"ถือให้ด้วย! ถือให้เลย!" สาวหมวยผมยาวร่างเตี้ยเล็กตะโกนเรียกชายหนุ่มผู้เดินนำหน้า ฝ่ายชายเหลียวหลัง คิ้วที่อยู่เหนือกรอบแว่นขมวดโค้งเป็นคันธนู เขาเดินกลับมารับกล่องใส่เครื่องดนตรีขนาดใหญ่จากมือหญิงสาว สะพายหลัง เดินดุ่มไม่พูดไม่จา

             "โกรธเหรอ?" หญิงสาววิ่งทันมาขนาบข้าง เอาศอกข้างนึงกระทุ้งใส่สีข้างชายหนุ่ม น้ำเสียงง้อนง้อ
             "เปล่า ไม่โกรธ" เขายักไหล่ เงียบนิ่งดั่งเดิม
             "ก็..ก็นึกว่ารถเมล์มันจะเข้ามาถึงอ่ะ! ก็นั่งสายนี้มาประจำ!" หญิงสะบัดมือไม้แก้ตัว เธอเข้าใจผิด รถเมล์คันที่พวกเขานั่งมาเป็นรถเมล์เข้าอู่รอบสุดท้าย เลยไม่ผ่านมาแถวนี้เหมือนเวลาปกติ กระเป๋ารถเมล์แกว่งกระบอกเก็บเงินไล่ทั้งคู่ลงกลางทาง ซ้ำร้ายยังไม่มีรถแท็กซี่ผ่านมาสักคัน พวกเขาเลยต้องหอบกล่องกีตาร์หนักอึ้งเดินสองขามาจนถึงที่หมาย

            ทั้งคู่มาหยุดอยู่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง บรรยากาศดูเหมือนบ้านคนมากกว่าร้าน ป้ายชื่อหน้าร้านประดิษฐ์ด้วยตัวอักษรไฟนีออนสีฟ้าอ่อนตัดพื้นหลังสีดำสนิท เขียนเป็นคำภาษาอังกฤษไร้ความหมายว่า "Champagne Supernova"

            ภายในรั่วร้านเป็นสนามหญ้าขนาดใหญ่ มีต้นมะม่วงช่อดอกมะม่วงสีขาวชูยอดจากใบไม้เขียวโต๊ะและเก้าอี้รับประทานอาหารจัดตกแต่งเหมือนงานเลี้ยงน้ำชาของอังกฤษ ตัวอาคารหลักตรงอีกฝั่งหนึ่งของสนามเป็นสร้างโดยสถาปัตยกรรมวิคตอเลี่ยนแบบบ้านเจ้าเก่า ผนังทั้งหลังทาสีเขียวอ่อนสลับเข็ม บนหน้าต่างเป็นไม้ฉลุลาย ประตูหน้าติดกระดิ่งส่งเสียงดังกริ๊งสดใสเมื่อเปิดปิด  ข้างในร้านหลังเคาน์เตอร์ บาร์เทนเดอร์ร่างเล็กโยนแก้วผสมเหล้าทะมัดทะแมง ลูกค้าหญิงชายกลุ่มหนึ่งมองดูความสามารถพิเศษนี้ไม่กระพริบตา กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ผสมกับควันกำยานกลิ่นอบเชยลอยฟุ้ง เสียงเพลง Michelle ของ เดอะ บีทเทิล ดังจากลำโพงเครื่องเล่นแผ่นเสียงตัวใหญ่ ชายวัยกลางคนคนนึงนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่ง ดอกหน้าวัวสีขาวในแจกันซ่อนใบหน้าของเขาไว้ครึ่งหนึ่ง เขาไว้ผมทรงหน้าม้า ใส่แว่นวงกลมสีส้ม เสื้อหลวมหลุดตัว สีสันแพรวพราวบ่งบอกความเป็นฮิปปี้ยุคบุปผาชน

               หญิงสาวเดินเข้าไปหาชายผมหน้าม้า ยกมือไหว้แข็งๆ ถ้ามีการทดสอบมารยาทอันดีของกุลสตรีไทย เธอคงสอบตกเป็นคนแรก
               "หวัดดีป๊า วันนี้คนเข้าร้านเยอะป่ะ?"
               "จ้า หวัดดี อ่าว แฟลช หวัดดีๆ เป็นไงลูก นั่งก่อนๆ" ป๊าเทน้ำจากขวดพลาสติกตรงหน้า ใส่แก้วตัวเองวางให้ ส่งลอยยิ้มเอ็นดูให้คนทั้งคู่ "วันนี้เป็นไงบ้าง?"
              "สุดยอดเลยป๊า มันมาก" เธอยักไหล่อวด ท่าทางและน้ำเสียงห้วนสั้นของเธอทำให้เธอเหมือนลูกชายคุยกับพ่อมากกว่า
             "ไม่เห็นดีเลย ขนมปังเล่นแต่เพลงที่คนไม่รู้จัก คนดูยืนเฉยๆ ไม่สนุกตาม" แฟลชพูดแทรก เขารู้ว่าขนมปังคงไม่พอใจกับคำพูดของเขาเท่าไหร่ เพราะมันจริงเกินไป จริงจนแทงใจเธอ แต่เธอจะโมโหได้แค่ห้านาที แฟลชรู้จักขนมปังมานานพอ
            "อะไร! โอเอซิสก็ดังจะตายไป!" อย่างที่คาดไม่มีผิด ขนมปังทำตาเขียวจ้องทะมึงใส่แฟลช เธอดื่มน้ำอึกเดียวหมด
            "เราหมายถึงที่คนทั่วไปรู้จัก ยอมรับเหอะ ยุค 90 มันจบแล้ว"
            "แล้วไง? พี่ป๊อดก็ยังดังอยู่เลยไม่เห็นเหรอ?"
            "นั้นมันพี่ป๊อด ใช่พี่น้องกัลเลเกอร์ซะที่ไหน" แฟลชวางแก้วน้ำ ส่ายหน้าหัวเสีย เขาย้อนนึกถึงงานประกวดวงดนตรีประจำปีของมหาวิทยาลัยเมื่อเย็นซึ่งล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เขาทำทั้งหมดนี่ไปเพื่ออะไร? ซ้อมคอร์ดเพลงโคลัมเบียของโอเอซิสมาเป็นอาทิตย์ คืนแล้วคืนเล่า อดหลับอดนอน นิ้วเลือดออก เสียตังค์เปลี่ยนสายกีตาร์ใหม่ ทำทุกอย่างเพื่อใช้แสดงวันนี้โดยเฉพาะ ส่วนขนมปังก็ส่งพลังเสียงออกมาอย่างเต็มที่ กระโดดโลดเต้นเป็นบ้าบนเวที  สนุกกับเสียงดนตรีให้สุดขั้ว แต่คนดูสิ ส่งสายตาอดสู นิ่งเฉยเหมือนหุ่นยนต์ ไม่มีแม้ซักคนเดียวร้องตาม ไม่แม้กระทั่งท่อนฮุค  แฟลชลองเลียนแบบท่าโซโล่กีตาร์ของมือกีตาร์ทุกคนที่เขานึกออกเผื่อจะมีใคร อย่างน้อยก็สักคนเดียวจะสนุกด้วยบ้าง จิมมี่ เฮนดริกซ์! พีท ทาวน์เชด! แกรมห์ ค๊อกซัน! จอร์จ แฮริสัน!

             แต่ไร้ผล คนดูเงียบกริบ        

             โชคยังดีที่วงดนตรีของพวกเขา เมอร์เดอร์ ออฟ ไมเคิล ผ่านเข้ารอบชิงได้ไปเล่นเวทีใหญ่ แต่นั้นก็เป็นเพราะกรรมการเห็นแก่เขาที่เป็นนักศึกษาแพทย์มหาวิทยาลัยข้างเคียง  กับเพราะขนมปังเป็นคนดังในคณะวิศวะหรอก ไม่ได้เป็นเพราะดนตรีที่เขาทุ้มเทให้สุดชีวิต  เขาอุตส่าห์เตือนขนมปังแล้วว่าให้เล่นเพลงไทยหรือเพลงฝรั่งที่คนเขารู้จักกัน แต่เจ้าหญิงอีโก้จัดก็ไม่ยอมเปลี่ยนความคิด ตะแบงแต่จะเล่นโอเอซิสให้ได้ แล้วเป็นยังไงหรือ? ความพยายามที่สูญเปล่า และการเล่นดนตรีที่ไม่สนุกเอาเสียเลย!

            "เอาน่า ได้เล่นก็ดีแล้ว" คุณพ่อพูดขวางหย่าศึก เขาแตะไหล่แฟลชเบาๆ ทำสายตาดุลูกสาวที่ตั้งท่าเถียงต่อ ขนมปังทำปากจู๋ สะบัดผมยาวปรกไหล่ไปข้างหนึ่ง เธอเตรียมตัวจะละเก้าอี้ แต่ตอนนั้นเองที่สายตาของเธอไปสะดุดกับบางอย่าง

           "ฝรั่งหนิ?" เธอทักถามบิดา ที่เก้าอี้มุมร้านชายหนุ่มผิวขาวผมสีน้ำตาลอ่อนคนหนึ่ง กำลังนั่งดื่มโคโลน่า เอ็กตร้าใส่มะนาว ดวงตาหลังแว่นของเขาจดจ่ออยู่กับหนังสือนิยายเล่มเล็กๆ ในมือ พออ่านได้ว่าเป็นเรื่อง เดเมียน ของเฮอร์มานน์ เฮสเส ขนมปังกับแฟลชมองอย่างสนอกสนใจเพราะนานๆ ครั้งจะมีฝรั่งเข้าร้านสักคน
           "ลองไปฝึกภาษาอังกฤษคุยกับเขาดูสิ เขารู้เรื่องดนตรีเยอะนะ" ป๊ายุแต่ขนมปังรีบส่ายหน้า เธอเป็นโรคฝรั่งโฟเบียระยะสุดท้าย ส่วนแฟลชก็เงียบๆ ไว้ แม้ตำราแพทย์จะเป็นภาษาอังกฤษซะส่วนมาก แต่เขาก็ไม่อาจหาญพูดกับคนต่างด้าวตัวต่อตัว

            แผ่นเสียงสี่เต่าทองเล่นมาสุดหน้า ขนมปังลุกขึ้นไปเปลี่ยนแผ่น เธอบรรจงวางเข็มเล่นลงบนแผ่นเสียงไวนีลอย่างละเอียดอ่อน ไม่ช้าเสียงของจอห์น เลนน่อน ก็ถูกแทนทีด้วยเสียงของ มิค แจคเกอร์
            แฟลชลดตัวนั่งพิงหลัง เคาะนิ้วตามจังหวะดนตรี วาดภาพของคีธ ริชาร์ดกับกีตาร์ในเพลง Paint It Black แม้เขาค่อนข้างมีอคติกับ เดอะ โรลลิ่ง สโตนส์อยู่บ้างเพราะความที่เขาชอบบีทเทิลมากกว่า แต่เขายอมรับว่า เดอะ สโตนส์คือวงดนตรีที่สมควรเป็นตำนานอย่างแท้จริง และเป็นขั้วตรงข้ามกับบีทเทิลโดยสิ้นเชิง ในขณะที่บทเพลงของบีทเทิลนั้นอ่อนโยน บอบบาง เต็มไปด้วยพลังของเด็กหนุ่มมองโลกในแง่ดี และภาษากวีแสนสวยงาม ดนตรีของเดอะ กลับเร่าร้อนและเกรี้ยวกราด ส่งสัญชาตญาณร็อคแอนด์โรลสตาร์ผู้ไม่เคยคิดหน้าคิดหลังกับการใช้ชีวิต

            ถ้าให้เปรียบว่าตัวเขาเป็นวงดนตรีสักวง แฟลชคิดว่าเขาคือเดอะ บีทเทิล ส่วนขนมปังน่ะหรือ? ไม่ต้องสงสัย ตรงกันข้ามกับเขา เธอคือ เดอะ โรลลิ่ง สโตนส์

            "Oh shit!" เสียงเพลงถูกรบกวนด้วยเสียงตะโกนดัง "I am really sorry!" ลูกค้าฝรั่งวางหนังสือ กระโดดลุกขึ้นจากโต๊ะ หันหน้าหันหลัง ล้วงกระเป๋าเข้าออกเป็นการใหญ่ ลนลานเกือบชนขวดเหล้าตก "I must have lost my wallet somewhere" ชายหนุ่มแสนโชคร้าย ทำกระเป๋าสตางค์หายไป "I AM sorry. I promise I will come back and pay you later. I swear." เขาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เพราะก่ออาชญากรรมคดีใหญ่เสียแล้ว เพื่อนคนไทยของเขาจะเข้ามาตบไหล่เบาๆ แล้วพูดว่า "Mai-Pen-Rai"ส่งยิ้มสยามให้เขา ลากตัวไปหลังร้าน ขังเขาให้ล้างจานตลอดชีวิต ไม่มีโอกาสได้เหยียบแผ่นดินถิ่นเกิดอีก

            ป๊าย่องไปดูเหตุการณ์ ผิวปากเป็นเพลง Can't buy me love สำรวจความเสียหาย นัยน์ตาสีฟ้าของลูกค้าฝรั่งฉายภาพลูกสุนัขโดนทิ้งลานวัด หลอมละลายใจผู้พบเห็น แต่วิธีโอ้ดอ้อนแบบนี้ใช้กับเจ้าของร้านอย่างป๊าไม่ได้ผล ป๊ามองลงพื้น ส่ายหัวไปมาเพื่อย้ำเตือนอุดมคติตัวเอง

           วาระเถ้าแก่ดีเด่น: เงินต้องมาก่อน

           "โอ โน โน โน้ว" เถ้าแก่กวาดมืออธิบาย หลิ่วตาดูป้ายคาถาเศรษฐีบนกำแพง ยิ้มกว้างเห็นช่องห่างระหว่างฟัน เงาซาตานเขางอกตะคุ่มอยู่เบื้องหลัง "บัท! อิฟ! ยู! โก เพลย์! ฟรี! โน มันนี่! โอเค! เยส!" ป๊าพูดภาษาไทยริชคล่องปร๋อ กวาดนิ้วไปที่เวที ยกนิ้วโป่งยืนยันให้ลูกค้าต่างชาติ คำท้าทายของเจ้าของร้านพาชายหนุ่มพยักหน้าตาม ยิ้มกว้าง ใบหน้าเศร้ามองหายไปเป็นปลิดทิ้ง กลายเป็นความมั่นใจแทนที่ เล่นดนตรีแลกเหล้าไม่ใช่เรื่องยากเย็น

            "Well, I don't have any choice, do I?" เขาเดินไปบนเวทีที่มีเครื่องดนตรีเต็มวงวางตั้งอยู่ กีตาร์ไฟฟ้า กีตาร์โปร่ง เบส กลองชุด คีย์บอร์ด เพอร์คัสชั่น แทมบูรินรูปดาวแขวนอยู่กับไมโครโฟน  

           ไม่รอให้ใครเรียกหรือขออนุญาตจากใคร เขาหยิบกีตาร์โปร่งวางขึ้นตัก ท่าทางชำนาญทะมัดทะแมง นิ้วเรียวยาวทาบทับลงบนสายเครื่องดนตรี ผู้ชมข้างล่างเวทีซึ่งกำลังอยู่ในอาการงง ไม่มีใครปรบมือให้เขา แฟลชกับขนมปังก็ไม่ได้หันไปดู ป๊าใช้วิธีนี้กับพวกขี้เมากินแล้วชักดาบอยู่บ่อย ถ้าเล่นได้ไม่ดี (ซึ่งส่วนมากจะเป็นอย่างนั้น) ป๊าก็จะไล่ลงจากเวที แล้วไปเคลียร์กับคุณตำรวจที่โรงพักทีหลัง เอามันไปนอนห้องลูกกรงให้สร่างเมาสักคืนแล้วเรียกญาติมาจ่ายให้ ไม่สนหรอกว่าจะฝรั่งหรือคนไทย

          เสียงกีตาร์เริ่มต้น ชายหนุ่มเล่น Lithium เพลงดังของ Nirvana ในปี 1991

          I am so ugly. That's OK ‘cos so are you เนื้อร้องรุนแรงถ่ายทอดออกมาอย่างอ่อนบาง เขาไม่ได้ร้องเพลงกัดฟันเสียงแหบแห้งอย่างเคิร์ท โคเบน ตรงกันข้าม น้ำเสียงของเขานุ่มลอย สำเนียงออกเหน่อ จากเพลงที่เคยหนักกลับเบาสบาย ฟังเผินๆ เหมือน เบลล์ แอนด์ เซบาสเตียน มาเล่นคัฟเวอร์เนอร์วาน่า แต่ถึงกระนั้นเสียงกีตาร์ของเขาก็ยังทุ้มต่ำ หมองหม่น รักษาอารมณ์ของต้นฉบับไว้ได้ ในแบบของตัวเอง

          "ป๊าเคยยุให้เขาเล่นครั้งนึง ลูกค้ากรี๊ดกันเกรียว" เถ้าแก่กระซิบบอกลูกสาว แต่เธอแทบไม่ได้ยิน ทั้งขนมปัง ทั้งแฟลช นักดนตรีหนุ่มสาวมองดูคนบนเวทีตาไม่กระพริบ โดยเฉพาะแฟลช เขาไม่เคยได้เจอหรือได้ฟังมือกีตาร์อย่างนี้ใกล้ขนาดนี้มาก่อน นักดนตรีที่อาจไม่มีฝีมือเล่นดนตรีระดับอัจฉริยะ  ไม่ได้เป็นกีตาร์ฮีโร่ อ่านโน้ตไม่ออก แต่มีอะไร "บางอย่าง" ในตัวที่ "พิเศษ" เขารู้สึกเช่นนั้น แต่ไม่อาจเอ่ยสิ่งนี้ออกมาด้วยถ้อยคำหรือภาษาใดให้เป็นรูปธรรม ไม่อาจสร้างเป็นประโยคครบไวยกรณ์สื่อความหมายได้

           แฟลชรู้สึกว่าฝ่ามือข้างหนึ่งเต็มไปด้วยเหงื่อเพราะกำหมัดไว้แน่น เขาไม่รู้ว่าฝรั่งคนนี้เป็นใคร แต่เขารู้ว่านี้คือเป้าหมายของเขา มือกีตาร์ที่เขาอยากเป็น ช่วงเวลาสี่นาทีของบทเพลงยาวนานชั่วนิรันด์ ล่องลอยด้วยความใฝ่ฝัน ความสง่างาม ความชื่นชมปนอิจฉา  ไม่มีคำไหนจะบรรยายช่วงเวลานี้ได้ดีอีกแล้วนอกจาก.... ดึงดูด     

           การแสดงจบลงด้วยเสียงปรบมือและร้องขออังกอร์ ชายหนุ่มเพียงโค้งให้อย่างเขินๆ แล้วรีบแจ้นลงเวทีด้วยความรวดเร็ว ป๊าเตรียมโคโรน่า เอ็กซ์ตร้าแช่เย็นอีกขวดมาเซ่นเขาไว้ที่โต๊ะเรียบร้อย เขายกขวดคำนับให้ทั้งป๊าและลูกค้าคนอื่น เปิดหนังสือที่ขั้นไว้อ่านต่อ

            "แฟลชๆ!" ขนมปังสะกิดเรียกเพื่อน ท่าทีตื่นเต้นตัวสั่น "ไปชวนเขามาเล่นกีตาร์ไหม? เรียกคนดูแน่"
            "หา..?" แฟลชทวนตัวเองอีกทีว่าไม่ได้หูฟาดไป
            "ไปคุยกับเขาให้หน่อย"
            "แล้วทำไมต้องเป็นเรา?"
            "ก็แฟลชพูดภาษาอังกฤษได้ เค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้"

             แฟลชไม่ชอบเวลาที่ขนมปังพยายามทำตัวแอ๊บแบ๋วเลย เพราะมันไม่เข้ากับเธอเลยสักนิด ขนมปังเป็นผู้ชาย อย่างน้อยก็ข้างในความคิด อย่างมากก็พฤติกรรมที่แสดงออก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เขาก็หลงเชื่อได้ทุกทีว่าเธอแปลงกายเป็นผู้หญิงจริงๆ ต้องยอมให้เธอตลอด เพราะไม่อยากเจอบทต่อที่แย่และเลวร้ายจนไม่อยากจินตนาการ ครั้งนี้ก็เหมือนกัน แฟลชจำใจเดินห่อไหล่นำ มีขนมปังขนาบหลัง หัวใจหลุดออกมาเต้นเมื่อเริ่มบทสนทนากับฝรั่ง  คิดว่าเขาคงไม่สนใจเด็กกะโปโลแน่นอน

            "เอ่อ เฮลโล่ มิสเตอร์......"
            "Ashley, just call me Ashley." แฟลชสะดุ้งโหยง ที่เขาพูดก็แค่เกริ่น "How are you doing?" เขาวางหนังสือยื่นมือให้แฟลชจับเชคแฮนด์ ชายหนุ่มเป็นมิตรกว่าที่เขาคิดไว้มาก
           "น่าจะมาจากเมืองลุงแซม" แฟลชกระซิบบอกขนมปัง เลือกใช้รหัสลับแทนคำว่าอเมริกัน ไม่ให้อีกฝ่ายคิดว่านินทา เขางมพูดต่อ "ยัวร์ เพอร์ฟอร์มานซ์ วอส อิมเพรสซีฟ มิสเตอร์ แอชลี่" แอชลีย์? เขาแน่ใจว่าตัวเองฟังไม่ผิด แต่ชื่อนี้เป็นชื่อผู้หญิงไม่ใช่หรือ?
           "Thank you!"
           "ถามเขาให้หน่อยสิว่าชอบวงอะไรบ้าง" ขนมปังรีบดึงเสื้อแฟลชรบเร้า เขารับหน้าที่เป็นล่ามด้วยภาวะจำยอม 
           
ถามเองสิ!"วอท อีส ยัวร์ เฟเวอร์เรท แบนด์"
          "Um... hard to tell. I like, yeah, Nirvana, and, Pearl Jam, Radiohead.. Ah..  Joy Division, The Cure, The Who, Velvet Underground. What else? Oh, how come I forgot them? The Sex Pistols!"
          "ซุปเปอร์แฟนทาสทิช!" ขนมปังอุทานเป็นภาษาหนึ่งที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ตาลุกวาว เธอไม่เคยพลาดเรื่องฟังชื่อวง "ต่อๆ ถามเขาให้หน่อยว่าจะมาเล่นด้วยได้เปล่า" เธอตื่นเต้นจนเก็บอารมณ์ไม่อยู่ แต่จะว่าไปตามจริงแล้ว เธอเคยเก็บอารมณ์ที่ไหน?
         "มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นนะ!" ล่ามกระซิบปราม มีนัยยะสองอย่างในคำตอบของเขา ข้อหนึ่ง การจะชวนใครสักคนมาร่วมวง ไม่ใช่แค่ว่า "อยากได้นายมาเล่นกีตาร์จัง ช่วยมาเล่นให้หน่อยไหม?" "คูล! ได้สิ เอาให้มันเลย" ทุกอย่างไม่ได้โรยรื่นด้วยกลีบกุหลาบอย่างฝัน ยิ่งพวกอาร์ติสจัดก็ยิ่งเรื่องใหญ่ หวงตัวแถมทิฐิสูงไปไหนๆ เห็นจากนักร้องนำคนใกล้ตัวเขาเป็นตัวอย่าง ถ้าไม่มีจิตวิทยาการชักจูงที่ดี เคมีไม่ตรงกัน จูนเข้าหากันไม่ได้ ก็หมดหวัง และข้อสอง ปัญหาใหญ่อยู่ตรงนี้ เขาจะพูดเป็นภาษาอังกฤษอย่างไรดี? ไม่อยากหน้าแตก 
         "ลองถามดูก่อนแล้วมันเสียหายอะไรเล่า!" ขนมปังกลับสู่สภาพเด็กชายอายุสิบสาม ไม่ว่าจะทำอะไร ทุกสิ่งก็ดูง่ายไปหมด ก็คนที่ต้องทำจริงๆ ไม่ใช่เธอนี่! แฟลชตั้งจิต เขาไม่มีทางออก
         "วี แฮฟ อะ แบนด์ บัท โน กีตาร์ลิส วู๊ด ยู ไลค์ ทู จอยน์ อัส? วี อาร์ คอนเทสติ้ง เนกซ์ ฟรายเดย์ "
         "Ah.. that was so sudden. I am not sure if I can do it. I am sorry." แอชลีย์นิ่วหน้า ไม่ได้เกินจากความคาดหมายของแฟลช เรื่องนี้ไม่มีทางสำเร็จ มันกะทันหันเกินไปอย่างที่เขาว่าจริงๆ ขนมปังนิ่งสนิทเพราะพอฟังออก แฟลชรู้ทันทีว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่าง 
         "แต่.. บัท.." นักศึกษาแพทย์เอ่ยขึ้นไม่คิด "บัท ยู อาร์ เกรท วี เรียลลี่ ไลค์ ยู พลีส จอยน์ อัส"เขากลับกลายเป็นคนที่ชักเซ้าแอชลีย์ไปแทน ที่จริงแล้ว เขาคงอยากฟังกีตาร์ของแอชลีย์ อยากฟังเสียงของแอชลีย์ให้มากกว่านี้ เขาสามารถเรียนรู้หลายอย่างได้จากคนคนนี้ถ้าได้เล่นดนตรีด้วยกัน และที่สำคัญที่สุด ใบหน้าผิดหวังของขนมปังคือสิ่งที่แฟลชไม่อยากเห็นที่สุด เขาไม่อยากให้เธอเสียใจ เธอสำคัญกับเขา เธอคือผู้มอบความสดใสให้จิตวิญญาณของเขา แต่สามารถขโมยมันไปได้ทุกเมื่อด้วยใบหน้าเศร้าหมองของเธอเอง

          "ขอบคุณที่ชวนนะครับ แต่ผมไม่ได้เล่นเก่งถึงขนาดเล่น concert ได้ อีกอาทิตย์เดียว ผมก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้มาก ให้ผมไปเล่นก็ down ไปเปล่าๆ ขอโทษจริงๆ ครับ"

            ขนมปังกับแฟลชมองหน้ากัน ไม่เชื่อหูตัวเอง พวกเขาเพิ่งได้ยินภาษาแม่ใช่หรือไหม? เมื่อครู่แอชลีย์พูดภาษาไทยใช่หรือไม่? แล้วมันก็ชัดมากด้วยใช่หรือไม่? ไม่มีคำตอบ แต่ทั้งสองลงความเห็นในใจพร้อมกันไปแล้วว่า แฟลชไม่ต้องพูดภาษาอังกฤษให้ลำบากอีก 

            "พูดภาษาไทยได้ ทำไมไม่บอกล่ะคะ ลำบากอยู่นานแหนะ" ขนมปังขึ้นมาออกหน้าแทนทันที แฟลชยอมโดยดีเพราะหมดหน้าที่เขาแล้ว
           "ก็พูดภาษาอังกฤษมาก่อนนี่ครับ" แอชลีย์หัวเราะร่วน
           "อยากให้คุณแอชลี่มาเล่นด้วยจริงๆ นะคะ วงของเราสองคนก็เล่นพวกเพลงอัลเทอร์เนทีฟเหมือนกัน เรื่องซ้อมไม่เป็นไรหรอกค่ะ ซ้อมที่ร้านก็ได้ ป๊า เอ๊ย  คุณพ่อ.. บอกว่าคุณแอชลี่เก่งอยู่แล้ว นะคะ แค่เพลงเดียวเอง ปิดท้าย"
           "Um.. ผมก็อยากอยู่แต่ว่า... ผมไม่รู้จะมีเวลาหรือเปล่า"
           "เอางี้ไหมคะ ถ้ามาเล่นจะให้กินฟรีที่ร้านอาทิตย์นึงเลยเอ้า! โคโลน่า เอ็กซ์ตร้า แอนด์ไทยฟู๊ด !วัน วีค!"
           "เดี๋ยว..แกยังไม่ได้ถามพ่อ......" แฟลชขวางลำ เด็กหนุ่มในร่างหญิงสาวทำอะไรไม่ไตร่ตรองอีกแล้ว หนึ่งอาทิตย์กับลูกค้าหนึ่งคน เสียรายได้ไม่ใช่น้อย ป๊าไม่ยอมหรอก แต่พูดยังไม่ทันจบ ขนมปังก็เบ้ปากแบบซิด วิเชียส กล้ามเนื้อบนใบหน้าบอกคำว่า หุบปาก!! แล้วเขาก็ต้องสงบปากสงบตามบัญชา สาวน้อยลูกสาวเจ้าของร้านไม่มีวี่แววสนใจเรื่องกระทบปากท้องของตัวเอง

           แอชลีย์ใช่เวลาไม่มากนักเพื่อครุ่นคิด โคโรน่า เอ็กซ์คร้า คือเครื่องดื่มประทังชีวิตของเขาในยามที่ไม่มีเหล้ามาการิต้าหรือทากีล่าดีๆ ให้ลิ้มลอง และจะมีเหตุผลใดให้ปฏิเสธ? ส่วนอาหารไทย เขาไม่ได้พิสมัยอาหารไทยมากเหมือนกับตนต่างชาติ เขาชอบรสเผ็ดแบบอาหารเม็กซิกันมากกว่ารสเผ็ดจองล้างของผลาญของไทย แต่พอคิดๆ ดูแล้ว กินฟรี ไม่เลว! 

          "That's the deal!"

          คำเสนอกับคำสนองต้องตรงกัน ทุกอย่างลงตัวเหมาะเจาะ ขนมปังร้องดีใจเป็นนักบอลยิ่งประตูเข้า แฟลชปลีกตัวออกห่างเมื่อขนมปังสาถยายรายละเอียดของวงกับรายละเอียดของการแข่งขัน แอชลีย์พยักหน้าฟังหงึกหงัก  แต่ไม่นานนักความจริงที่น่าตกใจก็ถูกเปิดเผย แอชลีย์ไม่ใช่ใครอื่นไกลที่ไหน เขาเป็นอาจารย์สอนอยู่มหาวิทยาลัยของขนมปังนี่เอง  แฟลชเผยอปากเกือบส่งเสียงตกใจ แต่ขนมปังยิ่งระรื่นกว่าเดิม โอกาสเอาอาจารย์มาเล่นดนตรีให้ด้วยหาไม่ได้ง่ายๆ งานนี้ต้องยิ่งใหญ่!

           แฟลชไม่แน่ใจนักว่าการเอาแอชลีย์มาเป็นกีตาร์นั้นจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่นหรือไม่ เขาจะเล่นเพลงของขนมปังได้หรือ? แอชลีย์เป็นมือกีตาร์ที่เก่ง แต่เขาเป็นอเมริกัน เพลงฝั่งอังกฤษกับฝั่งอเมริกันไม่เคยบรรจบกันได้ น้อยวงนักที่จะขึ้นบิลบอร์ดชาร์ทกับยูเคชาร์ทได้ในเวลาเดียวกัน และวงอังกฤษยุคปัจจุบันมีน้อยวงเหลือเกินที่จะข้ามฝั่งมหาสมุทรแอนแลนติกเข้าไปนั่งในหัวใจอเมริกันชนได้ เมอร์เดอร์ ออฟ ไมเคิล เล่นแต่เพลงฝั่งอังกฤษ และตราบใดที่ขนมปังยังมีชีวิตอยู่ในวง อย่าฝันว่าเธอจะยอมให้วงเล่นเพลงฝั่งอเมริกัน ถ้าไม่ใช่ เดอะ สโตรคร์, เดอะ ไวท์ สไตรป์ อาร์อีเอ็ม เนอร์วาน่า อะไรแบบนั้น

           แต่หลังจากได้คุยกันบ่อยขึ้น แอชลีย์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นเพื่อนร่วมวงเห็นเขาว่าเป็นอเมริกันไม่ค่อยปกติ มือกีตาร์รับเชิญเริ่มโพล่งชื่อวงที่แฟลชไม่เคยคิดว่าคนอเมริกันจะรู้จัก แมนิค สตรีท พรีชเชอร์เอย (They hate America, don't they? But that makes them cool.) เดอะ สมิทธ์เอย (Morrissey is GOD!) แอชเอย  (I saw them once - ไฟริษยาลุกพรึบในดวงตาของนางสาวขนมปัง) สเวดเอย (I like them with Bernard Butler better, but still doing fine either ways.) ที่เขารู้จักเยอะขนาดนี้ สืบสาวได้ความว่าเขาเคยมีแฟนเป็นคนอังกฤษตอนอยู่อเมริกา แฟลชไม่มีทางเลือกให้ลังเลอีก ไพ่ตายใบสุดท้ายอยู่ที่แอชลีย์

            เช้าวันรุ่ง สองคนหัวดำกับหนึ่งคนหัวทอง นั่งประชุมอยู่ที่เก้ากี้สนามตกลงเพลงที่เล่นกันก่อนเริ่มซ้อมจริงจัง แอชลีย์ไม่ขอออกความเห็น เขาเล่นได้หมดทุกอย่างขอแค่จัดมา หน้าที่พิจารณาขั้นสุดท้าย "ในทางหลักการ" จึงอยู่ที่ขนมปังกับแฟลชเท่านั้น

            "น่าจะเป็นเพลงที่เข้าใจง่ายกว่านี้ แบบพวกความรักหนุ่มสาว" แฟลชเสนอ Imagine ของ John Lennon แต่ขนมปังไม่เห็นด้วย
            "เล่นไปทำไม? ไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นเพลงรักเลย" 
            "แหม ก็ฉลองให้ความรักระหว่างแฟลชกับคุณแอชไง" นักร้องนำตัวดีทำมือเป็นรูปหัวใจ
            "อย่ามา..!"
            "คงไม่ได้หรอกครับ  ผมมีคนที่ชอบอยู่แล้ว" แอชลีย์อ่านหนังสือเล่มใหม่ นอร์วีเจี้ยน วู๊ด ของ ฮารุกิ มุราคามิ แต่ก่อนจะเปิดหน้าถัดไปเขาส่งยิ้มให้แฟลช "แต่ว่า ถ้าผมพลาดไป Flash ก็ยังเป็นตัวเลือกตัวแรกของผมนะครับ อ๋อ แน่นอน.. คะ-หนม-ปัง ด้วยนะค้าบ"
            ขนมปังยิ้มหวาน ตีไหล่แอชลีย์เบาๆ ทำตัวเป็นนางเอกละครช่องสี่บางขุนพรหม แฟลชนั่งจุ้มปุก กัดฟันกรอด ไม่ตลกเลย เขาไม่ได้เกลียดแอชลีย์หรอกนะ แต่ยังไงมันก็ไม่ได้...ไม่ได้จริงๆ  ขนมปังคงไม่มีวันรู้
            "รู้แล้วๆ! เล่น วอทเอเวอร์ แฟลชเล่นไวโอลินได้นี่ คนดูต้องชอบไวโอลินกับเพลงร็อคชัวร์!" สาวน้อยตบตักฉาด ฉากแบบนี้เกิดขึ้นหลายรอบแล้ว เธอไม่เคยคิดไปไกลกว่าแมนเชสเตอร์
            "Whatever? Oasis? ผมเคยฟัง เพลงคล้ายๆ กับ Eleanor Rigby ของ The Beatles" 
            "แต่เรา.. แต่ผมว่า.. เอาเพลงอื่นคนดีกว่า เพราะคนดูคงไม่มีอารมณ์ร่วมด้วย" แฟลชเอ่ยแทรกขึ้นมาในระหว่างสมาชิกคนอื่นตกลงกันเองไปเสร็จแล้ว ขนมปังนั่งจ๋อยทันที ปัญหาโลกแตก จะทำยังไงดีให้คนดูสนุกไปกับเพลงที่พวกเขาไม่รู้จักได้ ถึงแฟลชจะเออออยอมเล่นตัดรำคาญ แต่คงขึ้นเวทีด้วยหน้าตาบูดบึง สภาพเดียวกับโนล กัลเลเกอร์หลังทะเลาะกับน้องชาย บรรยากาศของคอนเสริตคงไม่น่าอภิรมย์ คนดูชอบเวลามือกีตาร์กับนักร้องนำโอเอซิสยืนทื้ออยู่เฉยๆ แต่ไม่ใช่พวกเขา ไม่ใช่ เมอร์เดอร์ ออฟ ไมเคิล 
           "I'm sure we will figure that out." รอยยิ้มยังอยู่กับแอชลีย์ เขาไม่สนใจเลยว่าตอนนี้แฟลชจะทำหน้าแห้งแค่ไหน
           "แต่ถ้าคนดูไม่รู้จัก จะทำยังไงคนดูไม่เล่นด้วย" เขาไม่อยากทำตัวงี่เง่าเป็นตะเข้ขวางคลองแบบนี้ แต่ไม่มีทางเลือก คนดูนิ่งงันเหมือนผักแห้งตาย ไม่เอาแบบนั้นอีกแล้ว
           "แฟลชไม่ชอบเพลงนี้เหรอครับ? เล่นแล้วจะไม่สนุกเหรอ?"
           "ผมก็..ก็ชอบ..แต่"
           "แล้วถ้า Flash เล่นเพลงที่คนดูชอบ แต่ Flash ไม่ชอบ Flash จะสนุกเหรอ?"
            ยากเหลือเกินที่จะตอบ คนดูคงชอบถ้าเขาเล่นเพลงที่คนทุกคนรู้จัก แต่ถ้ามองในมุมกลับ เพลงที่ทุกคนรู้จักคือเพลงที่เขาไม่รู้จัก ใช่ ถ้าเป็นแบบนั้นเขาจะสนุกกับดนตรีเหรอ ตัวเขาหรือคนอื่นกันแน่ที่สำคัญกว่าในการเล่นดนตรี? เขาเล่นดนตรีเพื่อรับใช้ใครกันแน่? แอชลีย์ล่ะ? เขาเห็นดนตรีเพื่อใคร? หรือเพื่อตัวเอง?

           "เท่าที่ผมรู้ Nirvana ไม่ชอบ Smells Like Teen Spirit" ชายหนุ่มเอียงศีรษะเท้าคาง เขาเงยมองแฟลช

            "ช่วยด้วยนะ Flash Gordon"

            ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นสุกสว่าง เต็มไปด้วยมนต์สะกดให้อีกฝ่ายต้องหยุดนิ่ง

------------------------------

            การซ้อมเริ่มขึ้น ใช้เวทีของร้านต่างห้องซ้อมเพราะไม่มีเงินพอ ป๊าขอเป็นป๋าดันลูกสาวตัวเล่นกลองให้ด้วยมาดแบบริงโก้ สตาร์ แถมใช้ตำแหน่งเถ้าแก่ลากตัวพี่บาเทนเดอร์มาเล่นเบส (มือกลองกับมือเบสคนเก่าขอออกจากวงไปกะทันหันเพราะทนทิฐิกับความเจ้ากี้เจ้าการของขนมปังไม่ไหว แต่แฟลชก็รับรองว่าเจ้าหนุ่มสองคนนั้นคงไม่ได้กลับไปเรียนที่คณะได้โดยสงบแน่นอน)  ลูกค้าขาประจำที่เห็นขนมปังกับแฟลชมาตั้งแต่ยังวิ่งเล่นตีหัวกันในร้าน ตีตั๋วแถวหน้าคอยให้กำลังใจและคำแน่นำ พวกเขาไม่ลืมสมทบทุนซื้อโคโลน่า เอ็กซ์ตร้ามาแลกให้แอชลีย์เล่นเพลงตามขอ

            หลังซ้อมเสร็จวันหนึ่ง ขนมปังรีบขอตัวขึ้นไปนอนที่ห้องทันทีด้วยความเหนื่อย แฟลชลงมานั่งกับพื้นกางโน้ตไวโอลินอ่านด้วยความยากลำบากเพราะไม่ได้เล่นไวโอลินมาตั้งแต่เตรียมสอบเอนท์ เขาเช็ดแว่นซ้ำหลายรอบ หรี่ตาปรับภาพให้ชัด ฮัมเพลงเบาๆ พลางหยิบปากกาไฮไลท์มาขีดส่วนที่ยังพลาดอยู่

            แฟลชไม่พอใจเสียงไวโอลินตัวเอง มันไร้เสน่ห์ แตกแห้ง เหมือนเด็กประถมเพิ่งหัดสีซอ เขาไม่อยากเล่นไวโอลินอีกเพราะไม่อยากได้ยินเสียงแย่ๆ ของตัวเอง

            ถ้าเล่น Whatever แบบอะคูสติก เขาคงไม่ต้องมานั่งปวดหัวขนาดนนี้ ส่วนที่ยากที่สุดคือต้องแยกพาร์ทกีตาร์ไฟฟ้าออกจากไวโอลินอย่างชัดเจนไม่ให้เครื่องดนตรีทั้งสองชิ้นเด่นด้อย และในระหว่างนั้นก็ต้องเล่นประสานไปพร้อมกันเป็นเนื้อเดียว หลุดแล้วตามไม่ทัน จะพาล่มไปเสียหมด ยิ่งช่วงท้ายของเพลงที่แต่เดิมเป็นท่อนของวงควอทเร็ทเครื่องสายนำ ก็ต้องเรียบเรียงให้เป็นไวโอลินกับกีตาร์ไฟฟ้าแทน มีเวลาเพียงแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้นให้ข้ามผ่านข้อจำกัดเหล่านี้ไป  เขานึกอิจฉาแอชลีย์ที่ยังดีดกีตาร์ได้ไร้กังวล จดจำวิธีเล่นทั้งหมดได้เพียงแค่ครั้งเดียว ถ้าเขาทำแบบนั้นได้ เขาคงเล่นทุกเพลงที่เขาอยากเล่น

            แอชลีย์หยิบกีตาร์โปร่งขึ้นมาอีกครั้งและเริ่มเล่นเพลงเบาๆ อย่างเคย แฟลชหยุดทุกอย่างที่เขาทำอยู่เมื่อเสียงเพลงดังขึ้น เพลงนั้นเป็นเพลงของ เดอะ บีทเทิลที่เขาชอบที่สุด ......... Blackbird

            เจ้านกแบล็คเบิร์ดที่ร้องเพลงอยู่กลางความมืดเอ๋ย จงกางปีกที่หักของเจ้า แล้วโผบิน 
            ทั้งชั่วชีวิต เจ้าได้เฝ้ารอเพียงช่วงเวลาเพื่อได้เติบใหญ่

            เจ้านกแบล็คเบิร์ดที่ร้องเพลงอยู่กลางราตรีเอ๋ย จงเปิดดวงตาที่เศร้าหมอง แล้วขับขานท่วงทำนอง
 
            ทั้งชั่วชีวิต เจ้าได้เฝ้ารอเพียงช่วงเวลาเพื่อ เพื่ออิสระแห่งตน

            นกแบล็คเบิร์ดโผบิน - บินไป
            สู่แสงสว่างแห่งราตรีมืดมิด


            อีกครั้งที่แฟลชมองเขาไม่ละสายตา เพราะอะไร? ทำไมเขาถึงทำได้? ลูกค้าหลายคนที่นั่งฟังอยู่ไม่รู้จัก Blackbird แน่นอน พวกเขาไม่รู้ว่าเพลงนี้แต่งโดยพอล แมคคาร์ทนี่ ไม่รู้ว่าเพลงนี้อยู่ในไวท์ อัลบั้ม อันเลื่องชื่อ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นเพลงของบีทเทิล เพราะไม่ได้ดังอย่าง Yesterday หรือ Let It Be แต่ทำไมคนดูยังจดจ่ออยู่กับเขา? เพราะรอยยิ้มที่ไม่เคยระเหิดหายเมื่อเขาจับเครื่องดนตรีขึ้นมา? เพราะความรักเคารพในดนตรีของตัวเอง?เพราะความสุขจากดนตรีที่เขาอยากให้คนอื่นสัมผัสด้วย

           เมื่อเพลงจบ แฟลชลุกขึ้นหอบเอาโน้ตเพลงขึ้นมา เขาถามแอชลีย์ก่อนที่ความกล้าจะหมดไป

            "คุณเล่นดนตรีเพื่อใคร?"

            คนถูกถามทำหน้าประหลาดใจ คำถามแปลกๆ พุ่งตรงหาเขาอย่างไม่ตั้งตัว แอชลีย์ทบทวนสักพัก ยิ้มแล้วตอบอย่างไม่ลังเล แม้ว่าเขาอาจจะไม่ได้หมายความอย่างที่พูดเลยก็ตาม : "เพื่อพระเจ้า"

            หนึ่งวันก่อนแสดง การซ้อมทุกอย่างเสร็จสิ้น แต่ฟอนท์แมนของวงคิดว่ายังมีบางอย่างขาดไป

            ขนมปังยืนยันว่า "พร็อบ" มาเลยการลูกเล่นที่จะดึงคนดูให้สนใจ แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด พวกเขาคงจ้างช่างมาติดคัทเอาท์บนเวทีให้ไม่ได้แน่ๆ ขนมปังเลยใช้หนทางสุดท้าย รื้อตู้เสื้อผ้า จัดแจงชี้แนะเสื้อผ้าเครื่องประดับทุกอย่างที่แฟลชควรใส่ (ขนมปังไม่เลือกให้แอชลีย์ เพราะเธอคิดว่าไม่ว่าแอชลีย์ใส่ชุดอะไรก็เท่) แฟลชยืนกรานเขาไม่ยอมใส่เสื้อโค้ทลายเสื้อดาว หรือใส่กระโปรงตัวจิ๋วเดินขึ้นเวทีเด็ดขาด หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่! เขาไม่ได้เล่นเบส และถึงต่อให้เขาเล่นเบส เขาก็ไม่ใส่!

             "คิดถึงตอนที่เราไปรักษาคนไข้บ้างดิ!"
             "แหม ไม่มีใครจำได้หรอกตัวเอง"
             "ไม่มีใครจำได้เหรอ..?! จะทำอะไรวะ? ยังไงก็ไม่เอา! ไม่เอาเว้ย!"

            นักศึกษาแพทย์กับนักศึกษาวิศวะเครื่องกลเถียงกันจนคอแหบแห้ง จนแอชลีย์ขอตัวกลับก่อนเพราะดึกแล้ว ท้ายสุดขนมปังเลยเชิดหน้า "งั้นใส่ชุดนักศึกษามาเลยไหมล่ะ!" พูดก็เดินขึ้นไปบนห้องปิดประตูดังปัง แฟลชถอนหายใจ แต่พร้อมทำตามที่ขนมปังประชดประชัน เขาอยากสอนให้เด็กน้อยคนนี้รู้เสียบ้างว่าเขาคือส่วนหนึ่งของวงเหมือนกัน

            ถึงเวลาแสดงวันถัดมา เขาใส่เสื้อเชิ้ตขาว ผูกเนคไทหลวม กับกางเกงแสลคธรรมดาๆ ไปรอขนมปังที่หน้ามหาวิทยาลัย เธอนั่งรถตู้มาถึงด้วยเสื้อยืดลายขวางแดงดำ ใส่ช็อปคณะวิศวะทับไว้ ขนมปังหลิ่วตามองชุดนักศึกษาเกือบถูกระเบียบเป๊ะอย่างขยะแขยง แฟลชยิ้มเยาะโบกมือบอกเธอว่า เขาใส่ชุดนักศึกษาตามที่เธอสั่งแล้ว แล้วไง? เขาชนะ เพราะขนมปังไม่บ่นต่อ

            พื้นที่ตั้งเวทีการประกวดอยู่กลางสนามฟุตบอล คนดูยอมอัดแน่นออกันอยู่หน้าเวทีท่ามกลางอากาศร้อนและฝุ่นดินเพราะอยากรอดูวงฟลัวร์ที่จะมาหลังงานประกวด หลังจากวงดนตรี 3 วงเล่นผ่านไป เอ็มซีหญิงอดีตดาวคณะนิติศาสตร์ประกาศชื่อวง "เมอร์เดอร์ ออฟ ไมเคิล" คนดูบางส่วนปรบมือให้พอเป็นมารยาท แฟลชก้าวขึ้นบนเวทีตัวสั่นเป็นคนแรก เมื่อไหร่เขาจะหายตื่นเต้นเวลาขึ้นแสดงได้สักที?  

            เขากับขนมปังตกลงกับแอชลีย์ไว้ว่า จะให้แอชลีย์เล่นเพลงสุดท้ายคือ Whatever เท่านั้น แอชลีย์เลยยังไม่มา แต่แฟลชกลับหวั่นใจที่ไม่เห็นแอชลีย์ตอนนี้ ถ้าเขาไม่มาล่ะ? ถ้าเขาอยากปฏิเสธกลางคัน เพราะเขารำคาญแฟลชขึ้นมา ? แฟลชตื่นจากภวังค์เมื่อป๊าเคาะไม้กลองทำสัญญาณเริ่ม มาถึงขั้นนี้เขาคงจะมามัวกังวลไม่ได้อีก ทำได้แค่เพียงฝากความฝันทั้งหมดไว้เฟนเดอร์ เทเลคาสเตอร์สีแดงคู่ใจ

            ผ่านไปสามเพลง คนดูตอบรับอย่างดีกับ โมเดิร์นด๊อก พรู และ พาราดอกซ์ แฟลชปาดเหงื่ออกจากหน้าผาก มองขนมปังที่ยกขวดยาคูลท์ขึ้นซด ยกประโยชน์ให้เธอไม่มีข้อกังขาเพราะเธอเป็นคนเลือกเล่น ไม่ต้องใช้ทฤษฎีสังคมวิทยาที่ไหนก็รู้ วงดนตรีขวัญใจลูกหลานชนชั้นกลางคืออาวุธสุดท้ายใช้ปราบเด็กมหาลัยอยู่หมัด

            แฟลชวางกีตาร์ลงเตรียมตัวหยิบไวโอลินที่วางข้างหลังแอบไว้ไม่ให้สังเกตเห็นมาแทน

            "เพลงต่อไป เพลงสุดท้าย ชื่อเพลงวอทเอเวอร์ ของวงโอเอซิสค่ะ ขอเชิญมือกีตาร์รับเชิญบนเวทีเลยค่า!"

            แอชลีย์ถือกีตาร์ไฟล์อิ้งวีตัวสีน้ำตาลขึ้นมาบนเวที เขาใส่เสื้อขอกลมยืดตราห่านคู่สีขาว กางเกงยีนส์สีดำ พร้อมด้วยหมวกดาวแดงคอมมิวนิสต์สีดำ (หมวกใบนี้เป็นของขนมปังแน่นอน เธอชอบใส่หมวกนี่ตอนปั่นจักรยานไปซื้อของกินหน้าปากซอย บอกว่าให้ความรู้สึกเหมือนเมืองจีนดี) ถ้าแอชลีย์ไม่ได้ผิวขาวซีด ไม่ได้จมูกโด่ง ไม่ได้ผมสีน้ำตาล ไม่ได้ตาสีฟ้า ไม่ได้หน้าตาดี เขาก็ไม่ต่างอะไรจากฝรั่งดาษๆ แถวข้าวสาร แต่เพราะแอชลีย์เป็นแบบนี้ ร่างแยกของเคริท โคเบน โคลนนิ่งของร็อคสตาร์คาริสเมติก ออร่าของความ"เท่" แพร่กระจายของจากตัวเขา ชนิดป๊าที่นั่งหลังกลองยังต้องชะโงกหน้ามาดู

            อาการของคนดูเปลี่ยนไป บางคนหันไปซุบซิบ ตั้งคำถามว่าฝรั่งที่ขึ้นมาบนเวทีคือ "แอชลีย์ แกรนท์ อาจารย์ศิลปศาสตร์"คนนั้นจริงๆ หรือเปล่า เพราะเขาสลัดคราบของอาจารย์ไปสิ้นเชิง ขนมปังจับไมค์หัก ตั้งใจให้เสียงหอนทำลายสมาธิผู้ชม             

            "พวกเรา เมอร์เดอร์ ออฟ ไมเคิล ขนมปัง โกวินดา โกพละกุล นักร้องนำค่ะ" เสียงโห่ดังจากกลุ่มหนุ่มๆ คณะวิศวะ เอาแฟนกูคืนมา!  หนึ่งในกลุ่มตะโกนขึ้น โจทก์เก่าของเจ๊แน่นอน แนะนำตัวจบ ขนมปังพยักหน้าให้แฟลชแนะนำตัวต่อ แต่ก่อนจะพูดใส่ไมค์แอชลีย์เดินเข้ามาหาเขา หน้าตาจริงจัง แฟลชตรึงอยู่กับที เขาอาจทำอะไรผิดไป แอชลีย์เข้ามาใกล้เรื่อยๆ อ้อมมาข้างหลังเขา ทันใดนั้นเอง โดยที่แฟลชยังไม่ทันตั้งตัว แอชลีย์วางที่คาดผมรูปหูแมวดำลงใส่ให้แฟลช แฟลชสะบัดตัวเองออกห่าง แต่ที่คาดผมยังติดอยู่ที่หัว ขนมปังเล่นบ้าอะไรอีก!

            "ยะ..อย่านะครับ!"

            เงียบนิ่ง เวลาหยุดลงเหมือนถูกกดปุ่มปิด หลังจากแฟลชตะโกนเสียงดังลั่นโดยลืมไปว่าเปิดไมค์อยู่ ทุกคนได้ยินประโยคบ้าๆ นี่ เขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว แฟลชสติหลุด รีบหาที่พึ่ง แต่ไม่เกิดประโยชน์เลย ป๊าสะกดตัวเองไม่ให้หัวเราะตกเก้าอี้ พี่มือเบายิ้มที่มุมปาก ขนมปังตัวร้ายแทบจะลงไปชักลงบนเวทีอยู่แล้ว มิชชั่น คอมพลีท!  แอชลีย์เดินกลับไปประจำที่ไมค์ตัวเองเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แฟลชมองลงไปข้างล่างเวทีเห็นสายตาเปี่ยมด้วยจินตนาการของหญิงสาวทั้งหลาย หรือที่ศัพท์เทคนิคเรียกว่า "สายตาจิ้น"เปร่งประกาย แฟลชรีบหลบจากสายตาทั้งหมด ใส่ใจกับไวโอลินในมือ 

            "เอ่อ... แฟลช... ราธา...... รุ่งเรืองผลอนันต์ เล่นกีตาร์ครับ" เขาก้มหน้าลงพื้น อยากเอาปี๊ปคลุมหัวเหลือเกิน แต่ยิ่งทำให้หูแมวเด่นยิ่งกว่าเดิม วันนี้เถิดยัยโกวินดา โกพลกุล! มึงไม่ได้ตายดีแน่!

              "Hello, I'm Ashley. I too played the guitar but sometime I play the fool." เมื่อพูดจบ เสียงกรีดดังสนั่น แอชลีย์คงต้องเป็นอาจารย์ที่ดังในระดับหนึ่งไม่ต้องสงสัย เขาส่งสัญญาณให้แฟลชกับขนมปัง การแสดงเพลงสุดท้ายของเมอร์เดอร์ ออฟ ไมเคิล มาถึงแล้ว
            "ผมเป็นปะป๊าของโกวินดา มาเล่นกลองให้ครับ"
            "มือเบสพูดไม่เป็นค่ะ" ขนมปังแนะนำแทนพี่บาเทนเดอร์พูดน้อยเล่นหนัก
           

            กีตาร์โปร่งของขนมปังเริ่มขึ้นก่อน ตามด้วยเสียงไวโอลินของแฟลช เสียงกีตาร์ไฟฟ้าของกับกลองของป๊าเล่นขึ้นพร้อมกัน ขนมปังร้องเพลงด้วยเสียงของเทพผู้ขับขานลำนำเพลง

            ฉันเป็นอิสระ จะเป็นอะไรก็ได้ที่ฉันอยากเป็น
            อยากจะต้องเพลงบลูก็ยังได้ ถ้าฉันต้องการ

            ฉันเป็นอิสระ จะพูดอะไรที่อยากพูดก็พูด
            จะผิดจะถูกตรงไหน ก็ไม่เห็นเป็นไร

 ไม่มีเพลงไหนที่แสดงความเป็นโอเอซิสได้ดีเท่านี้อีกแล้ว เนื้อร้องง่ายๆ กล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูด ไม่เคยกลัวสิ่งใด ไม่มีการเสแสร้ง เชื่อมั่นใจคำพูดของตัวเอง  ปัจเจกนิยม ซื่อตรงกับตัวเองพอๆ กับที่ซื่อตรงกับคนอื่น


            เธอก็เป็นแบบนี้อยู่เรื่อย 
            เธอเห็นแต่สิ่งที่คนอื่นอยากเห็นเท่านั้น

            จะเป็นอยู่แบบนี้อีกนานเท่าไร 
     
      หรือจนกว่าเราจะออกเดินทาง

            ไม่ต้องไปกังวลใจ 
            เตรียมตัวเองเอาไว้ 
            มันไม่เสียหายตรงไหนหรอก!

            แฟลชอดคิดไม่ได้ว่าขนมปังเลือกเพลงนี้เพื่อบอกใบ้เขาหรือเปล่า? เธอก็เป็นแบบนี้อยู่เรื่อย เธอเห็นแต่สิ่งที่คนอื่นอยากเห็นเท่านั้น ขนมปังไม่ถนัดพูดอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เนื้อเพลงและดนตรีคือสื่อภาษาของเธอ เพลงเพลงนี้คือคำพูดพูดทุกอย่างที่เธออยากพูดกับแฟลช ลองเข้ามาในใจของฉันสิ ฉันว่าเธอคงพบบางสิ่งที่เธอละทิ้งไปนาน แต่ตอนนี้มันจากเธอไปแล้ว เธอรู้ไหมว่าแบบนี้มันไม่สนุกเลย

            ไม่ว่าเธอจะเป็นอะไร ไม่ว่าเธอจะพูดอะไร ก็ไม่เป็นไรหรอก 
             
             เธอไม่เคยหวั่นไหว... เพราะดนตรีคือเรื่องสนุกของเธอ

            กีตาร์ไฟฟ้าลดหลั่นตามตัวโน้ต แอชลีย์เล่นได้ยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา ถึงช่วงท้ายของเพลงแล้ว ป๊าเลิกเล่นกลอง พี่บาร์เทนเดอร์หยุดเบส ขนมปังไม่ร้องต่อ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแฟลชกับแอชลีย์บรรเลงเพลงต่อไป แฟลชเล่นไวโอลินตามกีตาร์และแอชลีย์ก็เล่นตามแฟลชเช่นกัน เสียงเครื่องดนตรีจากสองยุคสมัยประสานกันได้อย่างน่าประหลาดอยู่หลายนาที คนดูส่งเสียงเชียร์เมื่อทั้งสองเล่นท่อนโซโล่ แฟลชไม่เล่นตามตัวโน้ตของเพลงต่อ แอชลีย์ก็เล่นกัน ทั้งสองเล่นเพลงสด ไหลไปตามท้วงทำนอง

            ไม่ต้องสนใจแล้วว่าจะมีใครที่ได้ฟังดนตรีนี้อยู่ เพราะมันเป็นของเขาคนเดียว แฟลชเล่นไวโอลินอยู่เวทีเมฆลอยอยู่บนท้องฟ้า มีเพียงนกกา นางฟ้า และเทวดาเป็นผู้ชม สนุก.. เขาได้สนุกกับดนตรีอย่างแท้จริง เหมือนเด็กน้อยดีดกีตาร์หรือเอามือแปะลงบนเปียโนไม่สนใจว่าจะเป็นเพลงหรือไม่ เขาแค่ได้เล่น เพื่อตัวเอง และเพื่อคนสำคัญของเขา เท่านี้ก็เพียงพอ

            มือกีตาร์ลดเครื่องดนตรี ปรบมือให้แฟลชแทน เหลือเพียงเสียงไวโอลินท่อนสุดท้าย เพลงจบลงด้วยเสียงปรบมือดังก้องของผู้ชม รอยยิ้ม เสียงชื่นชม เสียงหัวเราะ แฟลชยืนนิ่ง สดับรับฟังทุกอณูของการตอบรับ ไม่คิดว่าดนตรีที่เขาเล่นจะทำให้คนรู้สึกเช่นนี้ได้ เขารู้สึกเหมือนตัวเองลอยขึ้นฟ้า รู้สึกถึงความภูมิใจข้างใน

            สมาชิกในวงออกมาหน้าเวที ขนมปังจับมือเขาข้างหนึ่ง แอชลีย์อีกข้างหนึ่ง โค้งให้ผู้ชมที่ยังปรบมือให้พร้อมๆ กัน  นี้ช่วงเวลาแห่งความสุขที่พวกเขาไม่มีวันลืม เพลงที่ไม่มีใครรู้จักและร้องได้ แต่ทุกคนกลับอ้าแขนตอบรับมัน และที่สำคัญ นี้เป็นเพลงที่สนุกที่สุด

            ขนมปังรีบตามป๊าไปเก็บกีตาร์ที่รถทันที เพราะเธอใช้กีตาร์โปร่งตัวที่ป๊ารักที่สุด แอชลีย์ยังอยู่หลังเวที สายตาลอยออกไปข้างหน้าเวที เหมือนเหม่อมองใครบางคนอยู่แว่บหนึ่ง แล้วจึงค่อยกลับมาที่แฟลช

            "That was awesome."
            "ขอบ..ขอบคุณครับ... คือ..คุณแอชลี่.. คือว่า....ผม..." แฟลชสำลักคำพูดตัวเอง เขาประหม่าเพราะคำชมจากไอดอลของเขา เขาพูดไม่ออก ทั้งๆ ที่ในเวลานี้อยากตะโกนออกมาให้ดังลั่น
            "หน้าแดงนะ ไม่สบายหรือเปล่า?" แอชลีย์เขยิบเข้ามาใกล้แฟลชจนชิด เอามือเนิบแตะลงบนหน้าผาก แฟลชยิ่งหน้าแดงร้อนช่า แอชลีย์หัวเราะเบาๆ แฟลชมีภูมิคุ้มกันสัมผัสคนน้อยจนน่าใจหาย
            "ผมชอบ..." แฟลชยิ้มให้แอชลีย์ "ผมชอบกีตาร์ของคุณแอชลี่มากๆ เลย ไว้มาเล่นด้วยกันอีกนะครับ ผมคงต้องให้คุณสอน..หลายๆอย่าง นะครับ.."
            "Sure thing!" ชายหนุ่มเอากล่องกีตาร์พาดขึ้นไหล่

---------------------------------------------------

            สมาชิกสามคนหลักของเมอร์เดอร์ ออฟ ไมเคิล นั่งฉลองกันที่ร้านเค้กข้างมหาวิทยาลัยจนถึงดึก แม้วงจะไม่ได้รางวัลแต่ก็ไม่มีใครแคร์ ทั้งสาม โดยเฉพาะแอชลีย์กินเค้กจนพุงกาง ก่อนจะแยกย้ายกันไป แฟลชกับขนมปังนั่งรถเมล์สายเดิมกลับบ้าน

            "มีไรเหรอ? หน้าเครียดเลย" ขนมปังถามแฟลชที่นั่งเอาหัวพิงกระจก ทำสีหน้าขมึงตึง ลมพัดเข้ามาจนผมของเขาไม่เป็นทรง

            "กำลังคิดถึงตอนเล่นเมื่อเย็นนี้อยู่ ตอนที่คนดูปรบมือให้ ความรู้สึกตอนนั้นมัน.. ยังไงล่ะ? เราพูดไม่ถูก.." แฟลชรีเพลย์ภาพของดนดูเมื่อเย็นในหัว แต่เขาก็อธิบายออกมาไม่ได้ "ขนาดคนดูแค่นี้เรายังรู้สึกแบบนี้ ถ้าได้เป็นเล่นที่กลาสตันบิวรี่.... ที อิน เดอะ ปาร์ค... ซัมเมอร์ โซนิค... เซาท์ บาย เซาท์เวส... จะเป็นไง?"
            "เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว ไปทำไรมาเนี่ย?"
            "เปล่า โถ่ ตัวเองก็ชอบพูดเหมือนกับเหอะ ว่าอยากไปแกลสตันบิวรี่ เหมือนเศก โลโซ!!"

            "ไม่มีอะไรแล้วหน้าแดงทำไม? อ๊ะ หรือว่า... อย่านะครับ! คุณแอชลี่! อย่า!" เด็กสาวล้อเลียน แฟลชเอามือแตะหน้าตัวเองเหมือนตบ หน้าเขาไม่เห็นจะร้อนเลย เสร็จขนมปังอีกแล้วล่ะสิ
            "แกไม่รู้อะไรเลยหรือไง!" แฟลชตะโกนหัวเสีย "ที่เรายอมให้เล่นเพลงนี้ เพราะเรา....ชอบ...." เขาหยุดตัวเองไม่ให้พูดสิ่งที่เองคิดอยู่ "เพราะแกชอบ! รู้บ้างหรือเปล่า?!"

            ขนมปังยิ้มหน้าระรื่น "น้ำเน่า" เธอพึมพำเบาๆ แลบลิ้น หยิบหูฟังขึ้นมาใส่ แฟลชถอนหายใจ ทั้งรำคาญทั้งโล่งอก รถเมล์จอดสนิทที่ป้ายรถเมล์

            "น้อง รถเข้าอู่ หมดระยะแล้ว" กระเป๋ารถเมล์ทอมบอย เขย่ากระบอกใส่เงินดังกรุ๊งกริ๊ง แฟลชชะโงกออกไปนอกหน้าต่าง นี่มันป้ายเดิมที่พวกเขาเคยลงตอนขึ้นรถผิดนี่นา!

            ขนมปังยังขยับหัวร้องตามเพลง Bangkok ของ The Libertines ยื่นกระเป๋าเป๊หนักอึ้งให้แฟลช

 

             "ช่วยถือกลับบ้านให้หน่อยนะคะ"

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ขออนุญาตเซฟไว้ก่อนนะฮับ
ชอบอ่านออฟไลน์
ยัยขนมปังมันคือคุณสึซึมิยะ
ตาแฟลชน่ะคือพ่อเคียวน์
อาจารย์แอชลีย์ยังกะตาโคอิสึมิ

เหอะๆๆๆๆ

ให้ภาพ God Knows พิกลๆ

ปล. โกวินดา ราธา เอาเข้าไป
ระวังรามคุงหึงแอชลีย์นะ
สนุกดี open-mounthed smile เริ่มกรี๊ดตั้งแต่ champagne supernova แล้ว confused smile คุณป๊าน่าระ open-mounthed smile

ว่าแต่หูแมวนิ อุ ๆ หมั่นใส้แกรนท์อ่ะ แกล้งยั่วแฟลช question ชอบที่บรรยายร้องเพลง whatevercry I'm freeeee

#3 By บี (116.58.239.202) on 2007-12-23 23:31

อ่านจบแล้ว สนุกดีจ้าาา ชอบมู้ด sub-cult ในเรื่องนะ

หมั่นไส้ตาลุงแว่นขี้เก๊กไม่เสื่อมคลาย 555 แน่จริงใส่หูเองเลยสิเฟร้ยยย เป็นการแกล้งแฟลชที่ดีนะแกรนท์นะ 555

ข้อมูลแน่นเหมือนเดิม ภาษาอ่านลื่นสนุกดีจ้ะ

#4 By noonoon on 2007-12-26 20:20

Recommend

free counters