ความเดิมตอนที่แล้ว
เบลเป็นใครกันแน่นะ? รามเคยคิดว่าเบลก็เหมือนเด็กเรียนทั่วๆไป ใส่แว่น อ่านแต่ตำรา จะเป็นอย่างอื่นไปได้หรือ? แต่ที่พัทยา เขาได้รู้จักเบลอีกด้านหนึ่งที่เขาคาดไม่ถึง รามเริ่มสนใจสาวน้อยคนนี้ขึ้นมาแล้ว


________________________________________

BKK
ตอนที่ 16 - โกวินดา ราธา กีตาร์

________________________________________

ตั้งแต่กลับมาจากพัทยา ผมกับเบลก็รู้จักกันมากขึ้น

เราไม่ได้ ‘สนิท’ กันมากกว่าเดิม เพราะยังไงระหว่างผมกับเบล เราก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่แรก แต่พอรู้จักกันมากขึ้น ความเป็นเพื่อนก็เลยยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทำให้โลกส่วนตัวของเราที่มีอยู่แล้วแบ่งเขตแดนชัดเจน

ตอนนี้เราสองคนกล้าที่จะปลีกออกมาจาก ‘กลุ่มเพื่อน’ เดิม กล้าไปนั่งข้างหน้า กล้าปฏิเสธไม่ไปไหนที่พวกเปิ้ลชวน ขั้นตอนนี้ไม่ได้แลกมาด้วยการผิดใจกันระหว่างเพื่อนเลย เพราะมันก็เป็นแค่ก้าวหนึ่งของการเติบโต พวกเราทุกคนไม่ได้รู้จักคลุกคลีกันมาก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เรามีสิทธิเลือกว่าคนไหนที่ควรจะเดินต่อไปกับเรา คนคนไหนที่ควรจะบอกลา แยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเองด้วยความปารถนาดี

คนที่ได้ร่วมทางไปต่อกับผมคือเบล ผมยังไม่อยากคิดว่าเส้นทางนี้จะมีทางแยกต้องเลี้ยวอีกหรือเปล่า เพราะทุกวันที่ผมเสี่ยงเดินไปบนเส้นทางไร้ชื่อนี้ ผมยังมีความสุขดีอยู่.. ในระดับหนึ่ง

เบลเหมือนห้องสมุด ทุกครั้งที่ผมคุยกับเธอ ผมจะได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ เกี่ยวกับตัวเธอ กลับกัน มีหลายเรื่องที่ผมคิดว่าทุกคนน่าจะรู้แล้ว แต่เธอกลับไม่รู้ อย่างเช่น เรื่องที่ผมไม่เคยขึ้นเครื่องบิน ผมไม่ชอบกินมะเขือถึงขั้นเกลียดเข้าไส้ ผมใส่ชุดนักศึกษามาเรียนเพราะไม่ได้คนเสื้อไปทเวทมาจาก ไม่ใช่เพราะซาบซึ้งสถาบันอะไรนักหรอก

อินทิรา พชรปทุมา เกิดที่กรุงเทพ แต่ภูมิลำเนาปัจจุบันอยู่เพรชบุรีจังหวัดแห่งของหวานกับข้างแกง มีน้องชายคนนึงชื่อโบ้ท บ้านทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เบลเรียนสายวิทย์มาก่อนเพราะที่บ้านอยากให้เป็นหมอ และตามค่านิยมเดิม “เพราะเด็กเก่งต้องเรียนสายวิทย์” แต่เบลก็ลุกขึ้นกบฏต่อพ่อแม่ด้วยการเลือกเรียนคณะสายศิลป์ตามความฝันที่อยากเป็นนักแปลแทน เบลเล่าเรื่องตอนนั้นอย่างตื่นเต้น เปรียบเปรยเป็นภารกิจหน่วยราชการลับยังไงยังงั้น เธอแอบเปลี่ยนคณะตอนเลือกโดยไม่ให้พ่อแม่รู้ ที่เบลใส่กระโปรงพลีทมาเรียนทุกวันๆ เพราะเบลโกหกแม่ว่าตัวเองสอบติดแพทย์ (ซึ่งคะแนนเธอก็ถึง) ตอนแรกพ่อแม่เบลโกรธเบลเป็นฟืนเป็นไฟถึงขั้นไม่ส่งเสียเรียน แต่มาเห็นแก่ลูก ตอนหลังก็เลยเริ่มเห็นดีเห็นงามไปด้วย ครอบครัวก็กลับสู่ความสงบเหมือนเดิม

เทียบกับพ่อแม่ผม แกไม่ได้เข้ามายุ่งกับเรื่องมหาลัยผมเลยตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะคงเห็นแล้วแหละว่าขนาดน้าเพ็ญจบเอกภาษาไทยยังมีงานทำเป็นหลักฐานมั่นคง ผมโชคดีแล้วแหละที่ไม่มีพ่อแม่มาจุ้นจ้านเรื่องเรียน จากประสบการณ์ คนรู้จักของผมเกือบ 60% มีพ่อแม่อยู่เบื้องหลังตอนเลือกคณะเรียน ผมถึงได้ตระหนักว่าการเกิดมาในครอบครัวผู้อพยพมันเหนื่อยและอึดอัดแค่ไหน แต่ขอยกเว้นอย่างผมมันก็ต้องมีบ้าง วิธีคิดของพ่อแม่ผมไม่เหมือนบ้านคนจีนครอบครัวอื่น สำนึกของความเป็นจีนก็น้อยจนน่าตกใจ จนบางครั้งผมอดสงสัยไม่ได้ว่าบ้านผมเป็นคนจีนเชื้อสายจีนจริงๆ หรือมิวแทนท์ผ่าเหล่าผ่ากอมา

แรงบันดาลใจสำคัญของเบลที่เลือกเรียนคณะนี้อีกอย่างคือดนตรีอังกฤษและ เดอะ บีทเทิล เบลผูกพันกับวงดนตรีวงนี้มาก ชีวิตของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเปลี่ยนไปเมื่อได้รู้จักกับจอห์น เลนน่อน, พอล แมคคาร์ทนี่, จอร์จ แฮริสัน และ ริงโก้ สตาร์ เมื่อตอนแปดขวบ แต่เบลไม่ค่อยเล่าเรื่องนี้ให้ใครเพราะกลัวถูกหัวเราะเยาะ ก็ใครมันจะไปเชื่อล่ะ? ฟังดูยังไงก็ไม่มีเหตุผล เด็กหัวดีขนาดสอบเข้าแพทย์ได้แต่ดันเลือกเรียนภาษาอังกฤษเพราะวงร็อคแอนด์โรลวงเดียวเหรอ?

แต่ผมเข้าใจเบลดี และผมจะไม่มีวันหัวเราะเยาะเธอ บางทีชีวิตคนเราก็ไม่ได้ต้องการเหตุผลมาตีความทุกการกระทำ ผมเลือกเรียนคณะนี้เพราะผมไม่เก่งวิชาไหนเลยนอกจากภาษาอังกฤษ แล้วมะม้าก็สัญญาไว้ว่าถ้าผมสอบติดที่เดียวกับน้าเพ็ญสอนจะยอมให้เงินซื้อหนังสือทุกเล่มที่ผมอยากได้ ผมไม่เคยคิดถึงอนาคตไปมากกว่าสองปี ไม่เคยคิดว่าจบไปแล้วจะไปทำงานอะไรต่อ ผมไม่ใช่พวกนิยมความสุขอะไรเลย ผมแค่ขี้เกียจคิด

ไม่กี่อาทิตย์ก่อน ผมกับเบลเพิ่งมารู้ว่าเรานั่งรถเมล์กลับบ้านสายเดียวกัน เบลกลับก่อนผม แล้วบางทีผมก็กลับบ้านพร้อมกับน้าเพ็ญเลยไม่เคยเจอเธอ เบลเลือกนั่งริมหน้าต่างเสมอ และเมื่อกระเป๋ารถเมล์เก็บเงินเรียบร้อย เธอก็จะหยิบไอพ็อตขึ้นมาฟังเพลง ผมได้ฟังบีทเทิลจากไอพ็อตเครื่องนี้ ตอนแรกผมปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้เธอต้องมาแบ่งหูฟังกับผม แต่เบลก็คะยั้นคะยอให้ผมฟัง จนตอนนี้ ผมก็เริ่มชอบสี่เต่าทองขึ้นมาบ้างแล้ว

เบลจะพึมพำร้องเพลงไม่มีเสียงตาม ถ้าชอบเพลงไหนเป็นพิเศษ เธอชอบเพลง Penny Lane เพราะตอนนี้เธอขยับปากตามเพลง เธอฟังเพลงอยู่ที่หูฟังข้างขวา ผมฟังอยู่ที่หูฟังข้างซ้าย ตามที่เบลเล่าให้ฟัง เพนนี เลนเป็นสี่แยกแห่งหนึ่งในเมืองลิเวอร์พูล บ้านเกิดของสี่เต่าทอง เพนนี เลนมีวงเวียน ป้ายรถเมล์ ธนาคาร ร้านอาหาร และสถานีดับเพลิง เรื่องราวของผู้คนหลากหลายอาชีพเกิดขึ้นและดำเนินต่อไป บีทเทิลเป็นนักเล่าเรื่องตัวยง

Penny Lane จบเปลี่ยนเป็นเพลงของวงอื่น เบลหยิบหนังสือเรียนภาษาเยอรมันขึ้นมาอ่าน เธอเรียนโทภาษาเยอรมัน ผมไม่ได้ถามว่าเพราะอะไร แต่ก็คงเป็นเพราะเธอชอบนักเขียนเยอรมัน

“นับถือพวกเรียนภาษามีเพศเลย จำเข้าไปได้ไง?” ผมนับถือคนเรียนภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษด้วยใจจริง ยิ่งภาษาพวกแกรมม่าพิสดาร เรียนไปได้ไง!
“แต่ถ้าจับหลักได้ก็ง่ายนะ เราว่าภาษาจีนหรือภาษาญี่ปุ่น มีแต่เส้นยุบยับๆ”
“อันนี้แปลว่าอะไร?” ผมอ่านหน้าปกหนังสือซีรอกซ์
“แบบฝึกหัดภาษาเยอรมันระดับกลาง”
“อันนี้คำว่าดอยซ์แปลว่าเยอรมันใช่ไหม?” เบลพยักหน้ารับ “ภาษาเยอรมันเขาเอาเวิร์บไว้ข้างหลังเหรอ?”
“ใช่ เขาว่าภาษาเยอรมันกับญี่ปุ่นเอาเวิร์บไว้ข้างหลัง ถึงแพ้สงครามไงล่ะ” ทฤษฎีจากตำราไหนเนี่ย.. แล้วประเทศที่มันไม่ทั้งแพ้ทั้งชนะมันจะเอาเวิร์บไว้ตรงไหนวะเบล..
“เราพูดภาษาเยอรมันได้ประโยคเดียว”
“อะไรล่ะ?”
อิช ลิบเบน ดิช
“จะเก็บไว้พูดกับสาวเยอรมันที่ไหนเหรอ?”
“ไม่ต้องสาวเยอรมันหรอกมั้ง....” ผมแค่พูดขึ้นมาลอยๆ เท่านั้นล่ะ จะ เยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ไทย ผมคงไม่พูดประโยคนี้ให้ใครหรอก ถ้าผมพูด ผมต้องผื่นขึ้นแน่ ผมรู้ตัวดี ว่าถ้าผมอยู่ต่อหน้าคนที่ผมชอบ ผมจะมีอาการเป็นยังไง อึดอัด ประสาทแดก พูดไม่ออก พูดได้ก็พูดไม่ตรงกับใจอยาก แล้วจะให้พูดว่า.... รัก.. กับใครชัดๆ ได้ ไม่มีทาง จะให้ชอบแค่ไหน ก็คงไม่ ผมทำไม่ได้

ในบรรดาสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตนักศึกษาของผม นอกจากการหลุดพ้นจากกรงขังมัธยมปลาย ก็คงมีเบลอยู่ด้วย พรุ่งนี้ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเป็นยังไง แต่ถ้าผมผ่านวันนี้ไปได้เพราะมีเพื่อนอย่างเบลคอยช่วยเหลือเกื้อหนุน วันนี้ของผมต้องดีแน่ๆ

เรื่องดีๆ มีอยู่ก็จริง แต่สิ่งแย่ๆ ก็ยังมีอยู่ จะว่าไปมันก็ไม่ใช่สิ่งแย่ๆ โดยตัวของมัน ปัญหาโลกแตกไม่มีวันตาย ยังมีอีกเรื่องให้ผมสะสาง

เรื่องแอชลีย์ ผมว่าจะไม่ย้อนไปถึงอีก แต่ถ้าผมไม่เล่า คงมีคนค่อนขอดว่าผมปอดแหก เท่าที่ผมได้รู้มา กระทู้ข่าวลือนั้นยังมีอยู่เนืองๆ คุณเว๊บมาสเตอร์ก็กรุณาลบให้หลังจากมีคนรีพลายทะลุไปหลายหน้า ผมอยากจะปล่อยว่าง แต่พอจะปล่อย ก็มีอะไรมากระตุกต่อมอีกซะให้ได้ อย่างวันนั้น ผมนั่งรออาจารย์อยู่ในห้องเรียน มีนักศึกษาหญิงคนนึง ผมจำหน้าเพราะเรียนวิชาเดียวกัน ผมจำชื่อเขาไม่ได้ น่าจะเรียนอยู่เอกอื่น เธอเข้ามาสะกิดผม เพื่อนสามสี่คนเดินตามหลังมาด้วย “นี่เธอ” เธอพยายามเรียนผมอย่างสุภาพ แต่ก็ยังฟังเสแสร้งอยู่ดี “นี่ถามไรหน่อยได้ไหมอ่ะ”ผมเกลียดเสียงแหลมๆ วรรณยุกต์ยานเหลือทน “ถามจริงเถอะ รามกับอาจารย์แกรนท์เป็นแฟนกันจริงๆ ป่ะ?” เธอเรียกชื่อเล่นผม เธอคงสนิทกับผมมากพอตัว ผมวางหนังสือลง ก็ได้ ในเมื่อเธอเสนอตัวถามถึงขนาดนี้ ผมก็ขอตอบแทนอย่างสาสม “แล้วคิดว่าไงล่ะ?” ผมตอบไปแค่นั้น ผมต้องทำหน้าตาหน้ากลัวมากแน่ๆ เพราะเธอคนนั้นกับเพื่อนทำหน้าเจื่อนแล้วรีบเดินหายไปทันที ส่วนผมก็เก็บความโกรธทั้งหมดไประบายกับหน้าหนังสือนิยาย

ทั้งหมดนี้เพื่ออะไร? ผมเป็นอะไร? ของแปลกตามงานวัด ตัวตลกหรือ? รวบรวมความกล้าบ้าๆ พนันอะไรกับเพื่อนไว้สินะ พนันว่าถ้ากล้าเดินเข้าไปถาม “รามคนนั้น” ฉันจะเลี้ยงข้าวแก? อย่างนั้นเหรอ? ถ้ามันเป็นจริงคงเติมเต็มความฝันของเหล่าเด็กสาวได้ใช่ไหม? ทุกอย่างที่ลือกันไป พูดกันไปปากต่อปาก ทำไมไม่มีใคร คิดบ้างเลยเหรอว่าผมจะเสียใจ? ทำไมผมถึงไม่รู้จักระวังตัวซะเลย จนเรื่องมันบานปลายขนาดนี้ เรื่องที่ควรจะอยู่ในเน็ตก็ดันออกมาข้างนอกจนได้ แล้วก็เป็น ผม ผม ผม ที่รับอยู่ฝ่ายเดียว

ทุกคนก็ยังชื่นชมแอชลีย์ แกรนท์ เพราะเขาเป็น แอชลีย์ แกรนท์ ชายหนุ่มใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่คำพูดคำจาร้ายกาจ เขาลึกลับ ไม่เคยเล่าเรื่องของครอบครัวหรือชีวิตที่อเมริกาให้ใครฟัง แต่ก็ไม่มีใครอยากจะสืบเสาะอะไรเกี่ยวกับตัวเขาต่อ ทุกคนยอมเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของเขาที่ผมเรียกว่า “โอเปอร์เรชั่นยึดครองคณะศิลปะศาสตร์ด้วยหน้าซื่อๆ และคารมของชายหนุ่มที่แม่ยกทุกคนฝันอยากได้มาเป็นลูกชายหรือลูกเขยหรือพี่ชาย” โดยศิโรราบ

เขาเขียนการ์ดวาเลนไทน์ให้พวกอาจารย์ในคณะด้วย ทำเอาน้าเพ็ญได้ปลื้ม เอามานั่งอ่านไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ แถมบ้าจี้เอามาแปลเป็นกลอนแปด เขียนเสร็จก็กรี๊ดกร๊าดเหมือนตัวเองได้โนเบล

God is in me. God is in you.
God is in your hair, as black as Krishna’s.
, in your fair skin, as pure as the Virgin.
, in your soul, the holy spirit of all

I adore you, I cherish you. I worship you
a million words, to say to get through
your vacant heart. My lord, stay out of the blue.
To me, you are reminiscence of blossomed love

พระเจ้าทรงสถิต ณ ตัวข้า
และเจ้า, เทวาสถิต ณ เกศาสยาย
ดำดุจพระกฤษณะ, อีกเรือนกาย
พิสุทธิ์คล้ายองค์พระจิตทรงฤทธา

ประดิพัทธ์, ประหวัดหวัง, ตั้งบวงสรวง
วจนาทั้งปวงสุดสรรหา
ฤดีว้าง; โอ้เทวะ, ละโศกา
คือทรงจำรักข้าคราแรกบาน

(บทประพันธ์ภาษาอังกฤษ : แอชลีย์ แกรนท์ บทกลอนภาษาไทย : เพ็ญนภา สุขเจริญ)

“เห็นไหมราม? บทกวีคือพลังอันยิ่งใหญ่ต่อภาษาต่อคนเรา ปกติแล้วพวกป้าแก่ที่คณะปกตินะ วาเลนทง วาเลนไทน์อะไรไม่เคยสนใจ บอกว่าไร้สาระ แต่พออาจารย์แอชลีย์เขียนการ์ดมาให้หน่อยเดียว เอามาแปะตั้งกันไว้บนโต๊ะกันใหญ่” น้าเพ็ญเอามาให้ผมแปลเป็นภาษาไทยให้ก่อนไปแต่งกลอนแปด ผมเลยได้อ่าน
“กลอนรักตรงไหน รามว่าฟังดูเหมือนบทสรรเสริญอัญเชิญพระเจ้ามากกว่า” จะจีบคน มีอย่างที่ไหนไปเทียบกับพระกฤษณะบ้าง พระแม่มารีบ้าง พระจิตบ้าง สยองว่ะ
“รามนี่ไม่รู้จักโรแมนติกเลย! ชาตินี้จะหาแฟนไม่ได้คอยดูเถอะ” นี้เหรอคำพูดที่ออกมาจากแม่พิมพ์ของชาติ! “การอุปมาอุปไมยคือวรรณศิลป์ที่สวยงาม เปรียบคนรักเป็นพระเจ้าให้สูงที่สุด โรแมนติก ฉันโชคดีจังที่เรียนมาสายนี้” แล้วน้าเพ็ญก็หัวเราะโฮะๆ ไปปลื้มกับผลงาน(ถือวิสาสะ)ร่วมของตัวเองกับแอชลีย์ต่อ ทีงานของเด็กไม่เห็นพูดแบบนี้บ้างเลย!

แอชลีย์รู้