[FIC] Republican Nostalgia ตอนที่ 8 อยู่ชั่วนิรันดร์
posted on 27 Oct 2008 10:48 by bosie
Republican Nostalgia
ตอนที่ 8 อยู่ชั่วนิรันดร์
“แบบนี้มันผิดกฎหมาย! แบบนี้มันผิดกฎหมายไม่ใช่เหรอ!”
ชายชราร่างเล็กคำรามเสียงดัง ปาหนังสือพิมพ์ที่อยู่ใกล้มือที่สุดลงบนโต๊ะกาแฟ เขาทำเสียงในจมูกฟึดฟัด ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อ เส้นผมปัดเป๋
กาฟรีโลนั่งอยู่ที่โซฟารับแขกตรงกันข้ามกับชายชรา ในมือซ้ายถือปากกาหมึกซึม มือขวาคือสมุดจด เด็กหนุ่มเขียนข้อความลงในนั้น
“ฉันไม่ปล่อยไอ้พวกทหารมันไว้แน่!” ชายชรายังก่นด่าไม่เลิก ต่างกับเด็กหนุ่มที่ไม่ได้สนใจ ได้แต่อ่านสมุดจดของตัวเอง
ข้อเท็จจริง
เมื่อเวลาประมาณ 1.30 น. วันที่ 14 สิงหาคม
(คืนหลังจากวันปฎิวัติ) ปีเตอร์ เจอร์ราร์ด
หัวหน้าพรรคประชาเสรีถูกปลุกขึ้นมากลางดึกเพราะมีเสียงทุบประตู เจอร์ราร์ดเปิดประตู
ถือปืนลูกซองติดมือไปด้วยเพราะคิดว่าเป็นคนเมา แต่พอเขาเปิดประตู เขาก็พบผู้บัญชาการมนฑล(มณฑล)ทหารที่สี่
ผู้บัญชาการสั่งลูกน้องให้เข้ามาในบ้านและคุมตัวเขาไว้โดยใช้อาวุธปืน เจอราดถูกนำตัวขึ้นรถกระบะไปที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่ง
ตอนที่อยู่ที่เซฟเฮาส์เจอราดให้การว่าเขาถูกซ้อม
ทหารบังคับให้เขาเปิดเผยรายชื่อนักการเมืองที่ทุจริตโครงการสร้างทางรถไฟและบังคับให้เขาเลิกเล่นการเมือง
(ลูกความเล่าข้อเท็จจริงได้ไม่น่าเชื่อถือ
บอกว่าตัวเองโดนซ้อมแต่ไม่ปรากฎว่ามีบาดแผล น่าจะพูดไปด้วยโทสะ) เจอราดไม่ยอมบอกและถูกกักตัวไม่มีอาหารและน้ำ (ไม่น่าเชื่อถือ)
เป็นเวลาสามวัน ทหารจึงพาเขาไปปล่อยทิ้งไว้ข้างมอเตอร์เวย์มุ่งหน้าไปตะวันตก
“ไอ้วาเรน บาคมันชักจะเหิมเกริมไปแล้ว คิดว่าที่ตัวเองได้ขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทหารบกได้เป็นเพราะใคร!” เจอราดสบถชื่อของนายทหารผู้ทำการปฏิวัติ
“ใช่ครับ เรื่องนี้ผิดกฎหมายถ้าอยู่ในสถานการณ์ปกติ แต่ตอนนี้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกที่ให้อำนาจทหารในการตรวจค้นและกักบริเวณบุคคล การกระทำของทหารจึงชอบด้วยกฎหมาย” เด็กหนุ่มเอ่ยหลังจากที่นั่งเงียบฟังอยู่ข้างเดียวมานาน เขาแปลกใจที่แม้แต่หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลอย่างเจอราดยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ร่วมมือกับผู้บัญชาการวาเรน บาค ทำรัฐประหารคือตัวประธานาธิบดีเอง
“แล้วจะเอาผิดทางอาญาเลยไม่ได้หรือไง? พวกมันเขาอยู่ดีๆ ก็บุกเข้ามาในบ้านฉันกลางดึกแล้วก็เอาตัวฉันจับไปขัง อย่างนี้หยามน้ำหน้ากันนี่หว่า!”
“ทหารไม่ใช่เจ้าพนักงานของรัฐจึงไม่ผิดฐานเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เรื่องนี้จะเอาผิดทางอาญาคงไม่ได้” พร้อมกันนี้เด็กหนุ่มก็ขีดฆ่าคำว่า ‘บุกรุกยามวิกาล’ ‘ข่มขืนใจ’ และ ‘กักขังหน่วงเหนี่ยว’ ในสมุดออกไปด้วย
“แต่ฉันมีสิทธิของฉันตามรัฐธรรมนูญ สิทธิมนุษยชนที่พวกมันต้องเคารพ เรื่องแบบนี้มันก็อยู่ในกฎหมาย”
กาฟรีโลพยักหน้าตาม แต่ในใจนึกรู้สึกสมเพชนักการเมืองลายครามผู้นี้ขึ้นมาจริงๆ พวกเจ้าพ่อแบบนี้ คือตัวเลือกสุดท้ายของนักการเมืองในอุดมคติ แต่เป็นตัวเลือกแรกของนักการเมืองในความเป็นจริง เส้นสายมาก เงินเยอะ ปากหวาน หว่านล้อมชาวบ้านได้ คนพวกนี้ก็คิดว่าตัวเองเป็นนักการเมืองแล้วก็รู้กฎหมายทุกอย่าง คิดว่าตัวเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยเอะอะก็อะไรก็อ้างสิทธิเสรีภาพ เห็นรัฐธรรมนูญเป็นยาวิเศษรักษาโรคได้ทุกชนิด
“รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฉบับเก่าได้ถูกยกเลิกไปแล้วด้วยประกาศของคณะปฎิวัติ และตอนนี้ก็มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวซึ่งรองรับกฎอัยการศึก ดังนั้นการปฎิบัติตามกฎอัยการศึกจึงชอบด้วยรัฐธรรมนูญทุกประการ คุณเจอราดจะอ้างรัฐธรรมนูญขึ้นมาตอนนี้ไม่ได้ครับ”
เด็กหนุ่มพูดต่อ และคำพูดของเขาก็ไปเร่งความโกรธเกรี้ยวของชายชรา
“ศาลไงเล่า! ฉันจะฟ้อง!”
ทำไมเข้าใจยากเข้าใจเย็นอย่างงี้ว้า.. กาฟรีโลเริ่มความอดทนกับลูกความอวดรู้ “ศาลปกครองกับศาลรัฐธรรมนูญถูกยกเลิกไปตามรัฐธรรมนูญ เหลือแต่ศาลยุติธรรมและผมไม่คิดว่าศาลยุติธรรมจะรับคดีเช่นนี้ไว้พิจารณาเพราะไม่ใช่หน้าที่ของท่าน” เด็กหนุ่มวางปากกาลง มองดูใบหน้าที่ว่างเปล่าไร้ความเข้าใจของนักการเมือง เขาถอนหายใจเบาๆ เรียบเรียงคำพูดใหม่ให้เป็นภาษาคนธรรมดา “พูดง่ายๆ ก็คือ คุณเจอราดไม่สามารถเอาผิดทหารตามกฎหมายในเวลานี้ได้เลย จนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณ... เอ่อ..ราชอาณาจักฉบับใหม่ แต่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่คงเขียนนิรโทษกรรมให้ทหารอยู่ดี เพราะฉะนั้นก็เอาผิดกับทหารไม่ได้”
“จะทำอะไรไม่ได้เลยเหรอวะ! กฎหมายมันไร้ประโยชน์แบบนี้ไงประเทศถึงได้ล่มจม!”
“ใจเย็นๆ ครับ” กาฟรีโลยกไม้ยกมือปราม “ผมพอมีวิธีอยู่เพียงแต่คุณเจอราดจะต้องเอาตัวเองเข้าเสี่ยงสักหน่อย และอย่าโวยวายผมด้วยถ้าเลือกจะใช้วิธีนี้”
“เออ! อะไรก็เอามาเหอะ!” ชายชราพูดไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่ว่าจะใช้หนทางไหนขอให้ได้แก้แค้นเป็นพอ!
“ขอโทษนะครับ..”
กาฟรีโลกระซิบเบาๆ
ทันใดนั้นก็กำหมัดต่อยลงไปที่เบ้าตาของนักการเมือง ชายชราล้มกลิ้ง ก่อนจะลุกขึ้นมา
กุมตาทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด เขาปล่อยคำผลุสวาท
“สัตว์! เอ็ง! ไอ้เด็กเปรต ทำบ้าอะไรของมึงวะ!
“คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่าจะไม่โวยวาย” กาฟรีโลยักไหล่ “ไปหาหมอที่รู้จักแล้วให้ออกใบรับรองแพทย์บอกว่าต้องรักษาเกินหนึ่งอาทิตย์ แล้วไปที่กองบัญชาการทหารบกร้องเรียนกับผู้บังคับบัญชาของทหารที่มาบุกบ้านคุณ คงพอเอาผิดทางวินัยได้ อย่าลืมเรียกนักข่าวไปด้วยเยอะๆ ด้วย ผมแนะนำได้แค่นี้” กาฟรีโลเก็บเอกสารใส่กระเป๋าถือสีดำ แขวนเสื้อสูทสีดำไว้กับแขน สวมหมวก
“อ้อ.. จะทำแผลเพิ่มให้สมจริงกับที่บอกว่าโดนซ้อมก็ได้นะครับไม่ว่ากัน”
เด็กหนุ่มพูดทิ้งทวน จบเรื่องสักที จากนี้ไปเจอราดต้องทำตามที่เขาบอก และหลายกรณีก็พิสูจน์มาแล้วว่า ถ้าไม่อยากแพ้คดี ก็จงทำตามที่เขาบอก
เมื่อออกมานอกบ้าน กาฟรีโลก็ต้องยกมือขึ้นมาป้องหน้าเพราะแสบตา เขาไม่รู้เลยว่าตอนนี้เจ็ดโมงเช้าแล้ว เด็กหนุ่มถูกเรียกตัวมาที่บ้านนักการเมืองชราตอนตีสาม และต้องนั่งฟังตาแก่บ่นเรื่องทหารและศักดิ์ศรีของแกในห้องมืดทึม
“เสร็จงานแล้วเหรอ?”
มีคนทักกาฟรีโล เด็กหนุ่มยิ้มให้เจ้าของเสียงทันที ภีมะโบกมือให้ เขาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีขาวเหมือนเดิม เบื้องหลังพิงรถสปอร์ตแอสตัน มาร์ตินสีขาว ภีมะเปิดประตูข้างที่นั่งคนขับให้
“ครับ ขอบคุณที่มารับนะครับ” เด็กหนุ่มกล่าว ขึ้นมานั่งข้างพี่ชาย ภีมะสตาร์ทเครื่อง รถเริ่มแล่น
“ปีหน้าก็สมัครตั๋วทนายได้แล้วสินะ จะได้ไม่ต้องมาทำงานเป็นทนายความเงาแบบนี้” ตั๋วทนายที่ภีมะพูดถึงใบอนุญาตว่าความ ทนายความทุกคนต้องมีใบอนุญาตว่าความเสียก่อนถึงจะว่าความในศาลหรือให้คำปรึกษาในสำนักงานทนายความได้ ซึ่งตามกฎของสภาทนายความคนที่จะเข้ามาสอบไม่จำเป็นต้องเรียนกฎหมาย กาฟรีโลที่ยังไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยเลยสอบใบอนุญาตได้ตั้งแต่ปีหน้าที่เขาจะมีอายุครบสิบแปดปี
การมีนักกฎหมายดีๆ ไว้ในมือคือการครอบครองอาวุธร้ายแรงที่สุดทางการเมือง จะชนะหรือแพ้ก็ตัดสินกันด้วยมือกฎหมาย กาฟรีโลทำงานเป็นทนายความเงาให้กับพรรคของพ่อ ถึงจะไม่มีใบอนุญาตเป็นเรื่องเป็นราว และถึงจะเป็นเด็กอายุแค่สิบเจ็ดปี แต่เขาก็ช่วยทีมทนายของพรรคร่วมรัฐบาลมาหลายคดี คนสุดท้ายก็ได้เข้ามาทำงานเป็นทนายความเงาอยู่ข้างหลังด้วยตัวเอง
รถติดไฟแดง ภีมะเอื้อมมือไปวางไว้ที่ท้ายทอยเด็กหนุ่ม ปลอบให้ผ่อนคลาย เขาพูดกับน้องอย่างเอ็นดู
“แย่นะ จะทำงานแต่ละทีก็ถูกเรียกมากลางดึก ใช้แรงงานเด็กชัดๆ เลย”
“ก็มันเป็นงานที่ต้องทำ ถ้าไม่มีผมคุณพ่อคงลำบาก ผมว่าพี่อย่าเรียกผมว่าทนายความเลยดีกว่า ทนายความคือนักกฎหมาย แต่ผมไม่เคยจบเรื่องได้ด้วยกฎหมายสักที ผมก็แค่เป็นคนรับจ้างทำเรื่องให้มันเรียบร้อยเท่านั้นเอง”
เด็กหนุ่มพิงหลังลงกับเบาะ เขาเหนื่อยเหลือเกิน
“เคสนี้ก็เหมือนกัน เคสนักการเมืองรุ่นดึกโดนทหารหยามน้ำหน้า ใช้กฎหมายไม่ได้ ผมก็ให้หมอออกใบรับรองแพทย์ปลอมๆ ให้มันร้องแรกแห่กระเชอกับนักข่าวเอา พวกทหารก็จะขายผ้าเอาหน้ารอดรีบตั้งกรรมการสอบ ทำได้แค่นี้ แต่อย่างดีก็เรียกความสงสารจากประชาชนได้ ผมว่าพวกนักการเมืองคงต้องการแบบนั้นมากกว่า”
คนขับรถอยู่ตั้งใจฟัง มือลูบศีรษะกาฟรีโลก่อนจะกลับมาวางที่เกียร์
“ถ้าทำแบบนั้นแล้วไม่ทำร้ายตัวเองเสียก่อนก็ทำไปเถอะ”
กาฟรีโลรู้ดีว่าภีมะหมายถึงอะไร นับจากวันที่เขาก้าวมาทำงานนี้ให้พ่อเขาก็เตรียมใจอยู่แล้วว่าต้องเจอกับเรื่องน่ารังเกียจ ต้องทำสิ่งชั่วร้าย ตลอดเวลาเกือบปีครึ่งที่ทำงานนี้มา หลายครั้งที่เขาต้องทำให้คนผิดกลายเป็นถูก เอาคนเข้าคุกทั้งๆ ที่ไม่สมควรเอาเข้า เปลี่ยนโทษเบาเป็นโทษหนักเพื่อใช้โจมตีศัตรู เขาอาจจะกลายเป็นสุนัขรับใช้นักการเมืองไปแล้วก็ได้ แต่นักการเมืองคนนั้นคือพ่อของเขาเองไม่ใช่หรือ?
สิ่งที่เขาทำได้ก็มีเท่านี้ นอกจากเขาแล้วก็จะไม่มีใครทำได้อีก เขาจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง จะรักษาอุดมการณ์ จุดมุ่งหมาย และตัวตนของตัวเองไว้ เพื่อตัวเอง หรืออย่างน้อยก็เพื่อภีมะกับชิโอริ
“ว่าแต่ทำไมวันนี้พี่ถึงมารับล่ะครับ?” กาฟรีโลเอ่ยถาม ปกติพ่อบ้านอมุนด์เชนจะมารับเขา
“วันนี้มีที่ที่อยากให้ไปด้วยกัน”
“ที่ที่อยากให้ไปด้วยกัน?”
“อื้อ ไปมหาวิหารแห่งราชวงศ์ ไปดูพิธีราชาภิเษกองค์ราชินีโจเซฟีนกัน”
“ผมไม่อยากดูปาหี่..”
“โหดร้ายจังเลยน่า เพื่อนร่วมชั้นตัวเองได้เป็นถึงราชินีแท้ๆ ก็ไปแสดงความยินดีกับเขาหน่อยสิ”
“คุณพ่อก็ไม่รู้คิดอะไรอยู่ บอกหลายรอบแล้วว่าแผนการเอาราชวงศ์กลับมามันเสี่ยงเกินไป”
ภีมะยังใจเย็น เขายิ้มให้คนขับรถมอเตอร์ไซค์ข้างนอกซึ่งมองรถแอสตัน มาร์ตินของเขาตาเป็นมัน
“นี่มันไม่ใช่ในเทพนิยายนะครับ ถ้าเอาราชวงศ์กลับมาแล้วสิ่งที่คุณปู่อุตส่าห์ต่อสู้มาจะมีความหมายอะไร?”
“ถ้าเป็นชิโอริจะพูดว่า “ก็มันช่วยไม่ได้” ตราบใดที่ฉันกับชิโอริยังอยู่กันได้ กาฟีลเป็นเด็กดี การปกครองจะเป็นระบอบไหนก็ไม่เห็นต่างกันเลย จากนี้ไปทุกอย่างคงจะเปลี่ยนไปมาก เราก็ได้แต่ต้องปรับตัวและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข”
“พี่นี่เป็นพวกสายลมแสงแดดจริงๆ..” ภีมะก็แบบนี้ทุกที พอเข้าเรื่องการเมืองก็จะเฉไฉไปเรื่องอื่น ชายหนุ่มเป็นสมาชิกครอบครัวฟีเดลแตกแถว ไม่เคยมาข้องแวะกับเรื่องการเมือง ชีวิตของเขา จันทร์ถึงศุกร์ก็ไปทำงานที่กระทรวงการคลัง ตกเย็นไปฝึกยืงปืนกับสมาคม สุดสัปดาห์ออกไปยิงปืนอีกหรือไม่ก็ขับแอสตัน มาร์ตินคันนี้ออกไปเที่ยวนอกเมือง (กับชิโอริ) ไม่ก็จิบน้ำชานอนอ่านหนังสืออยู่ในสวนอย่างเอกเขนก (แน่นอนว่ากับชิโอริอีกล่ะ) ไม่ให้เรียกว่าพวกสายลมแสงแดดก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร
แต่ความจริงแล้วกาฟรีโลก็ไม่รู้นักหรอกว่าภีมะทำงานการอะไรที่กระทรวง รู้แต่ว่าเวลาเป็นนักบัญชี ภีมะจะบอกกับคนอื่นเสมอว่า หน้าที่ของเขาที่กระทรวงการคลังคือ ‘ขนแฟ้มไปที่ห้องประชุม เสริฟน้ำชาให้คนใหญ่คนโต’ แล้วทุกคนก็จะหัวเราะเพราะคิดว่าเขาล้อเล่น
“เฮ้ เฮ้ เฮ้ ก็ผมเป็นแค่ข้าราชการได้เงินเดือนน้อยนิด ต้องเก็บเงินไว้แต่งเมียนี่คร้าบ กาฟีลจะซีเรียสไปถึงไหน บางทีให้แสงลมแสงแดดมันส่องเข้ามาให้ชีวิตสดใสบ้าง ก็ไม่ได้เสียหายนักหรอก” ภีมะตบหลังกาฟีลดังปึก
หนุ่มน้อยทนายความพิงหน้ากับกระจก บางทีเขาอาจจะคิดมากเกินไปจริงๆ ก็ได้ แต่พอคิดว่าประเทศนี้จะต้องกลายเป็นราชอาณาจักรอีกจริงๆ ใจของเขาก็ยังพะวักพะวง
“เปิดคอนโซลซิ” ภีมะบอก กาฟรีโลเปิดคอนโซลหน้ารถ มีกล้องทางไกลอยู่คู่หนึ่ง
“จะให้ครอบครัวของประธานาธิบดีที่เพิ่งถูกรัฐประหารหยกๆ ไปปรากฎตัวต่อหน้าสื่อคงดูไม่ดี” ชายหนุ่มยักไหล่
-----------------------------
ราชินีองค์ใหม่ฉลองพระองค์เดรสสีขาว กระโปรงยาวประดับลูกไม้และเกล็ดเพชรเป็นลาย
และแล้ววันนี้ก็มาถึง จากที่เป็นแค่โจเซฟ แดนตั้น วันนี้เด็กสาวคนหนึ่งธรรมดาๆ คนหนึ่งก็ได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระราชินีโจเซฟีน
เมื่อคืนโจเซฟนอนไม่หลับ ตาสว่างมาถึงตอนเช้า เธอยืนจ้องหน้าตัวเองในกระจกบานใหญ่ สะกดจิตใจไม่ให้ตื่นเต้น ไม่ให้สมาธิหลุดคิดไปถึงเรื่องอื่นนอกจากพิธี ขั้นตอนทุกอย่างก็จำได้จนขึ้นใจแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่มีคนมาเรียกเท่านั้น
“แม่คะ หนูจะผ่านไปได้หรือเปล่าคะ” โจเซฟถามมารดาซึ่งยืนอยู่ข้างหลัง เธอไม่มั่นใจเลย
“หนูซะอย่าง ผ่านไปได้แน่นอน จริงไหมพ่อ? จริงไหมมาร์ซี่?” แม่หันไปบอกพ่อและน้องชาย จากนั้นทั้งสามก็โอบกอดโจเซฟไว้พร้อมกันให้กำลังใจ โจเซฟกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล นึกถึงคุณยายไปด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอตัดสินใจลงไปก็เพื่อปกป้องครอบครัวที่รักเท่านั้น
นายทหารแต่งตัวด้วยเครื่องแบบตามโบราณราชประเพณีเปิดประตูเชิญ เอเลนอร์ มาราตเดินมาหาแล้วกุมมือโจเซฟไว้ หญิงวัยกลางคนยิ้มน้อยๆ ตอนนี้เธอช่างอบอุ่น ทิ้งความเย็นชาอย่างที่เคยไปหมด
“ขอให้ฝ่าบาทจงโชคดี” มาราตอวยพรองค์ราชินี น้ำตาปริ่มรอบดวงตา ลูกเป็ดขี้เหร่ที่เธอฟูมฟักมาเป็นเดือนก็กลายเป็นหงส์แสนสง่า
“ค่ะ!” โจเซฟตอบรับหนักแน่น ราชินีก้าวออกจากห้อง มีข้าราชบริพารเดินตามหลัง จนออกมาข้างหน้าพระราชวัง
พรมสีแดงปูลาดไปจนถึงทางขึ้นรถม้า โจเซฟีนอดชื่นชมความสวยงามของรถม้าไม่ได้ ตัวเรือนรถสีครีมมีลายสลักเป็นตัวกริฟฟินทาด้วยสีทอง ดุมล้อทำด้วยทองคำ ม้าลากรถสองตัวสง่างามราวกับเปกาซัส องครักษ์ประจำพระองค์นับสิบเดินขนาบรถม้า พวกเขาใส่เสื้อเป็นสีตามเหล่าทัพ ที่เสื้อมีอินทรธนูเป็นพู่ ใส่หมวกขนสัตว์ทรงสูง ข้างหน้าก็ยังมีทหารม้าใส่เกราะเหล็กเรียงแถวไปเป็นขบวนยาว ฝึกหนักมาตลอดเดือนครึ่ง ต้องผ่านเรื่องน่าอดสูลำบากลำบน แต่พอได้เป็นซินเดอเรลล่า นั่งรถม้าและมีขบวนแถวแบบนี้ โจเซฟก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
เมื่อราชินีและพระบรมวงศานุวงศ์ทรงรถม้าเรียบร้อบ แตรสนามก็บรรเลงเพลงมาร์ชราชอาณาจักร รถม้าเคลื่อนขบวนช้าๆ ให้ผู้คนที่ตั้งแถวเป็นแนวริมถนนมุ่งหน้าไปสู่มหาวิหารได้ชื่นชมพระบารมีขององค์ราชินีอย่างใกล้ชิด ประชาชนโบกมือและธงชาติ ส่งเสียงร้องตะโกนชื่นมื่น มาร์ซี่เกาะหน้าต่างดูข้างนอก นักเรียนหญิงคนหนึ่งเห็นเจ้าชายจึงเรียกให้เพื่อนในกลุ่มดูเจ้าชายเหมือนดูดาราคนโปรด เด็กชายหน้าแดงกลับมานั่งที่ หน้าแดงเพราะขะเขิน
โจเซฟเขินไม่แพ้กับมาร์ซี่ เธอก็นับว่าเป็นคนกล้าแสดงออกอยู่ แต่ก็ไม่เคยถึงขั้นมีผู้คนนับพันมาคอยจับจ้องขนาดนี้ โจเซฟไม่รู้ว่าควรจะโบกมือให้กับผู้คนดีไหม ในเวลานี้คนที่เป็นราชินีเขาต้องโบกมือกันหรือเปล่านะ? ราชินีพยายามคิดถึงสโนว์ไวท์ เจ้าหญิงออร์โรร่า ราชินีอลิซาเบธ เสด็จทั้งหลายเพคะ ตอนนี้หม่อมฉันควรทำอย่างไรดีเพคะ? เมื่อเสียงของเจ้าหญิงและราชินีทุกพระองค์ตอบเธอในหัวว่า ในเวลาแบบนี้จะลังเลไม่ได้ ประชาชนกำลังรออยู่! โจเซฟก็โบกมือให้พสกนิกร
รถม้าเดินทางมาถึงมหาวิหาร วงดุริยางค์เล่นเพลงใหม่ ผู้บัญชาการทหารบกรับมือโจเซฟขณะก้าวลงมาจากรถม้า วาเร็น บาคยิ้มให้ แต่โจเซฟแค่ยิ้มตอบแห้งๆ รู้สึกสะอิดสะเอียนพวกผู้ใหญ่มีอำนาจ คนพวกนี้บีบบังคับให้เธอต้องเลือก และเมื่อเธอทำสิ่งที่ต้องการแล้วก็มาเอาหน้า
สื่อมวลชนต่างเขย่งเท้าเพื่อเก็บภาพเสี้ยวหนึ่งของราชินีและพระญาติ แต่ก็ถูกทหารกันตัวเอาไว้หมด งานพระราชพิธีครั้งนี้มีถ่ายทอดสดไปทั่วโลก ผู้ชมเกือบหกสิบล้านคนต่างใจจดใจจ่อรอชมเทพนิยายเรื่องนี้
หญิงสาวสวมผ้าคลุมสีขาวคล้ายเทพธิดากรีก นำเสื้อคลุมยาวสีแดง ชายยาวลากพื้นมาสวมให้โจเซฟ กลุ่มเด็กหญิงแต่งตัวเป็นนางฟ้าถือชายผ้าเมื่อองค์ราชินีก้าวเดิน โจเซฟเงยหน้ามองไม้กางเขนบนยอดวิหารผ่านแสงแดด
แขกที่มาร่วมงานภายในวิหารมีทั้งบรรดาสมาชิกราชวงศ์และผู้นำจากทั่วโลก รวมถึงนักการเมืองผู้นำทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล แต่ไร้เงาของอดีตประธานาธิบดี เมื่อได้รับสัญญาณจากคณะนักร้องประสานเสียง ทุกคนก็ลุกจากที่นั่งเพื่อต้อนรับองค์ราชินี
หน้าบัลลังก์ อาร์คบิชอปจากแปดทิศ ถือเครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้งเจ็ดรอเวลา
-----------------------------
แอสตัน มาร์ตินมาจอดอยู่ริมรั้วด้านหลังมหาวิหาร ทหารยามถือปืนรักษาความปลอดภัย ภีมะใช้จังหวะขณะทหารกำลังให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ชายหนุ่มกระโดดเกาะรั้ว ก่อนจะกระโจนลงพื้น เขาทำให้การปีนรั้วสูงเกือบเมตรครึ่งดูเป็นเรื่องง่าย
“ปีนไหวหรือเปล่า? ถ้าปีนไม่ได้เดี๋ยวจะช่วย” พี่ชายถามน้องจากอีกฝั่งรั่ว
“ไม่ต้องหรอกครับ” กาฟรีโลอวดเก่ง ไม่อยากให้ภีมะคิดว่าเขายังอ่อนหัดเรื่องกีฬาโลดโผน กะอีแค่กระโดดข้ามรั่ว มันจะอะไรนักกันหนา! กาฟรีโลฮึดแรงเท่าที่มีปีนขึ้นรั้ว แต่ก็ดันไปค้างเติ่งอยู่ข้างบน คุณหนูผู้ดีมองพื้นข้างล่าง กลืนน้ำลาย เก็บอาการไม่ให้เสียฟอร์ม เหวี่ยงตัวมาที่รั่วอีกฝั่งจนได้ แต่ท้ายสุดก็ลงพื้นอย่างไม่ค่อยสวยงามเท่าไหร่นักเพราะทรงตัวไม่อยู่ ไถลไปกับพื้น กางเกงเปรอะฝุ่นดินไปหมด หัวก็เกือบไปจังเอากับกับต้นไม้
“ดูถ่ายทอดสดอยู่ที่บ้านจะไม่ง่ายกว่าเหรอครับ?” กาฟรีโลหอบแฮ่ก ลุกขึ้นจากพื้นก็เดินขาลาก แตะหน้าผากตัวเองว่ายังอยู่ดี แล้วค่อยหยิบหมวกกลับขึ้นมาสวม
“ไม่เอา อยากดูของจริง” พูดอย่างนี้แล้วคงไม่มีใครขัดคุณพี่ชายเขาได้แล้วล่ะ ภีมะย่องมาถึงกำแพงหลังตัววิหาร เขาดึงพุ่มไม้และวัชพืชออก ใช้มีดสวิสช่วย บนผนังปรากฎรอยต่อรูปสี่เหลี่ยม ภีมะเอามือดันบริเวณนั้น กำแพงผลุบเข้าไปข้างใน กลายเป็นช่องพอดีตัวผู้ใหญ่ลอดผ่านได้
“ตามมา” ชายหนุ่มบอกแล้วมุดตัวเข้าไปในช่อง เมื่อดูรอบๆ ให้แน่ใจแล้วว่าไม่มีทหารยามคอยมอง พอกาฟรีโลเข้ามาแล้ว ภีมะก็เอื้อมมือไปข้างนอกนำพุ่มไม้และแผ่นหินมาพรางตาเหมือนเดิม
ภายในทางลับเป็นโพรงระหว่างกำแพงแคบๆ อายุเก่าแก่ ไม่ว่าใครเข้ามาในนี้ก็ต้องอยากยกมือป้องจมูกเพราะกลิ่นอับชื้นชวนอาเจียน ทางเดินพอมีแสงสว่างบ้างจากรูเล็กๆ ตามผนังอิฐ บันไดหินลื่นเพราะคราบตะไคร่ กาฟรีเดินเซเกือบลื่นล่ม ภีมะเห็นท่าไม่ดี เลยประคองแขนพาเดินขึ้นบันไดไปด้วย
“แต่ก่อนรู้สึกว่าที่นี้เป็นห้องลับสร้างเอาไว้ให้พวกพระสวดมนต์ทำพิธีฝึกจิต แต่ไปมาๆ ก็เป็นที่ให้พวกพระกับแม่ชี หรือพระกับเด็กวัดมาเล่นซุกซน ได้ทำอะไรกันในสถานที่ศักดิ์สิทธิแบบนี้มันคงรู้สึกบาปได้ใจดี”
“แล้วพี่รู้ได้ยังไงว่ามีทางลับอยู่ตรงนี้ด้วย”
“ก็....เอ่อ.......” ชายหนุ่มเกาหัว ตีสีหน้ากระอักกระอ่วมไม่อยากตอบ
“ไม่เป็นไร.. ผมไม่ถามต่อแล้วก็ได้” กาฟรีโลหยุดไว้แค่นั้น ขืนให้ภีมะต่อความคงได้มีเรื่องติดเรทผู้ใหญ่ออกมาแหงๆ
สุดทางบันไดเป็นห้องแคบๆ เบียดยืนกันได้สองคนพอดี ผนังด้านนึงเป็นด้านหลังสเตนกลาสของมหาวิหาร สามารถมองรอดออกไปเห็นโถงวิหาร ถ้ามองจากตรงนี้ก็จะเห็นพระราชพิธีตรงบัลลังก์หน้าแท่นบูชาได้อย่างชัดเจน
“ประมาทพวกป้าๆ ลุงๆ ที่กระทรวงศิลปวัฒนธรรมไม่ได้จริงๆ นะเนี่ย นึกว่าวันๆ จะเอาแต่จับหนังโป๊ซะอีก ไม่ได้จัดพิธีนี้มาเป็นร้อยปีแต่ก็ยังเก็บรายละเอียดได้หมด ดูไหม?” ภีมะหลังจากที่สังเกตการพิธีด้วยกล้องส่องทางไกล จากนั้นก็ส่งกล้องส่องทางไกลให้กาฟรีโล ตอนแรกเด็กหนุ่มไม่เต็มใจ แต่จนแล้วจนรอดก็ยอม เขาส่องดูโจเซฟีนเดินมาที่บัลลังก์
ฉับพลันความรู้สึกบางอย่างก็แล่นไหลอยู่ในใจ กาฟรีโลบอกกับตัวเองว่าที่เห็นทั้งหมดคือการนำความเชื่อทางศาสนามาสร้างภาพให้คนธรรมดากลายเป็นเทพ การโฆษณาชวนเชื่อหลอกลวงประชาชนผู้สิ้นหวังกับประชาธิปไตย ทั้งหมดนี่เป็นแค่แผนอันแยบยลของพ่อเพื่อสร้างมายาภาพทางการเมืองเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้นแล้ว เด็กหนุ่มก็ละสายตาออกจากองค์ราชินีไม่ได้ ผ้าคลุมของราชินีสยายออกเป็นปีกแดง ทุกก้าวของพระองค์ พระพักตร์สงบนิ่ง ไม่น่าเชื่อว่าเด็กสาวตัวกวนประสาทที่เคยเจอจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ วงประสานเสียงร้องเพลงเสียงก้อง ความสง่างามของราชินีดึงดูดกาฟรีโลไว้ได้อย่างสิ้นเชิง เช่นเดียวกับแขกทุกคนในมหาวิหาร
ราชินีโจเซฟีนภายนอกดูสงบนิ่ง แต่ตอนนี้หัวใจมันอยากจะหลุดออกมาเต้นข้างนอกให้ได้ โจเซฟก้าวขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ อาร์คบิชอปคนหนึ่งยกถาดใส่จอกสีทองมา ข้างในจอกเป็นไวน์แดง เมื่อเห็นจอกโจเซฟก็นึกทวนที่มาราตสอน
ไวน์แดงคือเลือดที่ราชินีจักต้องเสียสละเพื่อประเทศชาติ และราชินีจักต้องเป็นดั่งเลือดที่คอยหล่อเลี้ยงอวัยวะของร่างกายซึ่งก็คือประชาชนทั้งหลาย
โจเซฟรับจอก ไวน์สีแดงกร่ำเหมือนบ่อเลือด เธอกลั้นหายใจดื่มไวน์ กลืนเข้าไปอึกเดียวหมด รสชาติเปรี้ยวก็กรีดลำคอ เด็กสาวเม้มปากแน่นไม่ให้แหวะเอาไวน์แดงออกมา เนี่ยน่ะเหรอไวน์แดงในจอกศักดิ์สิทธิ! เทียบกับเบียร์ของพ่อที่เธอเคยแอบกินไม่ติด! โจเซฟคิดพลางเตือนตัวเองไม่ให้ทำคลื่นเหียนถ่ายทอดสดไปทั่วโลก
อาร์คบิชอบอีกรูปนำแผ่นแป้งมาเป็นลำดับถัดไป โจเซฟอ้าปากรับแผ่นแป้ง
แผ่นแป้งคือขนมปัง คือร่างกายของพระบุตร ร่างกายของพระราชินีเป็นของพระผู้เป็นเจ้าและจักต้องอุทิศให้แก่การปกครองมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย
แผ่นแป้งรูปร่างเหมือนเม็ดยาละลายในปาก แต่รสชาติไม่ได้หอมหวานเหมือนกับช็อคโกแลตเลย ตอนนี้โจเซฟได้กลิ่นเหม็นหืนของคาโบไฮเดรตกับกลิ่นเหม็นของแอลกอฮอลล์ผสมกัน มาราตเคยบอกไว้ว่าแผ่นแป้งกับไวน์แดงที่เอาไว้ใช้ซ้อมเป็นแค่ของจำลองเพียงแค่ใกล้เคียง แต่ของจริงนั้นไวน์ที่ใช้จะต้องเป็นไวน์จากชาโต้บ่มไว้ร้อยปี แผ่นแป้งก็จะต้องเลือกสรรจากเมล็ดข้าวสีทองพันธุ์ดี นี่แหละนะ พอเอาของเก่าแก่มารวมกันมันก็ได้ของเน่าๆ ออกมาอย่างนี้แหละ
อาร์คบิชอปคนที่สามเจิมน้ำมันลง ท่องคาถาเป็นภาษาลาตินที่โจเซฟีนไม่เข้าใจ
น้ำมันศักดิ์สิทธิผ่านการประกอบพีธีจากโบสถ์ทั่วแคว้น จะเป็นเครื่องป้องกันพระองค์จากภัยอันตรายทั้งปวง
น้ำมันกลิ่นฉุนหยดลงมาถึงจมูก ตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้เช้าคงมีสิวขึ้นที่จมูกแน่ๆ โจเซฟเอาแต่คิดเรื่องเรื่อยเปื่อยไร้สาระ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพิธีเลยแม้แต่น้อย แต่ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ตัวเองยังคุมอากับกิริยาได้อยู่ เธอเหลือบไปมองมาราตซึ่งนั่งอยู่กับครอบครัวครู่หนึ่ง ครูผู้ฝึกสอนยังยิ้มแป้น โจเซฟไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด
พระอาวุโสที่สุดให้โจเซฟวางมือบนพระคัมภีร์เล่มโต เขากล่าวนำบทปฏิญาณ เสียงพูดเบาและสั่นเครือตามวัย
“องค์ราชินีโจเซฟีน มารี แดนตัน เดอ เฮลเซ่น จะทรงกล่าวปฏิญาณต่อหน้าอาร์คบิชอปทั้งแปดทิศและสักขีพยานหรือไม่?”
“เราจะปฏิญาณ”
“ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจะทรงปฎิญาณว่าจะปกครองดินแดนนี้ตามจารีตแห่งกฎหมายและอาณัติของพระเจ้าเพื่อความสุขสงบของมหาชนหรือไม่?”
“เราขอปฎิญาณว่าจะปกครองดินแดนนี้ตามจารีตแห่งกฎหมายและอาณัติของพระเจ้าเพื่อความสุขสงบของมหาชน”
“ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจะทรงปฎิญาณว่าจะปกครองดินแดนนี้ด้วยความเมตตาและความยุติธรรมเพื่อความสุขสงบของมหาชนหรือไม่?”
“เราขอปฎิญาณว่าจะปกครองดินแดนนี้ด้วยความเมตตาและความยุติธรรมเพื่อความสุขสงบของมหาชน”
“ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจะทรงปฎิญาณว่าจะเสียสละความสำราญส่วนพระองค์และแรงพระวรกายเพื่อความสงบสุขของมหาชนหรือไม่?”
“เรา...”
โจเซฟหยุด ประสาทสัมผัสตั้งหมดปิดตาย คำปฎิญาณลอยวนอยู่ในหัว ทำไมกัน? ตอนซ้อมแล้วได้ยินก็ผ่านไป แต่ตอนนี้พอได้ของจริงเธอถึงกลับชะงัก ทำอะไรไม่ถูก พระหัตถ์ขององค์ราชินีเริ่มสั่น คอแห้งผาก นี่คือภาระที่เธอต้องรับไปตลอดชีวิต? นี่คือคำบอกลาโจเซฟีนคนเก่าหรือ?
มาราตและสมาชิกครอบครัวขมวดคิ้วเข้ม ลุ้นให้กำลังใจโจเซฟ อาร์คบิชอปชราเริ่มวิตก
ความสุขที่จะต้องเสียสละคืออะไร? ถ้าไม่รู้ว่าจากนี้ไปจะมีความสุขอะไรเข้ามาบ้าง แล้วจะรู้ได้อย่างว่าจะต้องเสียสละไปบ้าง? แล้วถ้ามันเป็นความสุขหนึ่งเดียว แค่เพียงหนึ่งเดียวที่สำคัญที่สุดล่ะ? เพื่อมหาชน? มหาชนคืออะไร? ไม่ใช่ว่ามหาชนคือผู้คนแต่ละคนที่มาประกอบและแสวงหาความสุขให้ตัวเองหรือ?
คุณยาย.. คุณยายจะดูอยู่หรือเปล่า? โจเซฟอยากถามคุณยายเหลือเกินว่ามันไม่ผิดใช่ไหมที่เธอรู้สึกลังเลขึ้นมาในเวลาสำคัญอย่างนี้ เธอภาวนา ขอให้ทุกคนช่วยเธอในตอนนี้และอนาคตนับจากนี้ไป
ไม่ได้แล้ว.. ตอนนี้ถ้าหันหลังกลับ ถ้าหากเธอเสียใจ ก็เท่ากับว่าเธอไม่เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเลือก ถ้าได้เลือกแล้วและคิดว่าสิ่งที่เลือกดีทีสุดแล้ว ต่อให้ผลลัพท์กับมาก็ โจเซฟหายใจเข้ายาว
“เราขอปฎิญาณว่าจะเสียสละความสุขส่วนตัวและแรงกายเพื่อความสงบสุขของมหาชน!”
โจเซฟให้คำสัญญาเสียงดังหนักแน่น
แม้จะไม่มีอยู่ในแผนเพราะราชินีจะต้องพูดคำปฎิญาณด้วยเสียงเรียบ แต่ก็ส่งให้คนในมหาวิหารทุกคนขนลุกซู่
โจเซฟลงชื่อตัวในเองในเอกสารด้วยปากกาขนนก สร้างพันธะสัญญาผูกมัด
อาร์คบิชอปรูปที่เหลืออัญเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ให้โจเซฟีน เริ่มจากคถาหัวไพลิน กระบี่เงิน กางเขนทองคำ ฉลองพระบาทติดบุษราคัม เข็มขัดนาก แหวนทับทิม และท้ายสุดมงกุฏประจำราชวงศ์ สัญลักษณ์สำคัญที่สุดของการเป็นเจ้าแผ่นดิน มงกุฎสะท้อนประกายของอัญมณีทุกชนิดเท่าที่มีอยู่บนโลกนี้
ราชินีก้มตัวลงรับมงกุฎจากพาน น้ำหนักขององค์มงกุฏแม้จะหนักเกินหนักเกินไปสำหรับไหล่บาง แต่โจเซฟีนก็ยกมงกุฎขึ้นชูขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า สวมมงกุฎลงบนศีรษะตัวเอง ณ บัดนี้ราชินีพระองค์ใหม่ ได้ถือกำเนิดและจะทรงอยู่เหนือศาสนาและอำนาจทั้งปวงของราชอาณาจักรแห่งนี้ เป็นสุริยกษัตริย์ที่จะคงไว้ซึ่งพระราชอำนาจแต่โบราณทุกประการ
เมื่อราชินีทรงปล่อยพระหัตถ์ออกจากมงกุฎ เสียงร้องทรงพระเจริญอื้ออึงดังไปทั้งมหาวิหาร
ขั้นตอนสุดท้ายมาถึงแล้ว โจเซฟลุกขึ้นจากบัลลังก์ สมบัติประจำพระองค์กดร่างของหญิงสาวไว้ แต่ทรงฝืนแบกน้ำหนักทั้งหมด เดินไปยังแสงสว่างที่ประตูมหาวิหาร
มองลงไปจากบันไดสูงของมหาวิหาร ประชาชนนับแสน เรียงหน้าอยู่จนสุดสายตา เปล่งเสียง ทรงพระเจริญ กลบเสียงของระฆังมหาวิหารไปหมดสิ้น
ความรู้สึกทั้งหลายอาจปนเปกันจนไม่อาจหาคำพูดใดมาอธิบาย ความชื่นชมยินดีที่ไหลหลั่งเข้ามา รอยยิ้มของผู้คนที่รอคอยพระบารมีสาดส่อง โจเซฟน้ำตาไหลอาบแก้ม เป็นประจักษ์พยานความยิ่งใหญ่ด้วยตัวเอง
ฝ่ายกาฟรีโลเฝ้ามองราชินีอยู่บนห้องลับจนจบพิธี มือสั่น ใบหน้าซีดเผือก หยาดเหงื่อไหล ปากเผยอออก เขาผละตัวออกจากสเตนกลาส หมดเรี่ยวแรงและแทบจะหงายหลังเมื่อก้าวกลับ
“เป็นยังไงล่ะ? เห็นความยิ่งใหญ่ของราชอาณาจักรแล้วหรือยัง?” ภีมะถามหยอก เขารับตัวเด็กหนุ่มที่กำลังเซล่มไว้
กาฟรีโลกัดฟันกรอด ลมหายใจส่งแรง แต่ไม่นานนักรอยยิ้มประหลาดก็ปรากฎที่ริมฝีปาก รอยยิ้มแห่งความคับแค้นเมื่อทิฐิและศักดิ์ศรีของตนต้องพังทลายด้วยน้ำมือของระบอบใหม่ เด็กหนุ่มกำมือแน่นไว้ข้างตัว เขาประกาศสงคราม
“พี่ครับ… ถ้าพี่เจอคุณพ่อฝากบอกด้วยว่า เพื่อสาธารณรัฐ ต่อให้ต้องคร่าชีวิตของเด็กผู้หญิง มันก็ต้องทำ!”
-----------------------------
หมายเหตุ
แอสตัน มาร์ติน (Aston Martin) – รถสปอตยี่ห้อหรูจากสหราชอาณาจักร เป็นรถที่เจมส์ บอนด์ใช้อยู่ในหนังหลายภาค
สายลมแสงแดด – เด็ก มธ ทุกคนคงเข้าใจดีว่าหมายความว่าไง สายลมแสงแดดเป็นยุคก่อน 14 ตุลาที่นักศึกษาไม่ค่อยสนใจเรื่องการเมือง ทำให้เกิดกลอน “ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง” ขึ้นมาปลุกใจ โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบให้ใครว่าผมด้วยคำนี้เลยนะกาฟรีโลเอ๊ย เพราะผมก็เป็นแค่นักศึกษาต้องเรียนให้จบนี่ครับ!
เกร็ดไม่เล็กเกร็ดไม่น้อย
- ในประเทศที่ใช้รัฐธรรมนูญแบบเยอรมัน นอกจากศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลธรรมดาไว้ตัดสินคดีแพ่งอาญาทั่วไป
ก็จะมีศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญด้วย ศาลปกครองมีไว้พิจารณาว่าการกระทำใดของฝ่ายปกครองเช่นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนศาลรัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อพิจารณาว่ากฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ซึ่งโดยปกติแล้วศาลยุติธรรมในประเทศบางประเทศจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคดีที่ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณา
การรัฐประหารมีธรรมเนียม (ธรรมเนียมประเทศไหนก็ไม่รู้อ่ะนะ
บู่.. ~3~ ) ว่าต้องประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า
หรือที่ภาษาทั่วไปว่า "ฉีกรัฐธรรมนูญ" และมักให้ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองไปด้วย
เป็นการกันเหนียวว่าหากมีผู้ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองก็อาจทำให้ผู้ทำรัฐประหารซวยได้
เพราะการทำรัฐประหารคือการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญของรัฐเสรีประชาธิปไตย
เป็นการยึดอำนาจจากผู้แทนที่มาจากเสียงข้างมาของประชาชน ยกเลิกศาลทิ้งซะเพื่อไม่ให้มีใครตรวจสอบได้
และเพื่อเป็นการฟอกตัวเองเมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ก็จะเขียนนิรโทษกรรมหรือยกเว้นความผิดให้กับคณะรัฐประหารเสมอ
(กาฟรีโลเลยพูดว่า "รัฐธรรมนูญฉบับใหม่คงเขียนนิรโทษกรรมให้ทหารอยู่ดี
เพราะฉะนั้นก็เอาผิดกับทหารไม่ได้")
ตามปกติแล้วในประเทศที่เป็นสาธารณรัฐจะมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่าห้ามให้มีกษัตริย์หรือปกครองแบบราชอาณาจักรเด็ดขาด
เพราะเหตุนี้กระมังในฟิคเรื่องนี้กองทัพเลยต้องลุกขึ้นมารัฐประหารฉีกรัฐ ธรรมนูญ
เพื่อสถาปนาราชวงศ์ขึ้นมาใหม่
อนึ่ง ฟิคนี้เป็นเรื่องรักโรแมนติก จักรๆ วงศ์ๆ ไม่ใช่ฟิคการเมือง อย่าตีความคิดมากเปล่าๆ เพราะมันไม่มีอะไรในกอไผ่อยู่แล้ว
ขอบคุณ
- ออยไก่กับพี่อุ้ยที่ช่วยดูเรื่องตัวสะกดให้
ขอบคุณจริงๆ ครับ
- อาจารย์กฎหมายมหาชนกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ถึงผมไม่เห็นด้วยกับความคิดบางอย่างของท่าน แต่ขอเอาวิชามาใช้ล่ะกันครับ
ขอบคุณครับ (อ่าว..แบบนี้มันเกลียดตัวกินไข่..)
Republican Nostalgia ตอนต่อไป
สาธารณชนรู้แล้วว่าโจเซฟคือพระราชินี สายตาทุกคู่จับจ้องอยู่ที่ราชินีพระองค์ใหม่ รวมถึงสายตาของกาฟรีโลซึ่งเฝ้ามองราชินีด้วยจุดประสงค์บางอย่าง
โจเซฟกระโดดเข้าไปกอดคลอดท์ไว้แน่น
“แต่งานของรุ่นพี่โรแรงค์ยังขาดความเป็นตัวของตัวเองอยู่มาก อิทธิพลที่ได้รับมาจากพวกอิมเพลสชั่นนิสต์ก็ปรากฎในงานชัดเกินไป”
กาฟรีโลยิ้มเยาะให้ตัวเอง เท่านี้การเข้าถึงคลอทด์ โรแรงค์ก็ง่ายนิดเดียว
“นายเขียนหนังสือด้วยมือซ้ายเหรอ?”
“อยากจบเศร้าก็ตามใจ!”


#1 By เทราสเฟียร์ เอล เซราฟีเตอร์ on 2008-10-27 12:51