ความเดิมตอนที่แล้ว

ยุคหลังสมัยใหม่ โลกมีสองใบหรือโลกบนอินเตอร์เน็ตและโลกแห่งความเป็นจริง รามเคยคิดว่าโลกอินเตอร์เน็ตเป็นเพียงที่เล่นสนุก แต่เมื่อเขาได้รู้ว่ามีคนลือว่าเขากับแอชลีย์ แกรนท์ "เป็นอะไรกัน"การเล่นสนุกของคนอื่นนั้นมันก็เกินเลยไปแล้ว
_____________________________________________

BKK
ตอนที่ 14 - เมฆ กากเพชร ก้อนหิน
_____________________________________________

ทั้งที่รู้ว่าข่าวลือบ้าบอนั่นมันอยู่แค่ในเน็ต แต่ความหวาดระแวง ความกลัว ความวิตกจริตกลับคุมตัวผมไว้อย่างดิ้นไม่หลุด ผมยังไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่าเพราะอะไร? เพราะผมมันอ่อนต่อโลก? เพราะผมมันจิตแตกไปแล้ว? ผมสามารถหัวเสียได้เพียงเพราะเรื่องผิวเผินที่ผมคิดไปเองว่ามันจะทำร้ายผม อย่างเช่นตอนผมกับเพื่อนๆกินข้าวกลางวันอยู่ พวกเราคุยกันเรื่องว่าจะมีแพลนไปเที่ยวไหนกันบ้างตอนปิดเทอม บอลบอกว่ามันจะ ซ้อม ซ้อมแล้วก็ซ้อมกับวงของมันก่อนเตรียมเข้าห้องอัดเป็นรอบที่ห้า ปินแคะฟัน ไม่ต้องเดาว่ามันต้องตอบว่า ไปงานการ์ตูนสิเว้ยเฮ้ย เปิ้ลกลับบ้านไปช่วยงานร้านอาหารที่บ้าน เบลอยู่เที่ยวเมืองกรุง ส่วนผมก็แค่ส่ายหัว บอกไปตามตรงว่าผมนอนอยู่กับบ้านเฉยๆ ไม่มีอะไรทำ ตอนนั้นเอง บอลเลยแนะผมแบบทีเล่นทีจริงว่า ไม่ลองไปทำงานพิเศษฝึกภาษาอังกฤษเหรอ เหมาะกับมึงดี ผมฉุนขาด กระแทกขวดน้ำพลาสติกลงโต๊ะจนมันแบนบี้คามือ เพื่อนๆ ทุกคนพร้อมใจจ้องหน้าผมเหมือนผมเป็นโมเสสกับศิลาบัญญัติสิบประการอยู่ห้าวิ บอลถึงค่อยๆเปิดปาก ปล่อยคำหยาบอย่างไม่กระดากอายเพื่อนสุภาพสตรีทั้งสองมาเต็มประโยค: เฮี้ย.... มึง..เป็นไร..?

นั้นสิ..? ผมเป็นอะไร? ทำไมผมถึงต้องคิดด้วยว่าเพื่อนผมจะทำตัวเหมือนพวกเกรียนในเว๊บบอร์ด ผมเกลียดตัวเองยิ่งกว่าเดิมกว่าที่เคยเกลียด ขยะแขยงกับทุกสิ่งที่ตัวเองคิดและทำ ผมเหมือนที่คนควบคุมพลังข้างในของตัวเองไม่ได้ สิ่งที่ทรมานผมอยู่ไม่ได้มีแค่ความวิตก คำโกหกทุกคำ สถานการณ์ซึ่งบีบให้พูดกรีดแทงผม ทุกครั้งที่ผมต้องโกหกตัวเองและทุกคนว่าผมโอเค ทุกครั้งที่ผมต้องพยายามหลบหน้าแอชลีย์ ทุกครั้งที่เขาเจอผมแล้วชวนไปร้านหนังสือ ผมต้องแกล้งปฏิเสธว่าผมไม่ว่าง ทุกครั้งที่เขาเอาหนังสือมาแนะนำผม Have you read In the Cold Blood by Capote? เขาพูดไปด้วยยิ้มไปด้วยเช่นเดียวกับทุกที แต่ทำไมตอนนี้ผมกลับคิดว่าทุกครั้งที่เขายิ้ม เขาช่างเจ้าเล่ห์เหลือร้าย

ความเท็จ ปั้นแต่งหลอกลวง ไม่มีใครรู้หรอกว่าผมเจ็บปวดแค่ไหน จริงอยู่ ผมมันไม่ใช่คนดีขนาดในชีวิตนี้ไม่เคยทำผิดศีลข้อ 4 ในชีวิตนี้ผมเคยโกหกมาเป็นสิบรอบ แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนครั้งก่อน ผมรู้ว่าตัวผมโกหกไม่เก่ง ทุกคนจับพิรุธผมได้ตลอดว่าโกหกอยู่ แกจะหลิ่วตาให้ผมแล้วให้ผมคายความจริง ผมจนตรอกทุกครั้งที่ผมพูดเท็จ แต่กับแอชลีย์แล้วไม่ใช่แบบนั้นเลย แอชลีย์แค่ยักไหล่ Well, thats all right. But please, dont forget this book ah.. it was incredible, cant tell you why, but you have to read it yourself, Rama. เขาโบกมือให้ เหมือนกับไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนกับผมสุจริตขาวสะอาดเต็มร้อย แน่นอน เขาไม่ได้อินโนเซนส์จนไม่รู้ว่าผมโกหกหรอก ใครบ้างมันจะไม่รู้ถ้าคู่สนทนาทำตาล่อกแล่กขนาดนั้น แต่ไม่ว่าแอชลีย์จะเสแสร้งทำเป็นไม่รู้หรือไม่รู้จริงๆ คำโกหกของผมก็สัมฤทธิผลไปแล้ว

ผมโกหกเขา โดยที่เขาไม่ได้ทำผิด เขาไม่ได้เป็นต้นเหตุ แต่ผมก็โกหก เขาเชื่อหรืออย่างน้อยก็แสดงเหมือนเชื่อว่าผมไม่ได้โกหก และนี่แหละ ที่มันเลวร้ายอย่างไม่น่าให้อภัย

แล้วจะทำยังไงดี? หนีดีกว่าไหม? หนี? ไม่ ผมจะใช้คำที่ดูดีกว่านั้นคือ พัก ผมอยากหาที่เงียบๆ อ่านหนังสือเล่มที่อยากอ่านจริงๆ เผาหนังสือเรียนทิ้ง ไม่ต้องมาพบปะผู้คน ไม่ต้องแคร์ใครอีก จำศีลตัวเองด้วยตัวอักษร ว่างๆก็ออกไปหาอะไรกินบ้างพอให้ท้องอิ่มไปวันๆ ออกไปดูหนังที่อยากดูบ้างเป็นบางครั้ง

แต่จะมีสักกี่คนล่ะที่อยากเที่ยวแบบผม? วิธีพักแบบนี้ไม่ใช่วิธีพักของเพื่อนผมสักคน

อาทิตย์นี้มีวันหยุดต่อกันสี่วัน ข้อดีของการมีศาสนาพุทธเป็นประจำชาติก็ตรงวันหยุดนี่แล จุดประสงค์ของวันหยุดคือการให้พุทธศาสนิกชนได้ทำบุญตักบาตร ประกอบศาสนกิจ ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ อย่างที่หนังสือ ส.ป.ช. เขียนไว้ แต่คนส่วนมากที่ระบุศาสนาพุทธในบัตรประชาชนมักลืมจุดประสงค์นั้นเสมอ ผมอยากจะเศร้าใจแทนเหล่าสาวกในอาภรณ์สีส้มและลิ่วล่อทั้งหลายเสียจริง ผมพยายามแล้วแต่ผมทำไม่ได้ ผมหมดศรัทรากับคนพวกนั้นไปนานแล้ว

และเพราะอาทิตย์นี้มีวันหยุดต่อกันสี่วัน เปิ้ลเลยเสนอไอเดียขึ้นมาว่าพวกเราน่าจะออกไปเที่ยวไหนไกลๆ กันบ้าง บอลตบตักฉาดใหญ่รับคำ ไปทะเลไหม! มันทำตัวเป็นการท่องเที่ยวให้เสร็จสรรพ ปินพยักหน้าหงึกๆ เปิ้ลเห็นด้วยอย่างแรง และนี่แหละคือประชาธิปไตย สามเสียงจากห้าเพียงพอแล้วแก่การลงมติ เปิ้ลรีบถามเบลทันทีว่าเพื่อนพ่อเบลเป็นเจ้าของโรงแรมอยู่แถวนั้นใช่ไหม เขาจะลดราคาให้หรือพอให้พวกเราไปพักฟรีได้หรือเปล่า? เบลบอกว่าใช่ ทั้งๆที่เธอน่าจะทำหน้าเหวอเพราะคำถามมันเร็วไป... เร็วเกินไปจนเหมือนมัดมือชก

สาวน้อยทัวร์ริสต์กับสองลิงร่างแผนท่องเที่ยวกันอย่างรอบคอบและสวยหรู จะไปยังไง? ใครจะไปส่ง? เอารถใครไป? ออกกี่โมง? จะไปเที่ยวไหน? ตอนกลางคืนไปต่อไหน? แล้วถ้าฝนตกล่ะ? เอาร่มไปดีไหม? กินอะไรดี? ในที่สุด ฮูเล่! พวกเรามีแพลนจะไปพัทยาด้วยเวลาไตร่ตรองแค่ 10 นาที

เบลต้องรับปากสามเกลออย่างช่วยไม่ได้ ส่วนผมลองเฟดตัวเองออกจากกลุ่มด้วยการไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ พัทยา? ทำไมผมต้องไปเที่ยวทะเลด้วย? ไม่เห็นจะอยาก และไม่คิดว่าจะมีความอยากไปขึ้นมา ทะเลมันน่าเที่ยวตรงไหน? ยิ่งพัทยาด้วยล่ะขอบาย ชายหาดเหม็นๆ ของพวกคนกรุงสิ้นคิดที่ไม่รู้จะเที่ยวไหน ไอ้แบบนั้นมันไม่ใช่การพักหรอก ยิ่งไปก็ยิ่งเหนื่อย

รามไปไหม? เปิ้ลมั่นอกมั่นใจว่าผมต้องเซย์เยส ทุกคนไม่ได้อยากออกไปเที่ยวเหมือนเธอนะ..

ดูก่อน

เฮ้ย ไปพรุ่งนี้แล้ว บอลเคาะโต๊ะปลุกให้ผมตื่น วันนี้วันศุกร์แล้วไงล่ะ โทรไปบอกตอนตี 2 ก็คงไม่ทำให้แผนเที่ยวสะเทือนนี่

ถึงผมจะไปหรือไม่ไป คนอื่นก็สนุกได้โดยไม่มีผม ผมอยากให้ทุกคนเลิกทำเหมือนผมสำคัญมากสำหรับเพื่อนในกลุ่มสักที แค่เพราะพี่โต๊ะจับว่าต้องเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่วันเปิดเรียนแล้วทำไม? ไปล้างสมองกันมาตอนรับน้องแล้วทำไม? มิตรภาพแบบนี้มันจะอยู่ไปได้สักที่น้ำ เราเป็นเพื่อนกันได้ แต่เวลาเหงาขึ้นมาคงไม่คิดถึงกันใช่ไหม? ทั้ง ปิน บอล ปิน เบล อีกไม่นานคงถึงเวลาที่เราต้องกระจายกันไปอยู่ในที่ทางที่เราสมควรอยู่กันเสียที และถ้าวันนั้นมาถึงแล้วผมต้องอยู่คนเดียว ก็คง....

ก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง?

ไปเถอะ เบลยังไปเลย แปลว่า ขนาดเบลที่เป็นเด็กเรียนยิ่งกว่ามึงอีกยังไปเลย ถ้ามึงยังไม่ไปอีกก็ควรจะพิจารณาตัวมึงได้แล้ว

เบลคิดอะไรอยู่? ความจริงถ้าเบลบอกว่าไม่สะดวกก็ไม่มีใครว่าอะไรเธอได้หรอก แต่บางทีเบลอาจจะอยากไปก็ได้? เรื่องหาพันธมิตรฝ่ายเดียวนี่นายวิษณุถนัดนัก

รามเอาหนังสือไปอ่านด้วยก็ได้หนิ

ลมเย็นๆ กับกองหนังสือข้างเตียงผ้าใบ ถึงแม้ชายหาดมลพิษจะไม่สวยงาม แต่ผมเริ่มจินตนาการ เปรียบเทียบกับห้องนอนฝุ่นเครอะต้นเหตุโรคภูมิแพ้ของตัวเอง ถ้าเบลไม่พูดผมคงไม่หวั่นไหวใจเขว อย่างนี้หรอก จะไปหรือไม่ไปดีล่ะ? ถ้าผมอ่านหนังสืออยู่บ้านแล้วไอเพราะฝุ่นขึ้นมาอีก ตอนนั้นผมจะคิดว่า รู้งี้ไปฟอกปอดที่ทะเลดีกว่า หรือเปล่า? ผมต้องคิดแบบนั้นแน่ ผมมันพวกงี่เง่ารักพี่เสียดายน้อง ตัดสินใจไม่ถูก ตัดสินใจไปแล้วก็มานั่งนึกเสียใจว่าไม่น่าทำลงไปเลย ถ้าไม่ตัดสินก็เสียดายเอง จะไปทางไหน วิษณุก็ไม่เคยพอใจสักทางแหละ!

ไปนะๆ น่า ไปเถอะ ไปเที่ยวกัน เปิ้ลส่งสายตาออดอ้อนเป็นประกาย และดวงตาคู่นั้นปิดฉากทุกอย่าง

ปะ..ไปก็ได้.. ผมตอบตกลงอย่างอ่อนแรง ทำไมผมขัดใจคนไม่ได้สักที? รู้สึกว่าไอ้สถานการณ์แบบนี้มันเกิดบ่อยแล้วนะ บ่อยเกินไปแล้วเว้ย!

เอาน่ะ ไปอ่านหนังสือริมหาดอย่างเบลว่าคงไม่เสียหลาย ครั้งสุดท้าย ก่อนลาจากกับความกระด้างกระเดื่องและการเสแสร้ง ให้มันจบแบบเงียบๆดีกว่าต้องมาผิดใจทำร้ายกันทั้งสองฝ่าย อย่างนี้น่ะดีแล้ว

แต่ว่า..ทะเล..นี่มัน......

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมไปมหาลัยเพื่อสมทบกับปินและเปิ้ล บอลเอารถมารับพวกเราตอนสิบโมง ส่วนเบลไปรอที่พัทยาก่อนแล้ว บอลขับรถเหมือนขับรถไฟเหาะ ทุกครั้งที่มันแซงหรือปาดหน้ารถใคร ผมจะภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิข้างทางว่าอย่าให้หนังสือพิมพ์หัวสีกรอบบ่ายพิมพ์รูปศพผมลงหน้าหนึ่งเลย ผมนั่งสงบจิตสงบใจพิงเบาะหลังข้างๆ ปินซึ่งนั่งอ่านการ์ตูนอย่างใจจดใจจ่อ ผมหลับตาลง อยากพักให้เต็มตื่นเพราะได้นอนมาแค่สี่ชั่วโมง แต่เมื่อผมพยายามจะหลับ เสียงแย่งกันเปิดซีดี เสียงแย่งกันร้องเพลงของชายหญิงตรงเบาะหน้า (จาฟังดองบัง/เว้ยย! จะฟังเสลอ!/ฟังไม่รู้เรื่อง!/รถกูน้า!) คือมลพิษทางเสียงหมายเลขหนึ่งที่ทำให้ตาสว่างตลอดทาง

รถขึ้นทางด่วน ทิวทัศน์หลังกระจกมีเพียงเสาไฟและมวลเมฆแหวกว่ายอยู่กลางอากาศ ผมแหงนหน้าเหม่อมองท้องฟ้าไปอย่างไร้จุดหมาย ใจลอยไปถึงตอนนั่งรถกลับลำปางกับพ่อแม่พ่อกับแม่ เลยไปถึงเทปจรัล มโนเพ็ชรที่พ่อชอบเปิด เสียงแม่ที่ถามเรื่องเรียนอย่างอ่อนหวาน ไม่ได้คิดถึงมานานเท่าไหร่แล้ว? ไม่ได้กลับบ้านมานานเท่าไหร่แล้ว? ครึ่งปี? นอกจากจะเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ ผมมันยังเป็นลูกที่ใช้ไ