Republican Nostalgia
ตอนที่ 3 - ดอกไม้ริมหน้าต่าง      

          เช้าวันนี้ โจเซฟีนนั่งรถเมล์ไปโรงเรียนตอนเจ็ดโมงเช้าอยู่ทุกวัน แต่แทนที่เธอจะเปลี่ยนรถสายยี่สิบเก้าต่อไปโรงเรียน เธอกลับต่อรถเมล์สายหก มุ่งหน้าไปทางอื่น
        โจเซฟีนลงป้านหน้าตึกแถวตึกหนึ่ง ป้ายข้างหน้าเขียนตัวหนังสือหลากสีตัวใหญ่ว่า “สำนักพิมพ์ต้นสน สื่อการเรียนเพื่อเยาวชนรุ่นใหม่”
         เด็กสาวเปิดประตูกระจก แล้วเดินเข้าไปคุยกับพนักงานหญิงที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ สักพักคุณลุงวัยหลางคนคนหนึ่งก็เดินออกมาต้อนรับเธอ ทักทายเธออย่างเป็นกันเอง
        “ไง หนูโจเซฟีน คุณพ่อสบายดีไหม?”
        “ค่ะ สบายดีค่ะคุณลุง แล้วคุณลุงสบายดีไหมคะ?”  
        “สบายมาก!” ชายวัยกลางคนทุบอก “นี่ เดี๋ยวช่วยเสริฟน้ำชากับเค้กให้แขกที่ห้องทำงานให้ฉันหน่อยนะ” เขาบอกหพนักงานหญิง คุณไพน์นี่เจ้าของสำนักพิมพ์เป็นเพื่อนสนิทของคุณแดนตั้น เขาจึงต้อนรับโจเซฟีนลูกสาวของเพื่อนสนิทเป็นอย่างดี
        ผนังห้องทำงานของคุณไพน์นี่ติดรูปครอบครัว และภาพหน้าปกของหนังสือเด็กสร้างชื่อให้สำนักพิมพ์ต้นสน โจเซฟมองไปที่หน้าปกรูปรูปหนึ่ง คุ้นตาว่าเคยอ่านหนังสือเรื่องนี้ที่ไหนมาก่อน
        “เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า” คุณไพน์หยิบแฟ้มใบหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะ เขาเปิดแฟ้มออก เอารูปวาดต้นฉบับ ลายเส้นเป็นภาพนิทานเด็กมาวางตรงหน้าโจเซฟ “ลุงอ่านต้นฉบับนิทานภาพที่หนูส่งมาให้จบแล้วล่ะ”
        “เหรอคะ! แล้วคุณลุงว่าเป็นไงบ้างคะ!” โจเซฟถามอย่างตื่นเต้น
        “ลุงว่าหนูวาดรูปสวยนะ เนื้อเรื่องก็สนุกดี โดยเฉพาะเรื่องเจ้าชายกับมะเขือเทศพูดได้เนี่ยลุงชอบมาก” เจ้าของสำนักพิมพ์ลูบหนวดที่หยาบคล้ายใบต้นสน “แต่...” เขาขมวดคิ้ว มีบางอย่างผิดปกติ”
        “แต่ว่าอะไรเหรอคะ?”
        คุณไพน์นี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาแน่ใจว่าคำพูดที่จะพูดต่อไปนี้คงไม่ถูกใจนักเขียนตัวน้อยตรงหน้าเขาแน่ “แต่ว่าลุงคงพิมพ์ให้ไม่ได้...”  
        “ทะ..ทำไม..ล่ะคะ..?”
       “จะว่ายังไงดีล่ะ ตัวละครมันไม่ขาย..”
       “เจ้าชายเจ้าหญิงน่ะเหรอคะ?”
       “อื้อ ตัวละครที่เป็นเจ้าหญิงเจ้าชายนี่แหละ
       “มันจะไม่ขายได้ยังไงล่ะคะ เด็กๆ ก็น่าจะชอบเรื่องเทพนิยายนี่คะ” โจเซฟหยิบภาพวาดตัวเองขึ้นมาดู รูปของเจ้าชายหน้าตาน่ารักวาดด้วยสีเทียนของเธอไม่มีอะไรผิดพลาด ทั้งมงกุฎ ทั้งดาบ ทั้งชุด ทั้งม้าสีขาว ทุกอย่างก็ดูงดงามสมเป็นเจ้าชายดีไม่ใช่หรือ?
      “เด็กที่อื่นน่ะใช่ แต่ไม่ใช่ประเทศนี้ ถ้าหนูเปลี่ยนเจ้าชายเจ้าหญิงเป็นนักปฏิวัติหนุ่มกับกรรมกรสาว ต่อสู้พระราชาใจโหดล่ะไม่แน่”
      “อย่างนั้นมันก็ไร้จินตนาการสิคะ!” โจเซฟค้านหัวชนฝา ไม่มืทางเลยที่เธอจะเขียนเรื่องไร้รสนิยมแบบนั้นแน่
      “ใช่ ไร้จินตนาการ แต่เทพนิยายแบบนี้น่ะก็คงขายได้แต่พวกคนแก่ๆ ที่คิดถึงวันคืนเก่าๆ ก่อนการปฏิวัติแห่งสาธารณรัฐเท่านั้นล่ะ อีกอย่าง ยุคนี้ สถานการบ้านเมืองเป็นแบบนี้ ถ้าพิมพ์หนังสือเรื่องราชวงศ์มากๆ ถึงจะเป็นแค่นิทานเด็กก็เถอะ ก็อาจจะถูกสันติบาลเพ่งเล็งเอา”
      “เรื่องแบบนั้น หนูไม่เห็นจะเคยได้ยินเลย”
      “พวกนี้ร้ายกว่าที่เราคิดเยอะ” คุณไพน์นี่ถอนหายใจ “ลุงพิมพ์ให้หนูไม่ได้หรอก มันเสี่ยงเกินไป เพื่อนของลุงแค่ทำการ์ตูนหยอกพวกนักการเมืองในรัฐบาลยังโดนตามตัวถึงที่บ้าน”
      “ตะ..แต่ว่า..คุณยาย..” โจเซฟเกือบจะตะโกนเสียงดังออกมาแล้วว่าเธอต้องการเงินไปรักษาคุณยายแค่ไหน จะให้กราบกรานเจ้าของสำนักพิมพ์ให้ยอมพิมพ์นิยายภาพของเธอก็ได้ จะยอมให้เธอจะให้ทำงานพิเศษอะไรเธอก็ยอม แต่เมื่อคิดถึงพวกสายลับที่จะมารื้อค้นสำนักพิมพ์ต้นสนเพื่อหาตัวคนร้ายผู้คิดทรยศต่อสาธารณรัฐแล้ว เธอก็ไม่อยากให้คุณไพน์นี่กับครอบครัวต้องเดือดร้อนเพราะความดื้อรั้นของเธอเลย
       "ลุงต้องขอโทษจริงๆ ฝากความคิดถึงถึงคุณพ่อด้วยนะ” คุณไพน์นี่กล่าวอำลาแล้วคืนต้นฉบับนิทานภาพให้โจเซฟ เขาดูเสียใจที่ทำตามคำขอไม่ได้
โจเซฟเดินมารอรถเมล์ที่ป้ายเดิม แต่ก่อนที่เธอ เธอโยนต้นฉบับของนิทานภาพทั้งหมดทิ้งลงถังขยะ มันไม่ค่าอะไรสำหรับเธออีกต่อไปแล้ว   

---------------------------------------

      “คิดยังไงถึงโดดเรียนคาบเช้าเนี่ย! คาบสังคมเช็คชื่อด้วยนะ!” แซลลี่แผดเสียงดังลั่นช่วงพักเที่ยง
      "ไปทำธุระสำคัญมาน่ะ” โจเซฟนั่งลอกการบ้านวิชาเลขจากสมุดของแซลลี่อยู่ที่โต๊ะข้างๆ  
      “คนเขาถามดีๆ ไม่ยอมตอบเดี๋ยวไม่ให้ลอกซะหรอก” แซลลี่ดึงสมุดออกจาก
      “เค้าล้อเล่นหรอกน่า! ไปย้อมผมแล้วสีมันออกมาไม่ดีแล้วต้องแก้ใหม่อยู่นานตะหากอ่ะ” โจเซฟตะปบสมุดกลับคืน เธอไม่อยากบอกเรื่องที่เธอไปขอให้สำนักพิมพ์พิมพ์นิทานหาเงินเพราะไม่อยากให้ยัยแซลลี่ขี้เป็นห่วงต้องคอยเป็นห่วงเธอไม่เป็นอันเรียน
      “แล้วก็เลยออกมาเป็นนกแก้วมาร์คอ เชื่อเค้าเล้ย” แซลลี่มองหัวสีชมพูปนเขียวของโจเซฟอย่างเหยียดๆ จากนั้นก็หันไปนอกหน้าต่าง ทันใดนั้นก็ชี้ไม้ชี้มือร้องเสียงหลง “อุ๊ นั่น เจ้าชายของเธอนี่นาโจเซฟีน!”
ที่สนาม นักเรียนชายกลุ่มใหญ่กำลังเล่นรักบี้กันอยู่ นักเรียนชายคนหนึ่งใส่เสื้อลายขวางสีแดงขาดดำ แย่งลูกออกมาแล้วเตะทำคะแนนให้ทีมอย่างสวยงาม เพื่อนร่วมทีมร่วมแสดงความยินดีกับเขา เขาหันมาทางอาคารเรียน โบกมือให้แซลลี่และโจเซฟที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง
     “รุ่นพี่โรแรงค์โบกมือให้ด้วยล่ะ!”  แซลลี่เรียกโจเซฟดูชายหนุ่มร่างสูงคนนั้น โจเซฟโบกมือกลับ อมยิ้มแค่เพียงเล็กน้อย ถึงแม้เธอจะดีใจที่รุ่นพี่โรแรงค์ คนที่เธอแอบปลื้มโบกมือให้เธอ แต่เธอก็ไม่อยากร่วมแก๊งถ้ำมองเด็กผู้ชายเหมือนกับแซลลี่หรอก อย่างแซลลี่น่ะ มีคนเดียวไว้เป็นเรื่องฮาฆ่าเวลาก็พอแล้ว
     “รุ่นพี่โรแรงค์เท่ที่สุดเลย!”
     “เอ๊ะ เมื่อวันก่อนเธอยังพูดว่ากาฟรีโล ฟีเดล เท่ที่สุดในโรงเรียนอยุ่เลยไม่ใช่เหรอ?”
     “ความเท่ของผู้ชายน่ะมันต่างกัน ลูกชายท่านประธานาธิบดีน่ะเขาเรียกเท่แบบผู้ดี ส่วนรุ่นพี่โรแรงค์น่ะเขาเรียกว่าเท่แบบเด็กแนว อ๊ะ รุ่นพี่โรแรงค์ได้ลูกแล้ว!”
แซลลี่คงจะโหวกเหวกไม่ยอมหยุดแน่ถ้า ครูสอนวิชาการเขียนเดินเขามาพร้อมหนังสือเป็นตั้งในมือเสียก่อน
     “เอ้า เรียนกันได้แล้ว ครูหวังว่าพวกคุณคงไม่ลืมเรียงความการบ้านที่ครูสั่งไปทำเมื่ออาทิตย์ก่อนนะ!” คุณครูวัยใกล้เกษียณพูดเสียงแหลม
      “ระ..เรียงความอะไรอ่ะ...?” โจเซฟกระซิบหาแซลลี่ เธอกำลังพล่าน
      “ก็เรียงความเรื่องความฝันของฉันไงเล่า”
      “หา?”
      “ไม่ได้จดอะไรไว้เลยอีกล่ะสิ.. นี่แหละน้า..ผลของการชอบงีบในห้องเรียน!”
      “ตรงนั้นน่ะ มีอะไรกัน?” คุณครูจอมเฉียบหันตามเสียง “ไหน? แดนตั้น? ท่าทางเรียงความเธอคงจะเสร็จแล้ว ช่วยอ่านให้เพื่อนๆ ฟังหน่อยได้ไหม?”
      “เอ่อ...คือว่าหนู..”
      “อย่าบอกนะว่าเธอไม่ได้เขียนมา แดนตั้น ครั้งที่แล้วเธอก็ไม่ได้ส่งการบ้านแต่งกลอนนะ ถ้าเธอไม่ส่งงานอื่น เธอได้ซ่อมกับฉันตอนซัมเมอร์นี้แน่
      ก็ฉันไม่ชอบแต่งกลอนนี่ยะ! โจเซฟประท้วงอยู่ในใจ“ค่ะๆ หนูจะอ่านแล้วค่ะ” เธอหยิบกระดาษเปล่า ลุกขึ้นแล้วทำท่าเป็นอ่าน
       “อ่ะแฮ่ม...” โจเซฟกระแอม แซลลี่และนักเรียนทั้งห้องรู้จักพรสวรรค์ของโจเซฟดี ว่าโจเซฟนั้นคือนักแต่งเรื่องตัวเอ้ แค่มีกระดาษเปล่าก็เล่าเรื่องเป็นวักเป็นเวได้แล้ว
       “หน้าห้อง แดนตั้น” คุณครูสั่ง ทุกคนยิ้ม อยากจะหัวเราะใส่คุณครูที่กำลังโดนหลอกให้ได้
       “อ่ะแฮ่ม”โจเซฟออกมาหน้าห้องเตรียมตัวอีกที  “ฉันไม่ชอบเขียนเรียงความเลย ฉันไม่ แต่ถ้าถามฉันตอนนี้ ก่อนที่จะไปที่ความฝัน ฉันของเล่าถึงแรงบันดาลใจของฉันความฝันของฉันก่อน ครอบครัวของฉันมีสมาชิกทั้งหมดสี่คน พ่อ แม่ น้อง แล้วก็ฉัน... เอ่อ... และฉัน” เธอเปลี่ยนคำใหม่ไม่ให้ฟังดูเป็นภาษาพูดเกินไป
       “เราอาศัยอยู่กันในบ้านหลังเล็กๆ แต่อบอุ่น พ่อของฉันเป็นนักแสดงละครใบ้อิสระ แสดงอยู่ บางทีพวกคุณอาจจะได้เห็นพ่อฉันแสดงอยู่ที่สวนสาธารณะในเมืองก็ได้ ส่วนแม่ของฉันเป็นแม่บ้านแล้วก็ทำงานตัดเสื้อให้พ่อใช้แสดงอยู่ที่บ้าน น้องของฉันตอนนี้เรียนอยู่ ม.1 โตขึ้นเขาฝันอยากเห็นหมอ ฉันชอบล้อว่า น้องชายของฉันเป็นหมอไม่ได้แน่นอน เพราะแค่ตบยุงแล้วเห็นเลือดเขาก็แทบจะลมจับ”
       “ฉันเติบโตขึ้นมากับการแสดงของพ่อ เสียงหัวเราะของคนในครอบครัว พ่อกับแม่ของฉันเป็นศิลปินที่วาดฝันยิ่งสวยงามได้ด้วยมือตัวเอง ฉันได้แรงบันดาลใจมาจากพ่อกับแม่มาก ฉันก็เลยอยากสร้างโลกแห่งความฝันให้ทุกๆ คนมีความสุข”
       “ความฝันของฉันคือการเป็นนักเขียน ฉันชอบเขียนนิทานภาพ ฉันวาดรูปไม่เก่ง วาดภาพของฉันเหมือนภาพเด็กวาด แต่ว่าเพราะภาพของฉันเหมือนภาพของเด็ก ฉันเลยคิดว่าภาพวาดกับนิทานของฉันน่าจะคิดถึงเด็กๆ ได้ดีกว่า”
       “ฉันชอบวาดเรื่องเกี่ยวกับเจ้าชายเจ้าหญิง เพราะฉันชอบเรื่องเทพนิยายมาตั้งแต่เด็กๆ ฉันชอบนิทานของพี่น้องตระกูลกริมม์ นิทานของฮัน คริสเตียน แอนเดอร์สัน ฉันชอบเรื่องราวการเสียสละ บรรยากาศสวยงาม ทุกคนแต่งตัวกันอย่างหรูหรา อาจจะฟังดูเพ้อฝันแต่ว่า สักวันฉันก็อยากให้ครอบครัวของฉันอยู่อย่างสบายเหมือนกับละครในนิยายเหมือนกัน พ่อจะได้เล่าเรื่องสนุกๆ ในฉันฟังทุกวัน แม่จะได้แต่งตัวสวยๆ ตัดชุดสวยๆ ให้ทุกคนใส่ ส่วนน้อยชายก็จะมีรองเท้ากีฬา แล้วก็...” โจเซฟหยุด เธอนึกถึงคุณยายอยากให้ทุกอย่างเป็นดั่งคำอธิษฐาน “
       “ให้คุณยายสุขภาพดี..... นี่แหละ ความฝันของฉัน”
       “เขียนได้ดี แต่ยังหลุดภาษาพูดอยู่บ้าง พวกเธอต้องอย่าลืมนะว่าการเอาภาษาพูดไปตอบในข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย อย่างที่พวกเธอชอบใช้.. เขาเรียกอะไรนะ? แชดเชิ๊ด อะไรนั่น...”
       “เขาเรียกว่าแชท” แซลลี่พูดเบาๆ
       “...แบบที่พวกเธอชอบใช้กันคือความผิดพลาดอย่างร้ายแรง แล้วฉันหวังว่าพวกเธอคงไม่ทำอะไรแบบนั้น เพราะฉันสอนพวกเธอแล้ว เอาล่ะ ใครมีอะไรจะติชมเรียงความของแดนตั้นหรือเปล่า?
ไม่มีใครติชม เพราะแค่นี้นักเรียนทุกคนก็นึกตลกอยู่ในใจที่สุดท้ายคุณครูผู้วางมาดฉลาดก็ยังไม่รู้ว่าโจเซฟแค่อ่านกระดาษเปล่า เรื่องที่อ่านมาก็คิดสด แต่ก่อนที่ครูจะเรียกให้นักเรียนคนอื่นตอบ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น
       “ไร้สาระ.....” เสียงเย็นชาดังขึ้นจากหลังห้อง กาฟรีโลนั่งท้าวคาง หน้าตาเบื่อหน่ายที่สุด
       “อะไรนะ ฟีเดล?” คุณครูทวนคำถาม ไม่เชื่อหูตัวเอง
       “ผมบอกว่าเรียงความของแดนตั้นไร้สาระ พวกเจ้าน่ะ น่ารังเกียจจะตาย เอาญาติมาแต่งงานกันเอง วันๆ ก็ไม่ทำอะไร อยู่เป็นปรสิตดูดเงินภาษีประชาชน พวกคนแบบนั้นมันสวยงาม น่าสรรเสริญตรงไหน?” นักเรียนทั้งห้องส่งเสียงกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ แม้แต่ครูที่อยู่หน้าห้องเองก็พูดอะไรไม่ออก กาฟรีโลเชิดหน้า ไว้ท่าหยิ่งผยองยิ่งกว่าใคร แต่เขาก็ยังดูงามสง่า สง่าจนเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ใช่คนระดับเดียวกับเพื่อนร่วมชั้น
       “เลิกล้างสมองเด็กๆ ด้วยเรื่องงี่เง่าแบบนั้นสักที เธอคิดว่าเรื่องจริงมันจะสวยหรูอย่างเทพนิยายเหรอ?” กาฟรีโลหันไปโจมดีโจเซฟอย่างไม่ไหวหน้า ส่วนคนที่ถูกว่าก็ได้ยืนนิ่ง “ประสาทหรือไง?  เจ้าชายเจ้าหญิงที่ทำเพื่อประชาชนจริงๆ น่ะมันไม่ที่ไหนกันเล่า? มีแต่พวกราชวงศ์ที่สูบเลือดสูบเนื้อประชาชนแล้วทำตัวเหมือนตัวเองเป็นพระเจ้าไม่มีตำหนิ ส่วนพวกประชาชนโง่ๆ ก็ถูกข่าวในพระราชสำนัก โฆษณาชวนเชื่อล้างสมอง สรรเสริญมอบชีวิตให้ตัวเองให้คนที่ตัวเองไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จัก ไม่เคยรู้ว่าตัวเองถูกหลอกใช้ ถ้าเธอได้เป็นเจ้าหญิงขึ้นมาจริงๆ เธอจะไปเอาเงินที่ไหนมาทำลูกไม้ดิ้นทองบนกระโปรงของเธอล่ะ? ก็เงินภาษีของประชาชนไงเล่า! รู้ไว้ซะด้วย!”
       “ฉะ..ฉันแค่...ฉันแค่อยาก...” โจเซฟหน้าซีด พูดอะไรไม่ออก แต่แซลลี่เพื่อนสนิทสินั่งปากค้าง หน้าซีดยิ่งกว่าโจเซฟเสียอีก
       “คนประเภทของฝันกลางวันแบบเธอก็อย่างนี้แหละ ถ้าประเทศนี้มีเจ้าจริงๆ คนฝันกลางวันอย่างเธอคงจะตัวสั่นอยากให้ประเทศนี้เป็นสาธารณรัฐเต็มแก่”
       “คุณ..ฟีเดล!” คุณครูปรามแต่ก็ไม่กล้าหือกับลูกชายประธานาธิบดีอยู่ดี
       “ผมกลับล่ะครู วันหลังหาการบ้านที่มันมีสาระกว่านี้ให้ทำ หรือก็อย่าเอาของไม่ได้ความมาอ่าน เอ๊ย พูดให้ฟังหน้าชั้นเลยครับ เสียเวลาเปล่า” กาฟรีโลพูดเหยยหยัน หยิบเสื้อสูทเครื่องแบบพาดไว้บนบ่า สวมหมวก เดินออกไปนอกห้องท่ามกลางความตกตะลึงของเพื่อนร่วมชั้นและอาจารย์
       โจเซฟไม่นั่งลง ยังยืนอยู่ เธอกำมือแน่นกัดฟันกรอด กำมือแน่น
       “ฉัน..ฉันไม่ยอม..หรอก”
       “จะ..โจ..เซฟ...ใจเย็นๆ นะเธอ...” แซลลี่จับมือที่กำลังสั่นของโจเซฟ สถานการณ์กำลังเข้าขั้นวิกฤต โจเซฟไม่ใช่คนที่สติหลุดต่อหน้าสาธารณะได้ง่าย แต่ถ้าปรอทแตกเมื่อไหร่ เอาฝ่ายปกครองทั้งโรงเรียนมาฉุดก็ไม่อยู่
        ในใจอัดแน่นด้วยความแค้นจากเมื่อเช้า เธอนึกถึงเรื่องทุกอย่าง นึกถึงคุณไพน์นี่ ระบอบการปกครองของประเทศนี้จับเธอขังเข้าคุก แล้วก็บอกว่าไร้สาระ! ไร้สาระ! ไร้สาระ! ไม่ว่าใครจะพูด จะคิดอะไรก็ไร้สาระ!
        “นี่มันจะมากไปแล้วนะ! ฉันไม่ยอมหรอก!” โจเซฟวิ่งตามออกตามกาฟรีโลออกไปนอกห้อง เมื่อเห็นกาฟรีโลบนระเบียงทางเดิน ก็ปาพจนานุกรมภาษาเยอรมันเล่มโตที่หยิบ พจนานุกรม กาฟรีโลหลบทันอย่างหวุดหวิด พจนานุกรมตกลงพื้นขาดออกเป็นแผ่น
        “อย่ามาดูถูกความฝันของฉันนะ!” เด็กสาวตะโกนสุดเสียง พุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อลูกชายประธานาธิบดี
        “ท่านกาฟรีโล!” บอกี้การ์ดกรูกันเขามา แต่ก็ต้องหยุดเพราะเสียงตะโกนของโจเซฟ
        “พ่อแม่ฉันทำงานอิสระ ไม่มีประกันสังคม เจ็บป่วยอะไรก็ต้องจ่ายเต็มราคา ตอนนี้คุณยายฉันโคม่าอยู่ที่โรงพยาบาลแล้วเราก็ต้องหาเงินมารักษาคุณยาย เรื่องแบบนี้ คนคาบช้อนเงินช้อนท้องมาเกิดแบบนายจะเข้าใจอะไร! เพราะ ฉะ นั้น นาย ไม่ มี สิทธิ มา พูด แบบ นี้ กับ ฉัน ขอโทษฉันกับคนที่บ้านฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
        “ทำไมฉันต้องขอโทษด้วยล่ะ!” กาฟรีโลผงะ  แต่เขาก็ไม่ยอมให้โจเซฟ
        “บอกว่าให้ขอโทษไงเล่า!”
        “ปล่อยนะ!”
        กาฟรีโลผลักโจเซฟล้มลงไปกองกับพื้น เขาแก้เนคไทออก รอบคอมีร้อยจ้ำแดงจากแรงดึง “เพ้อเจ้อ! ไร้สาระ! น่ารำคาญ! คนอย่างเธอน่ะ...ฉัน..ไม่มีวัน...”
         ฉันไม่มีวันให้ประเทศนี้กลับมาเป็นราชอาณาจักรอีกเด็ดขาด!
         กาฟรีโลเก็บหมวกจากพื้นกลับมาสวม เขาเดินกลับไป โจเซฟนั่งร้องไห้คนเดียวท่ามกลางเหล่านักเรียนที่มายืนมุง

---------------------------------------

         เรื่องของเด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.4 ที่กล้ากระชากคอเสื้อลูกชายประธานาธิบดีกลายเป็นที่โจษจันไปทั่วโรงเรียนตลอดบ่าย แต่ทุกคนก็โดนปิดปากไม่ให้พูดเรื่องไปถึงหูนักข่าวอย่างอัตโนมัติ
หลังเลิกเรียน โจเซฟถูกเรียกไปที่ห้องพักครู เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็กๆ มีครูฝ่ายปกครองทั้งแผนกนั่งรายรอบ คุณครูสอนวิชาการเขียน พยานในเหตุการณ์ นั่งหน้าตาตื่นอยู่ข้างหลัง ครูอุษา ครูประจำชั้นของโจเซฟนั่งอยู่ตรงกลาง กำลังสอบสวนเรื่องทั้งหมด
         “หนูไม่ได้มีเรื่องกับกาฟรีโลมาก่อนใช่ไหมโจเซฟ?”
         “ค่ะ หนูไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับกาฟรีโล ฟีเดลมาก่อนเลยค่ะ จริงหนูที่หนูอาจจะ ไม่ชอบขี้หน้า เอ๊ย ไม่ถูกชะตากับเขาอยู่บ้าง ก็เพราะว่าบ้านหนูเขาไม่ค่อยชอบพรรคของประธานาธิบดีตะหากล่ะค่ะ”
         “หนูแน่ใจนะ?”
         “แล้วทำไมครูต้องคิดว่าหนูเริ่มก่อนด้วยคะ?”โจเซฟย้อน ครูอุษาไม่ตอบ ไม่มีคุณครูคนไหนพูดออกสักคนถึงจะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว ระหว่างลูกชายประธานาธิบดีกับยัยเด็กผมสีนกแก้ว ใครกันล่ะที่น่าเชื่อถือว่า?
         “คุณครูที่สอนอยู่ กับเพื่อนๆ ในห้องก็เป็นพยานได้ ว่าเขาเริ่มก่อนค่ะ หนูอ่านเรียงความ เขาก็บอกว่าเรียงความของหนูไร้สาระ แล้วก็ด่าว่าหนูต่างๆ นานา หนูก็แค่ตอบโต้ไปแค่นั้นเอง” โจเซฟหันไปมองครูวิชาการเขียน แต่เธอพยายามหลบหน้า ถ้าไม่นับพจนานุกรมภาษาเยอรมันที่ขาดไป โจเซฟก็ไม่เห็นว่าเธอทำอะไรผิด
          “แต่กาฟรีโลเป็นลูกชายประธานาธิบดี”  
          “ลูกชายประธาธิบดีแล้วทำไมกันคะครู? ลูกชายประธานาธิบดีก็เกิดมาเป็นคนเหมือนหนูเหมือนครู  เขาไม่มีสิทธิมาบังคับหนูให้เชื่อแบบเขานะคะ”
          “ปากดีเหมือนเคย...” ครูฝ่ายปกครองพึมพำ
         “โจเซฟีน  ครูน่ะเชื่อในความเท่าเทียมกันเหมือนหนู แต่ครูอยากให้หนูเข้าใจ ว่าถ้าหนูไปมีเรื่องกับลูกชายประธานาธิบดี แม้แต่ครูก็รับผิดชอบให้หนูไม่ได้นะ ครูพูดถึงเรื่องความเสี่ยงอยู่” ครูอุษาวางมือบนไหล่โจเซฟเบาๆ โจเซฟีนทำหน้าเบี้ยว แม้ไม่อยากจะยอมรับว่าลูกประธานาธิบดีจะ แต่เธอไม่กล้าเสี่ยงหาเรื่องเข้าคุก ยิ่งบ้านเธอเป็นแบบนี้ด้วย ถ้าลูกสาวคนโตติดคุก ลงข่าวหน้าหนึ่งข้อหาทำร้ายลูกชายประธานาธิบดี คงจะยิ่งไปกันใหญ่ อีกอย่างก็เห็นแค่ครูอุษา ครูที่เธอชอบที่สุดในโรงเรียน โจเซฟเลยยอมสงบปากสงบคำ
          “ไปเถอะ อย่าให้เกิดเหตุการแบบนี้ขึ้นอีกล่ะกัน ครูคุยกับครูฝ่ายปกครองกับผู้อำนวยการแล้วว่าจะไม่ลงโทษเธอ”
          หลังจากโจเซฟไปแล้ว ครูอุษาถอนหายใจเสียงดังลั่นห้อง ยกกาแฟขึ้นซดจนหมดถ้วย
          “กาฟรีโลก็ไม่ไหว ปกติเป็นคนเยือกเย็นจะตายแต่ทำไมวันนี้ถึงได้ดูฟิวส์ขาดขนาดนั้น เขาก็ไม่น่าพูดกับแดนตั้นแรงขนาดนั้นเหมือนกัน” ครูสาวตัดพ้อกับครูวิชาพละข้างๆ
          “ก็ช่วงนี้คุณพ่อของเขาโดนพวกโปรราชวงศ์ไล่หนักอยู่นี่ครับ” ครูวิชาพละยักไหล่
          “ทุกคนก็รู้ว่าโจเซฟน่ะชอบเรื่องเจ้าชายเจ้าหญิงอยู่แล้วนี่นา แตถ้าเรียกกาฟรีโลมาสั่งสอน คงเป็นไอ้เราเองที่โดนสั่งสอนแทน ไม่อยากโดนถอนหงอกก่อนมีผมหงอก..”
          “บางที เรื่องที่เด็กคนนั้นต้องแบกรับ มันอาจจะเกินความสามารถของเด็กอายุ 17 ก็ได้นะครับครู”
          “จริงอย่าที่ครูว่านะคะ... คนที่ไม่น่าเป็นห่วงที่สุด ดันกลายเป็นคนที่น่าเป็นห่วงสิน่า เฮ้อ!” ครูอุษามองนาฬิกา ทำเสียงไม่พอใจ เธอพลาดละครตอนเย็นที่กำลังติดไปอีกตอนแล้ว

---------------------------------------

          โจเซฟยังไม่กลับบ้าน เธอรอที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนให้รถคันสุดท้ายที่จะไปโรงพยาบาลประจำเมืองมาถึงตอนหกโมงเย็น เธอคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อเช้า หรือว่าเธอจะใจร้อนจริงๆ อย่างที่แซลลี่ว่าตลอด? เพ้อฝันเกินไปจริงๆ? พ่อแม่จะรู้หรือเปล่า? โรงเรียนโทรไปบอกหรือเปล่านะ? ถ้าพ่อแม่รู้ล่ะ? จะว่าเธอเอาความฝันมาปนกับความเป็นจริงเกินไปหรือเปล่า? สุดท้ายแล้วคนฝันกลางวันก็เป็นแค่คนที่ไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ใช่ไหมล่ะ? โจเซฟนั่งใจลอย แต่จู่ๆ เธอก็สะดุ้งร้องเสียงหลง
           “วะ..ว้ากกก!”
           ใครบางแปะกระป๋องโคล่าเย็นๆ ไว้ที่แก้มเธอ
           โจเซฟแหงนมอง
           “ไง?” คลอทด์ โรแรงค์ทักทายพร้อมกระป๋องชาเย็นในมือ โจเซฟไม่ได้คาดคิดว่าจะได้เจอรุ่นพี่สุดปลื้มตรงหน้า อายม้วนซะจนหน้า (เกือบ)แดง ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วล่ะ ว่าทำไมยัยแซลลี่กับนักเรียนหญิงคนอื่นถึงได้คลั่งรุ่นพี่โรงแรงค์กันนัก
แทนที่จะใส่เสื้อสูทของโรงเรียน รุ่นพี่โรแรงค์ใส่เสื้อหนัง เสื้อคอตั้งสีดำ มีแต่เข็มขัดโรงเรียนเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่แสดงว่าเขายังเป็นนักเรียนอยู่  ทรงผมสีดำใส่น้ำมัน ออกแนวแบดบอยย้อนยุคนิดๆ ยิ่งทำให้รุ่นพี่โรแรงค์ดูเท่เข้าไปใหญ่ เขาทำให้พวกครูแบ่งเป็นสองฝ่าย พวกครูที่ปลื้มเขา พวกครูฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ไม่ชอบการแต่งตัวของเขา แต่ทุกคนก็ยอมรับว่าฝีมือวาดรูปของเขาเป็นที่หนึ่งในโรงเรียนแถบนี้จริงๆ
          “อ่ะ สวัสดีค่ะรุ่นพี่โรแรงค์”
          “แซลลี่บอกให้มาดู ไม่เป็นไรใช่ไหม?”
          “ก็โดนอาจารย์สวดยับเลยล่ะค่ะ....” ยัยแซลลี่เอ๊ย! ให้มันได้แบบนี้สิ! ตอนนี้โจเซฟนึกขอบใจยัยเพื่อนตัวดีขึ้นมาซะแล้ว
          “อย่าไปฟังพวกอาจารย์มากเลยน่า พวกนั้นก็กลัวโดนย้ายกันเลยต้องง้อเจ้าเด็กขี้แงนั่นอยู่เรื่อย ดีแล้วล่ะที่โจเซฟสั่งสอนมันไปซะบ้าง”
          โจเซฟยิ้มใหญ่ ดีใจที่มีคนเรียกตากาฟรีโลว่าเจ้าเด็กขี้แง   
           “เอาไหม?” รุ่นพี่โรแรงค์ยื่นกระป๋องชาเย็นกระป๋องหนึ่งในโจเซฟ เธอพยักหน้า เปิดกระป๋องดื่มชาเย็นรสหวานมันนม
          “ถ้าเป็นโคโรน่าเอ็กซ์ตร้าจะดีมากเลย” ชายหนุ่มยกกระป๋องขึ้นมาเหมือนเป็นกระป๋องเบียร์
          “ขอบคุณค่ะ รุ่นพี่โรแรงค์”
          “เมื่อไหร่จะเลิกเรียกว่ารุ่นพี่โรแรงค์สักที เรียกว่าคลอทด์เฉยๆ ก็ได้ เรารู้จักกันมาตั้งแต่ ม.ต้นแล้วนะ”
          “อื้อ..ค่ะ รุ่นพี่คลอทด์” ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ว่าฉันจะเขินได้ขนาดนี้! โจเซฟคิดในใจ
          “แซลลี่บอกพี่ว่าเค้าเองก็เพิ่งรู้ว่าคุณยายของโจเซฟเข้าโรงพยาบาล ทำไมไม่เล่าเรื่องอะไรให้แซลลี่ฟังเลย?”
          “ก็..แซลลี่เขา..ชอบเป็นห่วงเกินเหตุนี่คะ”
          “มีเพื่อนขี้เป็นห่วงนี่แหละดี รู้ไหม?” ปกติแล้วโจเซฟจะไม่ชอบให้ใครมาสั่งสอนเรื่องนี้เลย แต่ถ้าคลอทด์แล้วล่ะก็เธอก็ต้องพิจารณาอีกครั้ง “ว่าแต่..ผมสีนี้เปรี้ยวดีนะ” คลอดท์เอ่ยปากชมผมสีชมพูเขียวของโจเซฟ แต่ดูท่าเจ้าตัวจะไม่ค่อยภูมิใจเท่าไหร่
         “เอ่อ เหรอคะ! ตอนแรกหนูอยากย้อมแค่สีเขียวอย่างเดียวแต่เกิดอุบัติเหตุ สีมันก็เลยปนกันน่ะค่ะ แฮะๆ”
         “พี่ว่าเหมือนสีลูกกวาดเลย”
         “แซลลี่บอกว่าเหมือนนกแก้ว”
         “นกแก้วก็น่ารักดีออกนี่”
         “แต่นกแก้วพูดมากออกนะคะ แล้วไม่เข้าใจที่ตัวเองพูดด้วย”
         “ก็ยังดีกว่าไม่พูดล่ะนะ” คลอทด์บีบกระป๋องทำเป็นเสียง โจเซฟอยากกู่ร้องให้ก้องโลกว่ารุ่นพี่คลอทด์น่ารักที่สุดในโลก!
         “ช่วงนี้พี่วาดรูปอะไรบ้างหรือเปล่าคะ? เห็นหอบผ้าใบมาเต็มไปหมดเลย” โจเซฟชำเลืองมองแผ่นผ้าใบแต้มสีเป็นรูปทิวทัศน์จางๆ ของคลอทด์
         “อ้อ นี้เหรอ? รูปที่วาดตอนอยู่ที่ชมรมน่ะ พวกนี้เขาเรียกว่าอิมเพลสชั่นนิสต์ รูปพวกนี้ไม่ค่อยเน้นลายเอียดมาก แต่เน้นความประทับใจของศิลปินในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง อ่าว..จะพูดทำไมเนี่ย โจเซฟก็วาดรูปเก่งเหมือนกันนี่นา คงจะรู้อยู่แล้วเนอะ? ไม่ลองมาเข้าชมรมศิลปะดูล่ะ?” คลอทด์อธิบายรูปทิวทัศน์ของเขา แม้จะไม่ได้เก็บรายละเอียดอย่างเต็มที่ แต่สีที่แต้มลงไปก็พอสร้างความรู้สึกของต้นไม้และดวงอาทิตย์ได้จริงๆ
         “ไม่หรอกค่ะ หนูวาดแต่รูปการ์ตูน เรื่องชรมรม หนูว่าคงขอฝึกปรือฝีมืออีกสักหน่อย พี่จะเข้าคณะศิลปกรรมใช่ไหมคะ?”
         “ไม่รู้สิ ก็อยากเข้าอยู่ ที่บ้านก็สนับสนุน แต่พี่อยากทำงานเป็นศิลปินอิสระเลยเหมือนกัน” ครอทด์เป็นประธานชมรมศิลปะมาตั้งแต่สมัยอยู่โรงเรียนมัธยมต้น ครูทุกคนต่างบอกว่าเขาเป็นอัจฉริยะที่ไม่ต้องฝึกปรืออะไรอีก โจเซฟคิดว่าส่วนนึงคงเป็นเพราะพ่อของรุ่นพี่เป็นช่างภาพชื่อดังด้วยกระมัง
          “แล้วโจเซฟล่ะจะเรียนอะไรต่อ?” ครอทด์ถามต่อ
          “น่าจะครุศาสตร์หรือไม่ก็อักษรศาสตร์ค่ะ แต่ว่าก็อยากเขียนนิทานเด็กในสำนักพิมพ์หาระหว่างเรียนด้วย”
          “โจเซฟเขียนนิทานเด็กเก่งอยู่แล้วหนิ ได้พิมพ์อยู่แล้ว”
          “ไม่มีใครรับเรื่องของหนูไปพิมพ์หรอกค่ะ..” โจเซฟพูดขึ้นเบาๆ เธอยังตัดใจเรื่องเมื่อเช้าไม่ได้
         “มีอะไรหรือเปล่า?”  
         “คะ? อ้อ เปล่าไม่มีอะไรค่ะ หนูไปก่อนนะคะรุ่นพี่ พอดีต้องไปเยี่ยมคุณยายตอนเย็น” เธอลุกขึ้นแก้เขิน ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วกว่ารถจะมาก็อีกตั้งสิบนาที
         “อื้อ ถ้างั้น รับนี่ไว้สิ เป็นของเยี่ยมไข้คุณยาย” คลอทด์ส่งกระบอกใส่รูปที่เขาสะพายมาให้โจเซฟ สาวน้อยรับไว้แล้วคลี่ม้วนภาพข้างในออก มันคือภาพสติลไลฟ์รูปดอกกุหลายช่อใหญ่ในแจกันทรงสูง
         “มะ ..ไม่ได้หรอกค่ะ! นี่มันรูปชนะประกวดของรุ่นพี่นี่คะ!”
         “เดี๋ยววาดใหม่ก็ได้น่ะ เอาไปติดตรงหน้าต่างนะ ถ้าดอกไม้ริมหน้าต่างเขาบอกว่าจะทำให้คนป่วยอาการดีขึ้น”
         “แต่ว่า..”
         “เอาไปเถอะน่า...” คลอดท์พูดเสียงต่ำ ทำหน้าจริงจังเหมือนตอนแข่งรักบี้ไม่มีผิด
         “ขะ..ขอบคุณค่ะ” โจเซฟตอบแทนคลอทด์ได้แค่นี้ ในใจของเธอตื้นตันไปหมด เธอแยกจากคลอทด์เมื่อรถประจำทางมาถึง
          บนรถ โจเซฟกอดกระบอกใส่รูปของคลอทด์ไว้แน่น นี่แหละคือของขวัญแสนพิเศษสำหรับวันโชคร้าย

---------------------------------------

          ลมหมุนเล็กๆ พัดใบไม้แห้งปลิวเป็นเกลียวจากพื้น
          “เอาดอกคาร์เมเลียที่ชอบมาให้แล้วนะ” กาฟรีโลถอดหมวก ก้มกระซิบกับเถ้ากระดูกใต้หลุมศพ เบื้องบนของเขาคือรูปปั้นเทวทูตกางปีก เขาคุกเข่าลง ปัดฝุ่นบนแผ่นป้ายจารึก ชื่อและและคำอุทิศที่สลักไว้ทำให้กาฟรีโลเบือนหน้าไปทางอื่น
         “ได้เวลาแล้วครับ คุณหนู” หัวหน้าพ่อบ้านวัยกลางคน ใส่ชุดสูทยืนอยู่หน้าประตูรถซึ่งเปิดเตรียมไว้
         “อือ” กาฟรีโลลุกขึ้น แต่สายตายังจับจ้องไปที่ป้ายหลุมศพ “อมุนเชนด์ ผมมันเป็นคนไร้เดียงสาที่ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับชีวิตเลยใช่ไหม?” เขานึกถึงคำพูดของโจเซฟเมื่อตอนบ่าย เขาไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะเอาคำพูดของคนโมโหเก็บเอามาคิดแบบนี้
         “ผมคิดว่า ชีวิตของคนเราต่างกัน บางคนไร้เดียงสากับบางเรื่องที่คนส่วนใหญ่เขาเจนจัด ในขณะที่บางคนเจนจัดกับบางเรื่องที่คนอื่นไร้เดียงสา คุณหนูต้องอย่าลืมว่าคุณหนูไม่ได้ผ่านเรื่องแต่ เด็กคนอื่นก็ไม่ได้ผ่านเรื่องที่คุณหนูเจอมา”
          “แต่ถึงอย่างนั่นก็เถอะ...  แต่ผมก็รู้สึกว่าผมทำอะไรไม่ได้สักอย่างอยู่ดี.... ใช่ไหมล่ะ?”อมุนเชนด์ไม่ได้ยินที่กาฟรีโลพูด

            “......ขอโทษนะ... ถ้าผมได้มากกว่านี้...” เด็กหนุ่มกระซิบบอกกับเจ้าของหลุมศพก่อนจะจากไปด้วยรถสีดำคันใหญ่

 

---------------------------------------

Republican Nostalgia ตอนหน้า
ทั้งที่ความฝันของเธอก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ทำไมกาฟรีโลถึงต้องตั้งท่ารังเกียจโจเซฟีนขนาดนั้นด้วยล่ะ? หรือว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลัง?

“ขะ..ขอโทษครับ! ผมไม่รู้ว่าคุณชิโอริ..อยู่ด้วย.....”
“วันนี้ลูกชายท่านประธานาธิบดีไม่มาเรียนเหรอเนี่ย?”
ภีมะใส่ฮาคามะสีขาว กับผ้าพันคอสีขาว ถือปืนลูกซอง
“การปฎิวัติครั้งนี้ไม่เหมือนในหนังสือที่ผมเคยอ่านมาเลย”

Comment

Comment:

Tweet

big smile open-mounthed smile confused smile

#8 By โหลดเพลงmp3ฟรี (125.25.32.242) on 2010-02-18 14:49

#7 By ร้านดอกไม้ (58.9.161.87) on 2009-12-01 18:14

นี่คือสถานะของคนสองชนชั้นใช่ไหมจ้ะเนี่ย ในขณะที่คนชั้นล่างเพ้อฝันถึงชีวิตที่ดี คนอีกชนชั้นกลับมองเรื่องนี้เป็นเรื่องโฆษณาชวนเชื่อ?

กาฟรีโลดูยังเป็นคนอารมณ์ไม่มั่นคง น่าสนใจจังจ้ะ

#6 By นุ่น (58.8.111.213) on 2008-12-14 14:10

โอ้ววว ผมติดมาาาาาากเลยนะเนี่ย




เนื้อเรื่องสนุกจริงๆครับ แต่อาจจะพิมผิดบ้างนะ

ยังไงก็จะติดตามนะครับบ

#5 By NiGht pRincE (58.64.79.254) on 2008-10-02 20:27

โอ๊ะ นี่เราพลาดตอนนี้ไปได้ยังไง?
กาฟรีโลเกือบจะเท่แล้วค่ะ มาโดนหักคะแนนเอาตอนทำผู้หญิงร้องไห้นี่แหละ
กลับไปฝึกมาใหม่นะกาฟิลด์

#4 By Aijou~ on 2008-09-06 20:28

เรื่องราวข้น เริ่มตึงเครียดๆ

ฉากปะทะคารมของฟีเดล กับ โจซซี่ เด็ดมากๆๆ

รุ่นพี่ เอ่มมมม ไรเนี่ยยยหวานหยดๆ มาแย่งซีนฟีเดล ตอนที่ โจซซี่ กะรุ่นพี่เนี่ย มันการ์ตูนผู้หญิงญี่ปุ่นชัดๆเลย ฮ่าๆๆๆ

ฟีเดลไปเยี่ยมหลุมศพใครน่ะ ??

รออ่านตอนต่อไปอย่างแรง

เอาใจช่วยโจซซี่ big smile

#3 By Unknown on 2008-08-22 21:36

แอร๋ยยย รุ่นพี่ใจดี๊ใจดี แพ้คนใจดี

#2 By เห็ด rosy on 2008-08-16 10:44

อ๊ะ เริ่มมีรุ่นพี่มากระตุกหัวใจสาวๆ