ความเดิมตอนที่แล้ว
เบลเป็นใครกันแน่นะ? รามเคยคิดว่าเบลก็เหมือนเด็กเรียนทั่วๆไป ใส่แว่น อ่านแต่ตำรา จะเป็นอย่างอื่นไปได้หรือ? แต่ที่พัทยา เขาได้รู้จักเบลอีกด้านหนึ่งที่เขาคาดไม่ถึง รามเริ่มสนใจสาวน้อยคนนี้ขึ้นมาแล้ว


________________________________________

BKK
ตอนที่ 16 - โกวินดา ราธา กีตาร์

________________________________________

ตั้งแต่กลับมาจากพัทยา ผมกับเบลก็รู้จักกันมากขึ้น

เราไม่ได้ ‘สนิท’ กันมากกว่าเดิม เพราะยังไงระหว่างผมกับเบล เราก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่แรก แต่พอรู้จักกันมากขึ้น ความเป็นเพื่อนก็เลยยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทำให้โลกส่วนตัวของเราที่มีอยู่แล้วแบ่งเขตแดนชัดเจน

ตอนนี้เราสองคนกล้าที่จะปลีกออกมาจาก ‘กลุ่มเพื่อน’ เดิม กล้าไปนั่งข้างหน้า กล้าปฏิเสธไม่ไปไหนที่พวกเปิ้ลชวน ขั้นตอนนี้ไม่ได้แลกมาด้วยการผิดใจกันระหว่างเพื่อนเลย เพราะมันก็เป็นแค่ก้าวหนึ่งของการเติบโต พวกเราทุกคนไม่ได้รู้จักคลุกคลีกันมาก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เรามีสิทธิเลือกว่าคนไหนที่ควรจะเดินต่อไปกับเรา คนคนไหนที่ควรจะบอกลา แยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเองด้วยความปารถนาดี

คนที่ได้ร่วมทางไปต่อกับผมคือเบล ผมยังไม่อยากคิดว่าเส้นทางนี้จะมีทางแยกต้องเลี้ยวอีกหรือเปล่า เพราะทุกวันที่ผมเสี่ยงเดินไปบนเส้นทางไร้ชื่อนี้ ผมยังมีความสุขดีอยู่.. ในระดับหนึ่ง

เบลเหมือนห้องสมุด ทุกครั้งที่ผมคุยกับเธอ ผมจะได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ เกี่ยวกับตัวเธอ กลับกัน มีหลายเรื่องที่ผมคิดว่าทุกคนน่าจะรู้แล้ว แต่เธอกลับไม่รู้ อย่างเช่น เรื่องที่ผมไม่เคยขึ้นเครื่องบิน ผมไม่ชอบกินมะเขือถึงขั้นเกลียดเข้าไส้ ผมใส่ชุดนักศึกษามาเรียนเพราะไม่ได้คนเสื้อไปทเวทมาจาก ไม่ใช่เพราะซาบซึ้งสถาบันอะไรนักหรอก

อินทิรา พชรปทุมา เกิดที่กรุงเทพ แต่ภูมิลำเนาปัจจุบันอยู่เพรชบุรีจังหวัดแห่งของหวานกับข้างแกง มีน้องชายคนนึงชื่อโบ้ท บ้านทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เบลเรียนสายวิทย์มาก่อนเพราะที่บ้านอยากให้เป็นหมอ และตามค่านิยมเดิม “เพราะเด็กเก่งต้องเรียนสายวิทย์” แต่เบลก็ลุกขึ้นกบฏต่อพ่อแม่ด้วยการเลือกเรียนคณะสายศิลป์ตามความฝันที่อยากเป็นนักแปลแทน เบลเล่าเรื่องตอนนั้นอย่างตื่นเต้น เปรียบเปรยเป็นภารกิจหน่วยราชการลับยังไงยังงั้น เธอแอบเปลี่ยนคณะตอนเลือกโดยไม่ให้พ่อแม่รู้ ที่เบลใส่กระโปรงพลีทมาเรียนทุกวันๆ เพราะเบลโกหกแม่ว่าตัวเองสอบติดแพทย์ (ซึ่งคะแนนเธอก็ถึง) ตอนแรกพ่อแม่เบลโกรธเบลเป็นฟืนเป็นไฟถึงขั้นไม่ส่งเสียเรียน แต่มาเห็นแก่ลูก ตอนหลังก็เลยเริ่มเห็นดีเห็นงามไปด้วย ครอบครัวก็กลับสู่ความสงบเหมือนเดิม

เทียบกับพ่อแม่ผม แกไม่ได้เข้ามายุ่งกับเรื่องมหาลัยผมเลยตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะคงเห็นแล้วแหละว่าขนาดน้าเพ็ญจบเอกภาษาไทยยังมีงานทำเป็นหลักฐานมั่นคง ผมโชคดีแล้วแหละที่ไม่มีพ่อแม่มาจุ้นจ้านเรื่องเรียน จากประสบการณ์ คนรู้จักของผมเกือบ 60% มีพ่อแม่อยู่เบื้องหลังตอนเลือกคณะเรียน ผมถึงได้ตระหนักว่าการเกิดมาในครอบครัวผู้อพยพมันเหนื่อยและอึดอัดแค่ไหน แต่ขอยกเว้นอย่างผมมันก็ต้องมีบ้าง วิธีคิดของพ่อแม่ผมไม่เหมือนบ้านคนจีนครอบครัวอื่น สำนึกของความเป็นจีนก็น้อยจนน่าตกใจ จนบางครั้งผมอดสงสัยไม่ได้ว่าบ้านผมเป็นคนจีนเชื้อสายจีนจริงๆ หรือมิวแทนท์ผ่าเหล่าผ่ากอมา

แรงบันดาลใจสำคัญของเบลที่เลือกเรียนคณะนี้อีกอย่างคือดนตรีอังกฤษและ เดอะ บีทเทิล เบลผูกพันกับวงดนตรีวงนี้มาก ชีวิตของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเปลี่ยนไปเมื่อได้รู้จักกับจอห์น เลนน่อน, พอล แมคคาร์ทนี่, จอร์จ แฮริสัน และ ริงโก้ สตาร์ เมื่อตอนแปดขวบ แต่เบลไม่ค่อยเล่าเรื่องนี้ให้ใครเพราะกลัวถูกหัวเราะเยาะ ก็ใครมันจะไปเชื่อล่ะ? ฟังดูยังไงก็ไม่มีเหตุผล เด็กหัวดีขนาดสอบเข้าแพทย์ได้แต่ดันเลือกเรียนภาษาอังกฤษเพราะวงร็อคแอนด์โรลวงเดียวเหรอ?

แต่ผมเข้าใจเบลดี และผมจะไม่มีวันหัวเราะเยาะเธอ บางทีชีวิตคนเราก็ไม่ได้ต้องการเหตุผลมาตีความทุกการกระทำ ผมเลือกเรียนคณะนี้เพราะผมไม่เก่งวิชาไหนเลยนอกจากภาษาอังกฤษ แล้วมะม้าก็สัญญาไว้ว่าถ้าผมสอบติดที่เดียวกับน้าเพ็ญสอนจะยอมให้เงินซื้อหนังสือทุกเล่มที่ผมอยากได้ ผมไม่เคยคิดถึงอนาคตไปมากกว่าสองปี ไม่เคยคิดว่าจบไปแล้วจะไปทำงานอะไรต่อ ผมไม่ใช่พวกนิยมความสุขอะไรเลย ผมแค่ขี้เกียจคิด

ไม่กี่อาทิตย์ก่อน ผมกับเบลเพิ่งมารู้ว่าเรานั่งรถเมล์กลับบ้านสายเดียวกัน เบลกลับก่อนผม แล้วบางทีผมก็กลับบ้านพร้อมกับน้าเพ็ญเลยไม่เคยเจอเธอ เบลเลือกนั่งริมหน้าต่างเสมอ และเมื่อกระเป๋ารถเมล์เก็บเงินเรียบร้อย เธอก็จะหยิบไอพ็อตขึ้นมาฟังเพลง ผมได้ฟังบีทเทิลจากไอพ็อตเครื่องนี้ ตอนแรกผมปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้เธอต้องมาแบ่งหูฟังกับผม แต่เบลก็คะยั้นคะยอให้ผมฟัง จนตอนนี้ ผมก็เริ่มชอบสี่เต่าทองขึ้นมาบ้างแล้ว

เบลจะพึมพำร้องเพลงไม่มีเสียงตาม ถ้าชอบเพลงไหนเป็นพิเศษ เธอชอบเพลง Penny Lane เพราะตอนนี้เธอขยับปากตามเพลง เธอฟังเพลงอยู่ที่หูฟังข้างขวา ผมฟังอยู่ที่หูฟังข้างซ้าย ตามที่เบลเล่าให้ฟัง เพนนี เลนเป็นสี่แยกแห่งหนึ่งในเมืองลิเวอร์พูล บ้านเกิดของสี่เต่าทอง เพนนี เลนมีวงเวียน ป้ายรถเมล์ ธนาคาร ร้านอาหาร และสถานีดับเพลิง เรื่องราวของผู้คนหลากหลายอาชีพเกิดขึ้นและดำเนินต่อไป บีทเทิลเป็นนักเล่าเรื่องตัวยง

Penny Lane จบเปลี่ยนเป็นเพลงของวงอื่น เบลหยิบหนังสือเรียนภาษาเยอรมันขึ้นมาอ่าน เธอเรียนโทภาษาเยอรมัน ผมไม่ได้ถามว่าเพราะอะไร แต่ก็คงเป็นเพราะเธอชอบนักเขียนเยอรมัน

“นับถือพวกเรียนภาษามีเพศเลย จำเข้าไปได้ไง?” ผมนับถือคนเรียนภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษด้วยใจจริง ยิ่งภาษาพวกแกรมม่าพิสดาร เรียนไปได้ไง!
“แต่ถ้าจับหลักได้ก็ง่ายนะ เราว่าภาษาจีนหรือภาษาญี่ปุ่น มีแต่เส้นยุบยับๆ”
“อันนี้แปลว่าอะไร?” ผมอ่านหน้าปกหนังสือซีรอกซ์
“แบบฝึกหัดภาษาเยอรมันระดับกลาง”
“อันนี้คำว่าดอยซ์แปลว่าเยอรมันใช่ไหม?” เบลพยักหน้ารับ “ภาษาเยอรมันเขาเอาเวิร์บไว้ข้างหลังเหรอ?”
“ใช่ เขาว่าภาษาเยอรมันกับญี่ปุ่นเอาเวิร์บไว้ข้างหลัง ถึงแพ้สงครามไงล่ะ” ทฤษฎีจากตำราไหนเนี่ย.. แล้วประเทศที่มันไม่ทั้งแพ้ทั้งชนะมันจะเอาเวิร์บไว้ตรงไหนวะเบล..
“เราพูดภาษาเยอรมันได้ประโยคเดียว”
“อะไรล่ะ?”
อิช ลิบเบน ดิช
“จะเก็บไว้พูดกับสาวเยอรมันที่ไหนเหรอ?”
“ไม่ต้องสาวเยอรมันหรอกมั้ง....” ผมแค่พูดขึ้นมาลอยๆ เท่านั้นล่ะ จะ เยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ไทย ผมคงไม่พูดประโยคนี้ให้ใครหรอก ถ้าผมพูด ผมต้องผื่นขึ้นแน่ ผมรู้ตัวดี ว่าถ้าผมอยู่ต่อหน้าคนที่ผมชอบ ผมจะมีอาการเป็นยังไง อึดอัด ประสาทแดก พูดไม่ออก พูดได้ก็พูดไม่ตรงกับใจอยาก แล้วจะให้พูดว่า.... รัก.. กับใครชัดๆ ได้ ไม่มีทาง จะให้ชอบแค่ไหน ก็คงไม่ ผมทำไม่ได้

ในบรรดาสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตนักศึกษาของผม นอกจากการหลุดพ้นจากกรงขังมัธยมปลาย ก็คงมีเบลอยู่ด้วย พรุ่งนี้ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเป็นยังไง แต่ถ้าผมผ่านวันนี้ไปได้เพราะมีเพื่อนอย่างเบลคอยช่วยเหลือเกื้อหนุน วันนี้ของผมต้องดีแน่ๆ

เรื่องดีๆ มีอยู่ก็จริง แต่สิ่งแย่ๆ ก็ยังมีอยู่ จะว่าไปมันก็ไม่ใช่สิ่งแย่ๆ โดยตัวของมัน ปัญหาโลกแตกไม่มีวันตาย ยังมีอีกเรื่องให้ผมสะสาง

เรื่องแอชลีย์ ผมว่าจะไม่ย้อนไปถึงอีก แต่ถ้าผมไม่เล่า คงมีคนค่อนขอดว่าผมปอดแหก เท่าที่ผมได้รู้มา กระทู้ข่าวลือนั้นยังมีอยู่เนืองๆ คุณเว๊บมาสเตอร์ก็กรุณาลบให้หลังจากมีคนรีพลายทะลุไปหลายหน้า ผมอยากจะปล่อยว่าง แต่พอจะปล่อย ก็มีอะไรมากระตุกต่อมอีกซะให้ได้ อย่างวันนั้น ผมนั่งรออาจารย์อยู่ในห้องเรียน มีนักศึกษาหญิงคนนึง ผมจำหน้าเพราะเรียนวิชาเดียวกัน ผมจำชื่อเขาไม่ได้ น่าจะเรียนอยู่เอกอื่น เธอเข้ามาสะกิดผม เพื่อนสามสี่คนเดินตามหลังมาด้วย “นี่เธอ” เธอพยายามเรียนผมอย่างสุภาพ แต่ก็ยังฟังเสแสร้งอยู่ดี “นี่ถามไรหน่อยได้ไหมอ่ะ”ผมเกลียดเสียงแหลมๆ วรรณยุกต์ยานเหลือทน “ถามจริงเถอะ รามกับอาจารย์แกรนท์เป็นแฟนกันจริงๆ ป่ะ?” เธอเรียกชื่อเล่นผม เธอคงสนิทกับผมมากพอตัว ผมวางหนังสือลง ก็ได้ ในเมื่อเธอเสนอตัวถามถึงขนาดนี้ ผมก็ขอตอบแทนอย่างสาสม “แล้วคิดว่าไงล่ะ?” ผมตอบไปแค่นั้น ผมต้องทำหน้าตาหน้ากลัวมากแน่ๆ เพราะเธอคนนั้นกับเพื่อนทำหน้าเจื่อนแล้วรีบเดินหายไปทันที ส่วนผมก็เก็บความโกรธทั้งหมดไประบายกับหน้าหนังสือนิยาย

ทั้งหมดนี้เพื่ออะไร? ผมเป็นอะไร? ของแปลกตามงานวัด ตัวตลกหรือ? รวบรวมความกล้าบ้าๆ พนันอะไรกับเพื่อนไว้สินะ พนันว่าถ้ากล้าเดินเข้าไปถาม “รามคนนั้น” ฉันจะเลี้ยงข้าวแก? อย่างนั้นเหรอ? ถ้ามันเป็นจริงคงเติมเต็มความฝันของเหล่าเด็กสาวได้ใช่ไหม? ทุกอย่างที่ลือกันไป พูดกันไปปากต่อปาก ทำไมไม่มีใคร คิดบ้างเลยเหรอว่าผมจะเสียใจ? ทำไมผมถึงไม่รู้จักระวังตัวซะเลย จนเรื่องมันบานปลายขนาดนี้ เรื่องที่ควรจะอยู่ในเน็ตก็ดันออกมาข้างนอกจนได้ แล้วก็เป็น ผม ผม ผม ที่รับอยู่ฝ่ายเดียว

ทุกคนก็ยังชื่นชมแอชลีย์ แกรนท์ เพราะเขาเป็น แอชลีย์ แกรนท์ ชายหนุ่มใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่คำพูดคำจาร้ายกาจ เขาลึกลับ ไม่เคยเล่าเรื่องของครอบครัวหรือชีวิตที่อเมริกาให้ใครฟัง แต่ก็ไม่มีใครอยากจะสืบเสาะอะไรเกี่ยวกับตัวเขาต่อ ทุกคนยอมเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของเขาที่ผมเรียกว่า “โอเปอร์เรชั่นยึดครองคณะศิลปะศาสตร์ด้วยหน้าซื่อๆ และคารมของชายหนุ่มที่แม่ยกทุกคนฝันอยากได้มาเป็นลูกชายหรือลูกเขยหรือพี่ชาย” โดยศิโรราบ

เขาเขียนการ์ดวาเลนไทน์ให้พวกอาจารย์ในคณะด้วย ทำเอาน้าเพ็ญได้ปลื้ม เอามานั่งอ่านไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ แถมบ้าจี้เอามาแปลเป็นกลอนแปด เขียนเสร็จก็กรี๊ดกร๊าดเหมือนตัวเองได้โนเบล

God is in me. God is in you.
God is in your hair, as black as Krishna’s.
, in your fair skin, as pure as the Virgin.
, in your soul, the holy spirit of all

I adore you, I cherish you. I worship you
a million words, to say to get through
your vacant heart. My lord, stay out of the blue.
To me, you are reminiscence of blossomed love

พระเจ้าทรงสถิต ณ ตัวข้า
และเจ้า, เทวาสถิต ณ เกศาสยาย
ดำดุจพระกฤษณะ, อีกเรือนกาย
พิสุทธิ์คล้ายองค์พระจิตทรงฤทธา

ประดิพัทธ์, ประหวัดหวัง, ตั้งบวงสรวง
วจนาทั้งปวงสุดสรรหา
ฤดีว้าง; โอ้เทวะ, ละโศกา
คือทรงจำรักข้าคราแรกบาน

(บทประพันธ์ภาษาอังกฤษ : แอชลีย์ แกรนท์ บทกลอนภาษาไทย : เพ็ญนภา สุขเจริญ)

“เห็นไหมราม? บทกวีคือพลังอันยิ่งใหญ่ต่อภาษาต่อคนเรา ปกติแล้วพวกป้าแก่ที่คณะปกตินะ วาเลนทง วาเลนไทน์อะไรไม่เคยสนใจ บอกว่าไร้สาระ แต่พออาจารย์แอชลีย์เขียนการ์ดมาให้หน่อยเดียว เอามาแปะตั้งกันไว้บนโต๊ะกันใหญ่” น้าเพ็ญเอามาให้ผมแปลเป็นภาษาไทยให้ก่อนไปแต่งกลอนแปด ผมเลยได้อ่าน
“กลอนรักตรงไหน รามว่าฟังดูเหมือนบทสรรเสริญอัญเชิญพระเจ้ามากกว่า” จะจีบคน มีอย่างที่ไหนไปเทียบกับพระกฤษณะบ้าง พระแม่มารีบ้าง พระจิตบ้าง สยองว่ะ
“รามนี่ไม่รู้จักโรแมนติกเลย! ชาตินี้จะหาแฟนไม่ได้คอยดูเถอะ” นี้เหรอคำพูดที่ออกมาจากแม่พิมพ์ของชาติ! “การอุปมาอุปไมยคือวรรณศิลป์ที่สวยงาม เปรียบคนรักเป็นพระเจ้าให้สูงที่สุด โรแมนติก ฉันโชคดีจังที่เรียนมาสายนี้” แล้วน้าเพ็ญก็หัวเราะโฮะๆ ไปปลื้มกับผลงาน(ถือวิสาสะ)ร่วมของตัวเองกับแอชลีย์ต่อ ทีงานของเด็กไม่เห็นพูดแบบนี้บ้างเลย!

แอชลีย์รู้หรือเปล่าว่ามีข่าวลืออยู่? ทำไมผมถึงไม่ฉุกคิดมาก่อนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของผมข้างเดียว? ผมว่าแอชลีย์ไม่รู้ คนเจ้าแผนการแบบนั้น ถ้าเขารู้เขาคงไม่เข้ามาคุยกับผมให้ตกเป็นเป้าเปล่าๆ เขาคงต้องหาทางออกให้เรื่องมันจบง่ายและเงียบที่สุด ผมอยากถามเขาตรงๆ แต่ก็ไม่ให้เรื่องมันใหญ่โตจนควบคุมไม่ได้ แล้วผมจะทำยังไงดี? ‘คงได้แค่ทน’ เหมือนที่แล้วๆ มา ใช่ไหม?

ยิ่งช่วงนี้เขาชอบทำตัวเป็นนินจาอยู่ด้วย ปกติแอชลีย์จะกลับบ้านทีหลังพวกอาจารย์คนอื่น แต่สักอาทิตย์ที่ผ่านมา พอสอนเสร็จ เขาก็หายตัวไปอย่างรวดเร็วและไร้ร่องรอย หายไปไหน?

หรือว่าไปพูดปลุกระดมมอะไรจนโดนสันติบาลเพ่งเล็งหว่า? คงไม่ใช่..ละมั้ง..?

คาบแกรมม่าวันนี้ก็น่าเบื่อเหมือนเดิม อ.ขวัญมณี อาจารย์แม่ประจำคณะ แกสอนมายี่สิบสามสิบปี แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเสียงตัวเองโมโนโทน ผมอยากแสนอยากใจจะขาด อยากยกมือถามอาจารย์แบบพวกนักปรัชญาหัวแตกว่า ไวยากรณ์คืออะไร? กฎเกณฑ์คืออะไร? แล้วทำไมมนุษย์ต้องสร้างไวยากรณ์ขึ้นมาผูกมัดการสื่อสารระหว่างกัน อาจารย์สอนไวยากรณ์ก็ตอบผมให้ได้สิ! แล้วอาจารย์ก็ห้ามด้วยว่าเพราะมนุษย์สร้างหอคอยบาเบลท้าทายสวรรค์ พระเจ้าเลยสาปให้มนุษย์พูดคนละภาษา ผมตั้งใจจะถามแบบนั้น แต่ก็คาดได้เลยว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาคงเป็นปากกาไวท์บอร์ด

อาจารย์เอ็ดใส่พวกนักศึกษาปากมากหลังห้องเข้าแล้วจนได้ พวกนี้ก็น่ารู้อยู่ว่าเสียงคุยจะไปสปาร์คอะไรในตัวแก อ.ขวัญมณีเลิกโมโนโทน มา บ่น บ่น บ่น “เด็กสมัยนี้มันแย่ลงไปทุกวันๆ เป็นห่วงอนาคตประเทศชาติ” ผมได้ยินประโยคนี้มาเป็นรอบที่ห้า อาจารย์แกคงจะพูดอย่างนี้มาตั้งแต่กึ่งพุทธกาลแล้วกระมัง ถ้าเด็กรุ่นต่อแย่ลงแย่ลง ผมว่าโลกนี้มันคงถึงจุดจบไปตั้งนานแล้วล่ะ
แกบ่นจนเลยเวลาแต่ก็ยังไม่หยุด บอลเอะอะบอกอาจารย์ว่าหมดเวลาไปตั้ง 5 นาทีแล้ว อาจารย์ดูนาฬิกา ทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย “งั้นพอแค่นี้” แกพูดอะไรบางอย่างต่อ แต่ไม่มีใครสนใจฟัง นักศึกษาทุกคนเก็บของใส่กระเป๋าไว้เรียบร้อย ลุกพรึบกลับบ้าน

“โอ๊ย แม่ง ปล่อยโคตรช้า ไม่ทันแล้ว!!” บอลรีบวิ่งนำหน้าออกนอกห้องไปก่อนคนอื่น มันนินทาเสียงดัง แต่โชคดีที่อาจารย์ไม่ได้ยิน เปิ้ลเฉลยให้หายสงสัยว่าเพื่อนมันแข่งดนตรีอยู่หน้าตึกคณะ ถ้าวันนี้ไม่มีควิซมันก็คงโดด

“เบลจะไปดูหรือเปล่า?” เย็นนี้ผมก็กับเบลไม่มีเรียนต่ออีก แวะไปดูก่อนกลับบ้านคงไม่เสียหาย
“อื้อ ไปดูเล่นๆ หน่อยก็ได้” ดูเล่นๆ.. เพราะว่าคอนเสริตนี้ไม่ใช่คอนเสริตของเธอ

นักศึกษาหลากคณะมาชุมนุมกันอยู่ตรงเวทีกลางสนามฟุตบอล ผมเห็นบอลยืนหัวหยิกหยอยอยู่ ป้ายบนเวทีเขียนว่า “The Splendid” Music Contest องค์กรนักศึกษาจัดประกวดวงดนตรีเป็นประจำทุกปี แต่ผมไม่ได้ฟังเพลงเลยไม่เคยมาดู จากเท่าที่สังเกต ปีนี้คนเยอะกว่าปีที่แล้วมาก คงเป็นเพราะวงอินดี้ชื่อดังมาเล่นมินิคอนเสริตหลังงานประกวดจบ

วงบนเวทีกำลังปรับเครื่องดนตรี พวกเขาเพิ่งเล่นเพลงจบไปหมาดๆ นักร้องนำของวงเป็นผู้หญิง เธอใส่เสื้อชอปคณะวิศวะทับเสื้อยืดลายแดงคาดดำ กางเกงขายาวทะมัดทะแมง กีตาร์สีเหลืองบนบ่าขนาดใหญ่เกือบท่วมตัว แต่เธอไว้ผมยาวลงไปถึงกลางหลัง หน้าตาของเธอสดใสอย่างใบหน้าของเด็กสาวตัวเล็กๆ ส่วนผสมของหญิงชายรวมกันในตัวเธอได้อย่างกลมกลืน

มือกลองกับมือเบสไม่ใช่นักศึกษาแน่นอน คุณลุงหลังกลองชุดแต่งตัวสีฉูดฉาดกระฉากวัย ส่วนมือเบสหน้าบึ้งยังดูไม่แก่ แต่ก็ไม่ใช่วัยเด็กนักเรียน จุดเด่นของวงกลับไปอยู่ที่มือกีตาร์ของวง ชายหนุ่มใส่แว่นหน้าตาธรรมดา แต่เสื้อที่เขาใส่ดันไม่ธรรมดา เขาใส่เสื้อกราวน์สีขาว กระดุมติดเนี้ยบเป็นระเบียบ ดูจากการแต่งตัวก็รู้ว่าเขาเป็นนักศึกษาแพทย์จากมหาวิทยาลัยข้างเคียง พวกสาวๆ ดูจะปลื้มเขาน่าดู แต่คุณหมอถือกีตาร์ กระโดดโยกหัวตามเพลงร็อค ผมดูยังไงก็ไม่น่าเข้ากันได้อยู่ดีแหละ

นักดนตรีทั้งสี่เริ่มเล่นต่อ ผมจำเพลงนี้ได้ตั้งแต่อินโทร ฤดูร้อน ของพาราด็อกซ์ นักร้องนำเอาเพลงผู้ชายมาร้องได้อย่างดีเพราะเสียงของเธอไม่ได้แหลมเล็กอย่างขนาดตัว มือกีตาร์ มือเบส มือกลอง ก็ไม่ยอมแพ้ ต่างแสดงฝีมือของตัวเองอย่างเต็มที่ ฤดูร้อนของพวกเขาไม่เหมือนกับฤดูร้อนต้นฉบับ

“เราชอบเพลงนี้” เบลหันมาบอกผม แล้วกลับไปร้องเพลงตาม

เสียงเครื่องดนตรีกลบเสียงร้องของเบลไปหมด แต่ผมก็ยังตั้งใจฟังเสียงของเธอ จดจำใบหน้าที่มีความสุขของเธอ ทำสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำ ผมร้องเพลงตามเธอ แต่ไม่อยากฟังเสียงตัวเอง

ผู้ชมปรบมือให้วงสายวิทย์กันเกรียวกราว จับจ้องทุกอิริยาบถของนักร้องนำเด็กวิศวะกับมือกีตาร์เด็กแพทย์ ประหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ของวงการดนตรีไทยนับตั้งแต่ทาทายัง แค่เพียงเธอยิ้มตาหยีให้คนดู แค่เพียงเขาวางกีตาร์ตั้งพื้น นักศึกษาชายหญิงบางคนก็เริ่มจะเห็นทั้งสองเป็นนักร้องซุปเปอร์สตาร์ไปเสียแล้ว

“เพลงต่อไป เพลงสุดท้าย ชื่อเพลงวอทเอเวอร์ ของโอเอซิสค่ะ ขอเชิญมือกีตาร์รับเชิญบนเวทีเลยค่า!” หญิงสาวประกาศชื่อเพลงของโอเอซิส ผมก็แปลกใจไม่ต่างจากเบล เบลยิ้มกว้างกว่าที่เคย อย่างน้อยก็มีคนเล่นเพลงให้เธอ

มือกีตาร์รับเชิญก้าวขึ้นมาบนเวทีพร้อมด้วยกีตาร์ทรงแฉกสามเหลี่ยม ใบหน้าของเขาเชิดสูง ไม่แยแสเลยว่าจะมีคนจะมองเขาสักที่คน เป็นความผิดของคนข้างล่างต่างหากที่ดันมามองเขาเอง ผู้ชมจ้องเขา ทุกอย่างหยุดชะงักเมื่อได้เห็นถนัดว่าเขาเป็นใคร จนสักพักเสียงกระซิบกระซาบก็ดังขึ้น

“ใครอ่ะ?”
“ฝรั่ง..?”
“หมวกแนวมากเลยอ่ะ”
“อาจารย์....อาจารย์แกรนท์ใช่ไหม?”
“จริงอ่ะ?”

ไม่ผิดแน่ ผมจำแว่นกับรอยยิ้มจองหองแบบนั้นได้ แม้ผมสีน้ำตาลของเขาจะยุ่งรุงรัง ให้เมคโอเวอร์ยังไงก็จำได้!

แอชลีย์ขึ้นไปทำอะไรบนนั้น! ใช่.. ขึ้นไปเล่นกีตาร์… แต่ขึ้นไปอยู่บนนั้นได้ยังไง!? แล้วแต่งตัวอะไรแบบนั้น? เสื้อยืดสีขาวธรรมดา? กางเกงยีนส์? รองเท้าคอนเวิส? หมวกดาวแดงคอมมิวนิสต์!? ไม่ใช่! มันไม่ใช่อ่ะ! แอชลีย์คนนั้นต้องไม่แต่งตัวไปรเวทแบบนี้ เขาต้องแต่งตัวเนี้ยบตลอดเวลาไม่ใช่เหรอ? เสื้อเชิ้ต เสื้อกั๊กลายสก๊อต ไม่ใช่แบบนี้! แต่ว่า.. แต่ว่านั้นก็..เขา..จริงๆ บนนั้นล่ะ แอชลีย์ตัวจริงที่ไม่มีใครเคยเห็น รวมถึงผม

“คอมมิวนิสต์ เอามันไปเผา!” นักศึกษาคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา คนรอบๆ เขาหัวเราะตาม แต่ดูท่าอาจารย์ซึ่งเดินผ่านมาพอดีจะไม่ชอบใดตลกร้ายของเขาเท่าใดนัก

“อาจารย์แต่งไปรเวทแล้วเท่มากเลยเนอะ” เบลถามความเห็น มาถามผมเรื่องนี้.. แล้วผมจะรู้ไหมเล่า..

ก่อนประกาศชื่อวง นักร้องนำจับไมค์หัก ตั้งใจให้เสียงหอนทำลายสมาธิผู้ชมซึ่งกำลังงุนงงกับมือกีตาร์รับเชิญ “พวกเรา เมอร์เดอร์ ออฟ ไมเคิล ขนมปัง โกวินดา โกพละกุล นักร้องนำค่ะ!” เสียงโห่ร้องชื่นชมต้อนรับขนมปังพร้อมๆ กับเสียงโห่ไล่ เอาแฟนกูคืนมา! กลุ่มเด็กวิศวะท่าทางห่ามตะโกนขึ้น เดี๋ยว.. ผมไม่ได้หูฝาดใช่ป่ะ? คนพูดเป็นผู้ชาย โกวินดาเท่าที่เห็นก็เป็นเด็กผู้หญิง แล้วจะไปแย่งแฟนกันได้ยังไง? หรือว่าโลกนี้ยังไม่ความเป็นไปได้ที่คาดไม่ถึงอื่นอีก?

โกวินดาส่งสัญญาณให้เพื่อนมือกีตาร์แนะนำตัวต่อ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปาก แอชลีย์ก็ขึ้นไปก่อเรื่องบนเวทีเข้าจนได้ เขาเดินเข้าไปหามือกีตาร์ หน้าตาจริงจังเป็นหาเรื่อง แต่เป้าหมายกลับนิ่งงันไม่เคลื่อนไหว แอชลีย์ย่องอ้อมไปข้างหลัง ทันใดนั้นเอง โดยที่ชายหนุ่มยังไม่ทันตั้งตัว แอชลีย์วางที่คาดผมรูปหูแมวดำลงใส่ให้มือกีตาร์ เขาสะบัดตัวเองออก แต่ที่คาดผมยังติดอยู่ที่หัว หมอหนุ่มตะโกนโวยวาย เขาคงลืมไปว่าปากตัวเองติดอยู่กับไมโครโฟน

“ยะ..อย่านะครับ!”

เขาคงไม่รู้ตัว ว่าได้ทำให้ความฝันการ์ตูนญี่ปุ่นของสาวน้อยหลายคนก็ล่องลอยไปไกลริบ เปิ้ลกับปินก็พูดศัพท์เฉพาะทางอะไรก็ไม่รู้ออกมา คนอื่นๆ ก็ฮือกันเป็นผึ้งแตกรัง แม้แต่เบลก็ยังหัวเราะเก็บอาการสุดๆ คนบนเวทีก็หัวเราะกระจัดกระจายกันไปคนละทาง มีแต่แอชลีย์เท่านั้นแหละที่แกล้งทำหน้าทำตาปกติไม่มีอะไรเกิดขึ้น มาเล่นบ้าอะไรกันอยู่เนี่ย?

“เอ่อ... แฟลช... ราธา...... รุ่งเรืองผลอนันต์ เล่นกีตาร์กับไวโอลินครับ” คุณหมอผู้น่าสงสาร หน้าแดงเป็นลูกตำลึง เปลี่ยนจากกีตาร์มากำไม้สีไวโอลินแน่น หูแมวยังคาดหัว แต่ก็ยังจำใจแนะนำตัวให้คนเขารู้จักชื่อไปทั้งงาน ทำไม? ถ้าเป็นผมคงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง? แต่ทำไมทั้งวงหรือกระทั่งเจ้าตัวเองก็เห็นเป็นแค่เรื่องตลก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตลกสักนิด จากนี้ราธากับทั้งวงเองก็คงไม่พ้นเสียงนินทาแน่ๆ แอชลีย์ไม่คิดหน้าคิดหลังเลยหรือไงถึงล่อเป้าหาเรื่องให้ตัวเองอย่างนี้? แต่คนแบบนั้นเนี่ยนะจะไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่หรอก.. ไม่สิ.. แอชลีย์ กับพวกวง ไม่ได้คิดอะไรกันเลยต่างหาก
“Hello, I’m Ashley. I too played a guitar, sometime I play the fool.” สาวๆ และหนุ่มๆ บางส่วนกรีดแสบแก้วหู เบลหัวเราะดังลั่น มีอะไรอยู่ในประโยคนั้นอย่างงั้นหรือ?
“ผมเป็นปะป๊าของโกวินดา มาเล่นกลองให้ครับ”
“มือเบสพูดไม่เป็นค่ะ” เมื่อคุณลุงมือกลองและโกวินดาแนะนำสมาชิกเสร็จเรียบร้อย การแสดงสุดท้ายในวันนี้ของเมอร์เดอร์ ออฟ ไมเคิลเริ่มแล้ว โกวินดาเล่นกีตาร์โปร่งขึ้นก่อน ไวโอลินของราธาตามเสียงกีตาร์ไฟฟ้าของแอชลีย์กับกลอง โกวินดาเริ่มร้องเพลงเป็นลำดับสุดท้าย ผมฟังเสียงร้องไม่ถนัดนัก เพราะเสียงดนตรีกลบไปเกือบหมด แต่อาศัยฟังจากที่เบลร้องตาม

I'm free to be whatever I
I'm free to be whatever I
Whatever I choose
And I'll sing the blues if I want


ไวโอลินในเพลงนั้นไม่ได้กรีดร้องอย่างเศร้าหมองตามธรรมชาติของเครื่องดนตรี ความสดใสของกีตาร์ไฟฟ้าช่วยลำดับเพลงคลอไปตามกัน แอชลีย์เล่นกีตาร์ได้หยาบ กระชาก ไม่ตามแบบแผน ผิดกับไวโอลินของราธาที่อ่อนหวานเป็นระเบียบ แต่นักดนตรีทั้งสองก็เล่นประสานกันไอ้ลงตัว และยิ่งมีเสียงร้องของโกวินดาเพลงนี้ก็ยิ่งสมบูรณ์ เธอหลับตาพริ้ม เมื่อขับขานเสียงเพลงนั้น

It always seems to me
You only see what people want you to see

ถึงจะเป็นเพลงที่ไม่มีใครรู้จัก แต่ทุกคนก็ชอบการเอาดนตรีคลาสสิคมาประสานกับดนตรีร็อค ถึงช่วงท้ายของเพลงแล้ว คุณลุงเลิกเล่นกลอง มือเบลหยุดมือ โกวินดาไม่ร้องต่อ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแฟลชกับแอชลีย์บรรเลงเพลงต่อไป ราธาเล่นไวโอลินตามกีตาร์และแอชลีย์ก็เล่นตาม เสียงเครื่องดนตรีจากสองยุคสมัยประสานกันได้อย่างน่าประหลาดอยู่หลายนาที คนดูส่งเสียงเชียร์เมื่อทั้งสองเล่นท่อนโซโล่ ทั้งคู่เล่นเพลงสด ไหลไปตามท้วงทำนอง ไม่สนใจโน้ตเพลงอีก ปล่อยให้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอารมณ์ภายใน

Whatever you do
Whatever you say
Yeah I know it's alright

เขาอยู่บนนั้น แอชลีย์อยู่ บนเวที กับกีตาร์ ไวโอลิน และความเสียงชื่นชม แต่ผมก็ยังอยู่ที่เดิม ทำอะไรไม่ได้ เปลี่ยนอะไรไม่ได้ ไม่มีดีสักอย่าง แต่แอชลีย์.. แอชลีย์ไม่ใช่อย่างนั้น ทำไมเขาถึงทำทุกอย่างได้ง่ายไปหมด? เขาเป็นอะไร? ทำไมผมถึงอึดอัด อึดอัดตัวเองที่มองไปทางอื่นไม่ได้ ผมอิจฉาเขาอยู่เหรอ? อิจฉาหมายถึงอยากได้ในสิ่งที่คนอื่นมี ถ้ามันไม่ใช่ความอิจฉาริษยาแล้วมันคืออะไร? ผมก็ไม่ได้อยากให้คนมาชื่นชมมากมายแบบเขา ไม่ได้อยากเล่นกีตาร์แบบเขา แล้วผมต้องการอะไรกันแน่? ผมไม่อยากได้แอชลีย์เป็นต้นแบบให้อะไรทั้งสิ้น ผมแค่อยากเสมอเขาได้ แค่เสมอ ก็พอ

เพราะถ้าผมทำได้.... ผมหวัง หวังว่า เขาคงไม่มองว่าผมต่ำต้อยอีก เขาคงพูดกับผม ไม่ใช่สั่งสอนผมหรือเอาชนะผม ผมอยากทำให้เขารู้สึกว่าผมเป็นคนคนนึงที่มีค่าเสมอเขา ไม่ใช่แค่เศษขยะเหมือนกับที่เขาอาจะมองคนอื่นทั้งหมด ไม่ใช่ส่วนนึงในโลกของแอชลีย์ ผมที่เป็นวิษณุของผม ไม่ใช่วิษณุของเขา

ตอนเล่น แอชลีย์ไม่ได้มองมาทางคนดูเลย ชายหนุ่มกับกีตาร์คนนั้นไม่ได้รู้เลยหรือว่าตัวเขาสง่างามเท่าใดเมื่อนิ้วเรียวยาวของเขาแตะลงบนสายเสียงของเครื่องดนตรีนั้น แม้มีคนนับร้อยจ้องมองเขา แต่เขาก็ไม่สนใจ เขาจดจ่ออยู่แต่กับกีตาร์และเพื่อนนักดนตรี ท้วงทำนองคือความสุขของแอชลีย์ เขาร่าเริงอย่างที่ไม่เคยเป็น ใบหน้าของเขามีความสุขและรอยยิ้มของจริงอยู่ ไม่ใช่เอาไว้ถากถากประชดประชัน

เขาไม่เคยยิ้มแบบนั้นให้ผม.. ไม่เคย..แม้แต่ครั้งเดียว

...ผมแพ้เขาแล้ว..
แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มสู้ด้วยซ้ำ

เพลงจบลงด้วยไวโอลินเดี่ยวของราธา ผู้ชมปรบมือให้เมอร์เดอร์ ออฟ ไมเคิลดังก้อง สมาชิกทั้งห้าเดินจูงมือกันมาโค้งให้ผู้ชมพร้อมกันหน้าเวที ผมชวนเบลกลับทันที ไม่อยากอยู่ต่ออีก เรารีบขึ้นรถเมล์ ตลอดทางเบลพูดถึงแต่ เมอร์เดอร์ ออฟ ไมเคิล บอกว่า Whatever คือหนึ่งในเพลงของโอเอซิสที่เธอชอบมากที่สุด ผมรู้สึกผิดที่ระหว่างทางผมแทบไม่ได้คุยอะไรกับเธอนอกจากทำเสียงเอออออยู่ในคอ ผมไม่อยากพูดอะไรอีก จิตสำนึกของผมเตรียมตัวหลุดไปในที่ที่ผมควบคุมไม่ได้ ถึงจะเป็นเพื่อนกัน รู้จักกันพอสมควร แต่ถ้าเบลรู้ว่าผมกังวลเรื่องอะไรอยู่ เธอจะปลอบผมหรือเธอจะรังเกียจผมกันนะ?

กลับถึงบ้าน น้าเพ็ญ ทำสปาเกตตีให้กิน คุณน้าของผมเป็นสเน่ห์ปลายจวักอยู่พอตัว แต่ไม่รู้ยังไง พอทำอาหารฝรั่งทีไรถึงได้เละทุกคราว น้าเพ็ญเล่าให้ฟังว่าวันนี้แกก็ดูแอชลีย์คอนเสริตอยู่บนตึก แน่นอน น้าเพ็ญก็.. พูดถึงแอชลีย์อย่างนั้นแหละ..

“คุณค่าที่มหาวิทยาลัยของฉันคู่ควร” แกตวัดเส้นพาสต้าใส่ส้อม ไม่ยอมรับอยู่ดีว่ามันเปรี้ยวเกินไป

ทำไมทุกคนต้องมาย้ำเรื่องแอชลีย์ด้วย? ผมไม่อยากได้ยินชื่อเขาอีกแล้ว อย่างน้อย.. แค่วันนี้วันเดียว แค่วันนี้ ก่อนที่ผมจะ... ก่อนที่ผมจะยอมรับกับตัวเองว่าแอชลีย์ยังอยู่ตรงนี้ อยู่ในหัวผมตลอด

หลังข้าวเย็น ผมพยายามตั้งสมาธิทำการบ้านแต่พอเขียนไปประโยคเดียวก็เลิก นอนอยู่บนฟูกแล้วแต่หลับไม่ลงสักที ร่างกายของผมไม่ต้องการพักผ่อนเพราะต้องคิดทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ผมเปิดไฟตอนเกือบตีสอง นั่งนิ่งอยู่บนเตียง ไม่เคยรู้มาก่อนว่าบ้านตัวเองจะเงียบได้ขนาดนี้ ผมไม่ได้คิดอะไรเลยตอนหยิบกล่องรูปร่างคล้ายกระเป๋าเจมส์ บอนด์ ฝุ่นจับออกมาจากใต้เตียง ผมเปิดกล่องออก เจอเพื่อนรักที่ไม่ได้พบหน้ากันเสียนาน

ฟลุ๊ตชิ้นหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนผ้ากำมะหยี่ เจ้าของฟลุ๊ตตัวนี้ไม่ได้หยิบฟลุ๊ตตัวนี้มาเล่นเสียนานจนเขาเกือบลืมวิธีเล่นไปแล้ว ถ้าฟลุ๊ตตัวนี้พูดได้ มันก็คงกำลังสาปแช่งผม คนที่เคยทำมันทุกอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ดีมันสักอย่าง ฟลุ๊ตชิ้นนี้เป็นหนึ่งในหลักฐานเศษซากของความพยายาม เห็นอยู่ตรงหน้า แต่ไม่เคยสำนึก

ผมยกฟลุ๊ตขึ้นมาเป่า เล่นเพลงที่ผมไม่รู้จัก ผมอยากให้เสียงหวานของฟลุ๊ตมาสงบจิตใจ แต่ก็ช่วยไม่ได้เลย เพราะขณะที่ผมเล่น ผมก็ถามตัวเองว่าทำไมอยู่ๆ ผมถึงหยิบฟลุ๊ตขึ้นมาเป่า สุดท้ายก็ต้องเก็บฟลุ๊ตลงกล่อง กลับไปบนเตียงตามเดิม แต่ก็ยังปิดตาไม่ลง ผมอยากนอนให้ลืม แต่ภาพของคนคนนั้นก็ยังตามหลอกหลอน ถึงผมจะหลับได้ แต่เขาก็คงปรากฎตัวในความฝัน พร้อมๆ กับคำถามย้ำซ้ำเข้ามา

ผมต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ..

fortgesetzt zu werden... (To be continued..)

________________________________________

On the next episode of BKK
สถานการณ์ตึงเครียด

“If I were a Marxist, Mr. Castro would be the U.S. president by now.”

“คุณมันจะไปรู้อะไร!!”

“Rama! Are you all right?!”

ผมทำเรื่องไม่น่าให้อภัยลงไปแล้ว

“You know how people let their fantasy goes when their sexual desire was suppressed.”

“เดี๋ยวเรามานะเบล”

ถ้าคุณหักแขนผมทิ้งตรงนี้คุณก็คงหัวเราะ!

Special Thanks
- พี่เทร่า สำหรับกลอนภาษาไทย ขอบคุณที่ให้เอานามสกุลมาใช้ด้วยนะครับ อิอิ
- หม่าว จินนี่ ราชบัณทิต สำหรับลักษณะนามของฟลุ๊ต สุดท้ายแล้วก็ต้องพึ่งราชบัณฑิตจนได้น้า (ก่ายหน้าผาก)

พิเศษ! โปรโมชั่นแบบนี้ไม่มีอีกแล้ว!

ท่านสามารถอ่าน BKK ตอนนี้ในอีกมุมมองหนึ่งได้ที่

http://bosie.exteen.com/20071216/tribute-the-boys-in-the-band-4

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อืม... อืม... แค่ได้อ่านตอนนี้เราก็ตายตาหลับแล้วล่ะค่ะ
คุณโซสื่ออารมณ์ได้ดีมากๆ น้ำตาเกือบไหลแน่ะตอนที่รามดูแอชลีย์เล่นท่อนโซโล

แอชลีย์คงเป็นคนที่เท่มากจริงๆ นั่นล่ะน๊า~ เป็นพระเอกมีปมที่ต้องออกมาสู้กับเหล่าร้าย(???) อะไรประมาณนั้น

ฉากหลังๆ แอชลีย์ออกมาแย่งซีนของเบลไปหมดเลย ช่วงแรกๆ ที่รามพูดถึงเบล ดูน่ารักมากจนเขินเลย ราม!! ทำไมเธอถึงเป็นเด็กผู้ชายที่น่ารักขนาดนี้???

#1 By Aijou~ on 2008-04-18 08:35

แฟลชๆๆๆ ขนมปังๆๆๆ แอชลีย์ๆๆๆ สุดยอด = =b

ราม...ไอ้ความรู้สึกแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเนี่ย...มันเจ็บปวดเนาะ แต่เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น เพราะมีเบล เหอๆ

#2 By watabo on 2008-04-18 22:24

ขออภัยนะคะ เห็นหูแมวแล้วแค่อยากเล่าเล่นๆ
เคยดูรายการนึง นายเอ (นามสมมุติ) เอาหูแมวมาใส่หัวนายบี (นามสมมุติ) จากทางด้านหลังในระหว่างที่นายบีกำลังตั้งใจพูดกับกล้องอย่างเอางานเอาการ อย่างลึกลับ,นายบีรู้ว่าที่หัวตนมีหูแมว (รู้ได้ยังไงหว่า อาจจะเป็นอย่างอื่นก็ได้นะ) แต่นายบีไร้อารมณ์

ทีนี้ พอนายบีพูดกับกล้องจบ นายบีก็ยกมือจรดอก ทำท่าแบบแมวเหมียวทันที

ความรู้สึกของผู้ชมก็คือ เราเห็นโมเม้นต์นั้นแล้วรู้สึกไหวพริบเป็นยอด นายบีนี่อัจฉริยะจริงๆ เล่าอะไรเนี่ยยยย


ความรู้สึกแบบรามเราก็เป็นอยู่บ่อยๆแหละ เศร้าจัง

แต่ไอ้ที่เขาไม่เคยยิ้มแบบนั้นให้ผมเลย ... ฟังดู ...หิ หะ ถึงจะพยายามปฏิเสธ แต่รามชื่นชมแอชลี่ย์จริงๆเลยเนอะ แอชลี่ย์ดูเป็นราชาจริงจัง ดูเป็นผู้ชนะจริงๆเลย

ขอบคุณที่อัพค่ะ ไม่พอไม่พออออ เอาอีกกกก

#3 By เห็ด rosy on 2008-04-19 06:50

กร๊าซซซซซซซซซ

ราม ร้าม โอ ราม!
หึงล่ะซี้ๆๆๆๆๆ

แฟลชขโมยซีน