[FIC] Republican Nostalgia ตอนที่ 7 ชายเจ้าเสน่ห์กับชายไร้เสน่ห์
posted on 22 Oct 2008 19:16 by bosie in Ficตอนที่ 7 ชายเจ้าเสน่ห์กับชายไร้เสน่ห์
กาฟรีโลยืนหลบอยู่หลังเสา เขากำลังแอบมองเหตุการณ์หนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นในห้องโถง
เขาเห็นพ่อของเขากับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง กาฟรีโลเห็นหน้าของเด็กหนุ่มไม่ชัดถึงอาจไม่เห็นเลย แต่บางอย่างทำให้เขารู้ว่าร่างจางๆ คือเด็กหนุ่ม จอร์จ ฟีเดลกำลังโกรธถึงขีดสุด ฝ่ามือตบลงบนหน้าของเด็กหนุ่ม เขาล่มลงไปกับพื้น แต่ฟีเดลก็ตามเข้าไปกระชากคอเสื้อ เลือดไหลออกจากจมูกกับปากของเด็กหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายเป็นทาง แม่ของกาฟรีโลวิ่งเข้ามาห้ามแต่ก็ถูกฟีเดลผลักออกไป ฟีเดลทำร้ายเด็กหนุ่มต่อ กาฟรีโลไม่ได้ยินเสียงของเด็กหนุ่มเลย ได้ยินแต่เสียงพูดของฟีเดลไม่ประติดประต่อ
“ทำ..ไม.. แกถึง.. แกแค้นอะไรฉัน..... แกมันตัวปัญหา..”
“ฉันทำให้แกทุกอย่าง นี่หรือคือสิ่งที่แกตอบแทนฉัน? คนอย่างแก..”
“ไอ้แกะดำ....ตัวเสื่อมเสีย..”
เด็กหนุ่มพยายามลุกขึ้นหาแม่ของกาฟรีโล แต่ก็โดนตบล่มลงไปอีก ร่างของเขาเซถลาไปโดนโต๊ะเล็ก แจกันดอกคาเมเลียบนโต๊ะหล่นลงพื้นแตกกระจาย
...พร้อมกับเสียงปืนที่ดังขึ้นหนึ่งนัด..
แล้วกาฟรีโลก็ลืมตาขึ้นมา กลอกตาไปรอบทิศ เขานอนอยู่บนเตียงในห้องของตัวเอง เขาลุกขึ้นมานั่งตั้งสติแต่ข้างในหัวปวดตุบเหมือนจะระเบิดออกมา เหงื่อออกท่วมตัว เขาจำความฝันที่เพิ่งผ่านไม่ได้
นาฬิกาบอกเวลาตี 2 กว่า ท้องฟ้านอกหน้าต่างยังมืดสนิท
ใบของต้นวิลโลว์ลู่ไปตามแรงลม กาฟรีโลลุกขึ้นสวมเสื้อ ยื่นนิ่งอยู่หน้าประตูที่เชื่อมกับห้องของภีมะ
ยกมือจะเคาะประตูแต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ
กาฟรีโลหลับตาไม่ลงอีกจนกระทั่งนาฬิกาปลุกตอนหกโมงครึ่ง
----------------------------------------------
การฝึก “เพื่อเตรียมตัว” เป็นราชินีของโจเซฟฝ่านไปได้โดย (เกือบจะ) ดี มาราตยังไม่ค่อยพอใจผลการผึกเท่าไหร่ เพราะยังไม่สมบูรณ์แบบพอ แต่ด้วยเวลาที่งวดเข้ามาแล้วก็ต้องปล่อยไปเลยตามเลย เอาได้เท่าที่ดีที่สุด แต่มาราตก็กำชับโจเซฟอย่างหนักแน่นและเฉียบขาดว่า “ถ้าฝ่าบาททำอะไรผิดพลาดมากไปกว่านี้ ดิฉันจะไม่ปล่อยฝ่าบาทไปแน่นอน เพื่ออนาคตของพระองค์เอง”
ทำเนียบประธานาธิบดีปรับปรุงเป็นพระราชวังใหม่ใกล้เสร็จเรียบร้อย วันนี้มาราตจึงพาสมาชิกราชวงศ์ทุกคนมาดูสถานที่ ระหว่างที่นั่งอยู่บนรถ มาราตยื่นแฟ้มเล่มหนึ่งให้โจเซฟ
“นี่เป็นแบบธนบัตรใหม่ที่ช่างวาดเพิ่งทำเสร็จ ขอให้ฝ่าบาททรงพิจารณา” มาราตพูด ธนบัตรข้างในแฟ้มมีสีเหมือนธนบัตรเดิม แต่เปลี่ยนรูปของเออร์เนสโต้ ฟีเดลเป็นรูปหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งหน้าอูมๆ ใส่มงกุฎเพชรแทน
“ยัยป้านี่ใคร?” มาร์ซี่พูดขึ้น แล้วก็หัวเราะเสียงหลงเมื่อเห็นคำบรรยายข้างใต้รูปว่า ‘ราชินีโจเซฟีน’
“รูปตัวเองก็มีเหมือนกันแหละน่า” โจเซฟชี้ให้ดูรูปของครอบครัวแดนตั้นทั้งสี่คนบนธนบัตรด้านหลัง มาร์ซี่กับพ่อแม่หน้ามนเหมือนตุ๊กตาแถมยังยิ้มแบบอมทุกข์ แบล็คกราวด์เป็นรูปลางๆ ขององค์มหาราชา พระราชบิดาของพระเจ้าเมลเลอร์ที่สี่ กษัตริย์ซึ่งคนในประเทศทุกคนจงรักภักดี
“หนูไม่ได้หน้าแก่ขนาดนี้นะคะ..”
โจเซฟท้วงมาราต แต่มีหรือที่ป้าเขาจะสนใจ?
ตอนนี้เรื่องการสถาปนาราชวงศ์ขึ้นมาใหม่ก็เป็นที่รู้ทั่วกันของสาธารณะชน แต่ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเป็นครอบครัวแดนตั้น หลายๆ อย่างในประเทศถูกเปลี่ยนเพื่อให้สมกับการปกครองระบอบเก่าที่กลับมา ชื่อเรียกสถานที่ซึ่งหลังการปฎิวัติถูกเปลี่ยนจากชื่อราชวงศ์เป็นชื่ออื่น ก็เปลี่ยนกลับมาเป็นชื่อราชวงศ์เหมือนเดิม ธงชาติกลับมามีแถบสีกับตราของราชวงศ์ ตามถนนหนทางผู้คนต่างติดธงชาติเก่าและเขียนป้ายข้อความทรงพระเจริญไปทั่ว บรรยากาศเก่าๆ ในเวลาที่ประเทศนี้มีราชวงศ์เหมือนกับเทพนิยาย ไม่ใช่สาธารณรัฐเยือกเย็นไร้สีสัน หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
รูปปั้นสำริดขององค์มหาราชาถูกนำกลับมาตั้งหน้าพระราชวังหลังจากโดนโค่นเมื่อปฎิวัติล้างราชวงศ์
คนสวนกำลังรีบแต่งต้นไม้ให้เสร็จทันเวลา
ทำเนียบประธานาธิบดีที่เคยเห็นเป็นตึกสีทึมๆ อย่างที่เห็นในทีวีกลายมาเป็นพระราชวังสีสด
มาราตบอกว่าเพราะโจเซฟชอบอะไรที่มีสีแสบๆ เธอเลยสั่งให้ช่างทาสีให้ใหม่ทั้งหมด ความจริงป้ามาราตก็เป็นคนดีอยู่เหมือนกัน
ในอาคารรับรองซึ่งจะเป็นที่ที่พวกแดนตั้นมาอยู่ ยังมีช่างเดินอยู่ทั่ว บ้างก็อยู่บนนั่งร้านทาสี บ้างก็เอาผลงานศิลปะมาจัดวางหรือไม่ก็ยกเอาของเก่าออก ตอนที่โจเซฟเข้าไปช่างกำลังยกรูปของเออร์เนสโต้ ฟีเดลออกไปพอดี
มาราตให้ทุกคนแยกย้ายกันไปดูสถานที่หรือจับจองห้องที่ชอบ (แน่นอนว่าต้องมีบอร์ดี้การ์ดตามอยู่ห่างๆ) มาร์ซี่รีบพุ่งไปหาห้องที่ใหญ่ที่สุด พ่อขอไปดูห้องฟิตเนสตามแผนลดน้ำหนักที่คิดมานาน ส่วนแม่กับมาราตขอแยกไปดูครัวหลวง
โจเซฟยืนมองรอบๆ มึนงง ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วที่ฟีเดลบอกว่าให้ใช้เวลาที่บ้านเก่าให้คุ้มค่าที่สุดหมายความว่าอย่างไร นี่ก็เดือบสองเดือนแล้ว โจเซฟไม่ได้กลับไปที่บ้านเก่าอีกนับจากมาราตพาออกมา และเธอคงไม่ได้กลับไปที่บ้านหลังเล็กหลังนั้นอีกแล้ว พระราชวังหลังใหญ่นี้จะเป็นบ้านใหม่ของเธอแทน
เด็กสาวขึ้นไปสำรวจชั้นสอง เดินเหม่อคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ตอนนี้แซลลี่จะเป็นยังไงบ้าง? ถ้าเธอมีโทรศัพท์มือถือในมือก็คงไปเมาธ์แตกกับแซลลี่ได้เป็นชั่วโมงๆ ที่สำคัญ..ก็คนเดิม.. คลอทด์..
..ป่านนี้รุ่นพี่คงลืมฉันไปแล้วล่ะ..
ทันใดนั้นโจเซฟก็ตกใจจนสะดุ้งเฮือกเมื่อมีอะไรบางอย่างพุ่งตรงเข้ามาหาเธอ มันยันที่หน้าขาเธอจนเกือบล่ม
สุนัขพันธุ์เยอรมันเชฟเพิร์ดตัวใหญ่ กระโดดเข้ามาเกาะเธอไว้ ถ้ามันไม่ได้แลบลิ้นเลียที่มือของโจเซฟ กับกระดิกหางล่ะก็ใครก็ต้องคิดว่าหมาตัวใหญ่นี่จะเข้ามากัดเธอ
“ว่าไง! มีอะไรเหรอน้องหมา?” โจเซฟลูบหัวเจ้าหมา สักพักมันก็เดินนำหน้าโจเซฟ นำทางหายเข้าห้องห้องหนึ่ง โจเซฟเดินตามเจ้าหมาไป
“ไลก้า ใครมาน่ะ?” มีเสียงเด็กหนุ่มพูดขึ้นกับเจ้าหมา กาฟรีโลเงยหน้าจากหนังสือเห็นโจเซฟ เขาจับจ้องโจเซฟอยู่พักใหญ่ เพราะตอนนี้สีผมของโจเซฟเปลี่ยนไปเป็นสีธรรมชาติ ชุดที่ใส่ก็เป็นชุดเดรสกับเสื้อเคปสีขาวดูเรียบร้อย ไม่ใช่ชุดรกๆเหมือนตอนอยู่ที่โรงเรียน
“หวะ..หวัดดี” โจเซฟทักแต่ดูท่าจะไม่มีสัญญาณตอบรับจากฝ่ายตรงข้าม กาฟรีโลง้วนอยู่กับการวางหนังสือลงกล่องกระดาษ ดูแล้วห้องนี้คงเป็นห้องของกาฟรีโลเพราะมีเตียงนอน โต๊ะเขียนหนังสือกับชั้นวางหนังสือ บนฝาหนังแขวนภาพเขียนของซัลวาดอร์ ดาลี่ ขนาดของห้องใหญ่กว่าห้องที่บ้านเก่าของโจเซฟเป็นสิบเท่า
“นี่..ห้องของนายหรือเปล่า?” โจเซฟทำใจดีสู้เสือ เธอถือวิสาสะเข้าห้องคนอื่นมาแล้วจะออกไปเงียบๆ คงใช่ที่
“อือ”
“จริงด้วย นายอยู่ทำเนียบประธานาธิบดีนี่เนอะ”
“อือ”
“กำลังเก็บของเหรอ?”
“อือ”
ไม่ได้การ.. ยิ่งพูดก็เหมือนพูดอยู่กับกำแพง โจเซฟหันไปเล่นกับไลก้าแก้เก้อ “เจ้านายของแกทำไมนิสัยไม่เห็นเหมือนแกเลย” เด็กสาวกระซิบกับไลก้าเจ้าหมาแสนรู้ จากนั้นก็ไปดูหนังสือบนชั้นเผื่อจะมีเล่มไหนน่าสนใจ แต่เปล่าเลย หนังสือของกาฟรีโลมีแต่ รัฐธรรมนูญ ประมวลแพ่ง หนังสือกฎหมายภาษาเยอรมันกับภาษาฝรั่งเศส นิยายก็มีบ้างแต่ก็มีแต่นิยายคลาสสิคหรือนิยายที่ไม่ได้เอาไว้อ่านผ่อนคลาย
ข้างๆ ชั้นหนังสือมีกรอบรูปสองสามรูป รูปหนึ่งเป็นรูปของชายหนุ่มผมสีทอง อีกรูปหนึ่งเป็นรูปคนสามคน มีกาฟรีโลกับชายหนุ่มผมทองในรูปแรก ทั้งคู่ใส่สูทแบบพีธีทางการ ตรงกลางชายทั้งสองมีหญิงสาวใส่ชุดกิโมโนสีแดงลายดอกไม้ เสียบปิ่นปักผม เธอสวยจนโจเซฟนึกอยากใส่ชุดแบบหญิงสาวในรูปบ้าง
กรอบรูปกรอบสุดท้ายวางคว้ำอยู่ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นแบบไม่ได้ยั่งคิด โจเซฟหงายกรอบรูปขึ้นมาดู มีรูปของเด็กชายใส่ชุดกาละสีซึ่งน่าจะเป็นกาฟรีโล ทำไมเด็กน่ารักๆ แบบนี้ถึงโตขึ้นมาเป็นไอ้หยิ่งนี่ได้น้า? โจเซฟนึกในใจ กาฟรีโลถ่ายรูปกับเด็กหนุ่มอีกคนซึ่งน่าจะเป็นผู้ชายผมทองในรูปก่อนแต่เขาดูเด็กกว่าและผมของเขาในรูปนี้ก็เป็นสีดำ เด็กหนุ่มโอบไหล่กาฟรีโล ดูสนิทสนมกันมาก
“ทำอะไรของเธอ!” กาฟรีโลตะโกนแล้วแย่งกรอบรูปจากมือของโจเซฟ แล้วก็หยิบกรอบรูปอื่นตามไปด้วย
“ขะ..ขอโทษ..”
กาฟรีโลไม่ได้สนใจโจเซฟ เขาเอากรอบรูปใส่ลัง ยกเว้นกรอบรูปที่คว้ำไว้ กาฟรีโลมองดูรูปอยู่สักครู่ก็แกะรูปออกจากกรอบเอามาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ
เพราะโจเซฟจะย้ายเข้ามาอยู่ทีทำเนียบนี้แทน กาฟรีโลจึงต้องย้ายออกเพราะพ่อเขาไม่ใช่ประธานาธิบดีอีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่โจเซฟคนเดียวที่ต้องเปลี่ยนแปลง แต่คนที่เคยมาก่อนอย่างกาฟรีโลก็ต้องเปลี่ยนแปลงไม่ใช่น้อย โจเซฟมาอยู่ที่นี้ด้วยความสมัครใจส่วนหนึ่ง แต่กาฟรีโลสิคงต้องย้ายออกจากที่นี้โดยไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน จอร์จ ฟีเดลก็เป็นประธานาธิบดีมาเป็นสิบปี ก็หมายความว่าทำเนียบนี้คงเป็นเหมือนบ้านของกาฟรีโล โจเซฟไม่แปลกใจเลยว่าทำไมกาฟรีโลถึงมีท่าทีเย็นชาและดูรังเกียจเธอ ยังไงเธอก็ต้องเป็นเพื่อนร่วมชั้นของกาฟรีโล เพราะงั้นก็ดีๆ กันไว้ดีกว่า การเมืองไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร
“ขอโทษนะ เพราะฉันย้ายมาอยู่ที่นี่แท้ๆ นายก็เลยต้องย้ายออก ขอโทษจริงๆ”
“จะขอโทษทำไม? ทำเนียบประธานาธิบดีเอาไว้ให้ประธาธิบดีอยู่ จอร์จ ฟีเดลไมได้เป็นประธานาธิบดีแล้ว พ่อฉันก็แค่ไม่มีสิทธิจะอยู่ที่นี้ต่อได้ตามกฎหมาย ไม่เห็นแปลกตรงไหน”
“แต่...ที่นี่ก็เหมือนกับบ้านของนายไม่ใช่เหรอเพราะฉะนั้น...”
“เธอจะมาสงสารฉันทำไม?” กาฟรีโลหันมาหาโจเซฟอย่างเกรี้ยวกราด สายตาของเขาส่งแววความโกรธและความรำคาญปนกัน “เก็บพระมหากรุณาธิคุณของเธอไว้ออกงานกุศลเหอะไป” พูดจบเด็กหนุ่มก็ยกกล่องหนังสือเดินผ่านโจเซฟออกนอกห้องไปไม่ใยดี มีไลก้าเดินตามหลัง โจเซฟตบะแตกผึงทันทีเพราะคำพูดแสบทรวง เธอวิ่งตามลูกชายอดีตประธานาธิบดี ตะโกนใส่หูไอ้คุณหนูจอมหยิ่ง
“นี่นาย! คนเขาหวังดีนะ หัดรับความหวังดีของคนอื่นไปบ้างเซ่!”
กาฟรีโลนิ่งสนิท ขนหนังสือต่อ
“ทำไมนายถึงต้องรังเกียจฉันขนาดนี้ด้วย ฉันเคยไปทำอะไรให้นายโกรธเป็นการส่วนตัวหรือไง ห๊า!”
“..น่ารำคาญ..”
พูดจบกาฟรีโลก็เร่งฝีเท้าให้ห่างจากราชินี โจเซฟยังบ่นต่อ นายเป็นบ้าอะไร!/ฉันไม่ได้คิดจะสงสารนายนะ ที่พูดเพราะฉันเป็นว่านายเป็นเพื่อนรวมชั้นเท่านั้นแหละ!/ไลก้ากัดมันเลย! และเสียง ฉอด ฉอด ฉอด โหวกเหวก จนกาฟรีโลเดินลงบันได โจเซฟก็ยังตามมา แต่เธอยังไม่คุ้นกับรองเท้าส้นสูงเลยสะดุดล้มขั้นบันได ถลาลงไปข้างหน้า
“เดี๋ยวสิ! หว่ะ!! ว้าย!!”
“หึย!” กาฟรีโลก็ทำตัวเป็นสุภาพบุรษที่ดีมากๆ ด้วยการเบี่ยงตัวหลบไม่ให้หนังสือหล่น ปล่อยให้ราชินีหล่นลงมาจากบันไดขั้นสุด โจเซฟคิดว่าตัวเองล่มหน้าคะมำลงกับพื้นแล้ว แต่เธอกลับลงจอดอย่างสวยงาม
“ราชินีมาวิ่งเล่นเป็นลิงทะโมนอย่างนี้เดี๋ยวมาดมัวแซลมาราตก็เอ็ดเอาหรอกขอรับ”
ชายหนุ่มผมสีทองในรูปถ่ายรับร่างของโจเซฟไว้ในอ้อมแขน เขาวางร่างราชินีลงพื้นเบาๆ โค้งคำนับให้โจเซฟ เด็กสาวมองชายหนุ่มผมทองตาเชื่อมเหมือนมองดารา เขาหน้าตาดี ตาสีฟ้ากลมโต การแต่งกายก็มีสกุลรุนชาติ เป็นผู้ดีของจริง และที่สำคัญก็ดูเท่มากๆ ด้วย
“คราวนี้ทรงตามแมวขโมยปลาตัวไหนมาอีกล่ะขอรับ?” เขาพูด โจเซฟจำได้แล้วว่าเคยเจอคนคนนี้มาก่อนตอนที่เธอถือไม้คริกเก๊ตไปไล่จับขโมยที่บ้านเก่า
“เอ๋..คุณเมื่อตอนนั้นนี่นา! ขอบคุณนะคะคุณ...”
“กระหม่อมชื่อ ภีมะ ฟีเดล เป็นญาติคนสนิทของกาฟรีโลขอรับ”
“เลิกพูดด้วยภาษาแบบนั้นสักทีเถอะครับพี่...”
พี่? ฟีเดล? ผู้ชายคนนี้เป็นพี่ของกาฟรีโล และเป็นพวกฟีเดลเหรอ? แต่ทำไมเขาถึงดูสว่าง ล่ะ? พวกฟีเดลในคำจำกัดความของโจเซฟ คือพวกคนฉลาดแกมโกม จริงจังกับทุกเรื่อง ไม่มีมีสีสัน ไม่มีอารมณ์ขัน หยิ่งยะโส ชอบกวนโมโห แต่ภีมะเป็นตรงกันข้ามหมด ยิ้มเป็นกันเอง ท่าทางใจดี เขาเป็นสีขาวไม่เหมือนกาฟรีโลที่เป็นสีดำ
“เลิกงานแล้วเหรอครับพี่?”
“อื้อ แต่ว่าเดี๋ยวต้องออกไปธุระกับชิโอริหน่อย แค่มาแวะดูว่าเขาขนของให้เสร็จหรือยัง แล้วกาฟีลเก็บของเสร็จยัง?”
“ผมแยกหนังสือที่คิดว่ากลัวหายออกมาแล้วล่ะครับ”
“แล้วฝ่าบาททรงคิดอย่างไรกับที่นี้บ้าง? โปรดไหมพะยะค่ะ?” ชายหนุ่มถามองค์ราชินี เขายังยิ้มเหมือนเดิม
“เยี่ยมเลยค่ะ สวยมาก แต่ว่าที่นี้ใหญ่มากเลย ฉันไม่เคยอยู่บ้านใหญ่ๆ อย่างนี้มาก่อน ถ้าหลงทางขึ้นมาคงหาทางออกไม่เจอแน่ๆ เลยค่ะ”
“กระหม่อมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว กาฟรีโลไปเล่นเปียโนที่ห้องซาลองถวายพระราชินีหน่อยสิ”
“เอ๋? ทำไมจู่ๆ ก็..?”
“ก็วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่พวกเราจะได้อยู่ที่นี้แล้วเปียนั้นเราก็จะทูลถวายให้กับองค์ราชินีกับพระอนุชาเป็นของขวัญที่ทรงย้ายมาอยู่ที่นี้”
“เปียโนเหรอคะ?
“พะยะค่ะ เปียโนสไตน์เวย์แอนด์ซันส์ รุ่นปี 1921 ผลิตในฮัมบูร์ก เสียงไพเราะเหมาะกับการเล่นในซาลอง” ภีมะสาถยายรายละเอียดของเปียโน โจเซฟพยักหน้าแต่อยากบอกว่าเธอเล่นเปียโนไม่เป็นเลย ส่วนกาฟรีโลพอได้ยินว่าเปียโนหลังเก่งของตัวเองจะต้องกลายเป็นของคนอื่น ก็หัวเสียทันที
“แต่ว่าเปียโนหลังนั้นเป็นของคุณปู่นะครับ!”
เออเนสโต้ ฟีเดลนอกจากนะมีชื่อว่าเป็นบิดาแห่งการปฏิวัติแล้วยังเป็นที่รู้กันว่าเป็นนักเปียโนที่เก่งกาจคนหนึ่ง เปียโนสไตน์เวย์แอนด์ซันส์ในห้องซาลองของทำเนียบเป็นสมบัติที่ตกทอดของตระกูลฟีเดล และใช้รับแขกบ้านแขกเมืองมามากมาย กาฟรีโลไม่ยอมยกเปียโนนี้ให้ใครเด็ดขาด พวกราชวงศ์อีกหน่อยก็คงได้ทรัพย์สมบัติมามหาศาลแล้วจะเอาเปียโนหลังนี้ไปทำไม?
“กาฟรีโล..เล่นเปียโนให้ฉันฟังได้ไหม?” ภีมะเปลี่ยนจากท่าทีขี้เล่นเป็นจริงจังและเยือกเย็นเป็นผู้ใหญ่ กาฟรีโลไม่อยากต่อปากต่อคำกับภีมะต่อ เพราะเมื่อไหร่ที่ภีมะเปลี่ยนมาเรียกชื่อเขาเต็มๆ นั่นหมายถึงสัญญาณไม่ดี
“ถ้าพูดอย่างนั้นก็ได้ครับ..”
โอ้โห.. อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นคนว่านอนสอนง่ายขึ้นมาเลยเหะ คุณภีมะร้ายใช่เล่น โจเซฟผิวปาก
ภีมะรับหน้าที่เป็นไกด์นำโจเซฟชม ‘พระราชวังใหม่’ และเล่าเรื่องราว ตำนานต่างๆ ให้ฟัง พระราชวังแห่งนี้เป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อนในสมัยที่ยังเป็นราชอาณาจักร โดยได้นำสถาปนิกจากอิตาลีมาออกแบบและคุมการก่อสร้าง สถาปัตยกรรมต่างๆ ในพระราชวังจึงโอ่อ่าหรูหราแบบอิตาลี พระราชวังแห่งนี้ยังเป็นที่เก็บงานศิลปะเลอค่ามากมาย ว่ากันว่าภาพวาดต้นฉบับของคาราวัคจิโอและโฮคุไซหลายภาพเก็บไว้ที่นี้ หลังจากที่เกิดการปฏิวัติ ทรัพย์สมบัติหลายอย่างก็ถูกขายไปเป็นภาษีบ้าง ถูกทำลายบ้าง ส่งเข้าพิพิธภันฑสถานบ้าง และพระราชวังแห่งนี้ก็ถูกใช้เป็นทำเนียบและบ้านพักประจำแหน่งของประธานาธิบดีตลอดมา การตกแต่งต่างๆ ก็เลยปรับเปลี่ยนไปตามประธานาธิบดีแต่ละคน
“กระหม่อมต้องว่ายอมรับว่าคนที่ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของสาธารณรัฐมักไม่ค่อยมีรสนิยมเท่าไหร่ ทำเนียบประธานาธิบดีเลยดูเหมือนบ้านผีสิง” ภีมะเกริ่น
“แล้วที่นี้มีผีหรือเปล่าคะ!”
“มีพะยะค่ะ กระหม่อมเคยได้ยินแม่บ้านพูดกันว่าตอนกลางคืนจะมีเสียงผู้หญิงร้องไห้ บางทีแก้วก็ตกแตกอย่างไม่มีสาเหตุ”
“จริง.. จริง..เหรอคะ..” โจเซฟขนลุกซู่ ถ้าไปเล่าเรื่องนี้ให้มาร์ซี่ฟังคืนนี้คงมานอนคลุมโปงกับเธอแหงๆ
“แต่กระหม่อมคิดว่าคงไม่มีวิญญาณหรือภูตผีตนไหนกล้าหลอกองค์ราชินีผู้เลอโฉมหรอกพะยะค่ะ”
ภีมะทำเอาโจเซฟหน้าแดงเป็นลูกตำลึง แต่กาฟรีโลทำหน้าแหยงๆ
แล้วก็มาถึงห้องซาลอง ห้องนี้เป็นห้องโถงกว้าง มีโซฟาไว้เป็นพี่นั่งอยู่รอบห้อง แกรนด์เปียโนหลังหนึ่งตั้งอยู่ตรงกลาง ภีมะเชิญโจเซฟนั่งตรงที่ที่เห็นได้ชัดที่สุด
“ไม่ทราบว่าว่าองค์ราชินีทรงโปรดเพลงไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า?” ชายหนุ่มถาม
“ไม่หรอกค่ะ เพลงไหนก็ได้” ที่ตอบอย่างนี้เพราะโจเซฟไม่รู้จักนักดนตรีคลาสสิคคนไหนเลยนอกจาก โมซาทกับบีโทเฟน ตอนฝึกก็มีคาบฝึกเล่นดนตรีให้ฟังเพลงคลาสสิคบ้างแต่ก็แค่พื้นฐานแล้วเธอก็ไม่ได้ซาบซึ้งกับเพลงแนวนี้นัก
กาฟรีโลวางมือบนคีย์ ถ้าไม่ใช่ภีมะขอร้องไว้เขาจะไม่มีวันเล่นเปียโนให้โจเซฟีนฟังให้เสียเวลา เด็กหนุ่มเริ่มเล่นเปียโนโดยไม่เปิดโน้ต
“เพลงคาพริซิโอ้ของบาคนี่นา..” ภีมะนั่งไขว่ห้างพูดเบาๆ
ท่อนแรกเดินด้วยทำนองสดใสหมือนเป็นการเกริ่นเพื่อเริ่ม สักพักเพลงกลับหยุดลงและเล่นใหม่เป็นเพลงช้าทำนองเศร้า
จากนี้ไปโจเซฟคงต้องมองเพลงคลาสสิคใหม่ จากเคยได้ฟังแต่กับเทปพอมาฟังเล่นสดบรรยากาศมันก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าหากเพลงที่กาฟรีโลเล่นมีเนื้อก็คงเป็นเรื่องราวของการเดินทางไปที่ที่ไกลแสนไกล การร่ำลา โศกฆนาตกรรมและความหวัง ถ้าเขียนให้เขียนเป็นนิทาน เธอคงเขียนเรื่องของเจ้าชายที่ต้องลาจากครอบครัวไปปราบมังกรร้าย
กาฟรีโลไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เขาเล่นเพลงนี้ เพลงตอนท้ายเริ่มซับซ้อนและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ความฝันเมื่อคืนเริ่มแกะออก พ่อ แม่ เด็กหนุ่มคนนั้น ดอกคาเมเลีย และเสียงปืน เขาเห็นชัดเจนทุกอย่าง และจำได้ทุกอย่างราวกับเกิดขึ้นเมื่อวาน
เขามองภีมะ ความรู้สึกผิดบาปสุมในอก เพราะตอนนี้คนเขาคิดถึงเมื่อเห็นภีมะไม่ใช่พี่ชายของเขา แต่เป็นชิโอริ คนรักของภีมะ ผู้หญิงที่เขาไม่มีทางได้เดินเคียงข้าง และยิ่งความรู้สึกของเขาที่มีชิโอริเริ่มรุนแรงขึ้นเท่าใด ความรู้สึกผิดก็ภีมะก็ยิ่งเพิ่มพูน เพราะภีมะก็เป็นคนสำคัญชองเขา
ตัวโน้ตขาดเสียง เส้นลวดดีดตัวขึ้นมา กาฟรีโลหยุดเล่นชะโงกไปดู สายเปียโนสามสายขาดครึ่ง
“โห สายขาดเลยเหรอ?” ภีมะเดินเข้ามาดู
“ขอโทษครับ ผมคงใส่อารมณ์แรงไปหน่อย” น้องชายปิดฝาเปียโน ขมวดคิ้วเมื่อเห็นผลงานของตัวเอง
“ไม่เป็นไรหรอก เปียโนนี้มันก็เก่าแล้วด้วย ฝ่าบาท กระหม่อมต้องขอประทานอภัยจริงๆ จะเรียกช่างมาซ่อมให้เร็วที่สุดเลยพะยะค่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เพลงเพราะมาก ขอบคุณนะ” โจเซฟขอบคุณกาฟรีโล ไม่ได้แค่ขอบคุณไปตามมารยาท เพราะเพลงที่กาฟรีโลเล่นเพราะจริงๆ ไม่ชอบขี้หน้าแต่เรื่องดนตรีคงต้องยอมให้ล่ะ
“โอ๊ะ สี่โมงครึ่งแล้วเหรอเนี่ย? เดี๋ยวต้องไปรับชิโอริแล้วล่ะ” ภีมะดูนาฬิกาข้อมือ “ฝ่าบาท กระหม่อมทูลลา วันนี้เป็นเกียรติของกระหม่อมอย่างยิ่งที่ได้พบพระองค์ หวังว่าเราคงได้พบกันอีก” ชายหนุ่มย่อตัวลงจุมพิตที่มือของราชินี โจเซฟีนตัวลอย ขอโทษนะคะรุ่นพี่!
“พี่ครับ ฝากสวัสดีคุณชิโอริด้วยนะครับ” กาฟรีโลฝากแม้ไม่อยากพูดชื่อของเธอคนนั้น ภีมะโบกมือลา
โจเซฟรู้สึกถึงท่าทางที่เปลี่ยนไปของกาฟรีโลทันทีด้วยสัญชาตญาณ เธอสังเกตอากับกริยาของกาฟรีโล เขายื่นนิ่งมองเหม่อตามภีมะ สายตาเหมือนกับลูกแมวถูกทิ้งให้ตากฝนอยู่ในกล่องแคบๆ ไม่เหลือเค้าของกาฟรีโลผู้อวดดีอย่างที่เคยเป็น โจเซฟอยากพูดปลอบใจ แต่จะปลอบใจเรื่องอะไรล่ะ? กาฟรีโลกำลังเศร้าแต่มันเรื่องอะไร? มีเรื่องอะไรที่ทำให้เด็กหนุ่มที่วางมาดเกินอายุกลับกลายเป็นเด็กอ่อนแอไปได้เพียงเสี้ยววินาที
“ไก่ได้พลอย...” อยู่ๆ กาฟรีโลก็พูดขึ้นมา ในห้องตอนนี้ก็ไม่มีใครอื่นนอกจากเขากับโจเซฟ โจเซฟเลยคาดว่ากาฟรีโลน่าจะพูดกับเธอ
“คนอย่างเธอได้เปียโนดีๆ ไป ก็เล่นไม่เป็นเพลง ไปกันเถอะไลก้า” เด็กหนุ่มเรียกสุนัขคู่ใจแล้วเดินขึ้นชั้นสองหายจากฉากพร้อมกันทั้งคนทั้งสุนัข ทิ้งให้โจเซฟอ้าปากค้าง เธอโง่ไปเองที่อยู่ๆ ก็ไปรู้สึกเป็นห่วงไอ้บ้านี่ขึ้นมา เธอดูคนผิดไปแล้วจริงๆ! ยังไงกาฟรีโล ฟีเดลก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นน่ารังเกียจอยู่ดี!
ราชินีสูดหายใจ ตะโกนลั่นจนช่างและแม่บ้านทุกคนหันมามอง
“เป็นอะไรมากป่ะ!”
----------------------------------------------
หมายเหตุ
ซัลวาดอร์ ดาลี่ (Salvadore Dali)- ศิลปินแนว Surrealist ชาวสเปน
คาราวักจิโอ้ (Caravaggio) - ศิลปินชาวอิตาเลียนในยุคบาโรค
โฮคุไซ (Katsushika Hokusai) – ศิลปินภาพพิมพ์ชาวญี่ปุ่นในยุคเอโดะ
ซาลอง (Salon) - มาจากภาษาฝรั่งเศส เป็นห้องโถงใหญ่ที่เอาไว้แสดงศิลปินดนตรี อย่างที่มีในโนดาเมะน่ะแหละ
คาพริซิโอ้ (Capriccio) - มาจากภาษาอิตาลี แปลว่าเพลงที่ไม่มีรูปแบบตายตัว มักเป็นเพลงเร็ว รุนแรง และใช้ความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นเป็นสำคัญ
โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach) - นักประพันธ์เพลงชาวเยอรมันในยุคบาโรค แต่เดิมเพลงของบาคเป็นเพลงที่ใช้เล่นกับ ฮาร์ปซิคอร์ด (Harpsichord)ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่มีมาก่อนเปียโน
สไตน์เวย์ แอนด์ ซันส์ (Steinway & Sons)- ชื่อผู้ผลิตเปียโน เริ่มกิจการมาตั้งแต่ปี 1853 ปัจจุบันมีโรงงานผลิตอยู่ที่เมืองนิวยอร์ค และเมืองฮัมบูร์ก เยอรมันนี
Republican Nostalgia ตอนต่อไป
“แบบนี้มันผิดกฎหมาย! แบบนี้มันผิดกฎหมายไม่ใช่เหรอ!”
“พี่นี่เป็นพวกสายลมแสงแดดชะมัด”
“ไปบอกคุณพ่อด้วยว่า ชีวิตของเด็กผู้หญิงคนเดียวถ้าเสียสละได้ก็ต้องทำ”
“ก็ช่วยไม่ได้นี่คะ เพราะคุณภีมะคือผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งในเหตุการณ์ตอนนั้น”
"ช่วยหาข้อมูลของเด็กโรแรงค์คนนี้ให้ที.."

เด๋วอ่านก่อนน้าค่อยกลับมาเม้น ฟิค

อัพเร็วอย่างเหลือเชื่อเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ
#1 By Aijou~ on 2008-10-22 21:49