ความเดิมตอนที่แล้ว
ซิกมันด์ ฟรอยด์ เคยตั้งทฤษฎีไว้ว่า ความฝันคือตัวบ่งบอกความต้องการที่อยู่ลึกๆ ในใจ
รามฝันเห็นอะไร? บุคคลที่ปรากฏตัวในฝัน เหลือเชื่อจนไม่อยากยอมรับ แต่ทั้งหมดนั้นหมายว่าอย่างไร?
ถ้าทุกอย่างแบ่งออกเป็นสิ่งที่อธิบายได้และอธิบายไม่ได้ จิตใจของคนเราคือสิ่งที่อธิบายได้หรือไม่


________________________________________


BKK
ตอนที่ 15 - เดเมี่ยน เดส์การ์ท เดย์ ทริปเปอร์

________________________________________

บนเก้าอี้ชายหาด ผมเปิดหนังสืออ่านอีกครึ่งเล่มที่เหลือต่อ ปล่อยให้ไอทะเลปะทะผิวหน้าเม็ดทรายสีน้ำตาลปนดำ เกร็ดแก้วเล็กๆ จับเป็นเม็ดออกมากับคราบเหงื่อ

เอมิล ซินแครล์ กำลังค้นพบตัวเอง กำลังกะเทาะตัวตนออกจากเปลือกไข่และกางปีกทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาบูชา อีวาหญิงคนรักเปรียบดั่งภาพฝันในอุดมคติ ในขณะเดียวกับกันความทรงจำของเพื่อนผู้เป็นทั้งแรงบันดาลใจและความรักในวัยเด็กก็กลับมา ผมไม่เคยเข้าถึงงานเขียนของนักเขียนเยอรมันได้สักที โทมัส มันน์ เป็นพวกซึมลึก ฟรานซ์ คาฟคาก็หลุดโลกเกินไป อ่านแล้วขยะแขยงไป ถ้าเป็นตื่นขึ้นมากลายเป็นแมลงแบบแซมซ่า เกรเกอร์ ผมขอเอาดีดีทีฉีดตัวเองดีกว่า

“รามไม่ไปเล่นน้ำกับพวกบอลเหรอ?” เบลถามผม ปกติผมจะหัวเสียมากเวลามีใครมาขัดจังหวะการอ่านหนังสือ แต่ผมมันก็ดับเบิ้ลแสตนดาร์ดได้ทุกเวลาแหละน่า

“ไม่เอาอ่ะ ไม่อยากให้ทะเลสกปรก” ผมปั้นแต่งคำตอบที่อยากให้ตรึงใจเบลมากที่สุด ธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ มนุษย์ไม่มีสิทธิเห็นธรรมชาติเป็นของเล่น สวยหรูใช่ไหม? แต่นั้นเป็นแค่เหตุผลเล็กๆ ที่ผมไม่ลงเล่นน้ำ เหตุผลที่แท้จริงน่ะเหรอ? อย่าให้ผมพูดเลย ผมสาบานไว้แล้วว่าผมจะไม่พูดเรื่องนี้กับใครทั้งสิ้น เหตุผลนั้นคือไม่ใช่แค่เหตุผลหยุมหยิม มันเป็นเหตุผลทางจิตวิทยาที่ล้ำลึกเกินจะอธิบายให้ใครฟัง หรือถ้าใครได้ฟังก็คงคิดว่าผมบ้าไปเอง เพราะไม่เคยประสบเหตุแบบผม

เหตุผลเบื้องหลังนั้นอธิบายได้โดยผิวเผินด้วยประโยคประโยคเดียว - ผมเกลียดทะเล หรือจะเลือกใช้คำที่เบากว่านั้น - ผมไม่ชอบทะเล แต่ท้ายสุดแล้วมันก็คงไม่ถูกต้องทั้งสองคำ ผมใช้คำว่าเกลียดหรือไม่ชอบมันเป็นคำพูดอัตตะวิสัยเชิงเข้าข้างตัวเอง ผมไม่อยากเป็นไอ้ขี้แพ้ ผมไม่อยากยอมรับว่าตัวเองมีจุดอ่อน ทั้งที่จริงแล้วผมรู้อยู่เต็มอกว่าผมเป็นมนุษย์ธรรมดา ผมเกลียดคนอื่นได้ ผมไม่ชอบคนอื่นได้ แต่ผมก็กลัวคนอื่นได้เช่นกัน ผมกลัวทะเล

ใช่! วิษณุ พลหล้า กลัวทะเล!

ทะเลคือสถานที่อันตราย คือเวิ้งน้ำขนาดยักษ์ที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งอุณหภูมิ ความแรงของคลื่น แรงลม สายน้ำสีฟ้าอมเขียวกับเกลียวคลื่นแสนสวยคือนักฆ่าเลือดเย็นดีๆ ถ้าผมลงไปในน้ำคงมีโอกาสที่พื้นทรายจะยึดเท้าผมไว้ จับผมกดน้ำ ทำให้หมดอากาศหายใจ

ถ้าผมโชคดีมีคนเจอภายในเวลาสามชั่วโมง ศพของผมก็จะยังเหมือนเดิมแค่ดูซีดไปเท่านั้น แต่ถ้าโชคร้าย นักประดาน้ำเจอผมเมื่อสองวันต่อมา ร่างกายของผมก็จะขยายขึ้นสามเท่า บวมอืดเป็นลูกบอล ตาเหลือกเกือบหลุดจากเบ้า เนื้อยุ้ยหายไปเพราะปลาตอด ปูกัด

ผมไม่อยากตายแบบนั้น...ไม่อยากเป็นเหมือนเด็กคนนั้น เด็กผู้ชายคนหนึ่งตอนผมอยู่ ป.3

ตอนนั้นผมลงมาเยี่ยมญาติที่กรุงเทพ คุณป้าที่มีลูกอายุไล่เลี่ยกัน ผมว่ายน้ำอยู่ มีเด็กคนนึงว่ายระรานชาวบ้านเขาไปทั่ว เด็กคนนั้นเป็นเด็กอ้วน นิสัยเกเรวางอำนาจประเภทเดียวกับไจแอนท์ เขาสาดน้ำใส่เพื่อนร่วมแก๊ง ผลักเด็กตัวเล็กกว่า เขาจ้องเขม็งเงื้อไม้เงื้อมือจะเอาแผ่นโฟมตีหัวผมตอนผมว่ายน้ำตัดหน้า แต่ผมไม่สนใจเขา ว่ายน้ำไปเรื่อย ไม่รู้สึกว่าด้วยซ้ำว่าน้ำเย็นผิดปกติ เด็กหลายๆ คนเริ่มขึ้นจากน้ำ เหลือผมกับเด็กอีกไม่ถึงสิบคน แต่ผมก็ยังไม่เอะใจว่าเกิดอะไรขึ้นจนกระทั่ง เด็กอ้วนนอนนิ่งที่ริมขอบสระมุมหนึ่ง พวกผู้ใหญ่วิ่งวุ่นวาย แม่รีบผม แต่ผมเห็นทุกอย่าง ได้ยินทุกอย่าง ผมเห็นดวงตาเหลือกกว้างเหลือแต่ตา ของเหลวปนเม็ดข้าวไหลเยิ้มออกจากจมูกและปาก เห็นร่างเปียกโชกนอนไร้วิญญาณ ได้ยินเสียงแม่ของเขากรีดร้องอยู่ข้างๆ

แม่ผมมาบอกทีหลังว่าเขาเป็นตระคริวจมน้ำและไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นรอดหรือตาย แต่นับจากนั้นเป็นต้นมาหลายปี ผมก็ไม่กล้าไปเหยียบสระว่ายน้ำหรือทะเลอีกเลย ครูประถมคนนึงซึ่งคิดว่าความกลัวของเด็กเป็นแค่เรื่องไร้สาระ เรื่องประเภทพอเป็นผู้ใหญ่ก็ลืมเอง เคยโยนผมลงน้ำ หวังดีให้ผมหายกลัว แต่ผลก็คือ ผมไม่ไปโรงเรียน ไม่พูดกับใครไปเป็นอาทิตย์จนพ่อแม่ต้องไปเฉ่งโรงเรียน

ทุกครั้งที่ผมเห็นน้ำจำนวนมาก เด็กคนนั้นจะกลับมาหาผม ตำหนิผม กล่าวหาให้ผมเป็นฆาตกร เพราะผมไม่ช่วยเขาทั้งที่ผมสามารถช่วยเขาได้ ผมรู้อยู่ว่าเด็กคนนั้นหายไป ผมเห็นเขาจมอยู่ใต้ก้นสระผ่านแว่นตาว่ายน้ำ แต่ผมไม่ช่วยเขา เพราะผมเกลียดเขา เด็กเกเรอย่างเขาสมควรตายตอนเด็ก ผมคิดเรื่องนี้ได้อย่างง่ายๆ ถ้าคนเลวตายหมด โลกนี้คงสงบสุข มีแต่ตัวร้ายในหนังการ์ตูนเท่านั้นที่ตายได้ แล้วเขาก็ตายจริงๆ แต่เขาก็ยังไงไม่ลดละ เขาปีนขึ้นมาจากสระน้ำ ตะโกนก้องด้วยความเคียดแค้น ทำไมเธอถึงปล่อยให้เขาตาย เธอก็รู้ไม่ใช่เหรอ... เธออยู่กับเด็กคนนั้น เธอรู้ว่าเขาหายไป แต่ทำไมเธอถึงไม่ช่วยเขา ผมรู้ตัวดี ทุกสิ่งเป็นเพียงภาพลวงตา ผมสร้างเด็กคนนั้นขึ้นมาเอง ปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อลงโทษความผิดที่ผมไม่ได้ก่อ ผมมีปัญหาทางจิตแต่ผมไม่ จิตแพทย์มีไว้สำหรับคนบ้าเท่านั้น พ่อแม่เลยไม่ใส่ใจรักษา ผม ซึ่งแกก็คิดถูกแล้ว ผมต้องการเป็นเด็ก ‘ธรรมดา’ ที่สุดของพ่อกับแม่

มาถึงตรงนี้แล้ว คงมีคนคิดว่าถ้าผมเกลียดทะเลนักแล้วทำไมผมถึงยังทนนั่งอยู่ตรงนี้ได้

บางทีครูประถมที่โยนผมลงน้ำคงคิดถูกบางส่วน โรคกลัวแหล่งน้ำของผมให้เจือจางไปตามเวลา จน ม.3 ผมถึงยอมไปทะเลกับญาติพี่น้องอีกครั้ง เพราะอายเวลาต้องบอกใครว่ากลัวทะเล แม้จะยังขยาด แต่ผมก็ฝืนตัวเองให้นั่งมองชายหาด เขี่ยหารูปูเล่น ข่มใจไม่รับรู้ว่าทะเลทุกที่เคยมีคนจมน้ำตาย แต่เมื่อใดก็ตามที่ผมเผลอตัว เด็กชายคนเดิมจะกลับมาเยี่ยมผมเสมอ ผมต้องหาอะไรไม่ให้ใจลอยคอยคิดเรื่องไม่ควรคิดตลอดเวลา ตอนเด็กๆ ก่อประสาททราย โตขึ้นหน่อยก็นั่งอ่านหนังสือ วิธีนี้ได้ผลอย่างมาก ไม่ใช่แค่เรื่องภาพหลอนเท่านั้น ผมลืมทุกเรื่องที่กวนใจเมื่อผมอ่านหนังสือ และบรรยากาศของทะเลคือตัวแปรข้างเคียงช่วยเสริมให้ผมหลงไปกับโลกน้ำหมึกได้ดีขึ้น วัตถุประสงค์ที่ผมมาทะเลของผมกลายเป็นแปลกจากคนอื่น ผมไม่ได้มาทะเลเพื่อเล่นน้ำ ผมมาทะเลเพื่อมาอ่านหนังสือ ผมหลงรักทะเลเมื่อผมไม่ต้องลงไปว่ายน้ำ แต่หลงรักการนั่งสูดอากาศบริสุทธิ

เรื่องบ้าๆ น่ะ ทิ้งมันไว้ที่เมืองหลวงเถอะ..

ลมแรงขึ้นตีเส้นผมกระจัดกระจาย คอยลงมาแยงตาให้ผมต้องคอยแต่ปัดจนไม่มีมีสมาธิจดจ่ออยู่หนังสือ ผมพยายามเบี่ยงตัวให้หลังรับลมแทนหน้าแต่ก็ไม่ได้ช่วยมากนัก ผมไม่ได้เข้าร้านตัดผมมาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย ยิ่งเจอลมตีก็ยิ่งแย่หนักกลายเป็นทรงผมผีญี่ปุ่นผสมเด็กแนวเชียงใหม่ ผมวางหนังสือลง สงบจิตไม่ให้โมโหกับเรื่องจุกจิก รวบมือสองข้างเสยผมจนติดหน้าผาก เบลที่นั่งกินทอฟฟี่นมตรากระต่ายอยู่ข้างๆ คงทนดูไม่ได้อีก เธอยื่นยางมัดผมวงหนึ่งจากกระเป๋าให้ผมจัดการกับหัวตัวเอง ผมผงกหัวขอบคุณ เธอยิ้มให้แล้วกลับไปทำการทดลองของตัวเองต่อ แกะห่อกระดาษซึ่งจริงๆ เป็นแผ่นแป้งออกจากทอฟฟี่นมเพื่อพิสูจน์ว่ามันกินได้จริงๆ ผมอดมองท่าทางตลกๆ ของเธอไม่ได้เพราะจำได้ว่าตอนเด็กๆ ตัวเองก็ชอบทำอย่างนี้เหมือนกัน

ได้หนังยางจากเบลมา ผมก็เพิ่งมานึกออกว่าเกิดมาตัวเองไม่เคยผูกผมมาก่อน ไม่ใช่แปลกถ้าผู้ชายที่ไว้ผมเกรียนมาแทบทั้งชีวิตจะผูกผมไม่เป็น ผมบอกตัวเองอย่างนั้น ผูกผมไม่ง่ายเหมือนผูกเชือกรองเท้า พอผูกได้แล้ว ผมส่วนอื่นก็ล่วงหลุดมาอีก พอจะมัดได้จริงๆ ก็รั้งแน่นเกินไปต้องปล่อยออก ที่สุดหนังยางขาดออกเป็นสองเสี่ยงคามือ ผมล่มเลิกความตั้งใจ โยนหนังยางลงถุงขยะ หันซ้ายหันขวาเพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครมอง แต่ในขณะเดียวกันก็หาคนช่วยไปด้วย

“เรามัดผมให้เอาไหม?” เบลหยิบหนังยางอันใหม่ขึ้นมาให้ ผมเอามือสางผมทีหนึ่งก่อนตัวงอรับ ไม่มีทางเลือกอื่น ช่วยทีเถอะ.. ผมมันสิ้นหวังแล้ว..
“รามย้อมผมหรือเปล่าเนี่ย?” เบลรวบจับผมจากข้างหลัง เป็นครั้งแรกๆที่เธอเอ่ยปากพูดกับผมก่อน
“หา? เปล่านะ”
“ผมดำเหมือนย้อมเลย”
“เหรอ?” ขอบคุณแชมพูสมุนไพรจากสมาคมแม่บ้านที่ลำปาง แต่ผมควรจะบอกเบลดีหรือเปล่าว่าวิษณุไม่ชอบเส้นผมสีดำของเขาเลย เขาเกลียดมันพอๆ กับที่เขาเกลียดทุกอย่างในร่างกายของตัวเอง ผิวสีขาวซีด ผมสีดำสนิท ไม่นับรวมหน้าตาแห้งเหือด ไร้ความรู้สึกที่ทำให้เขาเหมือนหลุดออกมาจากหนังเงียบ 8 มิลไม่ใส่เทคนิคคัลเลอร์

นิ้วของเบลแทรกสัมผัสถูกปลายเส้นผม บางเบาจนแทบไม่รู้สึกว่ามีอยู่ ผมปิดประสาทสัมผัสให้รับรู้แต่เพียงหญิงสาวข้างหลัง อยากหาเรื่องคุยกับเธอ แต่เมื่อคิดว่าถ้าเอ่ยปากออกไป ทุกอย่างที่อยู่ตรงนี้ก็จะละลายหายไป ผมไม่มีพี่น้องผู้หญิง แม่ก็ไม่เคยทำแบบนี้ให้ (แน่ล่ะ..) ความรู้สึกแปลกใหม่ อ่อนโยน เรียบง่าย ถ้าผมได้มองตัวเองกับเบลตอนนี้ ก็คงเหมือนภาพวาดสีเทียน เด็กหญิงกับหวีอันเล็กๆ สางผมให้ตุ๊กตาตัวเก่า

ผมนั่งฝันกลางวัน ลอยไปถึงชั้นดุสิต แต่ตกกระแทกพื้นด้วยความเร็วเหนือเสียงนิ้วบางของเบลกลายเป็นซี่หวีนับสิบขรูดไปกับเส้นผมทีละเส้น สางผมที่พันกันเป็นปมให้เป็นระเบียบ ผมหยีตาเม้มปากกลั้นความเจ็บตรงหนังศีรษะ แต่ก็เผลอหลุดเสียงร้องโอ๊ยเบาๆ ออกไปจนได้

“เจ็บเหรอ?” ผมเอบดีใจที่เบลถามด้วยน้ำเสียงธรรมดา
“เปล่าๆ ไม่เป็นไร ขอบคุณนะเบล” โล่งอก เบลเอาหวีออกไปซะที มือหนักไม่ใช่เล่นนะนี่ “แล้วเบลไม่ไปเล่นน้ำล่ะ?”
“บ้านเรานั่งมอ’ไซค์แป๊ปเดียวก็ถึงทะเลแล้ว เห็นจนเบื่อ เอ้า.. มัดผมเสร็จแล้วราม” เบลรัดผมอย่างชำนาญเพราะคงทำอยู่ทุกเช้า
“เป็นไงบ้าง ดูแปลกหรือเปล่า?” ความรู้สึกโล่งๆ แปลกๆ ที่ต้นคอแบบนี้ ไม่ได้เจอกันตั้งแต่มัธยม ผมไม่อยากเห็นตัวตอนนี้กระจกเลย คงดูไม่จืด หรือยิ่งจืดกว่าเดิม?
“สวยดีออก”
สวยเหรอ..? เอ่อ.. ใช้คำผิดแล้วล่ะมั้งเบล..
“รามอ่านเรื่องอะไรอยู่?”
“เดเมี่ยน ของ เฮสเส อ่านไปได้แค่ครึ่งเล่มเอง”
“อ้อ เรื่องนั้นเราเคยอ่าน ชอบตอนจบมาก ชอบเดเมี่ยนด้วย หลงรักเลยแหละ เฮสเส เขียนดีนะ โรแมนติกแบบดรีมมี่มากๆ”

แมกซ์ เดเมี่ยน คือตัวละครเอกของเรื่องนี้ เขาเป็นคนที่เอมิลหลงใหล แต่ลึกลับ เต็มไปด้วยปริศนา แต่ทุกคำพูดคำจาของเขา ชาญฉลาด ทุกคน รวมถึงตัวเอมิลเองรู้ว่าเขาเป็นใคร ผู้อ่านก็ยังไม่ด้วยซ้ำว่าตกลงแล้วเข้ามีตัวตนจริงๆ หรือเป็นเพียงมโนภาพที่เกิดจากจิตขบถของเอมิลเอง

“หลงรักคนในนิยายเหรอ?”
“เอ๋ เอาพูดอะไรแปลกๆ ไปเปล่าเนี่ย..”
“เปล่าๆ” เบลไม่ได้แปลกหรอก ผมน่ะแปลกเองที่ไปสะดุดกับอะไรไม่เป็นเรื่อง “เราว่าปกตินะ แต่เราไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง เวลาอ่านหนังสือแล้วชอบตัวละคร เวลาดูรูปวาดแล้วชอบคนในรูปวาด มันก็.. มันก็เหมือนกับเราชอบดาราคนหนึ่ง ชอบคนคนหนึ่งอย่างห่างๆ ชอบเขาเพราะสิ่งที่เขาแสดงออก ถึงตัวตนจริงๆ จะเป็นยังไง ก็ไม่เป็นไร อธิบายแบบนี้ไม่รู้เบลจะเข้าใจไหม? แต่ว่าสำหรับเรามันไม่แปลก”
“อือ เข้าใจๆ ดีจังที่รามไม่บอกว่าเราแปลก ถ้าเป็นเปิ้ลคงว่าเราว่าเราเพ้ออีกแล้วแหงๆ ไม่นึกเลยว่ารามจะคิดแบบเรา”

จริงๆ แล้ว ผมกับเบลแทบจะไม่เคยได้นั่งคุยกันจริงจังเลยด้วยซ้ำ เราคุยกันแต่เรื่องที่ เรื่องเรียน เรื่องเที่ยว เรื่องที่คนอื่นเริ่ม ผมมัวแต่ไปทำอะไรอยู่ตลอดปีครึ่งที่ผ่านมา ผมรู้จักเบลแค่ผ่านๆ เพราะผมงี่เง่าเอง

ผมรู้ว่าเบลไม่ใช่คนทำตัวฉลาดตามตำราไปวันๆ ผมกับเธอก็เป็นพวกแปลกแยกเหมือนกัน ใช้เวลามากมายให้กับเรื่องที่คนอื่นเขาไม่ทำกัน ผมอยากรู้จักเบลให้มากกว่าเดิม.. แต่ผมมันอ่อนแอเกิน ผมไม่กล้าจะรู้จักเธอให้มากกว่านี้ แต่เพราะอะไรล่ะ? เพราะผมกลัวที่จะผิดหวังเหรอ? ผิดหวังกับเรื่องความสัมพันธ์ของคนที่ผมไม่คุ้นชิน?

ผมไม่รู้เลย

“สองคนนั้น มานั่งทำอะไรกันอยู่ มาทะเลหน้าร้อนก็ต้องไปเล่นน้ำทะเลดิ มานั่ง เฉยๆ ได้ไง!” พวกบอล เปิ้ล ปิน ขึ้นมาจากน้ำเปียกโชกไปทั้งตัว บอลหัวเรียบแป้ไปข้าง ปินตัวกลมเป็นลูกบอล เปิ้ลตั้งใจใส่เสื้อบางๆ อวดหุ่นเซ็กซี่ แต่เอ๊ะ... ผมมองอะไรอยู่เนี่ย...
“เราเล่นทะเลมาจนเบื่อแล้ว”เบลแก้ตัว ผมนั่งเฉยๆ ถ้าบอกไอ้พวกนี้ว่าผมกลัวทะเล มีหวังคงได้โดนล้อไปจนเกษียณ
“มาถีงพัทยาแล้ว.. คืนนี้ก็ต้องออกไปท่องราตรีโต้รุ่ง!” ในพจนานุกรมของบอล ท่องราตรี เป็นคำสุภาพของคำว่า แด๊กเหล้า ผมก็คงต้องทำตัวเป็นเต่าหลบความวุ่นวายอยู่ในกระดองต่อไป
“เชิญเถอะ 2 ทุ่มกูก็ขอไปนอนหละ”
“เหย พ่อคุณหนู” บอลถากถางผมอย่างเด็กประถม จะพูดอะไรก็พูดเถอะ ผมไม่สนใจอีกแล้ว พวกบอลมันควรจะประหลาดใจด้วยซ้ำที่ผมยอมมา และมันก็ควรจะดีใจยิ่งกว่านั้นที่ผมไม่ไปเป็นตัวถ่วงมัน

-------------------------------------------

พัทยายามราตรีก็ไม่ต่างจากแหล่งบันเทิงทั่วไป ป้ายร้านไฟนีออนหลายสีสว่างไสว เสียงเพลงแดนซ์เบสต่ำเต้นไปตามจังหวะ นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างเดินเบียดเสียดไปมา บาร์เบียร์ติดไฟสลัวสีม่วง หญิงสาวมากหน้าหลายตานั่งเรียกลูกค้าอยู่หน้าร้าน เธอพูดภาษาอังกฤษสำเนียงไทยมาก แต่ก็ยังสื่อสารได้มากกว่านักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนตามระบบ

ที่นี้คนเยอะเกินไป เสียงดังเกินไป อับเกินไป อึดอัดเกินไป ผมมาทำบ้าอะไรอยู่ที่นี้เนี่ย? ย่านบันเทิงของพัทยาชื่อดัง มึนหัว เหม็นบุหรี่ เหม็นเหล้า ผมไม่ได้คิดว่ามันไม่ดีหรอกนะ ใครจะทำอะไรก็ทำไป จะกินเหล้า สูบบุหรี่ ก็ไม่ได้ใช่ธุระกงการอะไรของผม ผมมันไม่ใช่เด็กดีอยู่ในศีลธรรมอะไร มันแค่ไม่ใช่ผม เบื่อ ผมอยากไปจากที่นี้ ผมไม่อยากเห็นความจริงของพัทยา หญิงชายขายตัว ขอทานเด็กข้างถนน คนแก่แต่งตัวเป็นชาวเขาเดินเร่ขายหัตถกรรมของปลอม ฉากหลังเป็นสตาร์บัคกับแมคโดนัล ประเทศนี้ก็เป็นแค่แหล่งท่องเที่ยวครบวงจรราคาถูกเท่านั้นเอง มันไม่ได้สวยงาม ไม่ได้ดีเด่นยิ่งใหญ่เหมือนที่พวกผู้ใหญ่พร่ำสอน ประเทศที่ดี มีวัฒนธรรมที่งดงาม ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส มีน้ำใจให้กัน แล้วสิ่งสกปรกล่ะมาจากไหน? ก็เลือกเอาสิ ทุกรัฐบนแผนที่โลกนี้แหละยกเว้นสยามประเทศกับนครรัฐวาติกัน ถึงไม่มีฝรั่ง เราก็คงโทษประเทศอื่นอยู่ดี จีน ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ถ้าไม่มีประเทศพวกนี้ก็คงโทษไปได้เรื่อยๆ ซิมบับเว? โซมาเลีย? อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง เพราะว่าที่นี้มันดีเลิศ

ผมไม่อยากอยู่ที่นี้อีก เพราะไม่อยากเห็นความจริงที่ผมไม่เคยเห็น ไม่สิ ปิดตาตัวเองไม่ได้เห็น เพราะคิดเรื่องนี้มันเหนื่อย ผมเลยอยากออกไป อีกไม่กี่นาที ก็จะสองทุ่ม ผมก็จะขอลาเดินกลับไปที่โรงแรมเปิดแอร์ให้เย็นช่ำกว่าที่บ้านไม่ต้องกลัวเปลืองไฟ นอนอยู่บนเตียงนุ่มๆ อ่านเดเมี่ยนให้จบ นอนหลับฝันดี แล้วผมจะกลับกรุงเทพอย่างสวัสดิภาพ ผมเหนื่อย

“เฮ้ย ดูนั่นเดะ ท่าทางฝรั่งจะชอบของแปลกว่ะ ขยะแขยง” บอลเรียกให้พวกเราดูผู้หญิง หรือผู้ชาย? อายุไม่น่าแก่กว่าผมนั่งอยู่บนตักฝรั่งตัวโต โอบไหล่ซบอกเขา เธอคนนั้น ไม่ใช่คนสวยตามแบบมาตรฐานของสื่อหรือสมัยนิยมเลย ตาของเธอตี่เล็กไม่ได้รูป จมูกของเธอไม่มีดั้ง สีผิวคล้ำไม่ได้ขาวอมชมพูเหมือนนางแบบในโฆษณา เธอเป็นคนไทย
“แกเอาตาไปดูอะไรดีๆ ไม่ได้เหรอวะ? คนเขาทำมาหากิน ก็ปล่อยเขาไปเหอะ” เปิ้ลเอ็ด ปินก็ไปตามน้ำเหมือนเคยว่าฝรั่งคงชอบคนผิวแทน ผมได้แต่ฟัง ผมไม่รู้เลยว่าถ้าเธอหรือเขาคนนั้นได้ยินพวกนี้พูดแล้วจะเสียใจแค่ไหน หรืออาจจะไม่ได้เสียใจเลยเพราะถูกลดค่าจากสายตาคนอื่นมาอย่างชาชิน

เข้าใจแล้วล่ะ.. ที่แอชลีย์พูดไว้มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ถึงผมจะอยู่กับแอชลีย์ก็จะไม่มีใครมองผมในแง่ลบ เพราะสีผิวของผม การแต่งตัวของผม ฐานะของผม ชนชั้นของผม ถ้าเธอคนนั้นผิวขาวเหมือนเปิ้ล เหมือนเบล หรือเหมือนผม แต่งตัวด้วยเสื้อผ้ามีราคา บอลก็คงเดินผ่านไปเฉยๆ อยากหัวเราะจริงๆ การเกิดมาเป็นหรือการเกิดมาไม่ได้เป็น…. นี่แหละคือปัญหา

“เขาอาจจะรักกันจริงก็ได้....”

เบลกลายเป็นตัวประหลาด
เพื่อนทั้งสามทำหน้าเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง เปิ้ลหัวเราะลั่น ลูบหัวเบลเหมือนเด็กๆ เบลไม่รู้จริงๆ เหรอว่าเขาทำอาชีพอะไรกัน? เปิ้ลพูดแบบนั้นจากเสียงหัวเราะและคำว่า “แบ๋ว” ที่เธอใช้เรียกเบล บอลกับปินก็เหมือนกัน หัวเราะไปตามเปิ้ล ไม่สนที่เบลทำหน้าไม่พอใจ

ทำไมทุกคนถึงหัวเราะเบล? เบลไม่ได้พูดขึ้นมาอย่างไร้สาระแน่ๆ แต่ทุกคนก็หัวเราะ ทุกคนคิดว่าเบลแค่ปล่อยมุกตลกเท่านั้นเอง เธอคงพูดออกมาเพราะความไม่รู้หรืออ่อนต่อโลกของเธอ แล้วมันก็ตลกเพราะมันเหลือเชื่อ ไม่มีทางที่คนแบบนั้นจะรักกันจริง ไม่มีความรักอยู่ในที่แบบนี้ มีแต่ความต้องการชั่วครั้งชั่วคราวกับจำนวนเงินทางเศรษฐกิจ ทุกคนหัวเราะเพราะไม่ได้คิดว่ามันโหดร้าย เรื่องแบบนี้ก็แค่พูดกันแค่ให้สนุกปาก ไม่ใช่อาชญากรรมยิ่งใหญ่ที่ต้องถูกลงโทษ ไม่ได้แคร์ แต่ทำไมถึงไม่แคร์ล่ะ? ทำไมถึงไม่มีใครซีเรียสจริงจังกับการเหยียบหยามแบบนี้?

พอ........ ถ้าผมต้องอยู่ที่นี้อีกสักอีกหนึ่งวินาที ถ้าไอ้บอลมันยังพูดอะไรต่ออีก ผมคงได้ขุดหลุมฝังตัวเอง คนบางคน เรื่องบางเรื่อง ต่อให้อธิบายให้ฟังเท่าไหร่ก็คงไม่มีวันเข้าใจ

“เรากลับโรงแรมก่อนนะ” จะพูดอะไรก็ช่าง จะรั้งยังไงก็เชิญ ผมเหนื่อย เรื่องเยอะเกินไป คนเยอะเกินไป เสียงดังเกินไป คลื่นไส้จนอยากอ้วก ผมเดินออกมาจากกลุ่ม อยากจะหันกลับไปมองจริงๆ ว่ามันทำหน้ากันยังไงบ้าง ให้เดา ผมว่ามันคงอึ้งและไม่ค่อยพอใจ
“งั้นเรากลับกับรามด้วย” เบลเดินตามผมมาด้วย อย่าเข้าใจผิดล่ะ ผมไม่ได้หัวเสวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าเธอจะเดินตามมา ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าผมส่งสัญญาณอะไรบางอย่างออกไป? ไม่.. ไม่หรอก ผมคิดเข้าข้างตัวเอง
เราเดินกลับโรงแรมทางเดิมกับที่พวกบอลพามา ทำไมอยู่ดีๆ ผมถึงรู้สึกถึงสายตาบางคู่ที่มองมาที่ผมกับเบลขึ้นมาก็ไม่รู้? หรือว่ามันแปลก? เด็กหนุ่มลีบแห้งกับเด็กสาวใส่แว่น หน้าตางงๆ ทั้งคู่ เดินดุ่มๆ กันอยู่ในที่ที่มีแต่นักท่องราตรีชาวไทยและเทศ ? จะให้พยายามแค่ไหน ผมก็ทำใจให้ชอบที่แบบนี้ไม่ได้จริงๆ ผมแน่ใจว่าเบลก็คิดเหมือนผมเพราเธอรีบเดินเร็วกว่าปกติ จนที่สุดก็ออกจากย่านบันเทิงมาเจอชายทะเลได้สักที

ชายหาดจอมเทียนตอนนี้เงียบสงบต่างจากตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง เสียงคลื่นเอื่อยกระทบฟัง เงียบสนิทไม่มีเสียงมนุษย์ หรือเสียงมอเตอร์เรือ


“ที่เบลพูดเมื่อกี๊...” เงียบมันก็ดีอยู่ แต่ถ้าผมไม่พูดกับเบลเลย..มันก็...
“เราพูดอะไรนะ?”
“ตอนที่เดินไปแล้วเจอฝรั่ง ที่เบลบอกว่าเขาอาจจะรักกันจริงๆ ก็ได้ เราชอบนะที่เบลคิดแบบนั้น”
“รามว่าเราคิดมาไปไม๊? เรื่องนั้นน่ะ?”
“ไม่หรอก เบลไม่ได้คิดมาก พวกนั้นมันแค่คิดน้อยไปตะหาก การตัดสินคนอื่น ลดค่าคนอื่นเพราะภาพภายนอกที่ตัวเองได้เห็น เราว่ามันโหดร้าย ยิ่งถ้าเป็นความเคยชินก็ยิ่งโหดร้าย เพราะถ้าชินแล้ว ก็จะไม่มีใครคิดเลยว่ามันผิด ถ้าทุกคนมองในด้านดีๆ ซะบ้าง โลกนี้คงน่าอยู่ขึ้นเยอะ”
“ถึงจะมีใครมองว่ารามไร้เดียงสา แบบที่พวกเปิ้ลว่าเราเหรอ?” เบลยิ้มขณะพูด แต่น้ำเสียงของเธอไม่ได้สนุกด้วยเลย ถ้าผมเป็นเบล ถ้าผมได้พยายาม อย่างน้อยที่สุด มองทุกอย่างในแง่ดี แต่โดนขี้ปากคนไม่กี่คนมาทำลาย ผมคงโกรธ แต่ผมคงทำอะไรไม่ได้นอกจากปลง ปล่อยมันไป อย่างที่ผมเคยทำมาตลอด
“ช่างมันดิ พวกนั้นไม่น่าพูดแบบนี้เลย แค่ตัวเองไม่เคยเจอคู่ที่เขารักกันจริงๆ ก็เหมารวมว่า ทุกคนจะแบบนั้นซะหมด”
“ ‘บางทีอาจจะมีเหมือนกันที่ถ่านอาจไม่ไหม้ไฟ การรับรู้และเหตุผลของมนุษย์มีข้อจำกัดเพราะผัสสะของตน' ใครพูดไว้นะ? เบิร์กลีย์ใช่ไหม? รามอย่าไปโกรธเค้าเลย เค้าก็พูดถูกนะ เพราะยังไงมันก็เรื่องจริง จะหลับตาปฏิเสธแล้วเอาเรื่องดีที่มีอยู่นิดเดียวมามองให้มันกลายเป็นสีขาวไปหมดก็ไม่ดีเหมือนกัน มองเป็นสีเทาตุ่นๆ ดีกว่า เราว่าเราเองนั้นแหละที่มองโลกในแง่ดีผิดที่ผิดทางเอง เปิ้ลคงไม่ว่าเรา ถ้าเราพูดที่อื่น”

“แสดงว่าเบลคงไม่ได้ใช้ความจริงมองโลกตลอดใช่ไหม?” เป็นอะไรไปแล้วเนี่ย.. อยู่ดีๆ ก็...

“แน่นอน คนอื่นก็เหมือนกัน เป็นพวกรับความจริงไม่ได้ทั้งหมดเหมือนเรากับรามน่ะแหละ” ผมเป็นแบบที่เบลว่าจริงๆ มนุษย์ยอมทำบาปด้วยการพูดโกหกเพื่อให้เรามีชีวิตต่อไปได้อย่างราบรื่น ลองให้นักการเมืองสักคนไปพูดออกรายการคุณสรยุทธสิว่าที่ประเทศนี้มันไม่ไปไหนสักทีเพราะคนส่วนมากไม่มีการศึกษา ไม่มีจิตสำนึกของส่วนรวม ผมว่าคงโดนด่ากันเป็นทอร์คออฟเดอะทาวน์

“แล้วคนที่มองโลกด้วยความเป็นจริงตลอดล่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ กับเรื่องทุกเรื่อง คนที่มองว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นกฎเกณฑ์ เป็นความจริง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากกระบวนการที่เป็นเหตุผลพิสูจน์ได้... โจมตีคนอื่นด้วยความจริงฝ่ายตรงข้ามรับไม่ได้อยู่ตลอดเวลา คนแบบนั้น... จะเป็นคนยังไง?” คนแบบนั้นที่ผมรู้จักมีคนเดียว... คือแอชลีย์ ชายหนุ่มกับอีโก้อเมริกันๆ พร้อมจะตัดสินเรื่องทุกเรื่องโดยเอาความจริงและตัวเองเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ แต่ทำไม? ทำไมแกถึงต้องพูดเรื่องนี้ขึ้นมาด้วย วิษณุ!? มีเรื่องเป็นล้านแปดที่พูดได้! ทำไมผมไม่พูดกับเบลเรื่องอื่น! เรื่องหนังสือ เรื่องหนัง เรื่องเรียน เรื่องอะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่เรื่องนี้! บ้าบอ!

คนแบบนั้นไม่มีอยู่ในโลกหรอก”
“แต่เราว่าเราเคยเจอ”

“จะดูเหมือนขนาดไหนก็แค่แกล้งทำ แกล้งทำเหมือนว่าตัวเองรู้จักทุกอย่าง เข้าใจทุกอย่าง แต่ความจริงก็แค่อยากปิดบังสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ อยากเอาชนะเพราะไม่อยากให้ใครเห็นจุดอ่อนของตัวเอง ที่เขาต้องมองโลกด้วยความจริงตลอดเพราะความฝัน ความไร้เดียงสา ความบริสุทธิ์อะไรแบบนั้น มันไม่มีค่าสำหรับเขาอีก เข้าใจที่เราพูดไหม? เขาไม่ต้องการมายาคติเพื่อสร้างความสุข เพราะถึงได้มา มันก็ไม่มีค่าสำคัญพอที่จะสร้างความสุขให้เขาได้อีกแล้ว คนแบบนี้เป็นพวกอ่อนแอ น่าสงสารที่สุด เผลอๆ ก็ขี้เหงาด้วย”

แอชลีย์น่ะเหรอเหงา..? มีคนล้อมหน้าล้อมหลังแบบนั้นเหงาได้เหรอ? เหงาของผมกับเหงาของคนอื่น ต่างกันยังไงนะ? เหงาของผมคือการที่ไม่มีใครที่เข้าใจผมเลย ไม่มีใครพูดกับผมรู้เรื่อง ถึงจะมีเพื่อนในความหมายแบบกว้างมากมาย แต่ผมก็ยังเหงา อย่างตอนนี้ผมคงเหงาระยะแรกอยู่ แต่ถ้าไม่มีเบล หรือแอชลีย์ ก็คงอัพเกรดเป็นเหงาระยะสอง สาม สี่ จนถึงระยะสุดท้าย

“เรารู้จักคนที่รามพูดถึงอยู่เปล่าเนี่ย?”
“เปล่า เบลไม่รู้จักหรอก” ไม่เนียนเล้ย.. วิษณุ..

เบลก้มตัวถอดรองเท้าแตะถือไว้ในมือ เดินลงไปในทะเลตื้นๆ ถึงแค่ข้อเท้า ตามองไปยังขอบฟ้ามืดมิด
“เรือหาปลาหมึกนี่ แถวบ้านเรามีเยอะเลย เราเคยไปดูเขาจับปลาหมึกตอนกลางคืนตอนดึกๆ ด้วย พอขึ้นฝั่งเขาก็เอามาย่างให้เรากินสดๆ เลย อร่อยมาก พูดแล้วก็หิว”
เธอให้ผมดูเรือประมงติดไฟกระพริบสีเขียว แต่ผมไม่สนใจเลย ผมมองแต่เท้าเปล่าเปลือยของเธอละเลียดไปกับฟองอากาศ

“รามมาเที่ยวพัทยาสนุกไหม?”
“อื้อ...ก็ดีนะ..” ผมใช้คำว่า ‘ก็ดี’ เมื่อผมหมายถึง ‘ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ’ แต่ทำไมอยู่ดีๆ เบลถึงถาม? เธอจะคิดบ้างไหมว่าเราสองคนไม่น่ามาที่นี้เลย...
“เราอยากมาตอนมีมิวสิค เฟสติวัลมากกว่า แต่ตอนนั้นปิดเทอมใหญ่ เพื่อนๆ กลับบ้านไปหมด"
“เบลฟังเพลงด้วยเหรอ? ไม่รู้เลยนะเนี่ย ชอบฟังอะไรบ้างล่ะ?” ผมนึกภาพเบลกระโดดในคอนเสริตไม่ออกเลยแฮะ เบลใส่แว่น รวบผมหางม้า ในงานคอนเสริต กรี๊ดคอแตก..
“ก็พวกเพลงอังกฤษ บีทเทิล โอเอซิส คนไทยไม่ค่อยฟังหรอก หาคนฟังยากอ่ะเพลงแนวเนี่ย ถ้าเป็นวงไทยๆ ก็คง โมเดิร์น ด๊อก พาราด๊อกซ์ เดย์ ทริปเปอร์ พวกนี้แหละ” จริงเหรอ.. จริงอ่ะ.. จริงดิ.. ผมไม่รู้จักโอเอซิสที่เป็นวงดนตรี รู้แค่ว่าเป็นบ่อน้ำกลางทะเลทราย แต่บีทเทิล.. สี่เต่าทอง ผมเคยฟังที่พ่อเปิดบ้าง เคยเห็นในทีวีบ้าง ฝรั่งสี่คน หน้าตาคล้ายๆ กัน ใส่สูทเหมือนกัน ไว้ผมทรงกะลาครอบเฉิ่มๆ เหมือนกัน เบลชอบอย่างนั้นจริงๆ เหรอ?


เบลในจินตนาการของผมกับความจริง ชักจะห่างไกลกันไปเรื่อยๆ ทุกๆที ผมเคยคิดว่าเบลจะเป็นเด็กเรียนเลเวลสูงกว่าผม วันๆ ไม่ทำอะไร ท่องแต่ศัพท์ อ่านแต่หนังสือเครียดๆ นักปรัชญาคนโปรดก็คงเป็นเดการ์ทกับแดร์ริดา นักเขียนคนโปรดก็คงประมาณเจมส์ จอยซ์กับคาฟคา หนังสือประโลมโลก ดนตรี เรื่องอะไรที่เป็นบันเทิงทิ้งไปให้หมด ผมเคยคิดว่าเบลเป็นแบบนั้น แต่เปล่าเลย เธอไม่ได้อยู่ในโครงสร้างสเตอริโอไทป์ของ “เด็กเรียนใส่แว่นกับกระโปรงพลีทลากพื้น”

ผมไม่เคยรู้จักเบลจริงๆ สิ่งที่ผมรู้เกี่ยวกับตัวเธอ คือสิ่งที่ผมคาดคะเนขึ้นมาเอง เบิร์กลีย์พูดถูก การรับรู้และเหตุผลของมนุษย์มีข้อจำกัดเพราะผัสสะของตน

แต่ถึงผมเพิ่งมารู้ที่หลังว่าความจริงแล้วเธอเป็นคนยังไง ผมก็จะไม่เสียใจเลยที่ได้รู้จักเธอ เธอเป็นเพื่อนที่ดีของผมได้ เพื่อนที่แท้จริง ไม่มีความหมายต้องตีความให้กว้างหรือแคบ
คงถึงเวลาแล้ว ที่ผมต้องรู้จักเธอ แทนที่ผมจะคิดไปเองต่างๆ นานา ผมก็อยากให้เธอรู้จักผมเหมือนกัน ถึงแม้ว่าภายหลังเธออาจจะไม่ได้รู้สึกกับผมเหมือนกับเปิ้ล เบล ปิน เพื่อนคนอื่นๆ ที่มากมายในคณะ ก็ไม่เป็นไร ผมจะเริ่มแล้ว เริ่มรู้จักเธอ นับตั้งแต่.. ตอนนี้..

"ไปก่อนนะราม หลับฝันดีนะ” ลิฟท์จอดชั้นสาม ถึงห้องของเบลแล้ว ห้องผมอยู่ชั้นห้า เร็วจัง ผมคุยอะไรไปกับเบลบ้างระหว่างบ้างระหว่าง? ทบทวนสิ.. หลังจากเรื่องเพลง ผมบอกว่า ผมรู้จักบีทเทิลบ้างเหมือนกัน ผมชอบเพลง เลิฟ มี ดู เยสเตอร์เดย์ ชี เลิฟยู เพลงดังของสี่เต่าทอง ใครๆ ก็รู้จัก แต่ผมจำได้เพลงหนึ่ง น้าเพ็ญเคยเอามาเปิดให้ฟัง เป็นเพลงสอนนักศึกษา ชื่อเพลง เฮีย คัมส์ เดอะ ซัน ผมชอบที่สุดแล้ว ฟังแล้วลืมเรื่องแย่ๆ ได้หมด เบลบอกว่าเพลงนั้นแต่งโดย จอร์จ แฮริสัน มือกีตาร์ของวง จอร์จเป็นคนเงียบๆ พูดโดยผ่านเพลงมากกว่า จอร์จแต่งเพลงไว้ไม่มาก ถ้าเทียบกับจอห์น เลนน่อน กับ พอล แมคคาร์ทนี่ แต่หลายคนชอบเพลงของจอร์จ เพราะจอร์จมองโลกในแง่ดีที่สุด โรแมนติกที่สุด

เธอบอกต่อว่า เธอชอบเพลง ลูซี่ อิน เดอะ สกาย วิท ไดมอนด์ บอกว่าชอบเนื้อเพลง แล้วเนื้อเพลงเกี่ยวกับอะไรล่ะ? ผมถาม เบลนิ่งไปพัก ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกี่ยวกับอะไร เด็กหญิงลูซี่ กับประกายเพชร ดวงตาเป็นกระจกคาไลโดสโตป ท้องฟ้าส้ม ดอกไม้กระดาษแก้ว นายตรวจตั๋วรถไฟดินน้ำมัน เรื่องราวประหลาดเหนือจริงต่างๆ นานา ไม่ว่าเพลงนี้จะเกี่ยวกับอะไร เรื่องราวเบื้องหลังที่ จอห์น เลนน่อน แต่งเพลงนี้ขึ้นมาจะเป็นยังไง มันก็เป็นบทกวีที่สวยงามไม่ใช่เหรอ เธอเล่าให้เรื่องของบีทเทิลให้ผมฟังจนถึงโรงแรม เบลคงต้องชอบบีทเทิลมาก ผมไม่เคยเห็นเธอยิ้มแย้มอย่างนี้มาก่อนเลย

“อื้อ เจอกัน” ผมบอกลา ประตูลิฟท์ปิด ผมมองตัวเองในกระจกบนประตูลิฟท์เป็นคนอื่น ไม่คุ้นกับผมทรงนี้เลย ผมแกะหนังยางออก ให้ผมลงมายาวเหมือนเดิม แต่เก็บหนังยางไว้ในกระเป๋าตังค์ วันนี้คงเป็นวันที่ผมคงไม่ลืม.. ไปอีกนาน

“ลูซี่ อิน เดอะ สกาย วิธ ไดมอนด์....”

ผมร้องเพลงนั้นไม่เป็น แต่ก็พูดขึ้นมาลอยๆ เผื่อมันจะตรงจังหวะบ้าง เพียงแค่นิดเดียวก็ยังดี

___________________________________________

To be continued......


On the next episode of BKK

“โกวินดา โกพลกุล ร้องนำกับเล่นกีตาร์ค่ะ!”
"แฟลช.. เอ่อ.. ราธา รุ่งเรืองผลอนันต์ เล่นกีตาร์ครับ"
"Hello, I am Ashley. I too play the guitar but sometime i play the fool."

“คอมมิวนิสต์! เอามันไปเผา!”

อาจารย์ที่เดินผ่านมาไม่ชอบใจตลกร้ายของบอลเท่าไหร่นัก

พอรู้ตัวอีกที ผมก็ขยับปากร้องเพลงตามเธอไปแล้ว

ผมอิจฉาเขาอยู่ใช่ไหม?

"เราพูดภาษาเยอรมันได้ประโยคเดียว อิช เลบเบ ดิช"

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

big smile ในที่สุดก็ได้อ่าน
(ตอนที่เห็นว่าอัพแล้วกำลังจะคลิกเข้ามาดู ชะงักไปนิดนึงด้วยล่ะค่ะ หึ หึ )

มาทะเลแล้วรามก็ยังเป็นรามเหมือนรามในตอนก่อนๆนะะคะ นั่งใต้ร่ม อ่านหนังสือ
นึกภาพรามถอดเสื้อกระโจนลงทะเลไม่ออกเลย

พอรู้จักเบลมากขึ้นแล้วเบลดูน่ารักและมีตัวตนขึ้นจมเลยล่ะค่ะ

เอ้อ... ถ้าเราจำไม่ผิด ยาฆ่าแมลงมันน่าจะเป็น ดีดีที นะคะ? ไม่ใช่ ดีทีที

ขอบคุณที่อัพนะคะ

#1 By Aijou~ on 2008-04-04 11:00

เห.. DDT เหรอครับ..

อุ..แก้คร้าบบบบ

#2 By So Gallagher on 2008-04-04 11:17

Ich Lieben Dich
อิช ลีบเบน ดิช นะ

รามกับเบลแหววกันทั้งที หึๆ
เย้อัพแล้ว
เป็นอีกตอนที่อ่านสนุกดีนะคะพี่
รามได้เจอคนประเภทเดียวกันแล้วนะ เพลินที่จะอ่านบทสนทนาของคู่นี้อะค่ะ ชอบมากกว่าที่คุยกะแอชลีย์อีก (แต่ไม่ได้ไม่ชอบนะ แค่ชอบมากกว่า) มันไม่เกี่ยวกับเรื่องราวที่พูดหรอก เราว่ามันเกี่ยวกับเคมีระหว่างคู่นี้มันลื่นไหลไปด้วยกันได้ดี มันคือการค้นพบ บรรยากาศเหมือนมีอยู่สองคนบนโลกนี้ดูเป็นอะไรที่โรแมนติกดี

แม่เราก็เคยกรี๊ดจอร์จ แฮริสัน (ถามว่าทำไม แกบอกว่าจอร์จดูโรแมนติกดี)

เรื่องตัวของเบล ขอรออ่านตอนต่อๆไปก่อนแล้วกันค่ะ
(ขู่ๆ ให้เข็นตอนต่อไปออกมาเร็วๆ ฮี่ฮี่ question)

ขอบคุณที่อัพด้วยค่ะ

#4 By เห็ด rosy on 2008-04-05 17:43

พรุ่งนี้จะ้เม้นนะจ้ะ อ่านจบแล้ว เย้ๆ big smile

#5 By noonoon on 2008-04-05 23:37

โฮกตอนเบลรัดผมให้รามมากเลยจ้า cry อยากรัดผมให้ใครคนหนึ่ง อิ๊งงงงง กลิ้ง ๆ (เขิน)


รามหาคนคุยด้วยได้แล้ว อิ ๆ big smile double wink ชอบที่เห็นรามพูดออกมาได้เยอะแยะ ไม่เอาคิดอยู่ในหัว ตลอดเวลา ( ทีกับแกรนท์เถียงไม่ออกเลย) surprised smile

ตอนต่อไปจะได้เดทกะแกรนท์ป่าว หุ ๆ

#6 By บี (116.58.231.242) on 2008-04-06 22:45

บรรยายเรื่องความเหงาของรามดีมากๆเลย นี่แหละจะกลายเป็นต้นกำเนิดของความรัก ความรักที่ลึกซึ้งมันน่าจะมาจากการคุยถูกคอกัน

"เหงาของผมคือการที่ไม่มีใครที่เข้าใจผมเลย ไม่มีใครพูดกับผมรู้เรื่อง ถึงจะมีเพื่อนในความหมายแบบกว้างมากมาย แต่ผมก็ยังเหงา อย่างตอนนี้ผมคงเหงาระยะแรกอยู่ แต่ถ้าไม่มีเบล หรือแอชลีย์ ก็คงอัพเกรดเป็นเหงาระยะสอง สาม สี่ จนถึงระยะสุดท้าย"

ชอบท่อนนี้มาก

จุึดเด่นของรามเรื่องการแสดงรายละเอียดความรู้สึกยังเป็นจุดเด่นและทำได้ดีเหมือนเดิมเลย

#7 By noonoon on 2008-04-16 16:17

Recommend

free counters