ความเดิมตอนที่แล้ว

ยุคหลังสมัยใหม่ โลกมีสองใบหรือโลกบนอินเตอร์เน็ตและโลกแห่งความเป็นจริง รามเคยคิดว่าโลกอินเตอร์เน็ตเป็นเพียงที่เล่นสนุก แต่เมื่อเขาได้รู้ว่ามีคนลือว่าเขากับแอชลีย์ แกรนท์ "เป็นอะไรกัน"การเล่นสนุกของคนอื่นนั้นมันก็เกินเลยไปแล้ว
_____________________________________________

BKK
ตอนที่ 14 - เมฆ กากเพชร ก้อนหิน
_____________________________________________

ทั้งที่รู้ว่าข่าวลือบ้าบอนั่นมันอยู่แค่ในเน็ต แต่ความหวาดระแวง ความกลัว ความวิตกจริตกลับคุมตัวผมไว้อย่างดิ้นไม่หลุด ผมยังไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่าเพราะอะไร? เพราะผมมันอ่อนต่อโลก? เพราะผมมันจิตแตกไปแล้ว? ผมสามารถหัวเสียได้เพียงเพราะเรื่องผิวเผินที่ผมคิดไปเองว่ามันจะทำร้ายผม อย่างเช่นตอนผมกับเพื่อนๆกินข้าวกลางวันอยู่ พวกเราคุยกันเรื่องว่าจะมีแพลนไปเที่ยวไหนกันบ้างตอนปิดเทอม บอลบอกว่ามันจะ ซ้อม ซ้อมแล้วก็ซ้อมกับวงของมันก่อนเตรียมเข้าห้องอัดเป็นรอบที่ห้า ปินแคะฟัน ไม่ต้องเดาว่ามันต้องตอบว่า ไปงานการ์ตูนสิเว้ยเฮ้ย เปิ้ลกลับบ้านไปช่วยงานร้านอาหารที่บ้าน เบลอยู่เที่ยวเมืองกรุง ส่วนผมก็แค่ส่ายหัว บอกไปตามตรงว่าผมนอนอยู่กับบ้านเฉยๆ ไม่มีอะไรทำ ตอนนั้นเอง บอลเลยแนะผมแบบทีเล่นทีจริงว่า ไม่ลองไปทำงานพิเศษฝึกภาษาอังกฤษเหรอ เหมาะกับมึงดี ผมฉุนขาด กระแทกขวดน้ำพลาสติกลงโต๊ะจนมันแบนบี้คามือ เพื่อนๆ ทุกคนพร้อมใจจ้องหน้าผมเหมือนผมเป็นโมเสสกับศิลาบัญญัติสิบประการอยู่ห้าวิ บอลถึงค่อยๆเปิดปาก ปล่อยคำหยาบอย่างไม่กระดากอายเพื่อนสุภาพสตรีทั้งสองมาเต็มประโยค: เฮี้ย.... มึง..เป็นไร..?

นั้นสิ..? ผมเป็นอะไร? ทำไมผมถึงต้องคิดด้วยว่าเพื่อนผมจะทำตัวเหมือนพวกเกรียนในเว๊บบอร์ด ผมเกลียดตัวเองยิ่งกว่าเดิมกว่าที่เคยเกลียด ขยะแขยงกับทุกสิ่งที่ตัวเองคิดและทำ ผมเหมือนที่คนควบคุมพลังข้างในของตัวเองไม่ได้ สิ่งที่ทรมานผมอยู่ไม่ได้มีแค่ความวิตก คำโกหกทุกคำ สถานการณ์ซึ่งบีบให้พูดกรีดแทงผม ทุกครั้งที่ผมต้องโกหกตัวเองและทุกคนว่าผมโอเค ทุกครั้งที่ผมต้องพยายามหลบหน้าแอชลีย์ ทุกครั้งที่เขาเจอผมแล้วชวนไปร้านหนังสือ ผมต้องแกล้งปฏิเสธว่าผมไม่ว่าง ทุกครั้งที่เขาเอาหนังสือมาแนะนำผม Have you read In the Cold Blood by Capote? เขาพูดไปด้วยยิ้มไปด้วยเช่นเดียวกับทุกที แต่ทำไมตอนนี้ผมกลับคิดว่าทุกครั้งที่เขายิ้ม เขาช่างเจ้าเล่ห์เหลือร้าย

ความเท็จ ปั้นแต่งหลอกลวง ไม่มีใครรู้หรอกว่าผมเจ็บปวดแค่ไหน จริงอยู่ ผมมันไม่ใช่คนดีขนาดในชีวิตนี้ไม่เคยทำผิดศีลข้อ 4 ในชีวิตนี้ผมเคยโกหกมาเป็นสิบรอบ แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนครั้งก่อน ผมรู้ว่าตัวผมโกหกไม่เก่ง ทุกคนจับพิรุธผมได้ตลอดว่าโกหกอยู่ แกจะหลิ่วตาให้ผมแล้วให้ผมคายความจริง ผมจนตรอกทุกครั้งที่ผมพูดเท็จ แต่กับแอชลีย์แล้วไม่ใช่แบบนั้นเลย แอชลีย์แค่ยักไหล่ Well, thats all right. But please, dont forget this book ah.. it was incredible, cant tell you why, but you have to read it yourself, Rama. เขาโบกมือให้ เหมือนกับไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนกับผมสุจริตขาวสะอาดเต็มร้อย แน่นอน เขาไม่ได้อินโนเซนส์จนไม่รู้ว่าผมโกหกหรอก ใครบ้างมันจะไม่รู้ถ้าคู่สนทนาทำตาล่อกแล่กขนาดนั้น แต่ไม่ว่าแอชลีย์จะเสแสร้งทำเป็นไม่รู้หรือไม่รู้จริงๆ คำโกหกของผมก็สัมฤทธิผลไปแล้ว

ผมโกหกเขา โดยที่เขาไม่ได้ทำผิด เขาไม่ได้เป็นต้นเหตุ แต่ผมก็โกหก เขาเชื่อหรืออย่างน้อยก็แสดงเหมือนเชื่อว่าผมไม่ได้โกหก และนี่แหละ ที่มันเลวร้ายอย่างไม่น่าให้อภัย

แล้วจะทำยังไงดี? หนีดีกว่าไหม? หนี? ไม่ ผมจะใช้คำที่ดูดีกว่านั้นคือ พัก ผมอยากหาที่เงียบๆ อ่านหนังสือเล่มที่อยากอ่านจริงๆ เผาหนังสือเรียนทิ้ง ไม่ต้องมาพบปะผู้คน ไม่ต้องแคร์ใครอีก จำศีลตัวเองด้วยตัวอักษร ว่างๆก็ออกไปหาอะไรกินบ้างพอให้ท้องอิ่มไปวันๆ ออกไปดูหนังที่อยากดูบ้างเป็นบางครั้ง

แต่จะมีสักกี่คนล่ะที่อยากเที่ยวแบบผม? วิธีพักแบบนี้ไม่ใช่วิธีพักของเพื่อนผมสักคน

อาทิตย์นี้มีวันหยุดต่อกันสี่วัน ข้อดีของการมีศาสนาพุทธเป็นประจำชาติก็ตรงวันหยุดนี่แล จุดประสงค์ของวันหยุดคือการให้พุทธศาสนิกชนได้ทำบุญตักบาตร ประกอบศาสนกิจ ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ อย่างที่หนังสือ ส.ป.ช. เขียนไว้ แต่คนส่วนมากที่ระบุศาสนาพุทธในบัตรประชาชนมักลืมจุดประสงค์นั้นเสมอ ผมอยากจะเศร้าใจแทนเหล่าสาวกในอาภรณ์สีส้มและลิ่วล่อทั้งหลายเสียจริง ผมพยายามแล้วแต่ผมทำไม่ได้ ผมหมดศรัทรากับคนพวกนั้นไปนานแล้ว

และเพราะอาทิตย์นี้มีวันหยุดต่อกันสี่วัน เปิ้ลเลยเสนอไอเดียขึ้นมาว่าพวกเราน่าจะออกไปเที่ยวไหนไกลๆ กันบ้าง บอลตบตักฉาดใหญ่รับคำ ไปทะเลไหม! มันทำตัวเป็นการท่องเที่ยวให้เสร็จสรรพ ปินพยักหน้าหงึกๆ เปิ้ลเห็นด้วยอย่างแรง และนี่แหละคือประชาธิปไตย สามเสียงจากห้าเพียงพอแล้วแก่การลงมติ เปิ้ลรีบถามเบลทันทีว่าเพื่อนพ่อเบลเป็นเจ้าของโรงแรมอยู่แถวนั้นใช่ไหม เขาจะลดราคาให้หรือพอให้พวกเราไปพักฟรีได้หรือเปล่า? เบลบอกว่าใช่ ทั้งๆที่เธอน่าจะทำหน้าเหวอเพราะคำถามมันเร็วไป... เร็วเกินไปจนเหมือนมัดมือชก

สาวน้อยทัวร์ริสต์กับสองลิงร่างแผนท่องเที่ยวกันอย่างรอบคอบและสวยหรู จะไปยังไง? ใครจะไปส่ง? เอารถใครไป? ออกกี่โมง? จะไปเที่ยวไหน? ตอนกลางคืนไปต่อไหน? แล้วถ้าฝนตกล่ะ? เอาร่มไปดีไหม? กินอะไรดี? ในที่สุด ฮูเล่! พวกเรามีแพลนจะไปพัทยาด้วยเวลาไตร่ตรองแค่ 10 นาที

เบลต้องรับปากสามเกลออย่างช่วยไม่ได้ ส่วนผมลองเฟดตัวเองออกจากกลุ่มด้วยการไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ พัทยา? ทำไมผมต้องไปเที่ยวทะเลด้วย? ไม่เห็นจะอยาก และไม่คิดว่าจะมีความอยากไปขึ้นมา ทะเลมันน่าเที่ยวตรงไหน? ยิ่งพัทยาด้วยล่ะขอบาย ชายหาดเหม็นๆ ของพวกคนกรุงสิ้นคิดที่ไม่รู้จะเที่ยวไหน ไอ้แบบนั้นมันไม่ใช่การพักหรอก ยิ่งไปก็ยิ่งเหนื่อย

รามไปไหม? เปิ้ลมั่นอกมั่นใจว่าผมต้องเซย์เยส ทุกคนไม่ได้อยากออกไปเที่ยวเหมือนเธอนะ..

ดูก่อน

เฮ้ย ไปพรุ่งนี้แล้ว บอลเคาะโต๊ะปลุกให้ผมตื่น วันนี้วันศุกร์แล้วไงล่ะ โทรไปบอกตอนตี 2 ก็คงไม่ทำให้แผนเที่ยวสะเทือนนี่

ถึงผมจะไปหรือไม่ไป คนอื่นก็สนุกได้โดยไม่มีผม ผมอยากให้ทุกคนเลิกทำเหมือนผมสำคัญมากสำหรับเพื่อนในกลุ่มสักที แค่เพราะพี่โต๊ะจับว่าต้องเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่วันเปิดเรียนแล้วทำไม? ไปล้างสมองกันมาตอนรับน้องแล้วทำไม? มิตรภาพแบบนี้มันจะอยู่ไปได้สักที่น้ำ เราเป็นเพื่อนกันได้ แต่เวลาเหงาขึ้นมาคงไม่คิดถึงกันใช่ไหม? ทั้ง ปิน บอล ปิน เบล อีกไม่นานคงถึงเวลาที่เราต้องกระจายกันไปอยู่ในที่ทางที่เราสมควรอยู่กันเสียที และถ้าวันนั้นมาถึงแล้วผมต้องอยู่คนเดียว ก็คง....

ก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง?

ไปเถอะ เบลยังไปเลย แปลว่า ขนาดเบลที่เป็นเด็กเรียนยิ่งกว่ามึงอีกยังไปเลย ถ้ามึงยังไม่ไปอีกก็ควรจะพิจารณาตัวมึงได้แล้ว

เบลคิดอะไรอยู่? ความจริงถ้าเบลบอกว่าไม่สะดวกก็ไม่มีใครว่าอะไรเธอได้หรอก แต่บางทีเบลอาจจะอยากไปก็ได้? เรื่องหาพันธมิตรฝ่ายเดียวนี่นายวิษณุถนัดนัก

รามเอาหนังสือไปอ่านด้วยก็ได้หนิ

ลมเย็นๆ กับกองหนังสือข้างเตียงผ้าใบ ถึงแม้ชายหาดมลพิษจะไม่สวยงาม แต่ผมเริ่มจินตนาการ เปรียบเทียบกับห้องนอนฝุ่นเครอะต้นเหตุโรคภูมิแพ้ของตัวเอง ถ้าเบลไม่พูดผมคงไม่หวั่นไหวใจเขว อย่างนี้หรอก จะไปหรือไม่ไปดีล่ะ? ถ้าผมอ่านหนังสืออยู่บ้านแล้วไอเพราะฝุ่นขึ้นมาอีก ตอนนั้นผมจะคิดว่า รู้งี้ไปฟอกปอดที่ทะเลดีกว่า หรือเปล่า? ผมต้องคิดแบบนั้นแน่ ผมมันพวกงี่เง่ารักพี่เสียดายน้อง ตัดสินใจไม่ถูก ตัดสินใจไปแล้วก็มานั่งนึกเสียใจว่าไม่น่าทำลงไปเลย ถ้าไม่ตัดสินก็เสียดายเอง จะไปทางไหน วิษณุก็ไม่เคยพอใจสักทางแหละ!

ไปนะๆ น่า ไปเถอะ ไปเที่ยวกัน เปิ้ลส่งสายตาออดอ้อนเป็นประกาย และดวงตาคู่นั้นปิดฉากทุกอย่าง

ปะ..ไปก็ได้.. ผมตอบตกลงอย่างอ่อนแรง ทำไมผมขัดใจคนไม่ได้สักที? รู้สึกว่าไอ้สถานการณ์แบบนี้มันเกิดบ่อยแล้วนะ บ่อยเกินไปแล้วเว้ย!

เอาน่ะ ไปอ่านหนังสือริมหาดอย่างเบลว่าคงไม่เสียหลาย ครั้งสุดท้าย ก่อนลาจากกับความกระด้างกระเดื่องและการเสแสร้ง ให้มันจบแบบเงียบๆดีกว่าต้องมาผิดใจทำร้ายกันทั้งสองฝ่าย อย่างนี้น่ะดีแล้ว

แต่ว่า..ทะเล..นี่มัน......

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมไปมหาลัยเพื่อสมทบกับปินและเปิ้ล บอลเอารถมารับพวกเราตอนสิบโมง ส่วนเบลไปรอที่พัทยาก่อนแล้ว บอลขับรถเหมือนขับรถไฟเหาะ ทุกครั้งที่มันแซงหรือปาดหน้ารถใคร ผมจะภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิข้างทางว่าอย่าให้หนังสือพิมพ์หัวสีกรอบบ่ายพิมพ์รูปศพผมลงหน้าหนึ่งเลย ผมนั่งสงบจิตสงบใจพิงเบาะหลังข้างๆ ปินซึ่งนั่งอ่านการ์ตูนอย่างใจจดใจจ่อ ผมหลับตาลง อยากพักให้เต็มตื่นเพราะได้นอนมาแค่สี่ชั่วโมง แต่เมื่อผมพยายามจะหลับ เสียงแย่งกันเปิดซีดี เสียงแย่งกันร้องเพลงของชายหญิงตรงเบาะหน้า (จาฟังดองบัง/เว้ยย! จะฟังเสลอ!/ฟังไม่รู้เรื่อง!/รถกูน้า!) คือมลพิษทางเสียงหมายเลขหนึ่งที่ทำให้ตาสว่างตลอดทาง

รถขึ้นทางด่วน ทิวทัศน์หลังกระจกมีเพียงเสาไฟและมวลเมฆแหวกว่ายอยู่กลางอากาศ ผมแหงนหน้าเหม่อมองท้องฟ้าไปอย่างไร้จุดหมาย ใจลอยไปถึงตอนนั่งรถกลับลำปางกับพ่อแม่พ่อกับแม่ เลยไปถึงเทปจรัล มโนเพ็ชรที่พ่อชอบเปิด เสียงแม่ที่ถามเรื่องเรียนอย่างอ่อนหวาน ไม่ได้คิดถึงมานานเท่าไหร่แล้ว? ไม่ได้กลับบ้านมานานเท่าไหร่แล้ว? ครึ่งปี? นอกจากจะเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ ผมมันยังเป็นลูกที่ใช้ไม่ได้อีก ผมควรจะเอาวันหยุดสี่วันจองตั๋วกลับบ้าน แต่ก็ไม่ได้นึกถึงจนมาถึงตอนที่สายไป

ตื่นได้แล้วราม ถึงแล้ว เพื่อนคนหนึ่งสะกิดไหล่ปลุกผม ผมเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย? ถึงแล้วเหรอ? เพิ่งเคยรู้สึกว่าตัวเองใช้เงินภาษีพ่อแม่กับทางด่วนคุ้มก็ครั้งนี้

ราม มีคนเรียกผมจากข้างหลัง แต่ผมไม่ได้หัน เป็นอะไรไป? ไม่ปกติ ผมลืมตาตื่นอยู่ แต่ขยับตัวไม่ได้ แรงกดบางอย่างยั้งผมไว้ พอผมพยายามฝืน แรงรั้งตรึงผมด้วยหมุดที่มองไม่เห็นจนเจ็บทั้งตัว

คุณโกหกผม คุณนึกว่าผมโง่ใช่ไหมราม? แต่ไม่เป็นไร ผมไม่โกรธคุณหรอก เพราะผมอยากเห็นคุณเจ็บปวด เจ็บปวดกว่าที่เป็นอยู่ เจ็บปวดจนอยากตาย อยากจบชีวิตลงด้วยมือของตัวเอง คุณไม่เคยรู้สึกหรอกใช่ไหมไอ้ความเจ็บปวดจนอยากตายน่ะ แต่ผม.. รู้สึกอยู่ตลอดเวลาเลยล่ะ.. คำพูด การออกเสียง และสำเนียงของเสียง เรียบเนียน บางเบาเหมือนเสียงกระซิบของเทวดาที่เล่นสนุกอยู่บนสวรรค์ แต่ผมจำน้ำเสียงได้ จำได้.. อย่างดีว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร

ผมกระชากตัวเองออกมาจากแรงยึดได้ในที่สุดแล้วรีบหันหลังไป สิ่งแรกที่ผมเห็นคือสัญญาณเตือนอันตรายอันน่าสะพรึงกลัว

รอยยิ้มไร้ความหมาย เสียงหัวเราะแผ่วเบาราวเสียงลม ผมรีบเอามืออุดหูตัวเองและเบือนหน้าหนี แต่ภาพของรอยยิ้มและเสียงหัวเราะยังไม่หายไป

เพราะคุณ...

เสียงระเบิดดังลั่นแหวกอากาศพร้อมๆกับความเจ็บปวดที่ไหลผ่านศีรษะและทุกประสาทสัมผัส ความร้อนและกลิ่นไหม้ของเนื้อสดละลายเป็นไอ ความคิด ความกลัว ความรู้สึก แตกสลายเป็นผุยผง เสียงกรีดร้องราวกับไม่ใช่เสียงของตัวเองดังก้อง ภาพมัวพร่าเพราะหยาดน้ำตา แสงสว่างดับมืด

จบ ดับสิ้น ล่มสลาย แตกสลาย นี่คือจุดจบ แต่ถึงกระนั้นความมืดกลับน่าอภิรมย์เหลือเกิน เพราะมันไม่เคยทำร้ายใครด้วยตัวของมันเอง มีแต่แสงสว่างเท่านั้นที่ทำร้ายให้คนตาดีกลับตาบอดได้

ผมแสบตา.....

กลิ่นหอมของบางสิ่งลอยล่ำเข้าจมูกจนผมอดใจลืมตาตื่นไม่ไหว แต่แสงสีขาวสว่างที่สาดส่องเข้ามาบังคับให้ผมต้องหรี่ตาลง แสงมืดกระพริบตัดกับแสงสว่างจนผมเห็นการเคลื่อนไหวทุกอย่างเป็นภาพสโลว์โมชั่น ผมพยายามเปิดตาขึ้นอีกครั้ง รู้สึกตัวเองนอนราบอยู่บนบางสิ่งบางอย่าง บางอย่างที่บางเบาราวปุยนุ่นและฟองอากาศ ผมนอนหงายมองสวรรค์ เมฆสีม่วงสลับส้มแหวกหวายท้องฟ้าสีน้ำคลอรีน ดวงอาทิตย์สีแดงกรั่งผิดธรรมชาติดวงกลมโตเต็มฉากฉายแสง 2 มิติ ร่างของผมหนักอึ้งเหมือนขอนไม้และก้อนหิน สีสันบนอวกาศเหนือหัวหอมหวานเหมือนลูกกวาด หลงใหลจนขยับไม่อยากจากไป ความฝันที่แสนสวย เพราะที่นี้ไม่มีสิ่งใดเป็นเรื่องจริง...

เพราะคุณ...

ราวกับใครบางคนมากดสวิตช์ดับไฟ ผมหายใจเฮือก ลืมภาพของท้องฟ้า ลุกขึ้นมาจับศีรษะ ไม่มีเลือด ไม่มีแผล ผมมีตัวตน ทุกอย่างอยู่ในสภาพปกติ แต่ผมจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างตีกันจนปั่นปวน
ไม่ชักไม่แน่ใจแล้วว่าเสียงน่ากลัวนั้นเป็นเสียงของใครบางคนที่ผมรู้จัก หรือเสียงของอดีต หรือเสียงในจินตนาการของผม

เตียงทรงยุโรปที่ผมนั่งอยู่ลอยต่ำอยู่เหนือพื้น โครงเครงเหมือนเรือลอยอยู่บนน้ำ ผมค่อยๆ ก้าวลงเหยียบพื้นหญ้ามอสหลากสีปูทั่วเป็นเม็ดทราย ทิวทัศน์รอบๆ กลายเป็นห้องโถงป่าทึบ เสียงของหยาดน้ำค้างสะท้อนดั่งเสียงเปียโน แสงลอดผ่านใบไม้แก้วส่องเป็นทางเดินเป็นสีคาไลโดสโคป ทุกสิ่งเต็มไปด้วยสีสด มีแต่ตัวผมเท่านั้นที่เป็นสีขาวดำ ผมสูดมวลอากาศและไอดินเข้าร่าง มันสะอาดบริสุทธิ์จนอยากหัวเราะ

ผมลืมความเคลือบแคลงที่มีอยู่อย่างหมดสิ้น เดินเข้าป่าใบไม้แก้วอย่างไร้จุดหมาย ผมไม่สนใจทางข้างหน้า ไม่สนว่าจะมีถนนนำทางหรือจะพบจุดหมายหรือไม่ เสียงเพรียกที่จับไม่ได้ด้วยโสตประสาทกำลังเรียกผม ดังขึ้น ชัดเจนขึ้น ผมวิ่งตามเสียงนั้นโดยไม่รู้ทิศทาง ถึงทุกอย่างตอนนี้จะเป็นแค่ความฝันแต่สิ่งที่ผมรู้สึกอยู่ในใจต้องเป็นความจริงแน่นอน ผมหยุดเพราะเสียงของน้ำตกไหลเอื่อยส่งไอเย็น หงส์สีขาวปรอดและดอกบัวแต่งแต้มธารน้ำ สัตว์ใหญ่น้อยทั้งกวาง นกยูง นกแก้ว เล่นสนุกอยู่กับแมกไม้ พวกมันไม่ตื่นหรือวิ่งหนีไปเมื่อเห็นผม ต้นไม้ที่มีผลเป็นสตอเบอร์รี่โน้มกิ่งเชิญชวนให้คนเด็ดไปกิน กลิ่นหอมของดอกกุหลาบลอยออกมาจากดอกชบา กลิ่นดอกมะลิในร่างของดอกบ้านเช้า ผมควานสายตาโดยรอบเพื่อหาบางสิ่งที่ถูกแอบซ่อนไว้ภายใต้เฉดสีนี้ และในที่สุด..ผมก็พบมัน

หญิงสาวผมยาวยืนอยู่ใกล้โขดหิน นกสีดำตัวหนึ่งเกาะไหล่เธออยู่ เธอใส่ชุดกระโปรงยาวสีขาวบางที่พร้อมจะปลิวหลุดไปกับสายลม สวมมงกุฎกากเพชรบนศีรษะ เมื่อเธอหันมา ทุกส่วนของร่างกายเธอจะเปลี่ยนสีไปตามการเคลื่อนไหว เส้นผมของเธอเปลี่ยนจากสีดำสนิทเป็นสีฟ้า จากสีฟ้าเป็นสีเขียวมรกต จากสีเขียนมรกตเป็นสีแดงทับทิม ผิวหนังของเธอเรียบเนียนเหมือนไข่มุก รอยยิ้มของเธอเหมือนกับไอแดดแผดเผาผิวหนังของผมร้อนผ่าว เธอเดินตรงมาหาผม ยื่นดอกเบญจมาศสีชมพูและสีฟ้าให้ ผมรับมันไว้อย่างไม่มีเงื่อนไข

ราม วิษณุ วิษณุคือรามใช่ไหม? เธอคือพระเจ้า? พระเจ้าคือเธอใช่ไหม? เธอถาม

เอ่อ.. เรา..เราชื่อวิษณุ แต่เราไม่ใช่พระเจ้า ผมส่ายหน้า ถึงแม้ว่าชื่อของผมจะไปพ้องกับชื่อของพระวิษณุในศาสนาพราหมณ์ แต่ผมไม่ใช่พระเจ้า และไม่เคยคิดจะเป็น

วิษณุ.. เสียงของเธอขับขานดั่งดนตรี เธอเดินเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ ใกล้ขึ้นอีก จนผมประหม่าอยากเดินถอยไปตั้งหลักแต่ก็ไม่ได้ทำแบบนั้น สิ่งที่สวยงามในตัวเธอทำให้ผมพูดไม่ออก ทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากจ้องมองเธอ แต่ไม่ว่าจะจ้องเท่าใด ผมก็ไม่เห็นหน้าเธอ

คนทุกคนคือพระเจ้า มีทั้งพระเจ้าผู้สร้างทุกอย่างและทำลายทุกสิ่ง แต่วิษณุรักษามันไว้.. ผมอุ่นๆจากเสียงกระซิบของเธอหนาวเข้ากระดูก อย่าให้ใครที่ไม่งดงามเท่าเธอมาบอกว่าเขาเป็นพระเจ้าของเธอ..เธอต้องเป็นพระเจ้าแน่ๆ.. เพราะเธอทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้.....

แม้ว่าเธอจะชิงชังความสวยงามของตัวเองเหลือเกิน

เธอเลือนหาย ค่อยๆจางลงเป็นภาพสีน้ำตากฝน แต่ผมยังรู้สึกถึงเธอ เธอหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับผม ทั้งทางจิตวิญญาณและความรู้สึก หากแต่เพียงเสี้ยววินาที ทุกอย่างก็จบสิ้น สติของผมกลับมาอีกครั้ง ผมไม่ได้เดินไปไหน แต่สถานที่ที่ผมยืนอยู่เปลี่ยนจากป่าทึบเป็นสวนโล่ง สระน้ำสะท้อนเงาเล็กๆของปราสาทโรมานอสอีกฝั่ง ดอกไม้พลาสติกขึ้นบนพรมหญ้า กระต่ายไร้ขนกระโดดหายลับตาไปในพงบุปผา ไม้กางเขนกลับหัวปักอยู่ทั่วยกเว้นเนินดินกลางสนาม บนเนินดินนั้นมีโต๊ะน้ำชาสีขาวพร้อมเก้าอี้ตั้งอยู่ ผมเดินขึ้นไปบนเนินนั้น

How was your trip? ชายที่นั่งอยู่ถามขึ้นด้วยสำเนียงอังกฤษ เขาใส่ท๊อปแฮททรงสูทที่เข้ากันได้อย่างดีกับโค้ทครึ่งตัวสีดำมือทั้งสองข้างของเขาประสานถือร่มสีดำคันใหญ่ ผมก้มมองหน้าเขาผ่านแว่นเลนส์เดียวที่เขาใส่ ไม่เชื่อสายตาตัวเอง

เขาคือ แอชลีย์ แกรนท์!

ไม่ใช่สิ.. เขาคือคนคนหนึ่งที่ใช้รูปลักษณ์ของแอชลีย์! ยิ้มเหมือนกัน พูดจกยกไม้ยกมือเหมือนกัน แต่แอชลีย์คงไม่พูดสำเนียงอังกฤษหรอกใช่ไหม? และสำนึกภายใจบอกผมว่า นี้ไม่ใช่เขา นี้ไม่ใช่ความจริง นี้ไม่ใช่ที่นี้

นกเพนกวินตัวหนึ่งเดินเตาะแตะเข้ามาหาชายหนุ่ม มันผงกหัวก่อนวางจานขนมเบื้องบนโต๊ะ

Where is the sun? Do you want me to get the tan by standing in the rain? เขาตะแบงใส่เจ้านกเพนกวิน ท่าทางเชิดหน้าเชิดตายิ่งเพิ่มระดับความเป็นผู้ดีวินเซอร์จนน่าหมั่นไส้ นกเพนกวินผงกหัว ไม่แสดงอารมณ์ใดๆแล้วเดินงุ่มงามลงเนินไปอย่างรีบเร่ง นายผู้ชายทำเสียงไล่ส่งในลำคอ สักพัก เสียงนาฬิกาคุกคูจากลำโพงดอกไม้ตีดังสิบสองครั้ง ดวงอาทิตย์สีผลแอปเปิ้ลถูกชักขึ้นจากเส้นขอบฟ้า ยืนตรงเหนือศีรษะ Thats better, oh pardon me, please sit down. ชายหนุ่มเพิ่งสังเกตเห็นผม เขากวาดมือเชิญให้ผมนั่งที่เก้าอี้ตรงข้าม ผมทำตามที่เขาบอก แม้จะงุนงงเล็กน้อย

Times up. What do you get from here? เขาพูดพลางล่วงกระเป๋ากางเกง เอานาฬิกาพกแบบโบราณขึ้นมาดูแล้วพยักหน้า

ได้..ได้อะไร?

เธอไม่ได้อะไรสักอย่างเลยเหรอ เธอไม่ได้เจอสิ่งสำคัญที่หายไปเลยหรือไง?

สิ่งสำคัญที่หายไป? ทบทวนก็แล้ว ดูกระเป๋ากางเกงว่าเผื่อมีของที่ผมทำหายไปบ้างก็แล้ว แต่ผมก็ไม่เข้าใจสิ่งเขาพูดเลย เขาถามผมเหมือนผมรู้จักเขาและเคยตกลงอะไรกับเขาเอาไว้ก่อน แต่ผมไม่เคยรู้จักผู้ชายคนนี้ จะรู้จักก็แต่รูปลักษณ์ของเขาเท่านั้นเอง

ช่าย อย่าทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยน่า

ผมก็ไม่ได้ทำอะไรหายไปสักอย่างนี่ครับ?

Are you sure?

ทุกอย่างยังอยู่ครบนี่ครับ

ชายหนุ่มมองหน้าผมแบบผู้ใหญ่มองเด็กดื้อ เขาหยิบขนมเบื้องหลายชิ้นเข้าปาก เสียงเคี้ยวกรวบๆในปากแสดงอารมณ์ไม่พอใจ Want some? เขาปาดครีมสีขาวออกจากริมฝีปากอย่างหยิ่งยโสแล้วจึงเลื่อนจานให้ เชื้อเชิญผมด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมมารยาท ท่าทางเสแสร้งเป็นผู้ดีของเขางี่เง่าเต็มกลืน

ไม่ล่ะครับ ผมปฏิเสธด้วยน้ำเสียงดัดจริตที่สุดในชีวิต

หนุ่มผู้ดีทิ้งตัวพิงเก้าอี้ ยิ้มอย่างครุ่นคิด เขาจับปลายหมวกไม่ให้ปลิวไปตามลม ไม่หรอกเธอต้องทำอะไรให้หายไปสิ ไม่งั้นเธอจะมาหาฉันทำไมล่ะ! เขาทุบโต๊ะ หันหน้าให้ผม ใบหน้าของเขาสดใสแต่สายตาจ้องมองผมเหมือนหมาล่าเนื้อ จากนั้นเขาก็กระโดดลงเก้าอี้ หุบร่มแล้วเกี่ยวมันไว้ที่ข้อมือ เสียงกรอบแกรบดังขึ้นจากพื้นหญ้าที่เขาเดินเหยียบความรู้สึก ความต้องการ ความรัก ความชอบ ความสุข ความฝัน ตัวตน จิตใจ เพื่อน คนรัก คนที่เข้าใจ อุดมการณ์ ทิฐิ พ่อมดหนุ่มเคาะร่มไปตามจังหวะการพูดแต่ละคำ เขาก้าวกระโดดไปมาจนดูเป็นเล่นกระโดดยาง เธอบอกฉันว่าให้ฉันช่วยตามหาสิ่งที่เธอทำหายไปไม่ใช่เหรอ? แล้วฉันก็ส่งเธอออกไปหา เธอได้อะไรกลับมาบ้างล่ะ! เขาเหลียวตัวกลับ 180 องศา ชี้ร่มจ่อผมซึ่งเดินตามหลังมา

ผมเปล่า

คำตอบของผมสั้นและเฉยเมยเกินไปแล้ว เพราะพอพูดจบ นักมายากลทำเสียงหายใจหัวเสีย เขาถอดแว่นและหมวกออก โยนมันทิ้งไปบนอากาศพร้อมกับร่ม กบตัวใหญ่เท่าก้อนหินตัวหนึ่งตวัดลิ้นจับของทั้งสามชิ้นไว้อย่างแม่นยำก่อนตกลงพื้น

หรือว่าเธอไม่ใช่คนคนเดียวกับที่ฉันรู้จัก? ในที่สุดก็รู้ตัวสักที! แต่คุณรู้หรือเปล่าว่าคุณเหมือนเขามากเลย เขาเป็นคนบริสุทธิ์ แต่เขาก็อ่อนแอเพราะความบริสุทธิ์ของตัวเอง เขาชอบกดดันตัวเอง เขาไม่เคยมองเห็นความสวยงามของตัวเอง ทั้งๆที่.. เขาคือเทพผู้โดนกักขังในร่างของมนุษย์ ชายสติเฟื่องยิ้มให้ผมอย่างไร้เดียงสา ไม่มีแววของความเสแสร้งอีกต่อไป เขาเดินเข้ามายืนประจันหน้าผม

แต่เขาก็ไม่ใช่เธอนี่นา...ไม่มีใครแทนเขาได้หรอก

โดยไม่มีเหตุผลหรือสัญญาณเตือนใดๆ เขาผลักผมกดลงพื้น ชันเข่าวางทาบตัวผมไว้ไม่ให้ผมลุกขึ้น มือรวบจับอยู่รอบคอ ใบหน้าและเสียงพูดของเขารื่นเริงราวกับสิ่งที่เขาทำอยู่คือการเล่นสนุก

ทำไมเธอถึงปล่อยให้เขาตาย? เขาบีบคอจนผมหายใจไม่ออก ผมใช้แรงทั้งหมดดึงมือเขาแต่ก็ไร้ผล ผมได้ยินเสียงหัวเราะ เขาสนุก..กำลังสนุกที่ทำร้ายผม!

คุณพูดถึงอะไรอยู่!

เธอก็รู้ไม่ใช่เหรอ... เธออยู่กับเด็กคนนั้น เธอรู้ว่าเขาหายไป แต่ทำไมเธอถึงไม่ช่วยเขา

ผม...ไม่... อากาศหมดลงเรื่อยๆ ยิ่งผมดิ้นรนเท่าไหร่ผมก็ยิ่งหายใจไม่ออก ทุกอย่างที่เขาพูดสับสนและไม่ประติดประต่อกัน นาทีที่แล้วเขายังพูดถึงคนที่เขารู้จัก แต่ตอนนี้เขาหมายถึงใคร? ใครคือเด็กที่ผมไม่ได้ช่วย? ผมไม่รู้! ผมไม่รู้! ผมไม่รู้! ผมไม่รู้! ผมไม่รู้! ผมไม่รู้!

ตอนที่เขาจะตายเขาก็รู้สึกแบบนี้ ร่างกายผมต่อสู้ขัดขืนด้วยสัญชาตญาณ รสเค็มของเลือดจากจมูกไหลเข้าปาก เลือดกำเดากำลังไหล... ผมลืมตาแต่มองไม่เห็น สติของผมเริ่มแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นเล็กชิ้นน้อย เขาตาย... เขาตายแล้วรู้หรือเปล่า

..ผมจม.. จมหายไป.. หมดสติ เขาฆ่าตายทั้งเป็น.. และความตายของผมคือความสนุกของเขา

เพราะเธอ...

Vishnu..

แรงกดคลายเป็นสัมผัสของใครบางคน ผมรีบเอาอากาศเข้าปอด แสงสว่างกับมาอีกครั้ง ชายหนุ่มกับแว่นตาสี่เหลี่ยมพูดสำเนียงอเมริกัน เขากลับมาแล้ว.. แอชลีย์ แกรนท์อยู่ที่นี้.. พูดกับผมอยู่.. แดดที่สะท้อนตัดร่างทำให้เขาเหมือนกับเทวดา สีหน้าของเขาเศร้าหมอง ผมเห็นปากเขาขยับแต่ไม่ได้ยินเขาพูด ผมอยากลุกขึ้นแต่ไม่มีแรง อยากไล่ให้เขาหาที่อื่นนั่งที่ไม่ใช่บ่นตัวผม ทั้งที่ไม่มีสติพอจะคิดว่านี้คือเขา

แอชลีย์ยิ้ม เขาวางมือข้างหนึ่งไว้บนแก้มผมแล้วค่อยๆ เช็ดเลือดออกให้ ผมไม่ได้บอกให้เขาหยุด.. ทั้งๆ ที่ผมน่าจะทำ Ive prayed to you but you never answer me, why? เขายังวางมือไว้ที่เดิม โน้มตัวลงมากระซิบ My lord, do you realize that your soul is drowning in misery? ใกล้ขึ้นเรื่อยๆจนเห็นรายละเอียดของใบหน้านั้นชัดเจน และสัมผัสบางเบาของเขากำลังกัดกร่อนผม

Do you realize that.. if this world were to end tomorrow, you will save anyone but yourself

ฉับพลัน พื้นดินค่อยๆสลายเป็นละอองฝุ่น แอชลีย์นั่งคุกเข่าอยู่ที่เดิม แต่ผมกลับตกลงมากับความสูง มือและเท้าปัดป่ายหาที่ยึดเกาะ ไม่มีเสียงขอความช่วยเหลือหรือท่าทีใดๆจากแอชลีย์ เขาอยู่ไกลออกไป ไกลออกไปเรื่อยๆ จนผมมองไม่เห็น ผมร่วงหล่นลงมาจากสวรรค์ กระทบพื้นดิน

อะ..แอช..! ร่างของผมบิดงอก่อนสะดุ้งตื่นอย่างรุนแรง แต่ก็ยังหยุดปากตัวเองไม่ให้เอ่ยชื่อคนที่ผมเห็นในฝัน กวาดตามองรอบๆ สำรวจตัวเองว่าอยู่ที่ไหน บนรถ... ผมอยู่บนรถ นี้คือที่นี้ รถของบอล ยังอยู่ ผมจับคอตัวเอง ไม่ตาย ผมยังมีชีวิตอยู่ ฝัน.. มันคือฝัน.. แต่มันคือฝันร้ายหรือฝันดี? หญิงสาว ชายหนุ่มบนเนิน แอชลีย์ พูดอะไรกับผม? มันเป็นคำพูดของใคร? หรือของ.. ตัวผมเอง? ผมพูดกับตัวเอง? สิ่งที่เขาพูด เด็กคนนั้น..ไม่..หรือว่า..? ผม.. ทำไมผมถึงฝัน..?

เฮ้ย ถึงแว้ว จะนอนไปถึงไหน? บอลเขย่าตัวผม บอล? จริงสิ ผมนั่งรถมาพัทยาอยู่นี่นา ที่นี้คือโลกแห่งความเป็นจริง ผมคือวิษณุ พลหล้า อายุ 19 ปี ขณะนี้เป็นนักศึกษาชั้นปี 2 เกิดและเติบโตขึ้นมาในประเทศชื่อว่าไทย ผมเป็นมนุษย์ไม่ใช่เทพ ไม่ใช่จินตนาการ ผมมีตัวตน ไม่มีใครได้ยินที่ผมพูด ไม่มีใครรู้ว่าผมฝัน ทุกอย่างปกติ เพราะงั้นรีบทำตัวให้เป็นปกติเถอะ!

นอกรถ ตึกสูงของโรงแรมตั้งตระหง่าน แสงแดดร้อนแรงของพัทยาปะทะหน้า ลมแรงพัดกลิ่นเค็มแตะจมูก ผมถึงทะเลแล้ว ที่นี้คือสถานที่เที่ยว และวัตถุประสงค์ของการมีอยู่ของสถานที่นี้คือการท่องเที่ยว! ใช่ ท่องเที่ยว หาความสุขใส่ตัว ลืมเรื่องทั้งหมด จดจ่อใฝ่ฝันถึงดวงตะวันและแหม่มใส่บิกินี่ พอ!

หวัดดีเบล! เปิ้ลโบกมือทักทายเบลที่มาถึงก่อนแล้ว ผมหันไปตามเสียง เธอใส่เสื้อแขนกุดสีชมพู กางเกงสามส่วนสีครีมที่พอดีตัว ปล่อยผมยาวแทนที่หางม้าแบบประจำ ทุกคนทยอยเดินเข้าไปหาเธอยกเว้นผม เพราะผมได้แต่มองเธอ ฟันเฟืองของผมหยุดค้าง เปล่าเลย ชุดไปรเวทและสีดำยาวถึงกลางหลังไม่ได้หยุดผม ผมเข้าใจทุกอย่าง ความรู้สึกตัวเอง ความรู้สึกที่ผมไม่เคยใส่ใจ

หญิงสาวที่ผมเห็นในฝันคือเธอ

________________________________________

*This episode of BKK contains a lot of reference to the Beatles. It is a tribute!

________________________________________

On the next episode of BKK
รามปกปิดความจริงบางอย่างไว้ เขาไม่บอกใครหรอก

บางที..ที่ผมมาที่นี้..ก็เพราะ..

คนที่อยู่แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงตลอดจะเป็นคนยังไง?

Would you believe in a love at first sight?

รามย้อมผมหรือเปล่าเนี่ย?

เหมือนเด็กคนนั้นตอนผมอยู่ ป. 3........

________________________________________

ก่อนจะพูดอะไรขอยกคำถามของคุณ Aijou~ มาตอบไว้ ณ ที่นี้นะครับ

เอ่อ สวัสดีค่ะ
(จะดูแปลกๆ มั้ยเนี่ย แต่ก็ช่างเถอะ!)

วันนี้นั่งอ่าน BKK ตั้งแต่แรก จนถึงตอน 11 แล้วก็มีเรื่องนึงค้างมากๆ อ่ะค่ะ ตั้งแต่ตอนที่ 6 แล้ว จนถึงตอนที่ 11 ก็ยังไม่เห็นมีใครจัดการอะไรกับมันซักที...

เลยอยากถามคุณแกรนท์อ่ะค่ะ ว่าตอนที่ 6 ที่พูดว่า

"Because I think screwing a boy wouldnt be as nice as screwing a man they are always scream.."

ประโยคแบบนี้น่ะ ถือว่าเป็น sexual harassment รึเปล่าคะ?

ถึงประโยคไม่มีประธาน (subject) แต่มันอนุมานเอาเองได้ว่าผู้พูดเป็นประธานนี่นา....

แกรนท์น่ากลัวจังเลย

ประเด็น Sexual Harassment ที่ Aijou ถามถึง ขอบคุณที่อ่านฟิคครับ ^ ^ จะตอบเท่าที่ผมเข้าใจนะครับ

ในฐานะคนเขียน ผมไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นหรือไม่เป็น เพราะมันเป็นหน้าที่ของผู้อ่านที่ตีความกันเอง ผมมีหน้าที่เขียนสาร คนอ่านมีหน้าที่เสพ อย่าหาว่าหยิ่งเลย แต่ถ้าผมจับมือคนอ่านเขียนความคิดของผมให้ทุกคนอ่านอย่างไม่เปิดช่อง แล้วแบบนั้นการอ่านจะมีประโยชน์อะไร? ผมชอบงานที่เปิดกว้างๆ ถ้าใครจะคิดว่าฟิคนี้แทรกด้วยนัยยะที่มีอยู่ระหว่างบรรทัด (ยิ่งเป็นตอนที่เมามึนสุดๆ แบบตอนนี้) ผมโอเคครับ จะคิดก็คิดกันไปเลย บอกตามตรงผมชอบด้วยซ้ำ

ตามทัศนะของผม (ไม่ใช่การตัดสินว่าถูกหรือผิด หรือ absolute นะครับ) การใช้คำว่า Screw ในระดับนี้ตัวเองไม่มีเจตนาหรือดีกรีไปถึง Sexual Harassment นะครับ ผมคิดว่าสิ่งที่แกรนท์พูดเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ในบริบทของวัฒนธรรมอเมริกัน แกรนท์อาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ได้ เห็นว่ามันเป็นมุกตึ่งโป๊ะธรรมดาๆ ในขณะที่รามเติบโตมาในวัฒนธรรมไทย(หมายถึงวัฒนธรรมไทยที่ชนชั้นเจ้าสร้างขึ้น) กลับหัวเสียกับพูด เพราะเขา ไร้เดียงสา และ อ่อนต่อโลก กับเรื่องที่ดู ผิดผี กับวัฒนธรรมไทยเท่านั้นเอง (ขอใช้คำว่าผิดผี มันดูโบราณเต่าล้านปีดีจัง 55)

ผมเห็นด้วยกับหม่าว ว่าจุดอ่อนของงานผมหรือการที่มันไม่มีเหตุผลในสถานการณ์ ผมอยากแก้ตัวว่าอีกไม่นานมันก็มีเหตุผลมารองรับกับเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นเอง แต่การที่ผมไม่สามารถลงฟิคให้ติดต่อกันจนทำให้ผู้อ่าน flow ไปตามสถานการณ์ของเรื่องได้คือความผิดของผมเต็มสตรีม ผมอยากเขียนให้คนอ่านรู้สึกว่า อ้อๆๆ ที่ นาย ก. มันทำแบบนั้น ในตอนนั้น เพราะอย่างนี้นี่เอง แบบตอนอ่าน Harry Potter มากๆ ครับ (ผมได้อิทธิผลในการดำเนินเรื่องจาก Harry มามากทีเดียว แต่ผมไม่มีเวลาเขียนหนังสือ 24 ชม.เหมือนป้าเจเคอ่า T T)

อ่านเมนต์ของพี่นุ่นแล้วคิดถึงคำพูดของ Wilde ว่า There is no such thing as moral or immoral books, books are good written and bad written, thats all. (ไม่ถูกเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ประมาณนี้ครับ)

ผมยังมองโลกในแง่ดีว่าผู้อ่านของผมคงไม่คิดว่าประเด็นในเรื่องนี้จะเป็นเรื่องไม่เหมาะสมหรือนำเอาค่านิยมทางศีลธรรมมาตีค่างานของผม ผมเบื่อกับวัฒนธรรมลักลั่นดัดจริตของประเทศนี้ เบื่อประโยคโสโครกว่า ไม่เหมาะสม มาเพียงพอแล้ว (อ่าว ไหงมาจบด้วยการบ่นซะล่ะ)

________________________________________

ขอบคุณทุกท่านมากๆ ที่ติดตามอ่านฟิคนี้มาตลอดครับ ไม่รู้ว่าตอนหน้ามาเมื่อไหร่...แต่..แต่ไม่นานหรอก.. (ไม่สัญญา 55)

ปิดท้ายด้วย รูปสี่เต่าทองจาก Help!



ชุดแอชลีย์ในตอนนี้ เอามาจากจอร์จนี่แล แต่ผมไม่รู้ว่าเสื้อคลุมที่จอร์จใส่อยู่มันเรียกว่าอะไร ใครรู้บอกผมที T T

Comment

Comment:

Tweet

big smile open-mounthed smile confused smile

#13 By โหลดเพลงmp3ฟรี (125.25.32.242) on 2010-02-18 14:48

ตอบคุณ Ajou ขอบคุณมากครับ ดีใจจังที่มีคนอ่านเพิ่ม

ตอบคำถามนะครับ

วิษณุจะชอบเบลจริงๆ หรือ? เพราะดูเหมือนว่าความคิดของเขาที่มีต่อเบล จะเป็นการมองผู้หญิง ที่สูงส่ง จับต้องไม่ได้ ดูเป็นคนในอุดมคติมากกว่าผู้หญิงที่มีตัวตน มีเลือดเนื้ออยู่จริงๆ นะ

- ใช่ครับ ผมตั้งใจให้รามมองเบลเหมือนเทพีจริงๆ เพราะผมก็มองผู้หญิงที่ผมชอบแบบนั้น (กร๊ากก) ผมคิดว่าการมองคนแบบสูงส่ง แบบเทพธิดา เป็นการชอบแบบนึงนะ เป็น Courtly Love ไม่ใช่ Passionate Love

ผมคิดว่า Courtly Love (เป็นความรักของอัศวินกับเลดี้ เช่นแลนซลอทกับกวินเนเวียน่ะครับ) เป็นอะไรที่โรแมนติกมาก เพราะมันเป็นการรักเขาโดยที่ไม่ต้องการเป็นเจ้าของ รักเขาเพราะเขาสวย รักเขาเพราะเขาเป็นอุดมคติของเรา

การชอบมีได้หลายทางนะ

To หม่าว, พี่นุ่น
อยากบอกว่าขอบคุณอีกครั้ง ที่รัก~ BKK ตอนนี้หลุดไปจริงๆ เนอะ แต่ผมดีใจนะที่ทุกคนมองว่ามันหลุดไป เพราะอย่างน้อยผมก็ได้รู้แล้วว่าพื้นฐานของรามที่ผมควรเขียนต่อไปคือพวก Realist

To เอ็ดคุง
เราชอบไซไต้ซังนะ >w<

To ทุกคน
หลังจากนี้ผมคงดอง BKK นาน (แค่นี้ยังไม่นานอีกเหรอ) เพราะต้องไปตั้งสติแต่งเรื่องที่อยากให้ได้พิมพ์ก่อน (ว่าไปไหลนู้น) อย่าลืมกันน้าคร้าบบ T T

#12 By So Gallagher on 2007-08-31 19:11

เค้าตกใจภาพดิสเพลอ่า =[]=

#11 By A r c h i r a on 2007-08-31 11:31

*note* this is a quick comment I haven't read the whole thing, forgive me if I misunderstood.

On drug? Let me use the magic word, "HIGH"

I thought no one is going to say this, but since Maw brought this up, I have to admit that I was delighted. You may not mean it but I feel like my experiment is accomplished! Yeah! (big smile to y'll!!)

Yee.. Rama is high and this episode of BKK is a complete reference to drug and the Beatles and all those psychedelic stuff, you know, kaleidoscope, weed and so on.

I wasn't sure at first too if I should put this in BKK or a regular dream would be better. I just wanna write down what's in my head but if you guys said the regular is more fitted then, I guess you're right.

Maw, you've said it before, and yes, it is the biggest weakness in my work. I screwed it up and you can say this is an excuse. (Frankly, my dear, it was AN EXCUSE. T T) Surely I will rewrite it until it was near-perfect. Thanks for your advice anyway, it means so much to me.

BKK will be a life-long work for me. I will not finish it soon and maybe you have to wait for a longggg timeee, Would still read it when I am 64? ^ ^

PS. Please leave your comment in Thai, I've to use English because I've been tangled my words lately (even if I'm not in love hahaha)

PS2. Sorry, if I said anything wrong, I'm tried from sickness and things. I was horribly sick at the beginning this week. GODDAMN CANTEEN!!

#10 By So Gallagher on 2007-08-30 22:25

เอ่อ...เกือบลืม

เรื่องการคุกคามทางเพศของแกรนท์ เราก็ยังคิดจริงๆนะจ้ะ ว่าการกระทำแกเข้าข่ายคุกคามทางเพศ แต่เป็นดีกรีระดับอ่อนๆ (ก็คือจีบรามแบบ S นั่นแล) คือ เราพิจารณาจากบริบทต่างๆน่ะจ้ะ

โซเขียนงานได้อย่างมีลูกเล่นและเก่งมากขึ้นเรื่อยๆจนน่าตกใจจริงๆนะ โซจะเก่งขึ้นอีกๆๆๆ น่าตื่นเต้นมากที่จะได้อ่านตอนใหม่ๆ และดูพัฒนาการ

#7 By noonoon on 2007-08-29 12:05

โซเขียนได้สุดยอดมาก ฉากฝันอ่ะ ยอดมากเลยยยยย โซเป็นคนพัฒนาการเขียนได้เร็วมาก และมีลูกขยันเยอะ โซต้องเป็นนักเขียนที่เก่งมากได้แน่ๆ

แต่โซต้องหาทิศทางของตัวเองให้เจอนะจ้ะ นี่เป็นสิ่งเดียวที่โซยังขาดอยู่ การขาดทิศทางในงานทำให้งานโซไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ตัวละครของโซเลยไม่เป็นเอกภาพ ซึ่งถ้าโซแก้ได้ โซจะไม่มีอะไรให้ติเลย

อย่างเรื่องนี้ โซเอาความฝันที่บิดเบี้ยวเกินไปใส่ให้ราม รามไม่มีทางฝันอย่างนั้นได้หรอกจ้ะ ทั้งสี กลิ่น เสียง มันเยอะแยะไปหน่อยสำหรับเด็กธรรมดาๆอย่างราม มันต้องเป็นความฝันของเด็กที่บอบช้ำมามาก และแสดงออกมาสู่สาธาณะอย่างผิดปกติแน่ๆ หรือไม่ก็เมายาอย่างที่หม่าวว่า

อีกอย่างเรื่องการฝันที่เป็นรูปเป็นร่างเกินไปนั้น เราคิดว่าต้องเป็นพวกหนีจากโลกแห่งความเป็นจริงสูงนะจ้ะ ถึงจะฝันได้ขนาดนั้นและฝังใจขนาดนั้น

เราเป็นคนหนึ่งที่มีจินตนาการค่อนข้างเป็นอาณาจักรใหญ่ๆอยู่ในตัว เราเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว สิ่งที่อยู่ในมโนสำนึกนี้เป็นเหมือนเป็นการเยียวยาตัวเองน่ะจ้ะ นางในฝันของนุ่นเลยค่อนข้างเข้มข้นกว่าคนทั่วไป ตอนอ่านฟิคตอนแรกเลยร้องว่า เฮ้ยยยย จู่ๆ เด็กแบบรามจะฝันถึงนางในฝันได้ไงเลยนะ แต่พออ่านๆดูอย่างละเอียดก็รู้ว่ามันต่างกันนั่นแหละ ระหว่างรามกับนุ่น แต่เราคิดจริงๆนะ ว่าจากที่เห็นรามในบริบทที่ผ่านมา รามค่อนข้างที่จะ realist นะจ้ะ มากกว่าการที่จะเป็นนักฝัน

#6 By noonoon on 2007-08-29 11:57

นำเสนอรูปแบบฝันเป็นการเปรียบเทียบคู่กับโลกความจริง และนำเสนอในเชิงลึกซึ้งได้อย่างมีศิลปะ พี่โซเขียนได้ดีมากค่ะ ชอบบบบบ

เสียแต่ว่า รามไม่น่าจะเป็นคนที่ฝันอย่างนี้เท่านั้นเอง เหมือนไม่ใช่คนที่แวดล้อมไว้ด้วยโลกแบบนี้

ถ้ารามฝันถึงห้องสี่เหลี่ยมแล้วแอชลีย์เป็นนายธนาคาร ทนาย เจ้าหนี้ อะไรยังพอมีทาง โลกความฝันอาจแฟนตาซี แต่ความฝันของคนเราจริงๆบางทีไม่ใช่อะไรที่แฟนตาซีขนาดนั้น

แต่ชอบเรื่องราวที่ได้อ่านจริงๆค่ะ ดูเป็นโลกกวีดี มีรสชาติที่สวยงาม เต็มไปด้วยสภาพที่บีบคั้นอารมณ์

#5 By เห็ด rosy on 2007-08-29 04:16

ไม่ได้อ่านหลายตอนก่อนหน้านี้ เพราะเหตุผลส่วนตัว และ 'ด้วยเจตนาดี' ขออนุญาตไม่อธิบายตรงนี้ ขอเม้นท์เกี่ยวกับตอนนี้นะครับ

เอาวัตถุดิบจากงานของบีทเทิลส์มาทำได้เจ๋งดี จังหวะ ความยาว การบรรยายภาพน่าสนใจหมด ความหวือหวาที่เซอร์เรียลถูกคลี่ออกมาเป็นรูปธรรมได้น่าตื่นตะลึง แต่น่าจะออกมาเป็นงานสั้นหรืองานชิ้นใหม่มากกว่า เพราะรามไม่ใช่คนที่จะฝันแบบนี้ได้ (ผมอ่านไม่ครบทุกตอน จะพูดเท่าที่คิด ให้ท่านๆไปพิจารณากันเองนะครับ) เม้นท์สั้นๆแล้วกัน คนที่จะฝันแบบนี้ได้ ต้องมีอาการทางจิตที่เข้มข้นพอ ไม่ว่าจะด้วยทางกายภาพแต่กำเนิด หรือจากประสบการณ์ที่รุนแรงมากๆ หรือถ้าเป็นคนสุขภาพค่อนข้างปกติ จะมีทางเดียวก็คือ ต้องเมายาครับ

ซึ่งรามที่เป็นรามมาตลอด ไม่ได้ลงล็อคเงื่อนไขนี้ ถ้าคุณจะเปลี่ยนรามให้มีเงื่อนไขขึ้นมาในภายหลัง หรือบอกว่ารามมีเงื่อนไขเช่นนั้นอยู่แล้วแต่คุณอุบไว้ มันก็จะไม่เนียนทั้งสองกรณี ผมขออนุญาตพูดตรงๆว่า ผมคิดว่าการเปลี่ยนคาแรกเตอร์ไปเรื่อยๆมันไม่เวิร์คครับ การเปลี่ยนรายละเอียดอาจมีได้ แต่การเปลี่ยนแปลงบางอย่างมันเป็นไปไม่ได้เลย นอกจากคุณจะรีไรท์ตั้งแต่ตอนแรกใหม่ การอ่านรวดเดียวเพื่ออุดจุดรั่วในตอนแรกๆใช้เป็นข้ออ้างไม่ได้ หากการเปลี่ยนแปลงคาแรกเตอร์นั้นขัดแย้งมากเกินไป (อันที่จริงเรื่องนี้เคยพูดไปแล้ว ตรงไหนสักแห่งในอดีต) ยังไงก็ตาม แล้วแต่ผู้เขียนจะพิจารณาครับ

เรื่องสาวในฝันของรามที่ทาบทับกับเบล (ขอไม่พูดเรื่องทำไมภาพฝันของรามถึงชัดเป็นรูปธรรมได้ขนาดนี้ เพราะจะซ้ำกับตอนที่พูดเรื่องจิตใจและการใช้ยา) ผมรู้จักเรื่องทำนองนี้ดี เพราะเผอิญผมรู้จักคนที่มีความคิดคล้ายๆเช่นนี้ และรู้ว่ามันลึกซึ้งละเอียดอ่อนมากแค่ไหน แต่อ่านดูแล้ว แม้จะแค่เป็นการเกริ่นถึง แต่รับรู้ได้ทันทีว่ามันความต่างกันอยู่มาก ก็เลยคิดว่าคงเป็นคนละกรณีกัน แค่โครงภายนอกคล้ายกันเฉยๆ ที่พูดเรื่องนี้ก็แค่เพราะนึกถึงเพื่อนขึ้นมา แล้วคิดว่ามันน่าเจ็บปวดใจ ถ้ามีใครคิดว่ามันเหมือนๆกันน่ะครับ

best wishes to you as a friend and as a writer.
surrealism มาก ตอนนี้
ไม่ตีความสัญลักษณ์ล่ะ เหอะๆ

รามมีปมอะไรในใจอยู่น้า
ขอบคุณมากค่ะ สำหรับคำตอบที่แจ่มแจ้งและจริงจัง
ทำให้รู้สึกผิดอยู่เนืองๆ ที่คำถามของเราช่างไม่มีความจริงจังเลย เทียบกับคำตอบของคุณSo ไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
แล้วก็... เพิ่งมารู้สึกว่าตัวเองใช้ภาษาที่คลุมเครือ แถมยังชวนเข้าใจผิดเอาง่ายๆ ต้องขอโทษด้วยนะคะ

เรารู้ว่าแกรนท์ไม่ได้มีเจตนาจะ harass อะไรกับวิษณุ แต่มันก็เป็นมุขตลกร้ายที่พอนึกถึงสถานภาพของผู้ชาย 2

คน แถมยังเป็นอาจารย์กับลูกศิษย์ แล้วก็จะรู้สึกแปลกๆ นะคะ แต่เป็นความรู้สึกแปลกๆ ที่ชอบนะ ประมาณว่า... "

เอาล่ะ จิ้นต่อได้ตามสบาย"
ที่เราติดใจอีกอย่างก็คือ สำหรับวิษณุมันไม่น่าจะเป็นเรื่องปกติที่จะมีคนมาพูดถึงเรื่อง screwing กับตัวเอง
แถมพอรู้ความหมายยังดูเหมือนว่าจะโกรธมากๆ (หรือเราเข้าใจผิด?)
แต่พอถึงตอนที่ 7 หรือว่าตอนต่อๆ จากนั้นก็ไม่ได้มีการพูดถึงมันอีก ทำให้เราสงสัยน่ะค่ะ ว่าทำไมวิษณุถึงลืมมันไป

ง่ายจัง? เพราะมีเรื่องน้องกุ้งกับบอลเข้ามาแทรกก็เลยลืมมันไป?
(หรือจริงๆ แล้วเป็นตัวเราเองที่เอาแต่หมกมุ่นกับคำนี้!!)

ตอนนี้เราอ่านครบทั้ง 14 ตอนแล้วล่ะค่ะ ชอบบรรยากาศเวลาคุยกันของแกรนท์กับวิษณุจัง
แล้วก็ชอบเอามากๆ กับวิธีการที่แกรนท์ค่อยๆ ตะล่อม หลอกล่อ ให้คนพูดน้อยอย่างวิษณุค่อยๆ แสดงความคิดเห็น

ออกมายาวยืด
แต่ สงสัยอีกข้อ ว่าวิษณุจะชอบเบลจริงๆ หรือ? เพราะดูเหมือนว่าความคิดของเขาที่มีต่อเบล จะเป็นการมองผู้หญิง

ที่สูงส่ง จับต้องไม่ได้ ดูเป็นคนในอุดมคติมากกว่าผู้หญิงที่มีตัวตน มีเลือดเนื้ออยู่จริงๆ นะ

ไม่ต้องตอบคำถามก็ได้ค่ะ คิดว่าอาจจะดีกว่าถ้าอ่านให้จบทั้งหมดก่อน อย่างที่คุณ So บอก บางทีคำตอบอาจจะอยู่

ในตอนหน้าๆ
จะรออ่านตอนต่อไปค่ะ

#2 By Aijou~ on 2007-08-27 07:56

เสื้อเรียกว่า เคป น่ะค่ะ โซ จะคล้ายโค้ท แต่ไม่มีแขน ยาวจนคลุมสะโพกก็มี ( ใช้ทั้งชายและหญิง ) อืม คิดว่าคงจำชิ่อไม่ผิดนะ ถ้าผิดพลาดหรือมีข้อมูลเพิ่มเติมคุณผู้รู้ช่วยแนะนำด้วยค่ะ

เดี๋ยวมาเม้นท์ฟิคทีหลัง

#1 By บี (202.139.223.18) on 2007-08-25 01:17