Republican Nostalgia ตอนที่ 4

หนึ่งวันในชีวิต

 

7.47 น. ห้องเรียน ม.5/3 โรงเรียนมัธยมปลายไวมาร์

 

"ดูสิๆ เด็ก ม.5 นั้นไงที่เขาว่ามีเรื่องกับกาฟรีโล ฟีเดลเมื่อวาน"

"ดูท่าทางแรงๆ นะ มิน่าล่ะ..."

"กล้าจริง ไม่รู้ว่าจะโดนไรบ้างเปล่า"

"ฉันโดนครูสั่งห้ามพูดเรื่องนี้แหละ ถ้าใครพูดจะโดนหักจิตพิสัย"

โจเซฟได้ยินคำพูดพวกนี้ตลอดทางเดินเข้าโรงเรียน แต่เดิมเธอก็ออกจะเป็นเป้าสายตาอยู่แล้วเพราะสีผม แต่หลังจากเหตุเมื่อวานก็ดูเหมือนว่าทั้งนักเรียนและอาจารย์ทุกคนจะรู้จักชื่อเธอ

เมื่อเธอก้าวเข้ามาในห้อง เพื่อนร่วมชั้นของเธอจ้องมองเธอตาเป็นมัน

"เมื่อวานนี้สุดยอดไปเลยเจ๊" นักเรียนชายคนนึงตบไหล่โจเซฟเบาๆ โจเซฟไม่ได้ดีใจด้วยเลย

เมื่อวานนี้พอกลับถึงบ้านหลังจากไปเยี่ยมคุณยายเสร็จ เธอก็ล่มนอนลงบนเตียง มาร์ซี่น้องชายที่นอนเตียงชั้นบนไล่เธอไปอาบน้ำ แต่เธอก็หมดแรงจะคิดอะไรอีก และไม่อยากจะเล่าเรื่องนั้นให้ใครฟัง โดยเฉพาะกับพ่อกับแม่

"วันนี้มาแต่เช้าเชียวนะ" แซลลี่ทัก เธอนั่งอยู่บนโต๊ะเรียน โจเซฟนึกขอบคุณเธอที่ไม่มีท่าทางจะรื้อฟื้นเรื่องเมื่อวาน

"ไฮ โจเซฟ นี่ ขนมปังไส้แยมสัปปะรดกับนมที่สั่ง" นักเรียนชายผมหยิก ผิวสีคล้ำคนหนึ่งเดินตามหลังโจเซฟมา หอบขนมปังกับนมมาด้วยขวดหนึ่งวางบนโต๊ะแซลลี่อย่างบรรจงราวกับหนุ่มหล่อในโฮสต์คลับ เขาคือดิเอโก้ เบ๊ประจำตัวของแซลลี่

แซลลี่รับของกินที่สั่งไว้โดยมีแค่คำว่าขอบใจอย่างเย็นชา โจเซฟนึกขำอยู่ในใจ นี่ผู้ชายสามารถทำได้เพื่อคนที่ชอบขนาดนี้เลยเหรอ?

"ไม่เป็นไรนะโจเซฟ?" ดิเอโก้ถามขึ้น

"นี่ ฉันบอกแล้วไงล่ะว่าไม่ให้พูดเรื่องนั่นกับโจเซฟอีก" แซลลี่แผดเสียง ส่วนดิเอโก้ก็หงอไปเลย

"ไม่เป็นไรหรอกน่า พูดไปเหอะ ฉันก็กินได้นอนหลับสบายดี"

"เธอไม่เป็นไรจริงๆ นะโจเซฟ?" เมื่อรับคำอนุญาตแล้ว แซลลี่ก็เริ่มถามตามอยากจนได้

"อื้อ ไม่เป็นไรหรอก"

"แล้วอาการของคุณยายล่ะ?"

"ก็คงที่เหมือนเดิม"โจเซฟละไว้ไม่ได้บอกว่าคงที่ในทางดี หรือคงที่ในทางร้าย

"พ่อกับลูกนิสัยเหมือนกันชะมัดเลย" ดิเอโก้ออกความเห็นบ้าง แซลลี่พยักหน้าตามหงึกๆ

"ช่าย บ้าอำนาจ เผด็จการ เจอเรื่องแบบนี้แล้วฉันชักอยากไปม๊อบบ้างแล้วล่ะสิ"

"เธออยากให้ราชวงศ์กลับมาหรือไงแซลลี่?" ดิเอโก้ถาม

"ถ้าได้กษัตริย์ที่ดี จะให้เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชก็ดีกว่ามีประธานาธิบดีกับลูกชายห่วยๆ จริงมะ?" แซลลี่ถามความเห็นโจเซฟ แต่โจเซฟนั่งมองเหม่อไปทางเก้าอี้ว่างเปล่าของกาฟรีโล เธอกำลังครุ่นคิด ทบทวนคำพูดของกาฟรีโลเมื่อวาน

คนอย่างเธอน่ะ...ฉัน..ไม่มีวัน...

คนอย่างฉันเหรอ? โจเซฟก็ไม่ได้สนิทกับกาฟรีโลมากมาย แทบจะไม่ได้คุยกันเลยด้วยซ้ำ แต่ทำไมกาฟรีโลจะต้องสนใจเธอด้วยล่ะ? ไม่หรอก เธอคิดมากไปเองแหงๆ ก็ตอนนี้พ่อของกาฟรีโลก็โดนม๊อบไล่หนักไม่ใช่เหรอ? ก็ไม่แปลกที่เขาจะหัวเสียกับคนที่สนับสนุนราชวงศ์

"โห้ คุณลูกชายท่านประธานาธิบดีไม่มาเหรอเนี่ย?" แซลลี่จัดการนมหมดขวดแล้ว

"ปกติก็เห็นมาเช้าทุกทีเลยนี่นา"

"เขาจะเป็นอะไรหรือเปล่านะ?" โจเซฟกล่าวขึ้นมาลอยๆ

"หมายความว่าไง ‘จะเป็นอะไร'?"

"ก็ ตอนนี้สถานการที่บ้านเขาไม่ค่อยดีนี่"

"โถ่ ก็คงมีงานสังคมอะไรอีกน่ะแหละ แต่ว่าโดนมันด่าขนาดนั้น แกยังจะเป็นห่วงมันอีกเหรอ ยัยโก๊ะ"

นั้นสินะ ทำไมจะต้องไปห่วงคนจองหองพองคนที่ด่าว่าตัวเองด้วย? แซลลี่พูดถูกแล้ว ก็เลิกเก็บเรื่องไม่เป็นเรื่องมาคิดมากสักที

"โจเซฟ! มีคนมาหา!" นักเรียนคนหนึ่งเรียกโจเซฟ

คนที่รออยู่ที่หน้าประตูทำให้นักเรียนหญิงทั้งห้องตกตะลึง (และนักเรียนชายด้วยบางคน)

"ไง?" คลอทด์ โรแรงค์รออยู่น่าประตูด้วยมาดเท่ๆ ที่ทำให้แซลลี่แทบเก็บอาการไม่อยู่แล้ว

"มาด้วยกันหน่อยสิ" คลอทด์เดินเข้ามาในห้องเรียนตรงมาหาโจเซฟ ไม่แคร์สายตารุ่นน้องทั้งห้อง

"เอ่อ.... แต่ว่า เดี๋ยว.. อาจารย์จะเข้าแล้วนะคะ"

"ช่างมัน!" คลอทด์จับมือโจเซฟ ดึงตัวเธอเดินตามนอกห้อง ใบหน้าของเขากระตือรือล้น ให้นักเรียนทั้งห้องโดยเฉพาะแซลลี่วางเพลิงเผาห้องเรียนด้วยไฟในตา ส่วนดิเอโก้ก็เอาเศษถุงขนมปังไปทิ้งให้แซลลี่เพื่อหลบไม่ให้เธอผิวหน้าแดงกร่ำของเขา

เขาอิจฉาคลอทด์ โรแรงค์เหลือเกิน!

 

7.47 น. บ้านพักรับรองในมนฑลทหารแห่งหนึ่ง

 

"พี่ พี่ครับ ตื่นหรือยัง? ไปยิงปืนกันเถอะ" กาฟรีโลเคาะประตูไม้หน้าห้องนอนของภีมะ แต่ไม่มีเสียงตอบ กาฟรีโลเคาะอีกที หวั่นใจว่าถ้าออกไปยิงเป้าบินช้ากว่านี้ฝนคงตกลงมาซะก่อน แต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบอีก ภีมะคงยังไม่ตื่นแน่ๆ

"พี่ครับ ผมเข้าไปนะ" เขาเปิดประตู เห็นภีมะห่มเสื้อคล ยืนอยู่ริมหน้าต่าง มือข้างนึงถือถ้วยกาแฟ มืออีกข้างถือหนังสือเรื่อง Leviathan ของ Thomas Hobbes ก้มอ่านอย่างใจเย็น

ชิโอรินอนอยู่บนเตียง ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

 "ขะ..ขอโทษครับ! ผมไม่รู้ว่าคุณชิโอริ..อยู่ด้วย.....!"

กาฟรีโลเห็นร่างเปลือยเปล่าของเธออยู่แค่วินาทีเดียว สำนึกดีของเขาสั่งให้รีบเบือนหน้าไปข้างหลังทันที

"กำลังจะออกไปเปิดพอดีเลยล่ะ" ภีมะละสายตาจากหนังสือ

"อรุณสวัสดิ์ กาฟรีโล" กาฟรีโลได้ยินเสียงคู่หมั้นพี่ชายจากที่ไหนสักแห่ง แต่เขาไม่อยากจะจินตนาการต่อ ใจของเขาเต้นแรงจนจะออกมาวิ่งข้างนอกอยู่แล้ว

"พี่กำลังอ่านหนังสือที่ยืมมาจากกาฟิลให้ชิโอริฟังอยู่ หนังสือการเมืองนี่อ่านยากจังแฮะ"

"ระ..เหรอ...ครับ?"

"พี่ชอบประโยคเนี่ย Leisure is the mother of philosophy. เวลาว่างคือมารดาแห่งปรัชญาทั้งปวง"

"ครับ...เอ่อ... พี่..  เดี๋ยว.. เดี๋ยวไปยิงปืนข้างนอกกันไหมครับ?"

"เอาสิ อยู่ที่นี้ก็ไม่ค่อยมีอะไรกลางแจ้งทำอยู่แล้ว ชิโอริจะไปด้วยไหม?"

"หนุ่มๆ ไปกันเถอะ ฉันขอไปช่วยท่านสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งจัดเสื้อผ้าดีกว่า"

"คะ..ครับ..งั้นเจอกันนะครับพี่.. เจอกันครับคุณ..ชิโอริ"

"เดี๋ยวตามไปนะ...ฝากล็อคประตูด้วยล่ะ" ภีมะ

กาฟรีโล่กดล็อคประตูก่อนปิด เขากุมขมับตัวเอง หน้าร้อนผ่าวไปถึงหู

 

8.07 น. ห้องชมรมศิลปะ โรงเรียนมัธยมปลายไวมาร์

 

คลอทด์จูงโจเซฟมาถึงห้องชมรมศิลปะ ให้โจเซฟนั่ง ตัวเองไปเปิดซีดีเพลงที่วิทยุ เพลงที่เปิดจังหวะเป็นเพลงร็อค มีนักร้องเป็นผู้หญิง เสียงกีตาร์หนักแน่น แต่พอถึงท่อนฮุคกลับฟังเป็นเพลงป๊อปติดหู

"นี่แผ่นเดโม่หายากของวงเมอร์เดอร์ ออฟ ไมเคิล เพื่อนสนิทของพ่อพี่เขาเล่นกีตาร์ให้วงตอนออกชุดนี้เลยให้มา ไม่รำคาญนะ?"

โจเซฟส่ายหน้า เธอมองไปรอบๆ ห้อง ภาพเขียนแนวอิมเพรสชั่นนิสต์กับแอบสแต๊กฝีมือของคลอทด์ติดทั่วไปหมด

"มีแต่งานของรุ่นพี่ทั้งนั้นเลย"

"อื้อที่นี่เหมือนเป็นสตูดิโอส่วนตัวของพี่ไปแล้วล่ะ"

"คุณยายล่ะ?" คลอทด์ถาม เสริฟน้ำชาใส่ให้โจเซฟถ้วยดินเผาทรงเอเชียให้

"เมื่อคืน คุณยายก็ยังอาการไม่ดีเหมือนเดิมค่ะ"

โจเซฟทำท่าเป็นคัดจมูก ทั้งที่ความจริงแล้วเธอกำลังกลั้นน้ำตา เธอควรจะบอกคลอทด์เรื่องอื่นอีกหรือเปล่านอกจากเรื่องคุณยาย

"ถ้ามีเรื่องอะไร ก็บอกมาเลยสิ"

ชายหนุ่มเดาทางถูกเหมือนอ่านใจโจเซฟออก เธอจึงเล่าเรื่องทั้งหมด
"แล้วคุณพ่อ.. ก็โดนแก๊งเด็กมอเตอร์ไซด์ขโมยสตางค์ที่ได้จากการแสดงไปอีก..."

โจเซฟไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไปแล้ว เธอสามารถทนได้กับเรื่องทุกเรื่องแต่กับเรื่องครอบครัว เธอไม่สามารถพูดออกมาโดยไม่ร้องไห้ไม่ได้จริงๆ ใครจะบอกว่าเธอเป็นคนเจ้าน้ำตาก็ช่าง

ซีดีเล่นถึงเพลงช้า เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงผู้ชายคนนึงผู้กำลังหมดหวัง เพราะไม่อาจบอกความรักของเขาให้ใครรู้ได้ คลอทด์กดเปลี่ยนเพลง เขาไม่อยากบรรยากาศหม่นไปยิ่งกว่าเดิม

"แล้วแจ้งตำรวจหรือยัง?"

"แจ้งไปก็แค่นั้นแหละ สถานการบ้านเมืองเป็นแบบนี้ ตำรวจที่ไหนจะสนใจกะอีแค่เรื่องฉกชิงวิ่งราวล่ะคะ?"

"ยิ้มหน่อยสิ"

"เอ๋?"

"คิดถึงเรื่องตลกอะไรก็ได้ แล้วยิ้มหน่อย"

โจเซฟทำตาม นึกถึงมุกตลกแป๊กๆ ของพ่อ พยายามยิ้มให้ดูเสแสร้งน้อยที่สุด ตอนแรกนึกว่าคลอทด์จะให้เธอยิ้มปลอบใจตัวเองให้รู้สึกดีขึ้น คลอทด์เปิดผ้าคลุมที่คลุมผ้าใบเขียนภาพออก เอาจานสีจากโต๊ะ ป้ายพู่กันยาวกับสีวาดรูป บางทีเขาก็ใช้นิ้วแทนพู่กัน

"เสร็จแล้วล่ะ!"
คลอทด์ยิ้มกริ่ม หันผ้าใบให้เจเซฟดูรูป

เด็กสาวในภาพวาดใส่ชุดเดรสสีขาวยาวถึงพื้น ผมสั้นสีน้ำตาล เธอคือเจ้าหญิงในนิทานที่โจเซฟเคยเขียน แต่เจ้าหญิงคนนี้มีใบหน้าละม้ายกับโจเซฟไม่ผิดเพี้ยน

"โห!" โจเซฟอุทานเสียงดัง

"พี่วาดรูปนี้มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่ไม่เสร็จเพราะนึกหน้าตอนยิ้มของโจเซฟไม่ออก"

 "พี่ไม่เห็นต้องเอาหนูเป็นแบบเลย หนู.. ไม่เห็นจะ.. ไม่ดูดีพออยู่บนภาพวาดของพี่หรอก"

"ก็อยากให้โจเซฟดีใจนี่ ไม่ได้เหรอ?"

คลอทด์ทำหน้าจริงจัง โจเซฟเก็บรายละเอียดบนใบหน้าของชายหนุ่ม เธอใจลอยไปกับตาสีเขียว เส้นผมสีดำกับกลิ่นน้ำมันใส่ผมจางๆ ริมฝีปากสีแดงเรื่อที่เผยอออกเล็กน้อย แต่คลอทด์สักนิดไม่รู้เลยว่ามีสีน้ำสีเขียวขีดใหญ่ติดอยู่ที่แก้ม

"พี่คะ.. สีติดมีที่ติด..ที่.."

คลอทด์บีบมือของโจเซฟไว้แน่นขณะที่เอื้อมเช็ดสี ดึงตัวเธอเข้ามาใกล้

ริมฝีปากของคลอทด์สัมผัสริมฝีปากของโจเซฟีนเบาๆ

 

8.49 น. สนามยิงเป้าปินในมนฑลทหารแห่งหนึ่ง

 

เป้าบินแยกเป็นเสียง ขนาบด้วยเสียงปืนช็อทกันดังลั่นเขา กาฟรีโลถอดแว่นป้องกัน มองสกอร์บอร์ด เขาได้คะแนนไม่ค่อยดีเท่าไหร่

"มีสนามยิงเป้าบินด้วยเหรอนี้ สมกับเป็นพื้นที่ของทหาร"

ภีมะเดินมาหา ถือปืนยาวกระบอกหนึ่งมาด้วย เขาสวมฮาคามะ รวบผมไว้เป็นหางม้า

"เวลายิง ถือปืนให้นิ่งๆ ว่านี้หน่อยสิ" ภีมะอ้อมเข้ามาจับมือกาฟรีโลไว้ ปรับท่าตั้งมือปืนของน้องชายให้ตรงแนว มือของกาฟรีโลสั่นเพราะแรงยิงจากปืนและอากาศหนาว แต่เพราะความอุ่นจากมือภีมะทำให้อาการลดลงไปได้บ้าง  

"ให้ตายผมก็สู้พี่ไม่ได้สักที"

"ก็กาฟิลถนัดปืนสั้นมากว่านี่นา แต่ทำแต้มได้ดีขนาดนี้ก็ไปแข่งทีมชาติได้แล้ว มีตัวแทนพี่ ให้เด็ก จะได้กลับไปทำงานราชการประจำที่ค้างกระทรวงเขามานานสักที"

"งานเจ้าหน้าที่รัฐบาลครับ ไม่ใช่ราชการ" กาฟรีโลแก้คำ "แต่แม่คงไม่ให้ผมยิงปืนต่อแน่ๆล่ะ.." เขาพูดต่อจากนั้นก็เหลือบมองภีมะตั้งแต่หัวจรดเท้า ฮาคามะสีขาวนั้นพาลให้นึกไปถึงชุดคลุมอาบน้ำเมื่อเช้า แล้วที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ..

...ชิโอริบนเตียง..
"ทำไมแต่งตัวแบบนี้มาล่ะครับ?"

"อ้อ นี่เหรอ? แปลกตาดีใช่ม้า? ชิโอริบอกว่าให้ลองใส่มา"

 "เอ่อ! เรื่องเมื่อเช้า..ขอโทษด้วยนะครับพี่! ผมไม่นึกว่าคุณชิโอริจะมาที่นี้ด้วย" ให้ตายเถอะ! กาฟรีโลตำหนิตัวเองอย่างเดือดดาลอยู่ ทำไมเขาต้องพะวงกับเรื่องงี่เง่าแบบนี้ด้วย!

"ชิโอริก็จะเป็นครอบครัวเราแล้วเหมือนกันเลยต้องพามาด้วย กาฟิลไม่ต้องกังวลหรอก ชิโอริเขาไม่แคร์หรอกน่า

"คุณชิโอริไม่แคร์ แต่พี่ล่ะ?"

ช่องว่างขั้นกลางระหว่างสองพี่น้องฟีเดลแทบจะประทุขึ้นมาทันทีเมื่อกาฟรีโลเอ่ย ภีมะไม่ตอบในทันที เขายิงเข้าตรงเป้าอย่างแม่นย้ำ เป้าบินทั้งสี่เป้าแตกกระจายแทบจะในเวลาพร้อมกัน กาฟรีโลกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเป้ากลายเป็นนกหรือแม้กระทั่งคนขึ้นมาล่ะ?

 "ถ้าเป็นกาฟิลล่ะก็.. ก็ไม่เป็นไรหรอกมั้ง.."  

ภีมะหยิบปืนพาดบ่า ถึงภีมะจะยิ้มแย้มทุกที แต่กาฟรีโล กลับรู้สึกเหมือนตัวเองถูกพี่ชายกดดันอยู่แทน

"อมุนเชนด์บอกว่าจะเริ่มตอนหกโมงเย็นใช่ไหม?" พี่ชายดูนาฬิกาข้อมือ อีกนานมากกว่าจะถึงเวลา

"ครับ จะประกาศเคอร์ฟิลด์ตอนหกโมงเย็น"

"จากนี้อะไรอะไรคงเปลี่ยนไปเยอะแน่นอน พวกเราคงต้องปรับตัวให้ได้"

"...นี่มันไม่ใช่การปฎิวัติอย่างที่ผมอ่านเคยอ่านในหนังสือเลย.." กาฟรีโลกระซิบบอกพี่ชาย


11.14 น. ห้องเรียน ม.5/3 โรงเรียนมัธยมปลายไวมาร์

 

โจเซฟเดินกลับมาที่ห้องเรียนอย่างเบลอๆ ไม่อยากเชื่อตัวเองว่าเธอเฟิสต์คิสกับรุ่นพี่ที่แอบหลงรักมาตลอด เธอมองเหม่อไปนอกหน้า รีเพลย์ฉากเมื่อเช้าอยู่ในหัว ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป แค่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น เธอยังไม่มีเวลาได้เก็บอะไรจากจุมพิตครั้งแรกเลย

จนถึงพักเที่ยง แซลลี่ก็เข้ามาซักความ ตอนแรกโจเซฟอิดออด แต่พอเพื่อนซี้รบเร้าหนัก เธอเลยยอมเปิดปาก

"ห๊า หวา ว่าไงนะ! นี่เธอ จะ.. จุ.. อุ๊บบ!!"

แซลลี่ยังไม่ทันโวยวายจบประโยค ก็เจอเยอรมันซูเพลคจากโจเซฟจนเกือบคว้ำจากเก้าอี้

"พูดให้เบาๆ หน่อยดิวะ!" โจเซฟปิดปากแซลลี่ไว้สนิท

"อ่ะ..เอ่อ..แล้วแบบว่านะ.. แบบว่า......นอกจาก.. คิสแล้วเนี่ย... ก็เห็นว่าหายไปนานสองนาน..มิทราบว่า ได้ทำอะไรอย่างอื่นกันหรือเปล่าเจ้าคะ?"

"ยัยหื่น! ก็แค่นั่งฟังพี่คลอทด์เล่าเรื่องเพลง เรื่องภาพวาด เรื่องนู้นเท่านั้นเองอ่ะ จะไปทำอะไรได้ไง ที่นี้มันโรงเรียนะเฟ้ย!"

"อ่ะ..อ๋อ หมายความว่าถ้าไม่ใช่โรงเรียนก็ได้ใช่ม้า?" แซลลี่ทำตาปลาหมึก

"เสื่อม!"

"แล้วแกก็เดินออกมา แค่นั้นอ่ะนะ!"

"นี่หล่อน.. แล้วจะให้ฉันทำบ้าอะไรอีกยะ?"

"ไม่ยอมแหละ! เย็นนี้ไปกินเบอร์เกอร์แล้วเล่าดีเทลให้ฉันฟังเดี๋ยวนี้เลย!"

"วันนี้รีบกลับบ้านดีกว่านะ" ดิเอโก้เดินเข้ามาเตือนหลังจากได้ฟังแผนการของเพื่อนซี้

"มีอะไรเหรอ?"

"ไม่รู้สิ ฉันได้ยินข่าวลือว่าวันนี้จะมีประทงประท้วงใหญ่อะไรอีก"

"ก็แบบนี้ทุกที่ล่ะน่า เมื่อไรจะจบกันไปสักที ชักรำคาญแล้วเนี่ย เฮ้อ!" แซลลี่ถอนหายใจเถือก

โจเซฟกำลังพูดต่อว่าไม่เป็นไร แต่มีสายมือถือเข้าพอดี หน้าจอมือถือมีชื่อ "คุณนาย" ชื่อเล่นที่โจเซฟตั้งให้แม่

แม่โทรมา

โจเซฟไม่อยากรับโทรศัพท์เลย ถ้ารับก็คงต้องเป็นข่าวร้ายแน่ๆ เพราะแม่ไม่เคยโทรมาหาเธอระหว่างอยู่ที่โรงเรียน

โจเซฟปล่อยให้มือถือดังอยู่นาน แต่แม่ก็ยังโทรไม่เลิก เธอคงหนีจากความเป็นจริงไม่ได้อีก โจเซฟกดรับโทรศัพท์ น้ำเสียงตื่นตระหนกของแม่และสิ่งที่แม่จะพูด เป็นเรื่องที่เธอคาดหมายไว้แล้ว      

"โจเซฟ! รีบออกมาเร็ว นั่งแท็กซี่มาเลยก็ได้ คุณยาย..! คุณยาย...!"

 

17.46 น. โรงพยาบาลแซงเอเตียง

 

นายแพทย์หนุ่มเดินออกมาจากห้องผ่าตัด ท่าทางเหนื่อยล้า ครอบครัวแดนตั้นทุกคนไม่กล้าถามเพราะรู้อยู่ว่าผลการผ่าตัดคงออกมาไม่น่าพอใจ

"ผมต้องขอโทษด้วย อาการของคนไข้ยังไม่ดีขึ้น แล้วเราก็ไม่มีเครื่องมือกับหมอพอ ผมอยากให้ญาติคนไข้ทำใจไว้ก่อน" หมอพูด

"ถ้าที่นี้ไม่มีเครื่องมือกับหมอเก่งพอผ่าตัด ช่วยส่งตัวคุณแม่ไปที่ไปโรงพยาบาลอื่นได้ไหมครับหมอ?" คุณแดนตั้นเสนอขึ้น

"จริงอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือหรือหมอที่เก่งพอ แต่ผมเกรงว่าการเคลื่อนผู้ป่วยตอนนี้อาจทำให้ผู้ป่วยอาการหนักกว่าเดิมได้ และถึงจะย้ายตัวไปโรงพยาบาลอื่น แต่โอกาสหายก็มีแค่ 20% และ และเรื่องค่าใช้จ่าย..."

"เรื่องเงินเท่าไหร่ก็ได้ครับหมอ! ผมยอมจ่าย!" คุณแดนตั้นประกาศ โจเซฟจับมือคุณยายไว้แน่น เรื่องที่เธอจูบกับคลอทด์ดูเหมือนเมื่อเช้าเป็นความสุขอันรางเลือน

"ถ้าคุณต้องการอย่างนั่นผมจะเขียนใบส่งตัวให้ พยาบาลช่วยติดต่อรถพยาบาลกับหมอที่โรงพยาบาลไฮน์เนมันด์เมโมเรี่ยลให้ที" หมอบอกพยาบาล แต่ไม่ช้าพยาบาลก็เดินกลับมา หน้าซีดเผือด ถือโทรศัพท์ไร้สายในมือ   

"มะ..ไม่ได้แล้วค่ะหมอ... ตอนนี้ออกจากโรงพยาบาลไม่ได้แล้วค่ะ! รถถังกับทหารเต็มถนนไปหมดแล้วค่ะหมอ!"

"หา!" นายแพทย์วิ่งไปเปิดม่านหน้าต่าง รถถังกับทหารกองหนึ่งตั้งบังเกอร์ไว้ริมถนนหน้าโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว

"แม่! เปิดทีวีเดี๋ยวนี้!" คุณแดนตั้นสั่ง

ทีวีฉายรายกายข่าวรายการหนึ่ง กับนักวิชาการขาประจำข่าวการเมืองกำลังวิเคราะห์สถานการบ้านเมืองกันอยู่

 

"ในความเห็นทางกฎหมายมหาชนอาจารย์เห็นอย่างไรเกี่ยวกับการประกาศภาวะฉุกเฉินของท่านประธานาธิบดีบ้างครับ?"

"เป็นสิทธิของประธานาธิบดีตามรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐมาตรา 48 ประกาศภาวะฉุกเฉินในสถานการณ์คับขันเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ แต่ผมคิดว่านะครับ ผมคิดว่าประธานาธิบดีฟีเดลไม่ควรใช้ความรุนแรงกับกลุ่มชุมนุมตอนนี้ เพราะอาจเป็นเงื่อนไขให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้"
 

"ฟีเดลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วทำไมถึงมีรถถังได้ล่ะ?" หมอตั้งข้อสังเกต

 

แต่พูดยังไม่ทันขาดคำ อยู่ๆ ภาพรายการข่าวบนหน้าจอก็กลายเป็นภาพธงชาติเก่าก่อนการปฏิวัติที่ยังมีสีสัญลักษณ์ของราชวงศ์อยู่ ฉายภาพขาวดำเก่าๆของรูปพวกราชวงศ์ มีเพลงปลุกใจเก่าๆ ประกอบ

 

โจเซฟสงสัยว่านี่เป็นรายการสารคดีอะไร ภาพนิ่งอยู่อย่างนั้นเกือบสิบนาทีจนทุกคนนึกว่าสัญญาณจากสถานีโทรทัศน์เสีย  แต่ไม่ช้า หญิงสาวใส่เครื่องแบบทหารท่าทางภูมิฐาน นั่งหลังตรงอ่านแถลงการในมือ

 

บัดนี้กองทัพนำโดยผู้บัญชาการกองทัพบก ได้ทำการปฎิรูปการปกครองจากอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ฟีเดล แล้ว ทั้งนี้จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอันมี จอร์จ ฟีเดลเป็นประธานาธิบดีไม่สามารถบริหารประเทศได้อีกต่อไป มีการแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ  อีกทั้งยังสร้างความแตกแยกให้กับประชาชนในประเทศ ทางกองทัพจึงไม่มีทางเลือกอื่นเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองไว้ จึงขออภัยในความไม่สะดวกต่อพี่น้องประชาชนมา ณ ที่นี้

 

โปรดฟังให้ชัดเจนอีกครั้ง  

"เอาแล้วไง! ปฎิวัติจนได้!" มาร์ซี่เผลอทำท่าตื้นเต้นจนโดนแม่จุ๊ปากใส่

"เดี๋ยวญาติคนไข้ไปช่วยหมอเจรจากับพวกทหารด้วยครับ มีเคสใหญ่ขนาดนี้เขาคงยอมให้ออก ถ้าเอาคนไข้ออกไม่ได้จริงๆ หรือหมอที่อื่นมาไม่ได้ คงต้องประคองอาการคนไข้ ช่วงนี้เปิดห้องผ่าตัดเตรียมไว้ก่อนด้วย" หมอหนุ่มกุมขมับ สถานการณ์อย่างนี้ไม่มีอยู่ในตำเรียนวิชาแพทย์สักหน่อย

 

ขอให้พี่น้องประชาชนอยู่ในความสงบ ห้ามออกจากอาคารในขณะนี้เด็ดขาด สถานการทั้งหมดจะคลี่คลายภายในเร็ววัน ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าฟังการยั่วยุจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นอันขาด บุคคลที่ปลุกระดมประชาชนเพื่อต่อต้านกองทัพ จะถูกดำเนินคดีอย่างไม่มีการละเว้น

 

โปรดฟังให้ชัดเจนอีกครั้ง

 

ภาพนายทหารหญิงตัดไปเป็นเพลงปลุกใจยุคโบราณกับภาพราชวงศ์เก่าอีกครั้ง คุณแดนตั้นใส่เสื้อโค้ทเตรียมตัวออกไปเจรจากับพวกทหารพร้อมกับหมอ

 

แต่ก่อนหน้านั้น เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

 

"ไอ้คนทรยศ พวกแกมันสุนัขรับใช้พวกเจ้ากับพวกม๊อบข้างถนน ไหนบอกว่าเป็นกองทัพของสาธารณรัฐยังไงเล่า!"

"พวกเราทุกคนต่างเกิดมาเท่าเทียมกัน!  ไม่มีใครอยู่สูงกว่าใคร!"

"เพื่อสาธารณรัฐ! เพื่อประชาธิปไตย! เพื่อความเท่าเทียม!"

ชายหญิงกลุ่มหนึ่งตะโกนบนถนน หลังจากนั้นเสียงเสียงปืนก็ดังขึ้นสามสี่นัด เสียงกรีดก้องไปทั่วบริเวณ สักพักทุกอย่างก็กลับมาเงียบสงบดั่งเดิม

 

"พ่อครับ อย่าออกไปเลยนะครับ!" มาร์ซี่วิ่งมาจับแขนรั้งตัวคุณแดนตั้นไว้ทันทีที่ได้ยินเสียงปืน

"ถ้าพ่อไม่ออกไปแล้วคุณยายล่ะ!" คุณพ่อปัดไม้ปัดมือไม่ให้มาร์ซี่เข้ามาห้าม
"ถ้าพ่อเป็นอะไรไปอีกคนแล้วเราจะทำยังไงคะ!" โจเซฟ

"คุณคะ..!"

ระหว่างที่คุณแดนตั้นกำลังยื้อยุดกับลูกเมีย บานประตูทางหนีไฟที่ปลายทางเดินเปิดออกฟาดกับผนัง ชายฉกรรจ์แต่งเครื่องแบบทหาร พ่อของกาฟรีโล จอร์จ ฟีเดล กับผู้บัญชาการกองทัพบกที่เพิ่งเห็นในโทรทัศน์เมื่อครู่ กรูกันเข้าล้อมสมาชิกครอบครัวแดนตั้นไว้

 

Comment

Comment:

Tweet

โถ การ์ฟิลด์ ขี้อายจังเลยอ่ะ...

โจเซฟทำเยอรมันซูเพลคได้ด้วย ทำไมไม่ทำกับพ่อลูกชายประธานาธิบดีบ้างล่ะคะ?

...เหตุการณ์ปฏิวัตินี่คล้ายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยเน๊อะ *-* (ขำ)

#4 By Aijou~ on 2008-10-03 22:21

ตอนแรกมันยังอาทิตย์ส่องอยู่เลยนา (แถมมีเซอวิสด้วย ครั่กๆ)

เหตุการ์หลายอย่างคู้นนนนนนุ้นเนาะconfused smile

#3 By watabo on 2008-09-13 20:42

มันคุ้นๆนะ open-mounthed smile
แล้วจะจบยังไงเนี่ย cry

#2 By เห็ด rosy on 2008-09-13 08:01

เอ่อ ชักเริ่มจะไม่แจ่มใสแล้วสิ