Republican Nostalgia
ตอนที่ 3 - ดอกไม้ริมหน้าต่าง      

          เช้าวันนี้ โจเซฟีนนั่งรถเมล์ไปโรงเรียนตอนเจ็ดโมงเช้าอยู่ทุกวัน แต่แทนที่เธอจะเปลี่ยนรถสายยี่สิบเก้าต่อไปโรงเรียน เธอกลับต่อรถเมล์สายหก มุ่งหน้าไปทางอื่น
        โจเซฟีนลงป้านหน้าตึกแถวตึกหนึ่ง ป้ายข้างหน้าเขียนตัวหนังสือหลากสีตัวใหญ่ว่า “สำนักพิมพ์ต้นสน สื่อการเรียนเพื่อเยาวชนรุ่นใหม่”
         เด็กสาวเปิดประตูกระจก แล้วเดินเข้าไปคุยกับพนักงานหญิงที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ สักพักคุณลุงวัยหลางคนคนหนึ่งก็เดินออกมาต้อนรับเธอ ทักทายเธออย่างเป็นกันเอง
        “ไง หนูโจเซฟีน คุณพ่อสบายดีไหม?”
        “ค่ะ สบายดีค่ะคุณลุง แล้วคุณลุงสบายดีไหมคะ?”  
        “สบายมาก!” ชายวัยกลางคนทุบอก “นี่ เดี๋ยวช่วยเสริฟน้ำชากับเค้กให้แขกที่ห้องทำงานให้ฉันหน่อยนะ” เขาบอกหพนักงานหญิง คุณไพน์นี่เจ้าของสำนักพิมพ์เป็นเพื่อนสนิทของคุณแดนตั้น เขาจึงต้อนรับโจเซฟีนลูกสาวของเพื่อนสนิทเป็นอย่างดี
        ผนังห้องทำงานของคุณไพน์นี่ติดรูปครอบครัว และภาพหน้าปกของหนังสือเด็กสร้างชื่อให้สำนักพิมพ์ต้นสน โจเซฟมองไปที่หน้าปกรูปรูปหนึ่ง คุ้นตาว่าเคยอ่านหนังสือเรื่องนี้ที่ไหนมาก่อน
        “เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า” คุณไพน์หยิบแฟ้มใบหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะ เขาเปิดแฟ้มออก เอารูปวาดต้นฉบับ ลายเส้นเป็นภาพนิทานเด็กมาวางตรงหน้าโจเซฟ “ลุงอ่านต้นฉบับนิทานภาพที่หนูส่งมาให้จบแล้วล่ะ”
        “เหรอคะ! แล้วคุณลุงว่าเป็นไงบ้างคะ!” โจเซฟถามอย่างตื่นเต้น
        “ลุงว่าหนูวาดรูปสวยนะ เนื้อเรื่องก็สนุกดี โดยเฉพาะเรื่องเจ้าชายกับมะเขือเทศพูดได้เนี่ยลุงชอบมาก” เจ้าของสำนักพิมพ์ลูบหนวดที่หยาบคล้ายใบต้นสน “แต่...” เขาขมวดคิ้ว มีบางอย่างผิดปกติ”
        “แต่ว่าอะไรเหรอคะ?”
        คุณไพน์นี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาแน่ใจว่าคำพูดที่จะพูดต่อไปนี้คงไม่ถูกใจนักเขียนตัวน้อยตรงหน้าเขาแน่ “แต่ว่าลุงคงพิมพ์ให้ไม่ได้...”  
        “ทะ..ทำไม..ล่ะคะ..?”
       “จะว่ายังไงดีล่ะ ตัวละครมันไม่ขาย..”
       “เจ้าชายเจ้าหญิงน่ะเหรอคะ?”
       “อื้อ ตัวละครที่เป็นเจ้าหญิงเจ้าชายนี่แหละ
       “มันจะไม่ขายได้ยังไงล่ะคะ เด็กๆ ก็น่าจะชอบเรื่องเทพนิยายนี่คะ” โจเซฟหยิบภาพวาดตัวเองขึ้นมาดู รูปของเจ้าชายหน้าตาน่ารักวาดด้วยสีเทียนของเธอไม่มีอะไรผิดพลาด ทั้งมงกุฎ ทั้งดาบ ทั้งชุด ทั้งม้าสีขาว ทุกอย่างก็ดูงดงามสมเป็นเจ้าชายดีไม่ใช่หรือ?
      “เด็กที่อื่นน่ะใช่ แต่ไม่ใช่ประเทศนี้ ถ้าหนูเปลี่ยนเจ้าชายเจ้าหญิงเป็นนักปฏิวัติหนุ่มกับกรรมกรสาว ต่อสู้พระราชาใจโหดล่ะไม่แน่”
      “อย่างนั้นมันก็ไร้จินตนาการสิคะ!” โจเซฟค้านหัวชนฝา ไม่มืทางเลยที่เธอจะเขียนเรื่องไร้รสนิยมแบบนั้นแน่
      “ใช่ ไร้จินตนาการ แต่เทพนิยายแบบนี้น่ะก็คงขายได้แต่พวกคนแก่ๆ ที่คิดถึงวันคืนเก่าๆ ก่อนการปฏิวัติแห่งสาธารณรัฐเท่านั้นล่ะ อีกอย่าง ยุคนี้ สถานการบ้านเมืองเป็นแบบนี้ ถ้าพิมพ์หนังสือเรื่องราชวงศ์มากๆ ถึงจะเป็นแค่นิทานเด็กก็เถอะ ก็อาจจะถูกสันติบาลเพ่งเล็งเอา”
      “เรื่องแบบนั้น หนูไม่เห็นจะเคยได้ยินเลย”
      “พวกนี้ร้ายกว่าที่เราคิดเยอะ” คุณไพน์นี่ถอนหายใจ “ลุงพิมพ์ให้หนูไม่ได้หรอก มันเสี่ยงเกินไป เพื่อนของลุงแค่ทำการ์ตูนหยอกพวกนักการเมืองในรัฐบาลยังโดนตามตัวถึงที่บ้าน”
      “ตะ..แต่ว่า..คุณยาย..” โจเซฟเกือบจะตะโกนเสียงดังออกมาแล้วว่าเธอต้องการเงินไปรักษาคุณยายแค่ไหน จะให้กราบกรานเจ้าของสำนักพิมพ์ให้ยอมพิมพ์นิยายภาพของเธอก็ได้ จะยอมให้เธอจะให้ทำงานพิเศษอะไรเธอก็ยอม แต่เมื่อคิดถึงพวกสายลับที่จะมารื้อค้นสำนักพิมพ์ต้นสนเพื่อหาตัวคนร้ายผู้คิดทรยศต่อสาธารณรัฐแล้ว เธอก็ไม่อยากให้คุณไพน์นี่กับครอบครัวต้องเดือดร้อนเพราะความดื้อรั้นของเธอเลย
       "ลุงต้องขอโทษจริงๆ ฝากความคิดถึงถึงคุณพ่อด้วยนะ” คุณไพน์นี่กล่าวอำลาแล้วคืนต้นฉบับนิทานภาพให้โจเซฟ เขาดูเสียใจที่ทำตามคำขอไม่ได้
โจเซฟเดินมารอรถเมล์ที่ป้ายเดิม แต่ก่อนที่เธอ เธอโยนต้นฉบับของนิทานภาพทั้งหมดทิ้งลงถังขยะ มันไม่ค่าอะไรสำหรับเธออีกต่อไปแล้ว   

---------------------------------------

      “คิดยังไงถึงโดดเรียนคาบเช้าเนี่ย! คาบสังคมเช็คชื่อด้วยนะ!” แซลลี่แผดเสียงดังลั่นช่วงพักเที่ยง
      "ไปทำธุระสำคัญมาน่ะ” โจเซฟนั่งลอกการบ้านวิชาเลขจากสมุดของแซลลี่อยู่ที่โต๊ะข้างๆ  
      “คนเขาถามดีๆ ไม่ยอมตอบเดี๋ยวไม่ให้ลอกซะหรอก” แซลลี่ดึงสมุดออกจาก
      “เค้าล้อเล่นหรอกน่า! ไปย้อมผมแล้วสีมันออกมาไม่ดีแล้วต้องแก้ใหม่อยู่นานตะหากอ่ะ” โจเซฟตะปบสมุดกลับคืน เธอไม่อยากบอกเรื่องที่เธอไปขอให้สำนักพิมพ์พิมพ์นิทานหาเงินเพราะไม่อยากให้ยัยแซลลี่ขี้เป็นห่วงต้องคอยเป็นห่วงเธอไม่เป็นอันเรียน
      “แล้วก็เลยออกมาเป็นนกแก้วมาร์คอ เชื่อเค้าเล้ย” แซลลี่มองหัวสีชมพูปนเขียวของโจเซฟอย่างเหยียดๆ จากนั้นก็หันไปนอกหน้าต่าง ทันใดนั้นก็ชี้ไม้ชี้มือร้องเสียงหลง “อุ๊ นั่น เจ้าชายของเธอนี่นาโจเซฟีน!”
ที่สนาม นักเรียนชายกลุ่มใหญ่กำลังเล่นรักบี้กันอยู่ นักเรียนชายคนหนึ่งใส่เสื้อลายขวางสีแดงขาดดำ แย่งลูกออกมาแล้วเตะทำคะแนนให้ทีมอย่างสวยงาม เพื่อนร่วมทีมร่วมแสดงความยินดีกับเขา เขาหันมาทางอาคารเรียน โบกมือให้แซลลี่และโจเซฟที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง
     “รุ่นพี่โรแรงค์โบกมือให้ด้วยล่ะ!”  แซลลี่เรียกโจเซฟดูชายหนุ่มร่างสูงคนนั้น โจเซฟโบกมือกลับ อมยิ้มแค่เพียงเล็กน้อย ถึงแม้เธอจะดีใจที่รุ่นพี่โรแรงค์ คนที่เธอแอบปลื้มโบกมือให้เธอ แต่เธอก็ไม่อยากร่วมแก๊งถ้ำมองเด็กผู้ชายเหมือนกับแซลลี่หรอก อย่างแซลลี่น่ะ มีคนเดียวไว้เป็นเรื่องฮาฆ่าเวลาก็พอแล้ว
     “รุ่นพี่โรแรงค์เท่ที่สุดเลย!”
     “เอ๊ะ เมื่อวันก่อนเธอยังพูดว่ากาฟรีโล ฟีเดล เท่ที่สุดในโรงเรียนอยุ่เลยไม่ใช่เหรอ?”
     “ความเท่ของผู้ชายน่ะมันต่างกัน ลูกชายท่านประธานาธิบดีน่ะเขาเรียกเท่แบบผู้ดี ส่วนรุ่นพี่โรแรงค์น่ะเขาเรียกว่าเท่แบบเด็กแนว อ๊ะ รุ่นพี่โรแรงค์ได้ลูกแล้ว!”
แซลลี่คงจะโหวกเหวกไม่ยอมหยุดแน่ถ้า ครูสอนวิชาการเขียนเดินเขามาพร้อมหนังสือเป็นตั้งในมือเสียก่อน
     “เอ้า เรียนกันได้แล้ว ครูหวังว่าพวกคุณคงไม่ลืมเรียงความการบ้านที่ครูสั่งไปทำเมื่ออาทิตย์ก่อนนะ!” คุณครูวัยใกล้เกษียณพูดเสียงแหลม
      “ระ..เรียงความอะไรอ่ะ...?” โจเซฟกระซิบหาแซลลี่ เธอกำลังพล่าน
      “ก็เรียงความเรื่องความฝันของฉันไงเล่า”
      “หา?”
      “ไม่ได้จดอะไรไว้เลยอีกล่ะสิ.. นี่แหละน้า..ผลของการชอบงีบในห้องเรียน!”
      “ตรงนั้นน่ะ มีอะไรกัน?” คุณครูจอมเฉียบหันตามเสียง “ไหน? แดนตั้น? ท่าทางเรียงความเธอคงจะเสร็จแล้ว ช่วยอ่านให้เพื่อนๆ ฟังหน่อยได้ไหม?”
      “เอ่อ...คือว่าหนู..”
      “อย่าบอกนะว่าเธอไม่ได้เขียนมา แดนตั้น ครั้งที่แล้วเธอก็ไม่ได้ส่งการบ้านแต่งกลอนนะ ถ้าเธอไม่ส่งงานอื่น เธอได้ซ่อมกับฉันตอนซัมเมอร์นี้แน่
      ก็ฉันไม่ชอบแต่งกลอนนี่ยะ! โจเซฟประท้วงอยู่ในใจ“ค่ะๆ หนูจะอ่านแล้วค่ะ” เธอหยิบกระดาษเปล่า ลุกขึ้นแล้วทำท่าเป็นอ่าน
       “อ่ะแฮ่ม...” โจเซฟกระแอม แซลลี่และนักเรียนทั้งห้องรู้จักพรสวรรค์ของโจเซฟดี ว่าโจเซฟนั้นคือนักแต่งเรื่องตัวเอ้ แค่มีกระดาษเปล่าก็เล่าเรื่องเป็นวักเป็นเวได้แล้ว
       “หน้าห้อง แดนตั้น” คุณครูสั่ง ทุกคนยิ้ม อยากจะหัวเราะใส่คุณครูที่กำลังโดนหลอกให้ได้
       “อ่ะแฮ่ม”โจเซฟออกมาหน้าห้องเตรียมตัวอีกที  “ฉันไม่ชอบเขียนเรียงความเลย ฉันไม่ แต่ถ้าถามฉันตอนนี้ ก่อนที่จะไปที่ความฝัน ฉันของเล่าถึงแรงบันดาลใจของฉันความฝันของฉันก่อน ครอบครัวของฉันมีสมาชิกทั้งหมดสี่คน พ่อ แม่ น้อง แล้วก็ฉัน... เอ่อ... และฉัน” เธอเปลี่ยนคำใหม่ไม่ให้ฟังดูเป็นภาษาพูดเกินไป
       “เราอาศัยอยู่กันในบ้านหลังเล็กๆ แต่อบอุ่น พ่อของฉันเป็นนักแสดงละครใบ้อิสระ แสดงอยู่ บางทีพวกคุณอาจจะได้เห็นพ่อฉันแสดงอยู่ที่สวนสาธารณะในเมืองก็ได้ ส่วนแม่ของฉันเป็นแม่บ้านแล้วก็ทำงานตัดเสื้อให้พ่อใช้แสดงอยู่ที่บ้าน น้องของฉันตอนนี้เรียนอยู่ ม.1 โตขึ้นเขาฝันอยากเห็นหมอ ฉันชอบล้อว่า น้องชายของฉันเป็นหมอไม่ได้แน่นอน เพราะแค่ตบยุงแล้วเห็นเลือดเขาก็แทบจะลมจับ”
       “ฉันเติบโตขึ้นมากับการแสดงของพ่อ เสียงหัวเราะของคนในครอบครัว พ่อกับแม่ของฉันเป็นศิลปินที่วาดฝันยิ่งสวยงามได้ด้วยมือตัวเอง ฉันได้แรงบันดาลใจมาจากพ่อกับแม่มาก ฉันก็เลยอยากสร้างโลกแห่งความฝันให้ทุกๆ คนมีความสุข”
       “ความฝันของฉันคือการเป็นนักเขียน ฉันชอบเขียนนิทานภาพ ฉันวาดรูปไม่เก่ง วาดภาพของฉันเหมือนภาพเด็กวาด แต่ว่าเพราะภาพของฉันเหมือนภาพของเด็ก ฉันเลยคิดว่าภาพวาดกับนิทานของฉันน่าจะคิดถึงเด็กๆ ได้ดีกว่า”
       “ฉันชอบวาดเรื่องเกี่ยวกับเจ้าชายเจ้าหญิง เพราะฉันชอบเรื่องเทพนิยายมาตั้งแต่เด็กๆ ฉันชอบนิทานของพี่น้องตระกูลกริมม์ นิทานของฮัน คริสเตียน แอนเดอร์สัน ฉันชอบเรื่องราวการเสียสละ บรรยากาศสวยงาม ทุกคนแต่งตัวกันอย่างหรูหรา อาจจะฟังดูเพ้อฝันแต่ว่า สักวันฉันก็อยากให้ครอบครัวของฉันอยู่อย่างสบายเหมือนกับละครในนิยายเหมือนกัน พ่อจะได้เล่าเรื่องสนุกๆ ในฉันฟังทุกวัน แม่จะได้แต่งตัวสวยๆ ตัดชุดสวยๆ ให้ทุกคนใส่ ส่วนน้อยชายก็จะมีรองเท้ากีฬา แล้วก็...” โจเซฟหยุด เธอนึกถึงคุณยายอยากให้ทุกอย่างเป็นดั่งคำอธิษฐาน “
       “ให้คุณยายสุขภาพดี..... นี่แหละ ความฝันของฉัน”
       “เขียนได้ดี แต่ยังหลุดภาษาพูดอยู่บ้าง พวกเธอต้องอย่าลืมนะว่าการเอาภาษาพูดไปตอบในข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย อย่างที่พวกเธอชอบใช้.. เขาเรียกอะไรนะ? แชดเชิ๊ด อะไรนั่น...”
       “เขาเรียกว่าแชท” แซลลี่พูดเบาๆ
       “...แบบที่พวกเธอชอบใช้กันคือความผิดพลาดอย่างร้ายแรง แล้วฉันหวังว่าพวกเธอคงไม่ทำอะไรแบบนั้น เพราะฉันสอนพวกเธอแล้ว เอาล่ะ ใครมีอะไรจะติชมเรียงความของแดนตั้นหรือเปล่า?
ไม่มีใครติชม เพราะแค่นี้นักเรียนทุกคนก็นึกตลกอยู่ในใจที่สุดท้ายคุณครูผู้วางมาดฉลาดก็ยังไม่รู้ว่าโจเซฟแค่อ่านกระดาษเปล่า เรื่องที่อ่านมาก็คิดสด แต่ก่อนที่ครูจะเรียกให้นักเรียนคนอื่นตอบ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น
       “ไร้สาระ.....” เสียงเย็นชาดังขึ้นจากหลังห้อง กาฟรีโลนั่งท้าวคาง หน้าตาเบื่อหน่ายที่สุด
       “อะไรนะ ฟีเดล?” คุณครูทวนคำถาม ไม่เชื่อหูตัวเอง
       “ผมบอกว่าเรียงความของแดนตั้นไร้สาระ พวกเจ้าน่ะ น่ารังเกียจจะตาย เอาญาติมาแต่งงานกันเอง วันๆ ก็ไม่ทำอะไร อยู่เป็นปรสิตดูดเงินภาษีประชาชน พวกคนแบบนั้