[Book Review] ดาไซ โอซามุ "นินเง็น ชิกคะคุ" ชีวิตแ-งสิ้นหวัง
posted on 13 Jul 2008 13:59 by bosie in Book
ถ้าใครได้ดูหรืออ่านการ์ตูนเรื่อง ซาโยนาระ คุณครูผู้สิ้นหวัง หรือ
ซาโยนาระ เซ็ทซึโบเซ็นเซย์ คงได้เห็นว่าจะมีนิยายเรื่องนึงที่
คุณครูโนโซมุ ตัวเอกของเรื่องยกไว้เป็นนิยายเรื่องโปรด
และบอกว่าตัวเอกของนิยายเรื่องนี้แหละคือต้นแบบของตัวเอง
หนังสือเล่มนั้น มีชื่อว่า "นินเง็น ชิกคะคุ" หรือ "No Longer Human"
โดยนักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนนึงแห่ง ศตวรรษที่ 20
นามว่า ดาไซ โอซามุ ครับ
เนื้อเรื่องนั้นใช้บุรุษที่หนึ่ง
พระเอกของเรื่องบรรยายชีวิตตัวเองแบ่งเป็นบันทึกสามเล่ม
สามตอนของช่วงชีวิตที่ต้องเผชิญกับความสิ้นหวังและด้านมืดของชีวิตอยู่ตลอด
เวลา
พระเอกของเรื่องใช้ชีวิตตั้งแต่วัยเด็กด้วยความรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่มนุษย์
หรือไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสังคมมนุษย์
ทุกวันที่มีชีวิตอยู่นั้นเขาต้องแกล้งทำเป็นเสแสร้งทำเป็น "ตัวตลก"
ของเพื่อนๆ ที่โรงเรียน และคนในครอบครัว ทั้งๆ
ที่ความจริงแล้วตัวเอกแอบเก็บกดข้างใน
และไม่เคยบอกใครให้รู้ว่าเขาเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศโดยคนงานและ
สาวใช้ในบ้าน
ชีวิตของตัวเอกยิ่งสิ้นหวังเมื่อขึ้นมัธยมปลาย ใช้ชีวิตอย่างเหลวแหลก
ละทิ้งการเรียน และเข้ารวมกับพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเสแสร้งๆ
จนที่บ้านตัดขาด
ฃมาถึงจุดต่ำสุดเมื่อเขาได้มีสัมพันธ์แม่ม้ายคนนึงที่สามีตายในสงคราม
ทั้งคู่ตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดน้ำด้วยกัน แต่มีคนช่วยเขาไว้ได้
ในขณะที่แม่ม้ายตาย
หลังจากพยายามฆ่าตัวตาย
ตัวเอกก็อยู่กับความรู้สึกผิดที่เป็นต้นเห็นให้ผู้หญิงตายและอยู่กับความคิด
ที่จะฆ่าตัวตายมาตลอด เขาได้แต่งงานกับเด็กสาวอายุ 17
ที่ในภายหลังก็ไปเป็นชู้กับเพื่อนบ้าน
ตัวเอกเลยสิ้นหวังจนถึงที่สุดกลายเป็นคนติดเหล้าและมอร์ฟีน
เขาไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว...
แน่นอน ว่าบันทึกสามเล่ม เป็นอัตชีวะประวัติ หรือ จะเรียกว่าพินัยกรรม
ของตัวดาไซเอง (เพราะอีกไม่นานหลังจากนั้น
ดาไซก็กระโดดน้ำฆ่าตัวตาย)หนังสือเล่มนี้คือความมืดหม่นของจริง
มิใช่ความมืดมนเอาให้ขำแบบเซ็ทซึโบ เซ็นเซย์ (เอาเป็นว่า
เป็นด้านสว่างของความมืด แต่หนังสือของดาไซคือ ยามิกำลังสอง
มืดของมืดล่ะกัน)
มีหลายครั้งที่ผมอ่านคำพูดของตัวเอกแล้วรู้สึกว่ามัน non sense
หรือไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเอกจะต้องแคร์กับเรื่องไม่เป็นเรื่องด้วย
แต่ก็นั้นแหละ
สิ่งที่ตัวเอกได้ทำและประสบเป็นความตกต่ำระดับสูงสุดที่มนุษย์คนนึงจะสามารถ
พบได้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจะมองโลกในแง่ร้ายอย่างถึงที่สุด
และแสวงหาทางออกให้ตัวเองด้วยการฆ่าตัวตายตลอด
หนังสือจับภาพชีวิตของสังคมญี่ปุ่นในช่วง ปี 1930
ที่วัฒนธรรมตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่ญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี
ทั้งความเชื่อเรื่องศาสนาคริสต์ในหมู่ชนชั้นสูง
และมีการพูดถึงนักเขียนชาวตะวันตกหลายคน ก็อดคิดไม่ได้ว่า ที่หลังๆ
ชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นขึ้นมา
เพราะว่าเขาสามารถเอาอิทธิพลของตะัวันตกมาใส่้ในของตัวเองได้อย่างเนียนนี้
เอง
ผมแนะนำว่า ก่อนที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้
ขอให้ทุกคนอ่านหนังสือที่สดใสสีชมพูดมาก่อนสักสามเล่ม
ถึงจะเอามาทดทานกับความสิ้นหวังของดาไซได้ เพราะมันหม่นมาก
อ่านแล้วรู้สึกเหนื่อยความคิดและชีวิตของของตัวเอกจริงๆ
แต่ถ้าใครอยากรู้ต้นแบบของ อ.โนโซมุ
หรืออยากลองอ่านทิศทางของวรรณกรรมญี่ปุ่นยุคหลังจบสงครามใหม่ๆ ก็เชิญครับ
ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
อ้อ หนังสือเล่มนี้ เป็นวรรณกรรมที่ขายดีเป็นที่สองในญี่ปุ่น
รองจากนิยายเรื่อง "โคโคโระ" ของโซเซกิ นัทซีเมะ
นักเขียนที่อยู่บนแบงก์พันเยนของญี่ปุ่นครัีบ


ป.ล. แต่ว่า ตอนอ่านแล้ว ถึงจะบอกว่า
อ.โนโซมุได้ต้นแบบมาจากตัวเอกของหนังสือ แต่ผมก็จิ้นไม่ถึงจริงๆ
อ.โนโซมุฮาและน่ารักเกินไปครับ อิๆ
ป.ล.2 ไหนบอกว่า จะอ่านหนังสือที่มันสดใสๆ ไงเล่า!!

เอาไว้แก้โรคสิ้นหวัง
#1 By เทราสเฟียร์ เอล เซราฟีเตอร์ on 2008-07-13 14:38