โรคงูสวัด (Herpes zoster) โรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ "วีแซดวี" (varicella-zoster virus) เป็นคนละโรคกับ โรคเริม คนที่เป็นโรคงูสวัดจะต้องเคยเป็นโรคอีสุกอีใสมา ก่อน เมื่อภูมิต้านทานอ่อนแอลงจึงกลายเป็นโรคงูสวัด ซึ่งใช้เวลาประมาณ 60 ปี และโรคงูสวัดจะเป็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิตนี้ ต่างกับโรคเริมที่จะกลับมาเป็นซ้ำได้อีก (ยกเว้น ผู้ที่มีความต้านทานต่ำมาก ๆ เช่น เอดส์อาจกลับมาเป็นโรคงูสวัดซ้ำได้อีก) มักจะเป็นผื่นตามแนว dermatome(แนวเส้นประสาทของผิวหนัง)และมักจะปวดมาก

จาก  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%87%E0%B8%B9%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94

 

วันที่ 1 - เกิดอาการเจ็บๆ คันๆ ที่ใต้ราวนม ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่โรคฮอร์โมนพุ่งพล่านตามประสาวัยรุ่นฮอร์โมนของเธอในเวลา นี้กำลังคุกรุ่น จิตใจของหญิงและชายทั้งหลายกำลังว้าวุ่น เหมือนเพลงของ Groove Rider เลยยังไม่ไปหาหมอ

วันที่ 2 - อาการเจ็บปวดใต้ราวนมรุนแรงขึ้น รู้สึกเหมือนมีอะไรมาแทงปวดแปลบอยู่ในซี่โครงตลอดเวลา รู้สึกไม่ไว้ใจเลยไปหาคุณหมอ ตอนนั้นเป็นวันเสาร์ โรงพยาบาลประจำอำเภอไม่มีหมอ (ที่นี้ประเทศไทย) เลยต้องไปโรงพยาบาลใหญ่ ได้เ็ห็นสถาพน่าหดหู่ใจของการสาธารณสุข ลูกเด็กเล็กแดง คนแก่คนชรา เจ็บป่วยก็ต้องรอเพราะหมอเวรในโรงพยาบาลมีอยู่แค่ 2 คน เจ้าของบล็อกทนอาการเจ็บอยู่ 3 ชั่วโมงจึงถึงมือหมอ (สักที) หมอกดที่บริเวณที่เจ็บ ก็ดิ้นพั่บๆ หมอบอกว่าแค่จับที่กระดูกก็เจ็บแล้ว เลยวินิจฉัยว่าเป็นโรคซี่โครงอักเสบ ให้ยาทากล้ามเนื้อกับยาแก้อักเสบมากิน อ้อ หมอใช้เวลาตรวจไม่ถึงหนึ่งนาที

วันที่ 3 - กลับไปมหาลัย ไปสายเพราะนอนกินบ้านกินเมือง นั่งเรียนก็ยังเจ็บ พอกลับไปถึงหอ ถอดเสื้อดู บริเวณที่เจ็บมีตุ่มน้ำึขึ้นเต็มไปหมด บางตุ่มก็แตกเป็นแผล โอ๊ย สิ้นหวังแล้ว ตอนแรกนึกว่าแพ้ยาทากล้ามเนื้อ เลยต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ทันที รอนานเหมือนกันเพราะหมอเวรมีแค่คนเดียว (มันจะอะไรกันนักกันหนา หึ! โรงพยาบาลรัฐ!) ถึงคิว หมอดูตุ่ม (ขึ้นไปถึงกลางหลังแล้ว) แล้วก็คอนเฟริมไวกว่าหมอกฤษว่า "นี่มันไม่ใช่แพ้ยาแ้ล้วครับ เป็นงูสวัด"

เจ้าของบล็อกหน้าซีด งูสวัดคืออะไร! เคยได้ยินแต่ว่าเป็นโรคที่โบร่ำโบราณมาก นี่ตรูเป็นโรคคลาสสิครุ่นพ่อรุ่นแม้เหรอ ถ้าขึ้นพันรอบตัวตรูจะตายไหม! สรุปคือวันนั้นหมอสั่งยาขนาดมโหฬาร ต้องกินยาต้านไวรัสทุกสี่ชั่วโมง วันละห้าเม็ด เป็นยี่สิบเม็ด พร้อมด้วยยาบำรุงปลายประสาทและวิตามิน สรุปคือ วันนึงต้องกินยาเฉียดวันละ 30 เม็ด! แต่ก็ต้องกิน!

อ้อ หมอบอกว่า หมอสมัยใหม่จะไม่สั่งยาทาให้กับคนไข้งูสวัดแล้ว เพราะกินยาแล้วรักษาจากข้างในได้ผลกว่า ปกติแล้วคนที่เป็นงูสวัดส่วนมากจะมีอายุแล้ว แต่ที่คนหนุ่มสาวอาจจะเป็นได้เพราะความเครียด ร่างกายอ่อนแอ เพราะอย่างนั้น อย่าเครียดเลยนะจ๊ะ

วันที่ 4
- ตุ่มใหญ่ขึ้น จากเป็นแค่จุดๆๆ ก็เห่อเป็นเม็ดใหญ่ แต่ด้วยความเป็นนักศึกษากฎหมายที่ใช้ความระมัดระวังต่ำว่าวิญญูชน ก็ยังสะเออะไปเรียน วันนั้นก็เรียนไม่รู้เรื่อง เจ็บ อ. ญี่ปุ่นจะกลับญีุ่ปุ่นสองอาทิตย์ ก็ทิ้งระเบิดลูกใหญ่เป็นการบ้่าน ให้อ่านบทความเกี่ยวกับกฎหมายญี่ปุ่น คันจิพรึ่บๆ แต่พอกลับถึงก็หอนอนตาย การบ้านไม่ทงไม่ทำ ใครทำไหวก็บ้าล่ะ

วันที่ 5 - ลุก..ลุกไม่ไหวแล้ว! เจ็บ~! แผลสาหัสมาก ทั้งเจ็บข้างในและข้างนอก ความรู้สึกของทหารสมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่โดนระเบิดแล้วเจ็บแผล มันเป็นแบบนี้หรือเปล่า! (เป็นแึค่การอุทานของคนไข้) เลยนอนตายอยู่ที่หอทั้งวัน ออกไปซื้อข้าวได้แค่ข้าวกล่องซีพีที่เซเว่น เดินไปโรงอาหารไม่ไหว ตื่นขึ้นมาแค่ 2-3 ชม ระหว่างตื่นก็นั่งอ่านแต่นิยายของโซเซกิ แล้วก็นอนๆๆๆ

วันที่ 6 - ลุกไปอาบน้ำ แต่ระหว่างอาบน้ำ เดินไปก็คาปรือหัวแทบจะชนประตู เลยคิดว่าถ้าไปเรียนคงได้ตายก่อน เพิ่งมารู้ทีหลังว่าโรคนี้จะทำให้อ่อนเพลียผิดปกติ ก็นอนอ่านนิยายของโซเซกิต่อที่หออีกวัน วันนี้เป็นวันลอยกระทงด้วย ตอนแรกคิดว่าไม่มีฟงมีแฟน อะไรกับเขา ไปลอยกับเพื่อนก็ได้ แต่เจ็บหนัก ลอยกระทงเลยล่องจุ๊นไป T_T

วันที่ 7 - ตื่นขึ้นมาตุ่มน้ำแตกไปสะเก็ดแผลแล้ว วันนี้ก็ต้องโดดเรียนไปหาหมอ หมอบอกอาการดีขึ้น บอกว่าเป็นน้อยแล้ว (ขนาดน้อยแล้ว - - ) หมอจัดยาต้านไวรัสให้ใหม่ ให้เม็ดนึงโดสใช้ขึ้น วันละ 5 เม็ด ให้ระวังเรื่องภาชนะตอนทานข้าวกับคนอื่น เพราะตัวเราเป็นพาหะไวรัส :( แผลที่เป็นสะเก็ดเดี๋ยวจะคันมากแต่ ห้ามเกา เพราะจะเป็นแผลเป็น เป็นเจ้าสาวไม่ได้นะ

ค่ายาต้านไวรัสแพงมากเพราะเป็นยาตัวเดียวกับยาต้านไวรัสของผู้ป่วยเอดส์กับ โรคเริม แต่ใช้สิทธินักศึกษา หมอเลยจัดยาดีมาอย่างเต็มที่ฟรีหมด แต่คนไข้ที่ไม่มีสิทธิแบบผมเขาจะทำยังไงหนอ? ของแสลงตามตำราไทยที่เขาห้ามกินคือไก่กับสัปปะรด ยาสมุนไพรที่เขาใช้รักษากันคือเสลดพังพอน (พังพอนต้องสู้กับงูสิเนอะ) เนื้อไก่เป็นเนื้อสัตว์ที่ผมชอบกินเวลาปกติ เพราะเนื้อวันที่ชอบที่สุดมันหากินยาก พอไม่ให้กินเนื้อไก่เลยเศร้าไปเลย

วันที่ 8 - 9 - วันเสาร์อาทิตย์ นอนๆๆๆ เอาแรง

วันที่ 10 - หลังจากพักฟื้นไป 5 วันเ็ต็มๆ อาการก็กลับมาดีเหมือนเป็นคนใหม่ ชาร์จพลังเต็มที่ ไปเรียนได้เหมือนเดิม วันนี้มีโอกาสดีอย่างยิ่งยวด เพราะมีโปรเฟสเซอร์จากมหาลัยคอร์แนลของสหรัฐมาบรรยายเรื่องกฎหมายละเมิด ได้รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฟ้องงี่เง่าๆ ในอเมริกา สนุกมากครับ ไม่ได้ฟังภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันมานานมากๆๆ ประมาณ 3 ปีนับแต่จบ ม.ปลาย คิดถึงจังเลย โปรเฟสเซอร์ก็ใจดี มากๆ ขอบคุณนะครับ

พร้อมกันนี้ฉลองหายป่วย เลยแรดดูหนังตั้งสองเรื่อง เรื่องแรกดูในคาบเรียน หนังจางอี้โหวเรื่อง The Road Home ชอบมากกกกกกกกกกกก น่ารักกกกกกกกก เป็นหนังรักที่น่าประทับใจสุดๆ เลย โดยเฉพาะจางซียี่ กรี๊ดดดด น่าร้ากกก ไม่ไหวแล้วววว



สาวผมเปียแบบคอมมิวนิสต์ โคตรโมเอ้ เลยครับ

เรื่องที่สอง 007 Quantum of Solace เออ ผมชอบนะ แต่หลายคนไม่ชอบ สงสัยผมคงเป็นแฟนบอนด์อยู่ทุนเดิมแล้วมั้งเลยเห็นดีเห็นงามด้วย บอนด์คนนี้ระห่ำจนทำให้ผมสงสัยไม่ได้ว่ามันเป็น MI5 หรือ KGB กันแน่ เพลงประกอบของ Jack White เท่มากๆ ครับ บอนด์เกิลส์ก็สุดยอดด อ้อ แต่มีีที่ขัดใจมากว่าปืนรัสเซียที่แดเนียล เครกถือในโปสเตอร์มันไม่เห็นมีในหนัง หลอกลวงผู้บริโภค!

วันที่ 10 -
เจอเยอรมันคุงที่มหาลัยครั้งแรกในรอบเกือบเดือน Morale up 1000+ เนื่องจากเยอรมันคุงเพิ่งกลับจากการรบที่เลนนินกราด (ล้อเล่น) เมล์ที่เยอรมันคุงส่งมามักมีปัญหาว่าไม่ถึงผู้รับ -"- ในที่สุดผมก็รวบรวมความกล้าชวนเยอรมันคุงไปกินข้าวอีกรอบ ก่อนไปญี่ปุ่น ได้แล้ว สักที หน้าบานทั้งวัน ไร้ภาพคนเพิ่งหายไข้จนเพื่อนแซว เหะๆ




--------------------------------------

จบแล้ว บันทึกงูสวัด ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ ครับ

ตอนนี้ชุมนุมวรรณศิลป์จะมี"ค่ายกวีมีชีวิต" (Living Poets Society) ในวันที่ 5-6-7 ธ.ค. นี้ที่บ้าน คุณคำสิงห์ ศรีนอก นักเขียนซีไรท์ที่โคราช เพื่อนๆ มธ คนไหนสนใจก็ติดต่อกันได้เน้อ ไปเที่ยวรับเปิดเทอมกัน

ค่ายนี้มีปัญหาเรื่องงบมาก แต่เมื่อวานไปขอ (ไุถ?) จากเยอรมันคุงมาไ้ด้พันนึง

จำลองเหตุการณ์

โซ (ดักรอหน้าห้อง) - ยะ..เยอรมันคุง! จำเิงิน 1000 บาทนั้นได้ไหม? (Ah!! Doitsu- khun! do you remember that 1000 baht?) (ความจริงแล้วเยอรมันคุงเคยจะให้เงินสนับสนุนชุมนุมพวกเรามาพันนึงเมื่อเทอมก่อน แต่ประธานชุมนุมไม่รับ! < ได้ข่าวว่าคือแก)
เยอรมันคุง - Oh? Do you want it right now?
โซ - คะ..ครับ..
เยอรมันคุง - (ควัก กระเป๋าตังค์ หยิบแบงก์สีเทาแบบไม่คิดมาก) OK, Here it is.
โซ - วะ..ว้ากก .. ขอบคุณครับ!  (ผมไม่คิดว่ามันจะง่ายดายขนาดนี้ เลยสติหลุด พูดอังกฤษปนไทยเลยครับ)


ขอบคุณมากนะครับเยอรมันคุง แต่ผมขอเงินตรงมากเลย เพื่อนที่ไม่รู้เรื่องงงว่ามาทวงหนี้อะไรกัน - -' เอา่ล่ะ หาสปอนเซอร์ต่อกันเต๊อะ -v- 

Comment

Comment:

Tweet

รอบหน้าไปหาหมอปฏิคมไหมครับ 
จะได้ไม่ทรมาน

#10 By ประสิทธิ์ (171.97.130.81|171.97.130.81) on 2015-04-20 13:07

จากบทความนี้น่ะครับ
http://www.leejangmeng.com//บทความเพื่อสุขภาพ/รู้จักโรคงูสวัดกับคุณหมอสุนทรี.html
ถ้าเป็นรอบตัว ไม่น่าจะเกิดจากงูสวัด แต่เกิดจากร่างกายไม่แข็งแรงเองอยู่แล้วนะครับ

#9 By ประสิทธิ์ (171.97.174.211|171.97.174.211) on 2015-03-31 13:14

เปิดอ่านโน่นนี่เล่นๆมาสะดุดเอาเอ็นทรี่นี้

...เห็นคุณเจ้าของบล็อกพูดถึงงูสวัดแล้วนึกถึงความหลังแสนทรมาณจัง
สามสี่ปีก่อนเราก็เป็นงูสวัดตอนหน้าหนาวค่ะ อยู่ๆมันผุดขึ้นมาตรงหลังหูแล้วงอกมาเต็มคอเลย(ช่วงสอบไฟนอลเสียด้วย) แบบว่าทรมาณมาก ต้องกินยาจนผมร่วงกราวเลยค่ะ ;__;

สรุปว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ
อยู่ใหล้เยอรมันคุงทีไร
รู้สึกว่าจะสติแตกทุกทีเลยนะคะเนี่ย
ทั่นประธาน =- -= +

#7 By auntie_fussy (203.146.82.53) on 2008-11-23 23:16

โอ้งูสวัดครูที่ รร. เก่าเคยเป็น ไม่นึกว่าอาการจะสาหัสปานฉะนี้
เค้าเคยเป็นแฟนคลับของจางจื้ออี้แหละ

#6 By เห็ด rosy on 2008-11-22 09:24

ง่ะ ยินดีด้วยที่อาการดีขึ้นแล้วนะคะ โรคนี้เมื่อก่อนเราก็หลงเชื่อว่าเป็นรอบตัวแล้วจะตายเหมือนกันค่ะ
ปล. เคยเป็นโรคอะไรแปลกๆเหมือนกัน โรคผื่นกุหลาบค่ะ โดนจับไปเป็นตัวอย่างให้นักเรียนแพทย์ดูด้วย อายฉิบ sad smile

#5 By gallantfoal on 2008-11-22 01:00

หึๆ ชั้นเป็นได้แค่\"สะพาน\" สินะ
อาทิตย์หน้าไปเอาจดหมายกัน

#4 By บาส (203.131.211.136) on 2008-11-22 00:59

ไม่อ้อมค้อมเลยนะเธอ

หายแล้วอย่าให้เป็นอะไรอีกล่ะ
แผลที่เป็นสะเก็ดเดี๋ยวจะคันมากแต่ ห้ามเกา เพราะจะเป็นแผลเป็น เป็นเจ้าสาวไม่ได้นะ

เอ๊ะ!!!!!

หลังจากนี้ก็ต้องดูแลตัวเองมากขึ้นนะ กินยาเยอะขนาดนั้น ตับไตเหนื่อยน่าดูเลยล่ะ

#2 By ป้าแดง underground on 2008-11-21 20:42

งูสวัด ไม่รู้จัก โอ น่ากลัวแฮะ = =
ไม่อยากเป็นเลย วันละ 30 เม็ด กินหรือยัด = =a

#1 By Sharpen_Thought on 2008-11-21 20:18