The History Boys - 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอนท์ (เข้า Oxford)
posted on 24 Feb 2008 17:14 by bosie in Film
(ปลอดภัยไร้สปอย)
เคยคิดว่าบ้างไหมว่า "เด็กเก่งอย่างสมบูรณ์แบบ" คนหนึ่งจะต้องมีอะไรเป็นองค์ประกอบบ้าง? สมองคอมพิวเตอร์? ไหวพริบฉับไว? ความสามารถในการท่องตำรา? หรืออะไรอื่นๆ ที่เด็กเนิร์ดต้องทำกัน
เปล่าเลย.. เด็กเก่งอย่างสมบูรณ์แบบไม่ใช่แค่ว่าจะมีแต่ความสามารถประเภทนี้ เพื่อการมีชีวิตรอดในโลกแห่งความเป็นจริงได้ พวกเขาจะต้องมีกึ๋น สุนทรียภาพด้านศิลปะ และที่สำคัญ ความเป็นตัวของเอง
ขอแนะนำให้รู้จักแก๊ง History Boys
พวกเขาคือเด็กหนุ่ม 8 คนจากโรงเรียนรัฐแห่งหนึ่งในเมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ กลุ่มนักเรียนหัวกะทิของโรงเรียนนี้กำลังภารกิจที่ยิ่งใหญ่ในปีสุดท้ายของชีวิต ม.ปลาย นั้นก็คือการสอบเข้าคณะประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและแคมบริดจ์ให้จงได้
เพื่อการเอนท์เข้ามหาวิทยาลัยอันทรงชื่อทั้งสอง และต้องการ "ขัดเกลา" เด็กหัวกะทิที่ทั้งเฮี้ยว ซ่า แสบ ทั้งแปดให้กลายเป็น "เด็กเก่งตามระบบ" ครูใหญ่จึงต้องมอบหมายให้คุณครูสามคนสามแนวมาดูแลเด็กๆกลุ่มนี้ ได้แก่ มิสเตอร์เฮคเตอร์ คุณครูรุ่นเก๋าผู้มีวิธีการสอนนอกตำรา ,มิสซิสลินทอต อ.สอนประวัติศาสตร์สายเฟมินิส, มิสเตอร์เออร์วิน คุณครูหนุ่มไฟแรงจบใหม่
ช่วงเวลาหนึ่งปีที่เตรียมสอบ ทั้งแปดต่างได้พานพบเหตุการณ์ที่ทำให้เติบโต ค้นพบตัวเอง และการแสวงหาเป้าหมายของตัวเอง และไม่ใช่แค่พวกเด็กๆ เท่านั้นที่เปลี่ยนไป คุณครูทั้งสามเองก็ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากพวกเขา การเรียนรู้แท้จริงของชีวิตมาจากความรัก มิตรภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างคน ไม่ได้มาจากตำรา ไร้ชีวิตหรือระบบการศึกษาจืดชืด

เอิ่ม.. ขอสารภาพว่า หยิบหนังเรื่องนี้มาดูจากร้านเช่าแถวบ้าน ก็เพราะหน้าปกมันเป็นรูปธงชาติอังกฤษนี่แหละ ไม่ได้มีเหตุผลอื่นเล้ย ตอนแรกคิดว่าคงเป็นหนังอังกฤษฮากริบๆ แต่ที่ไหนได้ สนุกมาก ชอบมากๆ เลยด้วย > <
History Boys เรื่องนี้เคยเป็นละครเวทีมาก่อน และใช้นักแสดงชุดเดียวกับเวอร์ชั่นละครเวที บทสนทนาในเรื่องจึงเป็นการต่อปากต่อคำ เฉือดเชือนกันด้วยข้อมูลวรรณคดี ประวัติศาสตร์ บทกวี บางมุกก็เฉพาะทางเกิน บางมุกก็ชวนยิ้มมุมปาก บางมุกก็ขำก๊ากแบบบั่นทอนปัญญา แต่รับรองว่า หนังเรื่องนี้ไม่มีช่วงเวลาที่ "น่าเบื่อ" เลยครับ
ที่ผมชอบมากๆในเรื่อง ก็เป็นที่คาแรคเตอร์ของตัวละครแต่ละตัวที่เป็นตัวแทนของคนแต่ละกลุ่มของแต่ละสังคมนี่แหละ ไม่ว่าอยู่ชาติไหน วัฒนธรรมไหน สังคมมันก็ต้องมีคนประเภทนี้เหมือนกันหมดอย่างเดกิ้นก็เป็นนักเรียนเก่งแต่แสบ เป็นกบฎต่อกฏเกนฑ์ พอสเนอร์เป็นหนุ่มยิวที่กำลังอินเลิฟกับเพื่อนในกลุ่ม ครูใหญ่เฟลิกซ์ เป็นพวกอนุรักษ์นิยมแต่มือถือสากปากถือศีลอย่างที่ผู้ใหญ่ในบ้านนี้เมืองนี้ คุณครูเออร์วินเป็นพวกที่กำลังสับสนระหว่างค่านิยมของสังคมกับความต้องการของตัวเอง
จุดด้อยของเรื่องนี้ก็คงจะมีแต่ หนังเน้นไม่แค่ตัวละครไม่กี่ตัวในกลุ่มเด็ก ทำให้ตัวละครบางตัวที่น่าสนใจกลับถูกลืมไปเลย(เข้าใจว่าด้วยข้อจำกัดของเวลา เลยไม่สามารถเน้นไปทุกคนได้ ถ้าให้เน้นคงกลายเป็นซีรีย์) อีกอย่างก็คือการตัดไปสู่เหตุการณ์ในตอนจบที่ทำให้สะท้านใจคนดูไปหน่อย แต่โดยรวมแล้วสนุกดีครับ ยิ่งถ้าใครชอบประวัติศาสตร์กับการนำเสนอแบบเงียบๆ ทึมๆ เรื่อยๆ แบบหนังอังกฤษจะยิ่งชอบเลย

(คุณครูภาคละครเวที)
>
>
>
>
>
>
>
ส่วนโฮกกก (สปอยจ้า)
- ชอบพอสเนอร์ตอนร้องเพลงมาก ปล่อยมุกน่ารักอีกตะหาก อุฮิๆ
- มุกนิชเช่นี่มัน!! บั่นทอนสุดๆ!
- มุกออสก้า ไวลด์ กร๊ากกกก
- มีเพลง The Smiths กับ The Cure ด้วย!
- และท้ายที่สุด ที่ทำให้ตัดสินใจซื้อแผ่นหนังเรื่องนี้ คือ!! คุณครูเออร์วิน!! โฮกกกกกกก หนุ่มแว่นนนนนนนน สุดยอดดดดดดดดดดดด ฉลาดสุดๆ ปากจัดอีกอ่า เวลาคุยกับนักเรียนน่ารักมากเลย
โดยเฉพาะฉากนี้ โฮกฉากนี้ที่สุดในเรื่องแล้ว โคดน่ารักเลย ครูคร้าบ มาสอนประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ให้ผมด้วย โฮกกก แล้วผมจะรักๆๆๆๆ ประวัติศาสตร์มากๆ เลย >w<
[ผมแอบดีใจที่หนังเรื่องนี้ไม่เข้าโรงในเมืองไทยแต่ออกมาเป็นดีวีดีเฉยๆ เพราะถ้าออกไม่โรงคงไม่พ้นเป็นขี้ปากของคนที่ตีค่าหนังเรื่องนี้ให้กลายเป็น "หนังวาย" ไป ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องยิบย่อยมากๆ เมื่อเทียบกับประเด็นใหญ่ที่หนังพยายามเสนอ มองว่ามันก็แค่วาย ทั้งๆ ที่สิ่งสำคัญมันคือความรู้สึกและอารมณ์ของตัวละครต่างหากล่ะ (เหตุการณ์นี้เคยเกิดกับรักแห่งสนาม - ซึ่ง..ถ้าผมเป็นผู้กำกับ...ผมไม่ดีใจเลยอ่ะ]

V อิ ๆ

#1 By SnowShoe =^-^= on 2008-02-24 19:04