ความเดิมตอนที่แล้ว
ซิกมันด์ ฟรอยด์ เคยตั้งทฤษฎีไว้ว่า ความฝันคือตัวบ่งบอกความต้องการที่อยู่ลึกๆ ในใจ
รามฝันเห็นอะไร? บุคคลที่ปรากฏตัวในฝัน เหลือเชื่อจนไม่อยากยอมรับ แต่ทั้งหมดนั้นหมายว่าอย่างไร?
ถ้าทุกอย่างแบ่งออกเป็นสิ่งที่อธิบายได้และอธิบายไม่ได้ จิตใจของคนเราคือสิ่งที่อธิบายได้หรือไม่


________________________________________


BKK
ตอนที่ 15 - เดเมี่ยน เดส์การ์ท เดย์ ทริปเปอร์

________________________________________

บนเก้าอี้ชายหาด ผมเปิดหนังสืออ่านอีกครึ่งเล่มที่เหลือต่อ ปล่อยให้ไอทะเลปะทะผิวหน้าเม็ดทรายสีน้ำตาลปนดำ เกร็ดแก้วเล็กๆ จับเป็นเม็ดออกมากับคราบเหงื่อ

เอมิล ซินแครล์ กำลังค้นพบตัวเอง กำลังกะเทาะตัวตนออกจากเปลือกไข่และกางปีกทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาบูชา อีวาหญิงคนรักเปรียบดั่งภาพฝันในอุดมคติ ในขณะเดียวกับกันความทรงจำของเพื่อนผู้เป็นทั้งแรงบันดาลใจและความรักในวัยเด็กก็กลับมา ผมไม่เคยเข้าถึงงานเขียนของนักเขียนเยอรมันได้สักที โทมัส มันน์ เป็นพวกซึมลึก ฟรานซ์ คาฟคาก็หลุดโลกเกินไป อ่านแล้วขยะแขยงไป ถ้าเป็นตื่นขึ้นมากลายเป็นแมลงแบบแซมซ่า เกรเกอร์ ผมขอเอาดีดีทีฉีดตัวเองดีกว่า

“รามไม่ไปเล่นน้ำกับพวกบอลเหรอ?” เบลถามผม ปกติผมจะหัวเสียมากเวลามีใครมาขัดจังหวะการอ่านหนังสือ แต่ผมมันก็ดับเบิ้ลแสตนดาร์ดได้ทุกเวลาแหละน่า

“ไม่เอาอ่ะ ไม่อยากให้ทะเลสกปรก” ผมปั้นแต่งคำตอบที่อยากให้ตรึงใจเบลมากที่สุด ธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ มนุษย์ไม่มีสิทธิเห็นธรรมชาติเป็นของเล่น สวยหรูใช่ไหม? แต่นั้นเป็นแค่เหตุผลเล็กๆ ที่ผมไม่ลงเล่นน้ำ เหตุผลที่แท้จริงน่ะเหรอ? อย่าให้ผมพูดเลย ผมสาบานไว้แล้วว่าผมจะไม่พูดเรื่องนี้กับใครทั้งสิ้น เหตุผลนั้นคือไม่ใช่แค่เหตุผลหยุมหยิม มันเป็นเหตุผลทางจิตวิทยาที่ล้ำลึกเกินจะอธิบายให้ใครฟัง หรือถ้าใครได้ฟังก็คงคิดว่าผมบ้าไปเอง เพราะไม่เคยประสบเหตุแบบผม

เหตุผลเบื้องหลังนั้นอธิบายได้โดยผิวเผินด้วยประโยคประโยคเดียว - ผมเกลียดทะเล หรือจะเลือกใช้คำที่เบากว่านั้น - ผมไม่ชอบทะเล แต่ท้ายสุดแล้วมันก็คงไม่ถูกต้องทั้งสองคำ ผมใช้คำว่าเกลียดหรือไม่ชอบมันเป็นคำพูดอัตตะวิสัยเชิงเข้าข้างตัวเอง ผมไม่อยากเป็นไอ้ขี้แพ้ ผมไม่อยากยอมรับว่าตัวเองมีจุดอ่อน ทั้งที่จริงแล้วผมรู้อยู่เต็มอกว่าผมเป็นมนุษย์ธรรมดา ผมเกลียดคนอื่นได้ ผมไม่ชอบคนอื่นได้ แต่ผมก็กลัวคนอื่นได้เช่นกัน ผมกลัวทะเล

ใช่! วิษณุ พลหล้า กลัวทะเล!

ทะเลคือสถานที่อันตราย คือเวิ้งน้ำขนาดยักษ์ที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งอุณหภูมิ ความแรงของคลื่น แรงลม สายน้ำสีฟ้าอมเขียวกับเกลียวคลื่นแสนสวยคือนักฆ่าเลือดเย็นดีๆ ถ้าผมลงไปในน้ำคงมีโอกาสที่พื้นทรายจะยึดเท้าผมไว้ จับผมกดน้ำ ทำให้หมดอากาศหายใจ

ถ้าผมโชคดีมีคนเจอภายในเวลาสามชั่วโมง ศพของผมก็จะยังเหมือนเดิมแค่ดูซีดไปเท่านั้น แต่ถ้าโชคร้าย นักประดาน้ำเจอผมเมื่อสองวันต่อมา ร่างกายของผมก็จะขยายขึ้นสามเท่า บวมอืดเป็นลูกบอล ตาเหลือกเกือบหลุดจากเบ้า เนื้อยุ้ยหายไปเพราะปลาตอด ปูกัด

ผมไม่อยากตายแบบนั้น...ไม่อยากเป็นเหมือนเด็กคนนั้น เด็กผู้ชายคนหนึ่งตอนผมอยู่ ป.3

ตอนนั้นผมลงมาเยี่ยมญาติที่กรุงเทพ คุณป้าที่มีลูกอายุไล่เลี่ยกัน ผมว่ายน้ำอยู่ มีเด็กคนนึงว่ายระรานชาวบ้านเขาไปทั่ว เด็กคนนั้นเป็นเด็กอ้วน นิสัยเกเรวางอำนาจประเภทเดียวกับไจแอนท์ เขาสาดน้ำใส่เพื่อนร่วมแก๊ง ผลักเด็กตัวเล็กกว่า เขาจ้องเขม็งเงื้อไม้เงื้อมือจะเอาแผ่นโฟมตีหัวผมตอนผมว่ายน้ำตัดหน้า แต่ผมไม่สนใจเขา ว่ายน้ำไปเรื่อย ไม่รู้สึกว่าด้วยซ้ำว่าน้ำเย็นผิดปกติ เด็กหลายๆ คนเริ่มขึ้นจากน้ำ เหลือผมกับเด็กอีกไม่ถึงสิบคน แต่ผมก็ยังไม่เอะใจว่าเกิดอะไรขึ้นจนกระทั่ง เด็กอ้วนนอนนิ่งที่ริมขอบสระมุมหนึ่ง พวกผู้ใหญ่วิ่งวุ่นวาย แม่รีบผม แต่ผมเห็นทุกอย่าง ได้ยินทุกอย่าง ผมเห็นดวงตาเหลือกกว้างเหลือแต่ตา ของเหลวปนเม็ดข้าวไหลเยิ้มออกจากจมูกและปาก เห็นร่างเปียกโชกนอนไร้วิญญาณ ได้ยินเสียงแม่ของเขากรีดร้องอยู่ข้างๆ

แม่ผมมาบอกทีหลังว่าเขาเป็นตระคริวจมน้ำและไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นรอดหรือตาย แต่นับจากนั้นเป็นต้นมาหลายปี ผมก็ไม่กล้าไปเหยียบสระว่ายน้ำหรือทะเลอีกเลย ครูประถมคนนึงซึ่งคิดว่าความกลัวของเด็กเป็นแค่เรื่องไร้สาระ เรื่องประเภทพอเป็นผู้ใหญ่ก็ลืมเอง เคยโยนผมลงน้ำ หวังดีให้ผมหายกลัว แต่ผลก็คือ ผมไม่ไปโรงเรียน ไม่พูดกับใครไปเป็นอาทิตย์จนพ่อแม่ต้องไปเฉ่งโรงเรียน

ทุกครั้งที่ผมเห็นน้ำจำนวนมาก เด็กคนนั้นจะกลับมาหาผม ตำหนิผม กล่าวหาให้ผมเป็นฆาตกร เพราะผมไม่ช่วยเขาทั้งที่ผมสามารถช่วยเขาได้ ผมรู้อยู่ว่าเด็กคนนั้นหายไป ผมเห็นเขาจมอยู่ใต้ก้นสระผ่านแว่นตาว่ายน้ำ แต่ผมไม่ช่วยเขา เพราะผมเกลียดเขา เด็กเกเรอย่างเขาสมควรตายตอนเด็ก ผมคิดเรื่องนี้ได้อย่างง่ายๆ ถ้าคนเลวตายหมด โลกนี้คงสงบสุข มีแต่ตัวร้ายในหนังการ์ตูนเท่านั้นที่ตายได้ แล้วเขาก็ตายจริงๆ แต่เขาก็ยังไงไม่ลดละ เขาปีนขึ้นมาจากสระน้ำ ตะโกนก้องด้วยความเคียดแค้น ทำไมเธอถึงปล่อยให้เขาตาย เธอก็รู้ไม่ใช่เหรอ... เธออยู่กับเด็กคนนั้น เธอรู้ว่าเขาหายไป แต่ทำไมเธอถึงไม่ช่วยเขา ผมรู้ตัวดี ทุกสิ่งเป็นเพียงภาพลวงตา ผมสร้างเด็กคนนั้นขึ้นมาเอง ปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อลงโทษความผิดที่ผมไม่ได้ก่อ ผมมีปัญหาทางจิตแต่ผมไม่ จิตแพทย์มีไว้สำหรับคนบ้าเท่านั้น พ่อแม่เลยไม่ใส่ใจรักษา ผม ซึ่งแกก็คิดถูกแล้ว ผมต้องการเป็นเด็ก ‘ธรรมดา’ ที่สุดของพ่อกับแม่

มาถึงตรงนี้แล้ว คงมีคนคิดว่าถ้าผมเกลียดทะเลนักแล้วทำไมผมถึงยังทนนั่งอยู่ตรงนี้ได้

บางทีครูประถมที่โยนผมลงน้ำคงคิดถูกบางส่วน โรคกลัวแหล่งน้ำของผมให้เจือจางไปตามเวลา จน ม.3 ผมถึงยอมไปทะเลกับญาติพี่น้องอีกครั้ง เพราะอายเวลาต้องบอกใครว่ากลัวทะเล แม้จะยังขยาด แต่ผมก็ฝืนตัวเองให้นั่งมองชายหาด เขี่ยหารูปูเล่น ข่มใจไม่รับรู้ว่าทะเลทุกที่เคยมีคนจมน้ำตาย แต่เมื่อใดก็ตามที่ผมเผลอตัว เด็กชายคนเดิมจะกลับมาเยี่ยมผมเสมอ ผมต้องหาอะไรไม่ให้ใจลอยคอยคิดเรื่องไม่ควรคิดตลอดเวลา ตอนเด็กๆ ก่อประสาททราย โตขึ้นหน่อยก็นั่งอ่านหนังสือ วิธีนี้ได้ผลอย่างมาก ไม่ใช่แค่เรื่องภาพหลอนเท่านั้น ผมลืมทุกเรื่องที่กวนใจเมื่อผมอ่านหนังสือ และบรรยากาศของทะเลคือตัวแปรข้างเคียงช่วยเสริมให้ผมหลงไปกับโลกน้ำหมึกได้ดีขึ้น วัตถุประสงค์ที่ผมมาทะเลของผมกลายเป็นแปลกจากคนอื่น ผมไม่ได้มาทะเลเพื่อเล่นน้ำ ผมมาทะเลเพื่อมาอ่านหนังสือ ผมหลงรักทะเลเมื่อผมไม่ต้องลงไปว่ายน้ำ แต่หลงรักการนั่งสูดอากาศบริสุทธิ

เรื่องบ้าๆ น่ะ ทิ้งมันไว้ที่เมืองหลวงเถอะ..

ลมแรงขึ้นตีเส้นผมกระจัดกระจาย คอยลงมาแยงตาให้ผมต้องคอยแต่ปัดจนไม่มีมีสมาธิจดจ่ออยู่หนังสือ ผมพยายามเบี่ยงตัวให้หลังรับลมแทนหน้าแต่ก็ไม่ได้ช่วยมากนัก ผมไม่ได้เข้าร้านตัดผมมาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย ยิ่งเจอลมตีก็ยิ่งแย่หนักกลายเป็นทรงผมผีญี่ปุ่นผสมเด็กแนวเชียงใหม่ ผมวางหนังสือลง สงบจิตไม่ให้โมโหกับเรื่องจุกจิก รวบมือสองข้างเสยผมจนติดหน้าผาก เบลที่นั่งกินทอฟฟี่นมตรากระต่ายอยู่ข้างๆ คงทนดูไม่ได้อีก เธอยื่นยางมัดผมวงหนึ่งจากกระเป๋าให้ผมจัดการกับหัวตัวเอง ผมผงกหัวขอบคุณ เธอยิ้มให้แล้วกลับไปทำการทดลองของตัวเองต่อ แกะห่อกระดาษซึ่งจริงๆ เป็นแผ่นแป้งออกจากทอฟฟี่นมเพื่อพิสูจน์ว่ามันกินได้จริงๆ ผมอดมองท่าทางตลกๆ ของเธอไม่ได้เพราะจำได้ว่าตอนเด็กๆ ตัวเองก็ชอบทำอย่างนี้เหมือนกัน

ได้หนังยางจากเบลมา ผมก็เพิ่งมานึกออกว่าเกิดมาตัวเองไม่เคยผูกผมมาก่อน ไม่ใช่แปลกถ้าผู้ชายที่ไว้ผมเกรียนมาแทบทั้งชีวิตจะผูกผมไม่เป็น ผมบอกตัวเองอย่างนั้น ผูกผมไม่ง่ายเหมือนผูกเชือกรองเท้า พอผูกได้แล้ว ผมส่วนอื่นก็ล่วงหลุดมาอีก พอจะมัดได้จริงๆ ก็รั้งแน่นเกินไปต้องปล่อยออก ที่สุดหนังยางขาดออกเป็นสองเสี่ยงคามือ ผมล่มเลิกความตั้งใจ โยนหนังยางลงถุงขยะ หันซ้ายหันขวาเพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครมอง แต่ในขณะเดียวกันก็หาคนช่วยไปด้วย

“เรา