ความเดิมตอนที่แล้ว

โลงศพของแพนดอร่า ชายในรูป เด็กหนุ่มถือร่ม ข้อความในสมุดบันทึก รอยแผลเป็นบนมือ ทั้งหมดคือภาพปริศนาชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ประกอบกันเป็นภาพใหญ่จากอดีต

รามคิดว่าเขากำลังก้าวเข้าสู่ความลับของแอชลีย์เข้าไปทีละก้าว เขาอยากถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับชายหนุ่ม แต่สุดท้ายก็ชักเท้ากลับออกมาเพราะกลัวคำตอบ...ทั้งคำตอบจากแอชลีย์..และจากตัวของเขาเอง....

* การกล่าวร้ายผู้อื่นให้ได้รับความเสียหายโดยไม่มีมูลความจริงๆ เป็นการกระทำผิดกฏหมาย
_____________________________________________

BKK
ตอนที่ 13 - ฤดูร้อน ฮิตเลอร์ คนแปลกหน้า
_____________________________________________

ฝุ่นผงของฤดูหนาวถูกลมร้อนประจำถิ่นพัดปลิวจากไปแล้ว บรรยากาศโรแมนติกที่ผมเคยกล่าวสรรเสริญเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนตอนนี้เหลือเพียงเสียงก่นด่าและคำสาปแช่งต่อพระอาทิตย์

ความร้อน ของกรุงเทพช่างต่างจาก ความร้อน ของที่อื่นในประเทศนี้ ฉากคอนกรีตและท่อนเหล็กที่อยู่รอบทิศทำให้ช่วงฤดูร้อนของมหานครไม่ต่างอะไรจากการโดนขังอยู่ในเตาไมโครเวฟ ทุกอณูของอากาศสามารถตราหน้าเข้ามาทิ่มแทงทุกส่วนของร่างกายจนรู้สึกเหมือนเครื่องในกำลังถูกต้มเดือดและผิวหนังก็แทบจะหลุดลอกออกเป็นแผ่นๆ

ผมทำอะไรเพื่อดับร้อนไม่ได้มากไปกว่าการหมกตัวในห้องแอร์ให้นานที่สุดเท่าที่จะได้ นอนในห้องแอร์ ตื่นเช้ามาก็นั่งรถเมล์แอร์ไปมหาลัย พอถึงมหาลัยก็รีบเดินเข้าห้องแอร์ อ่านหนังสือในห้องแอร์ และถ้าทำได้ก็คงกินข้าวในห้องแอร์ไปแล้ว พวกกรีนพีซคงอยากประณามผมในฐานะที่มีส่วนรับผิดชอบในการทำให้หมีขั้วโลกสูญพันธุ์จนตัวสั่น แต่เอาเถอะ ถ้าโลกของผมของมันไม่เย็น โลกของสิ่งมีชีวิตไหนก็อย่ามาเย็นด้วยเลย!

คงไม่มีใครสักคนในประเทศนี้แฮปปี้หรือมีความสุขกับฤดูร้อน คงไม่มีคนไทยคนไหนที่จะตะโกนออกมาอย่างมีความสุขว่า โอ้ อิส ซัมเมอร์ เลทส์ โก ทู เดอะ บีช! สิ่งที่พวกเขาจะทำเมื่อถึงหน้าร้อนคือการบ่นว่า ร้อนๆๆๆๆๆๆ และ ร้อน! และอย่าได้หวังว่าหน้าร้อนจะเป็นเทศกาลเปิดเผยผิวกายของสาวๆบางคนอย่างในโฆษณาหรืองานแฟชั่นโชว์ของห้างดัง เพราะยิ่งแดดแรงเท่าไหร่ พวกเธอก็จะยิ่งใส่เสื้อแขนยาวมากขึ้นและปกปิดร่างกายให้มิดชิดมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุผลสั้นๆ ง่ายๆ แต่ไม่มีทางเป็นไปได้คือ กลัวดำ

สิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นเป็นคำสันนิษฐานของผมที่ผมเคยคิดว่ามันจริง กฎของวิษณุ พลหล้า ว่าด้วยการพฤติกรรมของชาวสยามในคิมหันตฤดู ผมแคยเรียกมันไว้อย่างนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมก็เรียนรู้ว่าข้อสรุปของผมไม่ได้ถูกต้องไปซะทั้งหมด

แอชลีย์ แกรนท์คือบุคคลหนึ่งที่เป็นข้อยกเว้นจากกฎนี้ ก็แน่ล่ะ เพราะเขาไม่ใช่ชาวไทยผู้ชาชินกับความร้อนสักหน่อย แต่ถ้าบทเรียนวิทยาศาสตร์กายภาพยังไม่เลือนรางไปจากสมองผมนับตั้งแต่ออกจากห้องสอบ ผมพอจะจำได้ว่าผิวหนังของฝรั่งนั้นมีโอกาสเป็นมะเร็งได้สูงกว่าผิวหนังคนเอเชียหลายเท่า หากแต่ความจริงข้อนี้คงไม่ได้มีอยู่ในหัวของแอชลีย์เลย เขามักนั่งอยู่ใต้ต้นไม้นอกตึก อ่านหนังสือ เขียนบันทึกตามเรื่องตามราว ในขณะที่อาจารย์รุ่นพี่หรือลูกศิษย์ของเขาพอใจที่จะทำงานนั่งอยู่ในห้องแอร์หรือหนีร้อนด้วยการไปเที่ยวห้างมากกว่า และเมื่อผมหรือใครก็ตามถามแอชลีย์ว่าเขาไม่ร้อนบ้างหรือ เขาก็จะยิ้มแล้วตอบสั้นๆว่า I dont like the AC.

ถ้าคนในประเทศเมืองร้อนไม่ชอบอากาศร้อนฉันใด คนที่มาจากประเทศเมืองหนาวก็เกลียดอากาศหนาวได้ฉันนั้น และนี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมตามรีสอร์ทสุดหรูชายฝั่งอันดามันหรืออ่าวไทยถึงมีฝรั่งมาอาบแดดให้เกลื่อนกลาด สัจธรรมเอาใจเขามาใส่ใจช่างจริงแท้ แต่ผมจะไม่ปริปากบ่น จะไม่ออกมาโวยวาย แสดงท่าฟึดฟัดอยู่ในใจเลยสักนิด คนที่ต้องรับกรรมจากไอ้นิสัยประจำชาติพันธุ์ของเขาไม่ใช่.. ผม! กู!!

เกือบทุกครั้งที่ผมได้เจอเขา ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดหรือเวลาใด คุณฝรั่งเพี้ยนก็มักจะทำหน้าเหลอหราเดินลอยหนาลอยตา โยกหัวไปมา พยายามพูดอย่างไร้เดียงสาที่สุดว่า Whats up?/Are you free this afternoon?/How about going for a walk?/Ive heard that theres a new book./Tah dah! Guess what? Its lunch! เขาหาคำเกริ่นมาได้เป็นล้าน แต่จุดมุ่งหมายคงมีอยู่แค่อย่างเดียวคือต้องการลากใครสักคนไปแกล้งให้สะใจเล่นๆ แล้วผมมันก็ใจง่ายไปกับการปลุกปั่นเหลือเกิน... โอเค! ผมมันงี่เง่าเองที่ทำให้เขายิ่งไปคิดว่ากรุงเทพคือปารีสในยามใบผลิ จะเดินไปไหนมาไหนก็ไม่ได้ต้องกลัวเป็นลมฮีทสโตรคตายคาที่ ผมรู้ ผมห่วยแตก แต่ได้โปรดเถิด.... ผมจะมีทางเลือกไหนอีกเมื่อผมโดนมัดมือชกขนาดนี้ ถ้าผมทำท่าเหมือนจะไม่ไป เขาก็จะใช้ไม้ตายท่าสุดท้ายคือการทำหน้าเหมือนญาติเสียหรือไม่ก็พูดจากวนประสาทที่แม้เป็นคนใจเย็นขนาดไหนก็คงอดตามไปตอบโต้ไม่ได้ ผมไม่รู้จะทำยังไงถึงจะปฏิเสธเขาได้จริงๆ เพราะเขามันหน้าด้านเหนือมนุษย์นัก!

การไปไหนมาไหนกับแอชลีย์ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้อย่างสะดวกสบายเลย ต่อให้แอชลีย์จะหน้าตาละอ่อนแค่ไหน แต่ผมอดรู้สึกเขอะเขินไม่ได้อยู่ดี มันใช่เรื่องที่ไหนที่นักศึกษาจะมานั่งกินข้าวกับคนที่เป็นอาจารย์แบบนี้ ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรติดคออยู่ตลอดเวลาที่ต้องนั่งอยู่หน้าแอชลีย์เพราะผลข้างเคียงจากประสบการณ์แย่ๆ กับคุณครูงี่เง่าในวัยนักเรียน เกรงกับคำข่อนแขะของคนอื่นว่าผมมันไร้ความสามารถในการคบหาเพื่อนวัยเดียวกันจนต้องไปลงท้ายที่อาจารย์ ผมประสาทเสียไปก่อนโดยที่ไม่เคยได้คิดว่าความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมานั่งกังวลสักนิด เพราะสุดท้ายความจริงบางอย่างก็สำคัญยิ่งกว่า

แอชลีย์อาจมีฐานะเป็นบุคคลควรเคารพสำหรับนักศึกษาหรืออาจารย์คนอื่นในคณะ แต่ถ้าหากเป็นนอกคณะ หรือแม้เพียงรัศมีวงแคบนอกมหาลัย เขาก็ไม่ใช่อาจารย์อีก ไม่มีใครรู้หรอกว่าฝรั่งตัวผอมๆ หน้าตาเนิร์ดๆคนนี้เป็นอาจารย์ หรือถึงจะเดาได้ว่าเขาเป็นอาจารย์จากการแต่งตัว นั้นก็ไม่ได้ทำให้นักศึกษาทุกคนต้องแสดงความเคารพเขาแต่อย่างไร

ผู้คนที่เดินเข้าออกมหาวิทยาลัยต่างไม่มีใครสนใจกันแหละกัน การเรียนในระดับอุดมศึกษากว้างใหญ่และหลากหลายเกินกว่าที่จะสร้างความผูกผันหรือระบบอาวุโสระหว่างศิษย์กับอาจารย์ มหาวิทยาลัยไม่มีอาจารย์มาคอยจ้ำจี้จ้ำไชให้นักศึกษาตั้งใจเรียนหรือต้องเข้าเรียนเหมือนโรงเรียน และดูเหมือนช่องว่างระหว่าง 'ผู้สอน' กับ 'ผู้เรียน' จะแยกออกจากกันโดยชัดเจน

แต่ทั้งนี้ผมก็ไม่ได้เห็นว่าความห่างเหินระหว่างอาจารย์กับนักศึกษาจะเป็นเรื่องน่าประณามแต่อย่างไร คนทุกคนล้วนมีหน้าที่เป็นของตัวเอง อาจารย์มีหน้าที่ของอาจารย์ นักศึกษามีหน้าที่ของนักศึกษา ความสัมพันธ์ของทั้งฝ่ายคือความสัมพันธ์ผ่านหน้าที่ ไม่ใช่ความสัมพันธ์จากความกลัวหรือการเคารพยำเกรงอย่างที่สั่งสมกันมาตลอดตั้งแต่อนุบาล และถ้าหากคือการศึกษาในมหาวิทยาลัยคือเรียกร้องความเป็นผู้ใหญ่และการทำงานแบบมืออาชีพ การกดให้มนุษย์ผู้สมบูรณ์ด้วยอิสรภาพต้องอยู่ภายใต้กรอบ ระเบียบ รวมถึงกฎเกณฑ์ไร้สาระก็ดูเป็นเรื่องน่าขันและพิลึกพิลั่นชอบกล ผมไม่สนใจเรื่องอื่นอีกแล้ว แอชลีย์กับผมก็เป็นแค่คนคนนึงที่มีสิทธิเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ เหตุผมที่ผมยกอยู่ไม่ใช่การเข้าข้างตัวเองให้ทุกอย่างดูเข้าที่เข้าทาง ถ้าใครจะคิดแบบนั้นก็เชิญ แต่อยากให้รู้ไว้ว่า ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนอื่นนักหรอกนะ

ถ้าดูจากสถานที่ที่ผมมักพบตัวแอชลีย์หรือไปกับเขาอยู่บ่อยหน ไม่ว่าจะเป็น ร้านหนังสือ ห้องสมุด และร้านอาหารข้างมหาลัย หรือจากหัวข้อที่เขาใช้เริ่มบทสนทนากับคนอื่น ผมก็พออนุมานได้ว่าแอชลีย์คงไม่มีกิจวัตรประจำอื่นเลยนอกจากการกินและการอ่านหนังสือ แล้วนั่นก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเขาไม่น่ามีเวลาเพียงพอให้กับการทำงานประจำหรือการนอนสักนิด แต่ที่น่าประหลาดยิ่งกว่าคือการที่น้าเพ็ญของผมกลับให้ความเห็นตรงกันข้าม

มิสเตอร์แกรนท์นี่ไม่ใช่เล่นๆ เลยนะ เธอมักพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม ตรวจงานเสร็จเร็วอย่างไร้ที่ติ พอประชุมทีไรก็หักหน้าพวกอาจารย์แก่ๆ ได้ทุกที ผมว่าผมได้ยินเสียงหัวเราะ หิหิ อย่างสะใจของน้าเพ็ญด้วย ขนาด อ. ขวัญมณี ที่ไม่เคยฟังใครยังเงียบๆ พยักหน้าอย่างเดียว ไม่วีนอย่างเคยเลยล่ะ ผมรู้ว่าสาเหตุที่จะทำใครสักคนยอมศิโรราบต่อแอชลีย์คงมีเพียงสองเหตุ หนึ่ง รำคาญจนพูดไม่ออกอย่างผม สอง ประทับใจจนเชื่อตาม ทั้งนี้เพราะแอชลีย์มีวิธีรับมือกับคนหัวเก่าหรือ คนที่ฉลาดน้อยกว่าเขา (ซึ่งมีอยู่เยอะ) ได้อย่างน่าประทับใจ เขาคงใช้ความพยายามเพียงแค่เล็กน้อยเพื่อยิ้มและใส่คำหรูๆลงไปเวลาพูด แต่มันก็พอแล้วสำหรับการตะครุบเหยื่อ ถ้าเขาไปเกิดในยุโรปช่วงสงครามโลกครั้งที่สองล่ะก็ ผมว่าเขาคงเป็นฮิตเลอร์หรือมุสโสลินีที่ดีได้แน่ๆ แถมคงได้ตายในสภาพที่ดีกว่าสองคนนั้น

โอ๊ย อะไรจะเพอร์เฟ็ค ถ้าบอกว่าเป็นเจ้าชายมาจากไหนนี่เชื่อนะเนี่ย! น้าสาวของผมก็แค่บรรยายให้โอเวอร์ตามประสาหญิงช่างฝันแต่ผมก็ต้องยอมรับว่าคำพูดของเธอมีมูลความจริงอยู่มิใช่น้อย ทุกๆ คนอิจฉาแอชลีย์ที่เขาไม่เคยทำอะไรผิดพลาดให้เห็น ไม่เคยแสดงอะไรที่ทำให้คนชิงชังหรือหาคำติไหนมาใช้กับเขาได้ ทุกมองมองดูเขาเป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบ ทั้งที่จริงแล้วมันเป็นแค่สภาพที่คล้ายสมบูรณ์แบบเท่านั้น ... ก็แค่..... สิ่งที่เลียนแบบมาจากความสมบูรณ์แบบ

โลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบได้หรอก เพราะยิ่งใครสักคนมีครบทุกอย่างเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่าคิดว่าเหตุใดเขาถึงไม่ยอมปล่อยแม้เศษของความผิดพลาดให้ปรากฏ ความสมบูรณ์แบบจึงเต็มไปด้วยความกลัว..ความอ่อนแอ..ความว่างเปล่า ชนิดที่อาจจะโหดร้ายเกินพรรณนา โหดร้ายพอที่จะทำให้คนบางคนยอมทำทุกอย่างเพื่อปีนลงมาจากความสูงส่งที่ทุกคนไขว่คว้า

แต่ถ้าเป็นแกรนท์.. แอชลีย์..ล่ะ? เขาอาจจะเป็นคนประเภทนั้นก็ได้ คนที่มีความสุขดีกับการที่ได้อยู่เหนือทุกคนแล้วมองลงข้างล่างด้วยสายตาหยามเหยียด สนุกสนานกับภาพของฝันร้ายแ