หน้าโรงหนังพาวิลเลี่ยน เด็กหนุ่มในชุดเครื่องแบบนักเรียนมัธยมปลายดึงเนคไทของเขาให้หลวม พนักงานขายตั๋วหลังเคาท์เตอร์ยื่นบัตรส่งให้เขาก่อนหันหลังกลับไปคุยโทรศัพท์ ไม่ได้สนใจแม้คนซื้อจะอายุไม่ถึงเรท

      นักเรียนมัธยมเดินไปซื้อป๊อปคอร์นรสเค็มถุงใหญ่สุดหอบเข้าโรงหนัง หนังเริ่มฉายไปได้สักสิบนาทีแล้ว เด็กหนุ่มก้าวยาวๆ โผเข้านั่งที่นั่งแถวบนสุด เขาชะเง้อหน้ามองไปรอบๆ เก้าอี้ข้างหน้าว่างเปล่า มีเพียงร่างของชายคนหนึ่งที่นั่งดูหนังถัดต่อไปจากเขา

      บนจอเงินฉายหนังเกรดบีเลียนแบบหนังของแควนติน ทารันทิโน่ ผสมกับเจมส์ บอนด์ พระเอกเป็นคนอเมริกันที่ต้องกู้โลกอย่างไร้เหตุผล โรงหนังพาวิลเลี่ยนเป็นโรงหนังชั้นสองของกรรมกรในเมือง ฉายแต่หนังทุนต่ำเลียนแบบหนังใหญ่บ้าง หนังอินเดียบ้าง อย่างดีที่สุดก็เป็นหนังฮอลลีวู๊ดฟอร์มยักษ์ที่ออกโรงใหญ่ไปเป็นเดือน ทุกบ่ายวันพุธจะมีโปรโมชั่นพิเศษจ่ายแค่สี่ปอนด์ดูได้ตลอดบ่าย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครมาดูหนังเวลานี้อยู่ดี

      “การหนีเรียนมาดูหนังตอนบ่ายเป็นเรื่องที่อนาคตของสหราชอาณาจักรไม่ควรทำ” ชายหนุ่มผู้ชมอีกคนพูดขึ้นมาในความมืด เขานั่งไขว่ห้าง แสงจากห้องฉายหนังส่องใบหน้าฝากนึงของเขาให้เห็นรางๆ
      “การคุยในโรงหนังก็เป็นมารยาทที่ไม่ดี” เด็กหนุ่มสวนกลับ ไม่ละสายตาจากจอหนัง เขาไม่มีอารมณ์เสวนากับคนแปลกหน้า 
      “มันจะไม่ดีต่อเมื่อมีคนอื่นอยู่ในโรงหนัง เท่าที่ผมเห็น...” เด็กหนุ่มเห็นคนข้างๆมองไปรอบ “ไม่มีใคร.. ต่างประเด็นกัน ที่โรงเรียนมีอาจารย์คอยคุมอยู่หน้าประตูตลอดเวลา เธอจึงไม่สมควรอยู่ที่นี้ โรงหนังปล่อยเด็กหนีเรียนเข้ามาดูหนังรอบบ่ายได้ยังไง?”

      เด็กหนุ่มจ้วงหยิบป๊อปคอร์น ปล่อยให้ตาแก่ ใช่ ถึงจะฟังเสียงดูหนุ่มเขาก็จะเรียกว่าตาแก่ พล่ามต่อไป

      “ขอกินป๊อปคอร์นด้วยได้ไหม?”

      ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจปนรำคาญ แต่เจ้าของป๊อปคอร์นก็ส่งถุงป๊อปคอร์นให้คนขอ เพื่อนผู้ชมยื่นมือหยิบขนมเข้าปาก

      “เค็มจัง” เขาบ่น เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ต้องการข้าวโพดคั่วอีก

      หนังมาถึงฉากเลิฟซีน พระเอกกับนางเอกอยู่ด้วยกันตามลำพังหลังหนีออกมาจากที่คุมขัง เพลงประกอบขึ้น พวกเขาจูบกัน มีเซ็กส์กันในที่ลับตาผู้คน “สำเนียงคุณเหมือนไม่ใช่คนแถวนี้” เด็กหนุ่มถามคนข้างๆ เขาคิดว่าทำอย่างอื่นคงจะดีกว่ามานั่งดูจากเลิฟซีนที่ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรขึ้นมา
      “น่าประทับใจ.. ปกติไม่ค่อยมีคนฟังออกนะ ความจริงผมผมก็คนแถวนี้แต่อยู่ที่บ้านผมต้องพูดฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่เลยติดๆ สำเนียงฝรั่งเศสมาบ้าง เธอคงไม่เคยเห็นผมตอนกลางวันหรอก เพราะผมทำงานตอนกลางคืน”
       “ทำงานตอนกลางคืน?”
       “ใช่ ขายของทางเน็ต พวกแผ่นเสียงเก่าๆ หนังสือการ์ตูนเก่าๆ ลูกค้าส่วนมากเป็นพวกญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นมีชีวิตเร็วกว่าผมวันนึง ก็เลยต้องทำงานตอนกลางคืน อ๋อ ลืมบอกไป ผมชื่อมาร์เซล ยินดีที่ได้พบ”
       “เหมือนมาร์เซล ดูชอมป์ พวกดาด้า?”
       “อื้อ ประมาณนั้น เผอิญว่าแม่ผมเห็นรูปของเขาตอนท้อง โชคดีที่ผมไม่ได้เกิดมาเป็นผู้หญิงมีหนวดเหมือนโมนาลิซ่าในรูป”
       “ไม่ลำบากเหรอที่ชื่อเหมือนคนดัง?”
       “แล้วเธอชื่ออะไร ?”
       “เอ่อ..ไมเคิล”
       “เซนต์ไมเคิลดังกว่าดูชอมป์เยอะ คนที่ฟิลิปปินส์ก็รู้จัก คนที่บราซิล หรือ คนที่อัฟริกาก็รู้จัก แล้วก็ไมเคิล แจ็คสันด้วย ชื่อของเธอดังยิ่งกว่าชื่อผม ดังนั้นเธอก็น่าจะลำบากกว่าผม แต่น่าแปลกตรงที่.. ผมว่าเดาคงไม่มีใครทักว่าเธอว่าชื่อเหมือนเซนต์ไมเคิลหรือไมเคิล แจ็คสันใช่ไหม?”
       “เพราะว่าชื่อไมเคิลมันโหล”
       “ในประเทศตะวันตก..” มาร์เซลต่อประโยคให้จบ “สถานการณ์ที่คล้ายๆ กันต่างกันเพราะกาละและเทศะ เพราะถ้าเธอชื่อไมเคิลในญี่ปุ่นต้องมีคนทักแน่ๆ”
       ไมเคิลพยักหน้าตาม นึกแปลกใจว่าทำไมบทสนทนามันมาถึงแนวพิลึกแบบนี้ได้

       “อันที่จริงมีคนเพิ่งทักผมว่าชื่อเหมือนดูชอมป์แค่สองคน คนแรกคือครูสอนศิลปะผมตอนม.ปลาย คนที่สองก็เธอ แต่ผมดีใจนะ ผมชอบดูชอมป์ ผมถือว่านั้นเป็นคำชมที่วิเศษ ขอบใจล่ะกัน” มาร์เซลหันมายิ้มให้ไมเคิล แต่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกตเพราะมันมืด
       “คุณเป็นดาด้าเหรอ?”
       “ผมไม่ชอบจำกัดความตัวเอง แต่ถ้าเธออยากเรียกคนที่ชอบดูชอมป์ทุกคนว่าเป็นพวกดาด้าก็เชิญ ผมเป็นดาด้า”
       “คุณเป็นพวกชอบรื้อสร้างว่างั้น?”
       “ไม่..ไม่ใช่รื้อสร้าง ทำลายต่างหาก.. ทำลายของผมคือทำลายทิ้งไม่ให้มีเหลือ อาจจะไม่ใช่การทำลายทั้งหมด อาจเป็นบางส่วน แต่ส่วนที่ถูกทำลายต้องไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่”
       “คุณชอบการทำลาย? การทำลายคืองานศิลปะ ปรัชญาของพวกดาด้าว่าไว้แบบนั้นหนิ”
       “ใช่ เหมือนหนังเกรดบีในหนังรอบกลางวันพวกนี้ ไม่มีพล็อต ไม่มีเหตุผล แค่หยิบปืนขึ้นมา คุณหนูนมโต เล่นเซ็กส์ทั้งเรื่อง ทำลายสปีลเบิร์ก ทำลายสกอเซซี่ ฉีกตำราทำหนังทิ้ง สิ่งที่ได้คือหนังห่วยๆ ที่สนุกที่สุด”

      เด็กหนุ่มหันกลับไปดูหนังต่อ ตอนนี้หัวหน้าตำรวจกำลังสะกดรอยตามคนร้ายด้วยรถปุโรทั่ง ทั้งๆ ที่สมัยนี้ก็ใช้ GPRS ตามตัวคนได้อย่างไม่ยากเย็น หนังเรื่องนี้คือหนังแอคชั่นที่ผู้ชมจะได้ทุกอย่างที่ควรจะได้จากหนังแอคชั่น ตำรวจโง่ๆ พระเอกเหมือนเก่งแต่ความจริงก็โง่ นางเอกเซ็กซี่ไม่มีสมองหวังพึ่งแต่พระเอก และตัวร้ายที่ไม่รู้ว่าจะเลวไปถึงไหน

       “ผมคิดว่าคุณกำลังประชด คุณประชดอะไรอยู่ผมไม่รู้ แต่คุณก็เหมือนดูชอมป์ที่เอาโถส้วมมาเซ็นชื่อ แล้วเอามันขึ้นแกลเลอร์ลี่ คุณดูหนังห่วยๆ แล้วบอกว่ามันเป็นงานศิลปะเพราะคุณอยากประชดนักวิจารณ์ที่ดูหนังหวังกล่อง คุณทำลายโครงสร้างของการดูหนังทิ้งเพื่อประชด”
       “เคยมีคนบอกเธอหรือเปล่าว่าเธอประดิษฐ์คำเก่งนะไมเคิล ลองคิดดูสิ ความรู้สึกของการทำลายล้างมันวิเศษแค่ไหน เป็นสักขีพยานของการล่มสลาย เห็นความเป็นปกติ ความเป็นส่วนรวม ส่วนใหญ่ พังทลายลงตรงหน้า ในขณะเดียวกับที่เธอชื่นชมสิ่งที่เธอทำลายล้าง บอกว่าการทำลายล้างคือจุมพิตของทูตสวรรค์ ทางรอดที่แท้จริงของเหล่าลูกแกะที่โง่เขลา รักและทำลาย ฟังดูเซ็กซี่ดีไหม?”
       “แต่คุณก็ทำลายจริงๆ อะไรไม่ได้ คุณชื่นชมได้แค่เปลือกนอกการเปลือกนอก แต่ทำจริงไม่ได้ ”

        มาร์เซลลุกขึ้นนั่งตัวตรง เขาวางเท้าไปบนพาดตรงเก้าอี้ตรงหน้า เปลี่ยนท่าทางมานั่งเท้าคาง แต่ยังดูหนังอยู่ “ไหนลองว่ามาซิว่าทำไมถึงทำไม่ได้?” สำเนียงฝรั่งเศสของเขาฟังชัดขึ้น

         “คุณอยาก “ทำลาย” ” เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายเตรียมพูดต่อ “ชอบการทำลายล้าง เหมือนพระศิวะ เหมือนภูติขี่ม้าสี่ตนตอนอวสานโลก คุณเป็นแค่มนุษย์คุณทำลายอะไรไม่ได้จริงๆ สิ่งที่คุณทำมันก็แค่เปลี่ยนรูปแบบของสสารอย่างหนึ่งไปเป็นสสารหรือธาตุอีกอย่าง หรือการบอกกับตัวเองว่าในที่สุดคุณก็ทำลายมันได้ ทั้งที่จริงๆ คุณแค่หนีจากสิ่งที่คงอยู่ไปเท่านั้น คุณไม่ได้ทำลาย รูปของพวกดาด้าคือการเปลี่ยนแปลง ทำให้ดูขบขัน แต่ไม่ใช่การทำลาย เพราะมนุษย์ทำลายอะไรไม่ได้”
       “เดี๋ยวตอนจบนางเอกก็โดนพระเอกฆ่าเพราะทรยศเอ็มไอไฟฟ์ ผมถึงว่าเจมส์ บอนด์สนุกกว่าไอ้หนังสายลับพรรค์นี้เยอะ ถึงจะเป็นตอน เฮอ มาเจสตี้ ซีเคร็ท เซอร์วิส ที่จอร์จ ราเซ็นบี้เล่นอยู่ตอนเดียวก็เถอะ เพราะบอนด์ไม่เคยฆ่าสาวบอนด์... ตรงๆ ไม่ฟูมฟายให้พระราชินี”
      “คุณจะสปอยทำไม!” ไมเคิลเลือดขึ้นหน้า ถึงจะเป็นแค่หนังเกรดบี แต่การเล่าตอนจบอย่างไม่มีมารยาทเป็นเรื่องที่เขารับไม่ได้
       “ผมเพิ่งทำลายความสนุกของเธอ ความสนุกของคุณเปลี่ยนรูปเป็นอะไรแล้วล่ะ ไมเคิล? ชายหนุ่มนักทำลายล้างหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย ไมเคิลนั่งกำหมัดแน่นแต่เขาก็ทนดูหนังต่อไปจนจบ หนังเกรดบีที่ห่วยอยู่แล้วกลายเป็นหนังเกรดเอฟเมื่อเขารู้ตอนจบ มาร์เซลลุกจากที่นั่งทันทีเมื่อหนังจบ แต่เด็กหนุ่มนั่งดูเครดิตต่อเพราะเขาอยากกินป๊อปคอร์นให้จบ จนพนักงานประจำโรงหนังเข้ามาเก็บขยะเขาถึงออก

       มาร์เซลยังคุยโทรศัพท์มือถืออยู่หน้าโรงหนัง ไมเคิลมองดูชายหนุ่ม เห็นรายละเอียดที่เขาไม่ได้เห็นในโรงหนัง ใบหน้าที่จัดว่าดี ตาสีเทา ผมสีดำเกินธรรมชาติ เสื้อบอลทีมเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์กับกางเกงยีนส์ แหวนวงใหญ่บนนิ้ว เจาะหู เขาเป็นคนฝรั่งเศสมากกว่าคนอังกฤษ
       “ผมไม่เคยยินคนพูดฝรั่งเศสเร็วขนาดนี้มาก่อน ขนาดครูที่โรงเรียนยังไม่พูดเร็วขนาดนี้” เด็กหนุ่มกล่าวหลังมาร์เซลวางโทรศัพท์
        “ผมต้องหย่าศึกในครอบครัวบ่อย ปู่กับตาผมไม่ค่อยถูกกัน.. ก็แบบว่า อังกฤษกับฝรั่งเศสนี่นา สิ่งที่คนอังกฤษเกลียดมากกว่าราชวงศ์ห่วยๆ กับอากาศแย่ๆ ก็คงเป็นคนฝรั่งเศส” ชายหนุ่มเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า “จะมาอีกไหม?” เขาถามไมเคิล
        “ผมไม่อยากโดดเรียนอีก ผมโดนทันฑ์บนมาสองรอบแล้ว ถ้าผมโดนอีก..ผมโดนไล่ออกแน่..”
       “ไม่ชอบไปโรงเรียนสินะ”
       “โรงเรียนคือโรงงาน.. ผมคือตุ๊กตาบนสายพานให้พวกครูใช้กาวติดหูติดตาติดแขนขา”
       “เธออยู่เกรดอะไร?”
       “เกรดสิบ”
       “เกรดสิบเองเหรอ?”มาร์เซลยืนกอดอก เขามองไมเคิลด้วยสายตาครุ่นคิด
       “มีอะไร?”
       “กำลังคิดอยู่ว่า...ถ้าเธอไม่กลับบ้านคืนนี้ พ่อแม่เธอคงแจ้งตำรวจตามหาตัวให้ว่อน”
       “แล้วถ้าคุณโดนจับได้ คุณก็จะโดนข้อหาพรากผู้เยาว์ และอย่างอื่น...”

       มาร์เซลหัวเราะลั่นเมื่อได้ยินเด็กหนุ่มพูดอย่างนั้น ส่วนไมเคิลยิ้มย่องราวกับตัวเองเป็นผู้ชนะ “ทีหลังคิดก่อนพูดด้วย ผมยังไม่ได้บอกว่าผมจะทำอะไร” เขาแทบสำลักเสียงหัวเราะตัวเอง “ใช่ ถึงผมจะเป็นชายหนุ่มผู้หลงใหลดาด้าและการทำลายล้าง แต่ผมคงไม่ยอมให้ตัวเองถูกทำลายเพราะกฎหมายประเทศนี้.. แล้วเธอ... เธอคิดว่าเธอ..ไม่ใช่สิว่าเราจะไปไหนต่อดี”

       “กลับไปในโรงหนัง”
      “ทำไมล่ะ?”

      เด็กหนุ่มยักไหล่ เขาคิดคำตอบไว้ในหัวแต่แรกแล้ว

      “ก็ในโรงหนังมันมืดไม่ใช่เหรอ?”

---------------------------------------------------------

This short story was inspired by “The Dark of The Matinee” by Franz Ferdinand

Dada, Dadaism (ดาด้า) – ศิลปะแขนงหนึ่งในช่วงยุคก่อนสงครามครั้งที่หนึ่ง เกิดขึ้นครั้งแรกที่เมืองซูลิค ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นศิลปะที่ “ต่อต้านศิลปะ” เพื่อแสดงออกถึงการต่อต้านสงคราม และปัญหาสังคมอื่นๆ
Marcel Duchamp (มาร์เซล ดูชอมป์) – ศิลปินแนวดาด้าชาวฝรั่งเศสที่ดังที่สุดคนนึง ผลงานเลื่องชื่อคือภาพ L.H.O.O.Q ซึ่งเป็นการเอารูปโมนาลิซ่าของดาวินซี่มาติดหนวด และ Fountain โถส้วมเซ็นชื่อ
ภูติขี่ม้าสี่ตน = The Four Horsemen of the Apocalypse เป็นทูติสวรรค์ที่จะมาตอนโลกถูกทำลายตามคัมภีร์ไบเบิ้ล

Sheffield Wednesday - ทีมฟุตบอลแห่งเมืองเชฟฟิลด์ ผมชอบชื่อทีมนี้มาก เมื่อก่อนยังอยู่พรีเมียร์ลีก เดี๋ยวนี้ตกชั้นไปไหนแล้วหว่า??

เกี่ยวกับฟิคนี้... แบบว่า ผมอยากเขียนเรื่องเซ็กซี่นิดๆ อีโรติกหน่อยๆ ไม่รู้เรื่องมากๆ แต่สุดท้ายแล้ว มันจะมีแต่ความไม่รู้เรื่องนะเนี่ย -"- โดยส่วนตัว ชอบคาแรคเตอร์ของมาร์เซลมากๆ (ที่ปรึกษาอาวุโสของผมท่านหนึ่งบอกว่า อ่านออกเสียงมาร์เซลแบบปารีส ตรง "ร์" ให้ออกเสียงเหมือนเอาลีสตอลีนกลั้วปาก... ไปโน้น) ไม่รู้ทำไม เขียนเองชอบเอง มาร์เซลคิดยังไงก็พูดแบบนั้น ไม่ค่อนกั๊ก แม้เป็นเรื่องเรท ฉ ก็พูดตรงๆ เป็นตัวละครแนวๆ อีกตัวที่ผมชอบเหะ 

อ่านไม่รู้เรื่องเหรอ... เอ่อ..ผมก็อ่านไม่รู้เรื่องครับ...

นิดหน่อย... มาตรา 317 ประมวลกฏหมายอาญา ราชอาณาจักรไทย ผู้ใด โดยไม่มีเหตุอันควรพรากเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ไปจากบิดามารดา ต้องโทษจำคุก..... แม้เด็กจะยอมหรือไม่ก็ยังผิดอยู่ดี  จะชวนไปแค่ดูหนังก็ผิด เพราะกฏหมายนี้คุ้มครองอำนาจปกครองของพ่อแม่ไม่ใช่ตัวเด็ก ระวังไว้ด้วยเน้อมาร์เซล!! (เอ๊ะ เรื่องนี้มันเกิดในอังกฤษนี่หว่า) เปิดใน Wiki อังกฤษเพิ่งออกกฏหมายเกี่ยวกับความผิดทางเพศใหม่เมื่อปี 2003 นี่เอง ออกเป็น พ.ร.บ. เฉพาะซะด้วย (ประเทศ Common Law ไม่ค่อยออก พ.ร.บ. เฉพาะเท่าไหร่ ถ้าไม่ใช่เรื่องที่ต้องเฉพาะทางจริงๆ) น่าสนใจดีครับ

อ่ะ กูพล่ามเรื่องอะไรเนี่ย สงสัยใกล้สอบแน่เลย T_T

ป.ล. นิวคาสเซิล..แพ้อีกแล้วเหรอ... 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เซกซี่นะคะ เซกซี่ตรงบทสนทนา แต่อีโรติกมั้ยนี่ไม่ทราบ

สงสัยคุณมาร์เซลต้องร้องเพลงนี้แล้วล่ะ "เด็กมันยั่วเลยหลวมตัวไปหน่อย~"

#1 By Aijou~ on 2008-05-07 08:09

....เราจะไปไหนต่อดี”

“กลับไปในโรงหนัง”
“ทำไมล่ะ?”

เด็กหนุ่มยักไหล่ เขาคิดคำตอบไว้ในหัวแต่แรกแล้ว

“ก็ในโรงหนังมันมืดไม่ใช่เหรอ?”


อิฉันแทบกู่ไม่กลับ

#2 By เซ็งไก่ on 2008-05-07 15:53

ฮ่าๆๆ
สิ่งที่คิดตอนนี้คือ
มันไม่แปลกที่จะมีคนบ้าๆสองคนมาเจอกันและคุยกัน
แต่อะไรที่ให้พวกเขาแตกต่างกันนะ

รู้สึกขำตรง >>>
“ขอกินป๊อปคอร์นด้วยได้ไหม?” มากๆเลย ไม่รู้ทำไม ฮ่าๆๆ

ตอนจบกวนตีนเชียว

ค้นข้อมูลอลังการมากคับโซ *ปรบมือ*

ผมว่า (แอบทางการนิดนึง คุๆ...) ผมว่ามันล้นๆนิดหน่อยนะ ตอนอ่าน เหมือนบทสนทนามันเยอะแยะไปนิด แต่มันอาจจะพอดีแล้วก็ได้สำหรับคนอื่น

ที่ชอบมากๆคือการให้รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ
ทีมองเิผินๆแล้วไม่สำคัญทั้งหลายให้มันประกอบกันเป็นรูปเป็นร่างไปเองอะ
มันทำให้รู้สึกลื่นไหลและเท่ เช่นแถวๆที่เล่าว่าหนังเป็นยังไง
เอ่อ ไม่รู้สิ เหมือนตรงข้ามกับที่บอกว่ามันดูล้นๆ
มันดูเรื่อยๆและเนียนดี

จบจ้า *เต้น*
อ่านสนุกดีนะคะ เราชอบตรงบทสนทนาที่ชักนำเอาคนอ่านรู้ข้อมูลที่พวกเขาสองคนรับรู้มาก่อน โดยที่คนอ่านไม่รู้มาก่อน ... คือมันไม่ถึงกับไม่รู้เรื่องน่ะ เข้าใจนะว่าพวกเขาพูดอะไรกัน

ทั้งที่ไม่รู้จักคนประเภทนี้มาก่อน แต่ในที่สุดก็คนอ่านถูกทำให้รู้จักตัวละครตั้งแต่แรกๆของบทสนทนา ซึ่งถือว่าเร็วมากๆสำหรับเรื่องสั้นขนาดนี้

เราว่าเซ็กซี่ดีน้า แค่พล็อตเจอในโรงหนังก็เซ็กซี่แล้ว เราคิดว่าถ้าตั้งใจจะอีโรติกคงต้องทำให้ความสัมพันธ์ยิ่งฉาบฉวยกว่านี้หน่อย แปลกหน้า เปี่ยมอารมณ์ ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ~ (บ้า) open-mounthed smile

#4 By เห็ด rosy on 2008-05-07 20:01

เซ็กซีดีค่ะ ชอบบทสนทนาในโรงหนัง

อ๊า...ประโยคสุดท้าย จิ้นไปไกลเลย cry

สนุกดีอ่ะ รออ่านเรืองต่อไป surprised smile

#5 By บี (202.139.223.18) on 2008-05-07 21:01