัว น่าเกลียด, อุบาทว์, ทุเรศ, อย่าให้เจอนะ! ผมได้แต่นั่งมอง ปล่อยให้คนหลายสิบรุมประชาทันฑ์ คำปฏิเสธก้องดังอยู่ในหัว แต่ทำอะไรไม่ถูกเพราะทุกอย่างว่างเปล่าอ่อนเปลี้ยไปหมด พวกเขาวิจารณ์ผมอย่างออกรส ยิ้มหัวอยู่บนอัฒจันทร์เมื่อเห็นเมื่อเห็นผมโดนก้อนหินขว้างใส่ ผมกลายเป็นตัวประหลาดที่ผู้คนตีตั๋วเข้าชม บ้างเห็นดีเห็นงามไปด้วย บ้างภูมิใจในตัวเองที่ตัดสินผมไว้ถูกต้องดีแล้ว บ้างเสแสร้งทำเป็นรังเกียจแต่ก็แอบดูอย่างบันเทิงเริงใจ
ความเห็นที่ 39
ทำไมไม่เหงมีเพื่อนออกมาแก้ต่างให้เลย
จากคุณ the fools
ไม่มีเพื่อนออกมาแก้ต่าง? ไม่มีเพื่อน? คิดได้แค่นี้? อย่าเอาสังคมแคบๆ แค่นี้มามาเหมาเป็นโลกทั้งใบได้ไหม? แค่ไม่มีเพื่อนที่เข้ามาเล่นเว๊บเดียวกันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเพื่อนเลยนี่ ใครมันจะตามกันเป็นฝูงได้ตลอด แต่ว่า แต่ทำไม? แต่อย่างน้อย.. อย่างน้อยก็น่าจะมีใครบางคนมาหยุดพวกนี้ไว้บ้างสิ? หรือผมจะไม่มีเพื่อนจริงๆ ไม่มีใครคิดถึงผม ไม่มีใครชอบผม ทุกคนเกลียด.. ไม่ใช่ แต่ทำไมล่ะ... ทำไม... โลกข้างนอกเริ่มหลอมรวมเข้ากับโลกใบเล็ก ความทะนงตนของผมพังทลาย แต่ทำไมผมถึงแคร์? ต่อให้ใครจะมองยังไงผมก็ไม่เคยสนใจ แต่ทำไมคราวนี้...
ทำไมคำพูดของคนพวกนี้ถึงทำให้ผมหวั่นไหวได้ขนาดนี้? เพราะอะไร?
ทำไมถึงไม่คิดกันเลยว่าจะมีคนที่จะต้องเสียใจหรือโมโหกับสิ่งที่พวกเขาพูด เคยคิดบ้างไหมว่าสิ่งที่พูดออกไปมันจะทำลายๆ คนคนนึงได้มาเพียงไหน? อยากตะโกน อยากถาม อยากเถียง อยากตอบโต้ พิมพ์ลงไปให้เห็นกันว่ารามอยู่ตรงนี้ อ่านข้อความทุเรศๆนี่อยู่ กำลังเดือดดาล กำลังโกรธ สะอิดสะเอียนกับจินตนาการทางเพศสัปดนจนอยากอ้วก
แต่ผมจะทำอะไรบนโลกเลียนแบบนี้ดี? ถึงจะเรียบเรียงคำพูดให้วิเศษวิโสแค่ไหน มันก็ไม่มีประโยชน์เลย เพราะคำตอบทั้งหมดที่ผมตามหาอยู่บนจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้าแล้ว
ที่แห่งนี้เป็นแค่ความฝัน มันไม่ใช่ความจริง ไม่มีอะไรเลย ถึงจะทำอะไรพูดอะไรแย่ๆแค่ ไหน มันก็คิดค้างอยู่แค่ตัวหนังสือที่โชว์ขึ้นเท่านั้น ไม่มีใครจะทำอะไรได้ ไม่มีใครจะตามหาตัวเจอ และถ้าหากผมตอบกระทู้นี้ สุดท้ายไปก็ไม่มีใครเชื่อว่าเจ้าของข้อความคือราม รามไม่เล่นบอร์ดคณะหรอกเขาเพราะเขาเอาแต่เรียน ไม่มีเวลาเล่นเน็ตด้วยเพราะมัวไปแต่พะเน้าพะนอไอ้ฝรั่งตาน้ำข้าวนั่น ตัวตนของผมเป็นเพียงตัวอักษรเทียมที่สร้างขึ้นมาจากสูตรคณิตศาสตร์ ตัวอักษรที่ไม่มีเลือดเนื้อ ไม่มีวิญญาณ คนที่ไม่คิดจะเชื่อก็จะไม่มีวันเชื่อว่าผมคือราม อย่างที่ผมไม่เคยเชื่อว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นกับผมจริงๆ
ผมหยุดทุกอย่าง ปิดคอมโดยไม่ตอบคำถามนินว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่จริง ไม่อยากแก้ตัว เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่อยากพิสูจน์อะไรอีก เพราะเหนื่อยล้ามาพอแล้ว
วินาทีที่ผมก้าวขึ้นบันไดขึ้นไปบนห้องนั้น ทุกอย่างบนโลกนี้ ไม่ว่าจะจริงหรือฝัน ช่างโหดร้ายเหลือเกิน...
To be continued
_______________________________________
This episode of BKK was first written somewhere in 2005. Its been a while!
*note I havn't check any spelling yet because I don't have enough time. If you found any error please skip it. I'm sorry.T_T
ชื่อ display ของราม เอามาจากกลอนในหนังสือ Pippa Passes ของ Robert Browning ดังนี้
The year's at the spring,
And day's at the morn;
Morning's at seven;
The hill-side's dew-pearled;
The lark's on the wing;
The snail's on the thorn;
God's in his Heaven -
All's right with the world!
แฟนๆ Neon Genesis Evangelion คงรู้จักกลอนนี้ดีอยู่ เพราะบนโลโก้ขององค์การ NERV ก็มีท่อนจบของกลอนอยู่ครับBKK
ตอนนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลง กระทู้ ของวงพรูครับ แล้วก็จากการอ่านพันทิพห้องเฉลิมไทย บางทีผมก็รู้สึกว่า เรากำลังทำอะไรเกินเลยบนเน็ตไปเพราะเราไม่รู้สึกผิดหรือเปล่า? ไม่ขอแสดงความเห็นล่ะกันครับ เพราะพื้นที่ตรงนี้มันสั้นไปง่า
จากนี้เนื้อเรื่องของ BKK ก็คงจะเข้มข้นขึ้นตามลำดับ รามจะเป็นยังไงต่อไปก็ต้องติดตามอ่านกันนะครับ ^_^
On the next episode of BKK
เขาพูดสำเนียงอังกฤษแบบพวกผู้ดีสุดๆ อย่างที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ก็น่าแปลกที่มันเข้ากับเขาได้เป็นอย่างดี
เธอเป็นใคร?
Ive been wanted to tell you for all along, Rama that
เธอจะคิดบ้างหรือเปล่า? ว่าเราสองคนไม่น่ามาที่นี้เลย
This is the end. I am sorry. I need to do this. I hope you can forgive me. Its not going to hurt.


(ง่วงจนพูดไม่ออก ไว้จะขยายความในเอ็มทีหลังนะครับ ซึ่งผมจะขยายความรู้เรื่องหรือเปล่า ก็ไม่รู้อ่ะ ง่วง..)
เป็นกำลังใจให้น้า
เดม่อนหล่อ - .. - คิดถึงกล่องดินสอพี่ออยจัง
#1 By faai (124.121.176.223) on 2007-06-04 20:30