[FIC] Republican Nostalgia ตอนที่ 10 เด็กสาวจากดาวอังคาร
posted on 02 Jan 2009 11:04 by bosie
Republican Nostalgia
ตอนที่ 10 เด็กสาวจากดาวอังคาร
“รุ่นพี่คะ พอใช้ได้ไหมคะ?”
โจเซฟก้าวออกมาจากห้องน้ำหญิงในศูนย์การค้า สะบัดผมให้คลอทด์ดู
“อืม..” รุ่นพี่ทำหน้าครุ่นคิด มองเส้นผมสีน้ำเงินที่โจเซฟใช้พรางตัว “ก็ใช้ได้นะ แต่ว่าไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ?” คลอทด์ถาม
“โอ๊ย ส.บ.ม.ย.ห. ค่า!” โจเซฟกำหมัดยืนยัน ถึงใจจะเป็นห่วงว่าจะมีคนจับได้ แต่มาถึงขั้นนี้แล้วเธอไม่พลาดโอกาสได้เดทกับคลอทด์วันนี้แน่ๆ
เพื่อความปลอดภัย สมเด็จพระราชินีจะออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนอย่างคนปกติไม่ได้เด็ดขาด มาราตบอกว่าถ้าโจเซฟอยากไปเที่ยวที่ไหนเป็นพิเศษก็ให้แจ้งมาราตไว้ก่อน เธอจะได้จัดเตรียมแผนการจราจร การต้อนรับกับการรักษาความปลอดภัยให้เรียบร้อย ซึ่งโจเซฟก็ไม่คิดจะบอกหรอก เพราะเธอรู้ว่า ไม่ว่าพระราชินีเสด็จไปที่ไหนก็จะมีพรมแดง คนมาโค้งให้ช่อดอกไม้ พูดจาด้วยคำราชาศัพท์ เธอต้องทำตัวเกร็ง เดินคนเดียว มีบอดี้การ์ดล้อมหน้าล้อมหลัง แล้วแบบนั้นเขาจะเรียกว่าเที่ยวเล่นได้ที่ไหน?
ครั้งนี้โจเซฟเลยหาวิธีหนีออกมาจากพวกบอดี้การ์ด บอกว่าองค์ราชินีทรงต้องการเวลาเป็นส่วนตัว และต้องการทรงอักษรอยู่ในห้องเงียบๆ คนเดียว เมื่อสบโอกาส โจเซฟหลบสายตาของบอดี้การ์ด ย่องออกจากโรงเรียนไปทางประตูหลังกับคลอทด์ ที่เหลือก็ปรับเปลี่ยนลุค ซื้อสเปรย์ย้อมผมแล้วก็เข้าไปในห้องน้ำ ฉีดสีผมเป็นสีผมมนุษย์ต่างดาว ทำทรงให้ยุ่งๆ เข้าไว้ เอาเสื้อออกนอกกระโปรง เท่านี้ก็ไม่มีใครรู้แล้วว่าโจเซฟเป็นราชินี คนที่เดินผ่านไปผ่านมา จะคุ้นหน้าคุ้นตาแต่ก็คงคิดว่าเป็นคนหน้าคล้ายพระราชินีเท่านั้น
“เอาล่ะ ถ้างั้นก็ไปกันเถอะ” คลอทด์พยักหน้า จุดหมายแรกของการเดทวันนี้คือหอศิลป์ซึ่งตอนนี้กำลังจัดนิทรรศการเรื่องจิตรกรฝรั่งเศส คลอทด์ออกตัวว่าเขาอยากให้โจเซฟได้เห็นงานศิลปะชิ้นเอกของโลก แต่โจเซฟีนก็หัวเราะเบาๆ รู้อยู่แล้วว่าที่คลอทด์พามาทีนี้เพราะเขานั้นแหละที่เขาอยากดูอีก
นิทรรศการแบ่งแสดงรูปเป็นยุคต่างๆ ตั้งแต่หลักฐานสมัยอาณาจักรโรมันวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนถึงยุคปัจจุบัน คลอทด์ใช้เวลาอยู่กับศิลปะในยุคศตวรรษที่ 19 เป็นพิเศษเพราะเป็นยุคที่ได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของอิมเพรสชั่นนิสต์ และยุคของการฟาดฟันกันระหว่างขนบศิลปะแบบเก่าและแบบใหม่
ชายหนุ่มจิตรกรหยุดอยู่หน้ารูปภาพทุกรูปและพิจารณาอย่างพินิจพิเคราะห์ ในขณะที่โจเซฟได้แต่อ่านคำบรรยายใต้ภาพ แม้จะไม่เข้าใจสัญลักษณ์ของงานศิลปะ แต่เธอก็เริ่มชอบศิลปะอิมเพรสชั่นนิสต์เหมือนคลอทด์ไปซะแล้ว เธอชอบรูป ‘Le Bar aux Folies-Bergère’ ของมาเน่ต์มาก สาวเสิร์ฟในรูปส่งยิ้มเล็กๆ ให้ผู้ชม เครื่องแต่งกายเสริมความน่ารัก สีที่จิตรกรใช้ก็เป็นแสงสะท้อนของจริงอย่างที่ตามองเห็น หรือรูป ‘Le Bal au Moulin de la Galette’ ของเรอนัวร์ ดูแล้วก็เหมือนมีเสียงคนเล่นดนตรีกับความสนุกสนานของงานเต้นรำออกมาจากภาพจริงๆ
จากรูปของพวกอิมเพรสชั่นนิสต์ก็มาถึงรูปเหมือนของชายหนุ่มผมหยิกฟู คาบไปป์ไว้ที่มุมปาก ดวงตาของเขาลอยละล่อง เหมือนกำลังอยู่ในรสของแอลกอฮอล์ ท่าโพสของเขาเหมือนไม่ได้มาจากศตวรรษที่สิบแปด แต่เป็นดารามาดเท่บนปกนิตยสาร
“คนนี้ใครเหรอคะ?” โจเซฟถามคลอทด์
“กุสตาฟ กุแบร์ เป็นพวกศิลปินเรียลลิสต์”
“เรียลลิสต์?”
“เป็นพวกทำงานเพื่อชีวิต สะท้อนปัญหาของสังคม ต่างจากพวกอิมเพรสชั่นนิสตร์ตรงที่เน้นภาพให้สมจริง”
“เขาดูเท่ดีนะคะ เห็นรูปแล้วนึกถึงพวกร็อคสตาร์มากกว่า”
“อื้อ ได้ยินว่ากุแบร์เป็นศิลปินที่มีไลฟ์สไตล์หลุดโลก ให้เป็นร็อคสตาร์สมัยนี้ก็คงได้ แต่ว่าพี่ไม่ค่อยจะปลื้มงานของเขา ถ้าเทียบกับพวกอิมเพรสชั่นนิสต์แล้วพี่ก็ชอบอิมเพรสชั่นนิสต์มากกว่าอยู่ดี”
“ทำไมล่ะคะ?”
“มันดูทื่อๆ ไม่ค่อยมีสีสัน ดูรูปคนของกุแบร์สิ อย่างกะหุ่นกระป๋องในเรื่องพ่อมดออซ” ชายหนุ่มชี้ให้ดูรูปชื่อ “คนงานทุบหิน” อีกรูปของกุแบร์
“แต่มันก็สะท้อนสังคมดีนี่ รุ่นพี่เคยบอกว่ารุ่นพี่ก็อยากทำงานศิลปะสะท้อนสังคมไม่ใช่เหรอคะ?”
“จะสะท้อนสังคมทั้งทีก็ไม่เห็นต้องทำให้ดูสิ้นหวังเลยไม่ใช่เหรอ? ด้านมืดของคนเรามันก็ต้องมีด้านสว่างบ้างแหละ” คลอทด์ยิ้มให้โจเซฟ แต่ในระหว่างนั้นคลอทด์ก็นึกถึงงานของพ่อของเขาขึ้นมาด้วย
งานของพ่อ.. ภาพถ่ายของพ่อที่เขาเห็นมาตลอดทั้งชีวิต เขาไม่เคยพูดกับพ่อเรื่องงานศิลปะ ไม่เคยรู้ว่าพ่อคิดยังไงกับภาพถ่ายตัวเองหรือพ่อคิดอะไรอยู่เวลาที่กดชัตเตอร์ถ่ายรูป ส่วนหนึ่งที่เขาไม่เคยถาม เป็นเพราะทิฐิของเขาที่อยากสร้างงานให้ตรงกันข้ามกับพ่อทุกอย่าง ถ้าพ่อของเขาเลือกที่เสนอความเป็นจริงของสังคมด้วยความเศร้าหมองและความน่าสะเทือนใจเขาก็จะเลือกถ่ายทอดความจริงออกมาด้วยภาพอันสดใสแต่จริงจังแทน
คลอทด์หลุดหายไปในความคิดของตัวเองอีกแล้ว แต่โจเซฟก็ชอบคลอทด์ในเวลาแบบนี้ที่สุด ชายหนุ่มคนนี้ไม่ใช่แค่หน้าตาหล่อเหลาที่อยู่ภายนอก แต่ข้างในของเขามีพลังงานความคิดบีบอัดอยู่ในหัวสมองและพร้อมเอาออกมาใช้ได้ทุกเมื่อ
ถ้าหากว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นแบบนี้ต่อไปก็คงจะดีนะ โจเซฟรำพึงรำพันกับตัวเอง
เสร็จจากหอศิลป์ พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน ยังมีเวลาอีกมากให้ทั้งคู่ไปจนดึก โจเซฟเสนอจุดหมายต่อไป แต่คลอทด์ดูจะไม่เห็นชอบ
“ตาหนูแล้วนะ ไปร้องเกะกันเถอะ!”
“อ่า ขอผ่านล่ะ ไม่ถนัดเลยไอ้เรื่องร้องเพลงเนี่ย”
“ไปเถ้อ~ แค่ไม่กี่เพลงเองนะค้า~น้า~” โจเซฟเอาแต่ใจตัวเองลากแขนคลอทด์ เข้าร้านคาราโอเกะเล็กๆ ในย่านร้านค้าของวัยรุ่น คลอทด์เลยต้องยอมตาม โจเซฟชอบร้องคาราโอเกะ พอเวลามีเรื่องไม่สบายใจหลังเลิกเรียนก็จะมาระบายกับไอ้เจ้าเครื่องจักรจากประเทศญี่ปุ่นนี่แหละ โจเซฟจะมาร้องคาราโอเกะกับแซลลี่ แล้วดิเอโก้ก็จะชอบตามแซลลี่มาด้วย แซลลี่เป็นพวกที่นึกว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ เลยแหกปากร้องเพลงตลอดเวลา ดิเอโก้น่ะไม่ได้ร้องหรอกเพราะมัวแต่เลือกเพลงให้แซลลี่
โจเซฟร้องเพลงการ์ตูน ร้องเพลงอะไรก็ได้ที่คิดว่าให้ตัวเองดูน่าตลกที่สุด คลอทด์หัวเราะจนท้องแข็ง โจเซฟส่งไมค์ให้รุ่นพี่ คลอทด์ยกมือหยุดส่ายหน้า แต่โจเซฟก็คะยั้นคะยออีกครั้ง แล้วก็เข้าอีหรอบเดิมอีกจนได้
ชายหนุ่มจับไมโครโฟน นั่งโงนเงน เขาเลือกเพลง Sunday Morning ของวงชื่อ The Velvet Underground
คลอทด์คงไม่ชอบร้องเพลงอย่างที่บอกไว้จริงๆ เพราะเสียงร้องเพลงของเขาเหมือนเสียงพูด ไม่ใส่จริตนักร้องอย่างพวกคนบ้าคาราโอเกะทั่วไป โจเซฟฟังแล้วก็อดขำไม่ได้ ยิ่งเพลงที่คลอทด์เลือกร้องก็จังหวะเนิบนาบ เนื้อเพลงหาความหมายไม่ได้
เช้าวันอาทิตย์
รุ่งอรุณมาถึงแล้ว
แต่ความรู้สึกข้างในของฉันยังไม่อยากพัก
เช้าวันอาทิตย์เอ๋ย รุ่งอรุณเอ๋ย
ช่วงเวลาแห่งความมัวเมาใกล้เขามา
ระวังนะโลกใบนี้จะกลืนกินเธอ
แต่ข้างกายเธอจะมีคนอยู่เคียงข้างเสมอ
ไม่ต้องกังวลไปหรอก
เช้าวันอาทิตย์
ฉันรู้สึกหวั่นไหวเหลือเกิน
ฉันรู้สึกมีอะไรบางอย่างที่ไม่อยากบอกอยู่ข้างใน
รุ่งอรุณเอ๋ย เช้าวันอาทิตย์เอ๋ย
เราเดินผ่านเส้นทางเหล่านั้นมาแล้ว..
ร้องกันไป 4-5 เพลง คลอทด์ก็เริ่มกล้า เขาทำท่าล้อเลียนเป็นวงพังค์บ้าง เป็นมนุษย์เงินเดือนเมาหนีเมียมาร้องเพลงบ้าง เขาร้องเพลงในโฆษณาขนมเด็กสมัยก่อน รุ่นพี่โรแรงค์เป็นพวกถ้าลองยุขึ้นแล้วอะไรมาฉุดก็ไม่อยู่ จนกระทั่งพนักงานมาเรียกว่าเหลือเพลงสุดท้าย ทั้งสองก็เลือกร้องคู่ยุคพ่อยุคแม่สุดเชยด้วยกัน
ท้องเริ่มหิว ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว บาร์ที่คลอทด์ชอบไปกว่าจะเปิดก็ดึก มื้อเย็นวันนี้เลยไปจบที่ร้านอาหารอินเดียแทน ข้างในร้านกลิ่นเครื่องเทศตลบอบอวล โจเซฟสั่งแกงกระหรี่ใส่มันฝรั่งกับนัน ส่วนคลอทด์สั่งกับข้าวอบ แต่ก่อนที่บ้านโจเซฟมีอยู่พักหนึ่งที่แม่บ้าเห่อคอยตระเวนทำอาหารทุกทวีป แม่เคยลองซื้อตำรามาทำอินเดียดู เผื่อว่าถ้าเข้าท่า ที่บ้านจะได้มีอาหารรักสุขภาพให้พ่อได้ทานลดน้ำหนักบ้าง แต่สุดท้ายก็เหลือทิ้งเพราะรสชาติย่ำแย่เข้าขั้นวิกฤต
บนจอทีวีในร้านฉายละครอินเดีย นักแสดงไว้หนวดทรงเขี้ยว แต่งตัวเป็นเทพอินเดียเต็มยศยกหินปลอม พูดกับนักแสดงอีกคน แต่งตัวเหมือนกัน ถือคันธนูสีทอง เจรจาบทกันเป็นภาษาฮินดี
“คนที่ถือหินต้องเป็นภีมะแน่ๆ แล้วคนข้างๆ ก็คงอรชุนล่ะมั้ง?” คลอทด์พูดเมื่อเห็นโจเซฟสนใจละครอินเดีย แต่พอได้ยินชื่อ ‘ภีมะ’ โจเซฟกลับคิดถึงภีมะ ฟีเดล พี่ชายของกาฟรีโลขึ้นมาขึ้นมา
“ภีมะ?”
“เป็นเจ้าชายในตำนานเทพของอินเดียน่ะ”
“เหรอคะ? ภีมะเหรอคะ?” โจเซฟพูดลอยๆ
ภีมะเป็นเจ้าชาย พี่ชายพระเอกของตำนานปรัมปรา แต่ในความเป็นจริงแล้วทำไมภีมะดันกลายเป็นพี่ชายของไอ้คุณชายเอาแต่ใจไปได้นะ! แต่คุณภีมะก็เท่จริงๆ ล่ะ (>///<) สูทสีขาวทับด้วยเทนซ์โคทสีขาว ผมสีบลอนด์ คำพูดคำจาชอบเอาอกเอาใจ อากัปกิริยามาดผู้ดีของแท้ มาราตบอกอีกว่าคุณภีมะเป็นนักกีฬายิงปืน แค่ลองคิดภาพของคุณภีมะในสนามแข่งปืนสิ! สาวน้อยสาวใหญ่ที่ไหนจะไม่หลงรักล่ะ!
หวา ยัยบ้าเอ๊ย นี่นั่งอยู่ข้างพี่คลอทด์ยังไปคิดถึงเขาคนนู้นอีก! โจเซฟฉุกคิดขึ้นมาได้ ขอโทษนะคะ พี่คลอทด์! แค่เผลอฝันหวานถึงหนุ่มหล่อคงไม่ว่าอะไรใช่ไหมคะ?
โจเซฟมัวแต่ลอยหน้าลอยตามองคลอทด์ รุ่นพี่หัวเราะเบาๆ โจเซฟหน้าร้อนเกือบไหม้ ไม่ว่าอย่างไร เธอเปลี่ยนใจจากคนคนนี้ไม่ได้ เธอหลงรักคลอทด์ โรแรงค์เข้าแล้วจริงๆ และคลอทด์ก็รับรักเธอโดยที่ไม่มีฝ่ายใดต้องสารภาพรักออกมาก่อนเลย
ช่วงนี้ใกล้จะถึงวันคริสต์มาสแล้ว ร้านรวงต่างๆ พร้อมใจประดับประดาหน้าร้านเพื่อต้อนรับเทศกาลส่งความสุข หลายร้านติดไฟเป็นซานตาคลอสถือถุงของขวัญ หรือไม่ก็นั่งบนรถเลื่อนกวางเรนเดียร์ ร้านเบเกอรี่กับร้านขายลูกอมทำเก๋เพราะมีต้นคริสต์มาสทำด้วยขนมปังกับลูกกวาด
ปีนี้พยากรณ์อากาศยังไม่ได้บอกว่าหิมะจะตกเมื่อไหร่ ปีนี้ก็คงไม่ได้ฉลองไวท์คริสต์มาสกับมนุษย์หิมะแล้วแน่ๆ แต่ทุกคนก็ยังดูมีความสุขกับฤดูเทศกาล ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินบนถนน คู่รัก ครอบครัว คนแปลกหน้ามากมายมุ่งหน้าไปตามทางของตัวเอง หาความสุขให้ตัวเอง
งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา จบจากวันนี้ไปพรุ่งนี้โจเซฟก็ต้องกลับไปเป็นพระราชินีเหมือนเดิม แต่ชีวิตที่ของพระราชินีก็คงไม่ได้น่าเบื่อไปตลอด เพราะพรุ่งนี้เธอก็จะได้เจอคลอทด์ที่โรงเรียนอีก
คลอทด์เดินโอบไหล่โจเซฟซึ่งถือซอฟท์ครีมรสวานิลลาเดินไปด้วย
จู่ๆ ก็มีเสียงเรียกจากข้างหลังจนคลอทด์สะดุ้งโหยง
“หนีเวรทำอาหารที่บ้านมาเที่ยวกับสาวแถวนี้เองเหรอ?” เจ้าของเสียงเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง สวมเสื้อสีขาวมีตราโรงพยาบาลปักที่กระเป๋าเสื้อบ่งบอกว่าเขาเป็นหมอ ใส่แว่นขอบรี หอบถุงพลาสติกจากซุปเปอร์มาร์เกตพะรุงพะรัง
“อ่ะ..เอมิล..! วันนี้นายบอกว่าจะอยู่โรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ?!” คลอทด์ตะโกนลั่น
“ก็ตอนแรกจะอยู่โรงพยาบาล แต่พอโทรมาแม่บอกว่านายไม่อยู่บ้าน แม่อยู่กับพ่อแค่สองคน ก็เลยต้องมาซื้อกับข้าวไปทำให้พ่อกับแม่ไง ไอ้เราก็นึกว่ามีธุระที่ไหน โธ่เอ๊ย..” หมอหนุ่มทำเสียงไม่พอใจในปาก
“เราไม่ได้ทิ้งเวรนะ ก็เราโทรบอกแม่แล้วนะว่าวันนี้จะกลับบ้านดึก แม่ก็บอกว่าไม่เป็นไร” คลอทด์ตอบ
โจเซฟงงไปหมดแล้ว หมอคนนี้ ที่น่าจะชื่อ ‘เอมิล’ เป็นอะไรกับพี่คลอทด์นะ? ทำไมถึงพูดจากันได้ห้วนๆ ฟังดูสนิทสนมกันมานาน สาวน้อยมองหน้าชายหนุ่มทั้งสองสลับไปสลับมา เครื่องหมายคำถามขึ้นที่หน้า คลอทด์เห็นท่าไม่ดีจึงแนะนำชายหนุ่มให้โจเซฟรู้จัก
“เอ่อ นี่เอมิล พี่ชายของพี่ เอมิล นี่.. โจเซฟ รุ่นน้องเราที่โรงเรียน”
เอมิลมองหน้าโจเซฟ สีหน้าเคร่งเครียดเต็มไปด้วยความสงสัยของเขาชวนให้โจเซฟนึกหวั่นใจขึ้นมา หรือว่าเขารู้นะว่าโจเซฟเป็นพระราชินี?
“สวัสดีครับ” แต่สุดท้ายเอมิลก็แค่ทักทายตามปกติและส่งยิ้มให้พระราชินี ลบความรู้สึกหวั่นระแวงในใจโจเซฟไปได้หน่อยหนึ่ง “นายก็ควรจะคิดถึงว่าพ่อกับแม่ก็อายุมากแล้ว...” พี่ชายหันต่อว่าน้องชายต่อ
“เชอะ ทีตัวเองหาข้ออ้างไปค้างบ้านแฟนล่ะ” คลอทด์แขวะ
“อ้อ! จะไม่เอาใช่ไหม ไอ้โคโลน่า เอ็กซ์ตร้าเนี่ย อุตส่าห์ซื้อมาให้นะ” เอมิลเอาขวดเครื่องดื่มโปรดของคลอทด์มาทำเป็นเขวี้ยงทิ้งลงพื้นเป็นจริงจัง
“อย่า! อย่านะ!” ฝ่ายน้องชายร้องห้าม แพทย์หนุ่มยิ้มเยาะสะใจ โจเซฟหันหน้าไปทางอื่นเพื่อแอบหัวเราะสองพี่น้องนิดๆ
เอมิลถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขยับแว่นกรอบเหลี่ยมให้มาดนักวิชาการหนุ่มไฟแรง “เออ เอาเหอะ แกก็ไม่ได้มีบุญวาสนาเรื่องหญิงกับเขามานานแล้ว แต่อย่ากลับดึกนักเดี๋ยวแม่จะเป็นห่วง” เขาบอกลาเพราะถึงเวลาต้องกลับไปทำอาหารเย็น เอมิลโบกมือให้โจเซฟ แต่โจเซฟมัวแต่หน้าแดงก่ำที่เอมิลพูดถึงบุญวาสนาเรื่องหญิงอะไรนั่นของคลอทด์
“โห วันนี้ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับรุ่นพี่ที่ไม่เคยรู้มาก่อนเยอะเลยค่ะ” โจเซฟกล่าวเมื่อเอมิลไปแล้ว
“อย่างเช่น?”
“..ว่ารุ่นพี่เคยถูกหักอกบ่อย” โจเซฟแลบลิ้น ทว่าก็แปลกใจอยู่ที่รุ่นพี่คนดังของโรงเรียน หนุ่มสาวกรี๊ดกันทั้งโรงเรียน ทำไมมาถึงโดนเขาทิ้งได้ล่ะ?
“ยะ..อย่าไปฟังมันพูดนะ!” คลอทด์แก้ตัวหัวชนฝา
“โถ..พี่ก็ออกจะป๊อปปูล่า” เธอหยอก
“ก็เขาบอกว่าพี่มีโลกส่วนตัวมากเกินไป...ล่ะมั้ง... ทีหน้าทีหลังเวลาฟังมันพูดอะไรก็หารสองไว้ก่อนล่ะกัน” คลอทด์เกาแก้มตัวเอง โจเซฟเข้าใจทันทีเลยว่าทำไมรุ่นพี่ถึงถูกผู้หญิงปฎิเสธบ่อยนัก ก็คลอทด์น่ะชอบหลบเข้าไปอยู่กับตัวเองจริงๆนี่ เวลาดูภาพวาด เวลาอ่านหนังสือ เวลาฟังเพลง ก็จะหมกมุ่นดูแต่กับเรื่องศิลปะ แล้วผู้หญิงที่ไหนมันจะไปชอบผู้ชายที่ไม่รู้จักเทคแคร์แบบนี้ล่ะ? ถ้าเป็นผู้หญิงแบบยัยแซลลี่ล่ะไม่ได้ชัวร์ๆ แต่เพราะว่าโจเซฟก็คงเป็นตัวประหลาดอยู่ทุนเดิม สภาพตัวเองก็ไม่อยากให้ใครมาคอยเทคแคร์ แถมยังมีโลกส่วนตัวสูงสุดๆ เลยรับมือกับคลอทด์ได้
“เพิ่งรู้ว่ารุ่นพี่มีพี่น้องด้วย” โจเซฟต่อ แวบแรกที่เห็นเอมิล โจเซฟไม่ได้คิดว่าคนนี้จะเป็นพี่ชายคลอทด์ได้เลย พี่เป็นสายวิทย์เนิร์ดมากแต่น้องเป็นสายศิลป์ติสต์แตก อายุก็ท่าจะห่างกันมาก ดูจากลักษณะภายนอกก็ไม่มีความเหมือนกัน คลอทด์ผิวสีขาวซีด (ทั้งที่ตากแดดบ่อย) ผมสีดำ ตาสีเขียว แต่เอมิลกลับผิวสีออกคล้ำกว่า ผมสีน้ำตาล ตาดำเข้มๆ ดูยังไงก็ไม่น่าจะใช่พี่น้องกัน แต่พอเวลาสองคนนี้เล่นหัวกันก็แทบจะเหมือนกับเป็นฝาแฝดคลานตามกันมา
“ดูไม่เหมือนกันเลยใช่ไหม? เอมิลเป็นลูกติดจากแม่ อายุเราเลยห่างกันมาก” ชายหนุ่มเฉลย คลอทด์ดูภูมิใจมากๆ เมื่อพูดถึงพี่ชายตัวเอง
“อ้อ แล้วสุดท้ายที่สำคัญที่สุด ไม่นึกเลยนะคะว่าพี่ทำอาหารเป็นด้วย”
“ทำไมล่ะ?”
“ตอนแรกหนูนึกว่าอย่างพี่จะเป็นพวกกินแต่อาหารสำเร็จรูปซะอีก ก็พวกศิลปินส่วนมามักนอกจากเรื่องแต่งตัวกับความแนวแล้วก็จะไม่นึกถึงอย่างอื่นอีก”
“บ้าเหรอ!” คลอทด์หัวเราะลั่น “ที่บ้านเราสอนกันว่าต้องพึ่งตัวเอง แต่ละคนเลยมีเวรประจำพลัดกันทำความสะอาด ทำอาหาร ไปซื้อของ เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่จำความได้แล้วล่ะ แต่ว่า บางครั้งก็มีโดดบ้าง แลกเวรกันบ้าน เอมิลน่ะตัวดีเลยชอบหา เรื่องโดดเวร ต้องไปอ่านหนังสือบ้าง งานหนักบ้าง ความจริงก็แค่ไปอยู่บ้านแฟนน่ะแหละ แล้วก็มาโทษคนอื่นว่าไม่ชอบทำงาน” เขาแดกดันพี่ชายต่อ แต่เมื่อพูดจบคลอทด์ก็นิ่งเงียบ แล้วก็บอกเรื่องสำคัญกับโจเซฟด้วยสีหน้าสงบอย่างประหลาด
“ความจริงแล้วครอบครัวพี่เป็นผู้อพยพ..”
ที่จริงแล้วประเทศนี้ก็ไม่ได้ประกอบจากชนชาติใด แต่เกิดจากคนต่างชาติต่างภาษา ถ้าหากให้ลองนับเชื้อสายของโจเซฟแล้วเธอคงเป็นลูกเสี้ยวสิบเชื้อชาติ คนเหล่านี้ออกลูกออกหลานและเรียกตัวเองว่าเป็นคนชาติเดียวกัน จนกระทั่งเมื่อโลกเกิดสงคราม ผู้คนหนีจากภัยสงครามและความยากจน อพยพเข้ามาเป็นจำนวนมากด้วยความจงรักภักดีต่อองค์มหาราชา และผู้อพยพจำพวกหนึ่งก็เป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง ระลอกหลังจากเกิดการปฏิวัติเป็นสาธารณรัฐ
คำว่า ‘ผู้อพยพ’ เป็นคำสุภาพที่รัฐบาลสาธารณรัฐเพิ่งเอามาใช้เรียกทีหลังแทนคำว่า ‘คนต่างด้าว’ แม้ว่าประเทศนี้จะไม่ได้มีปัญหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติเปิดเผยเป็นวาระระดับชาติ แต่ก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ผู้อพยพเข้าถึงโอกาสต่างๆได้น้อยว่าคนพื้นที่ ทั้งด้านการศึกษา และสาธารณูปโภค และผู้อพยพก็มักไม่ได้ทำงานดีๆทำ เพราะนายจ้างไม่เชื่อใจ และคนหลายคนยังมีอคติกับผู้อพยพอย่างเงียบๆ หน่วยงานของรัฐบางแห่งก็เลือกปฏิบัติกับผู้อพยพ ครอบครัวของผู้อพยพส่วนใหญ่ที่พอก่อร่างสร้างตัวได้หรือมีฐานะอยู่แล้วก่อนอพยพเข้ามาจึงเลี่ยงไปปกปิดสถานะของตัวเอง เพื่อให้สามารถเป็นพวกเดียวกับคนหมู่มากและได้รับโอกาสเท่าเทียมกันกับเจ้าของประเทศ
ดังนั้นการที่คลอทด์บอกโจเซฟว่าตัวเขามีเชื้อสายผู้อพยพ ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าคลอทด์เชื่อใจโจเซฟขนาดไหน
คลอทด์เล่าเรื่องของเขาต่อ
“ก่อนที่แม่จะแต่งงานกับพ่อ เอมิลกับแม่เคยอยู่ในประเทศที่มีสงครามกลางเมืองมาก่อน แม่เคยเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นลำบากมาก ไม่มีอะไรจะกินแล้วแม่ก็ต้องเลี้ยงเอมิลคนเดียว ส่วนพ่อ... พ่อไม่เคยเล่าเรื่องตอนเด็กๆ ของตัวเองให้ลูกฟังหรอกนะ แต่แม่บอกว่าพ่อต้องพลัดพรากกับพี่สาวเพราะสงคราม แล้วพ่อก็เสียใจจนไม่อยากพูดให้ใครฟัง”
สงครามช่างเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากโจเซฟเหลือเกิน เธอเพียงได้เห็นแต่ข่าวต่างประเทศในโทรทัศน์ ทุกครั้งก็ผ่านเลยไปเพราะรู้สึกเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเอง เธอไม่เคยเข้าใจเลยว่าความเกลียดชังที่ทำให้คนด้วยกันลุกขึ้นมาประหัตประหารจนตายกันไปข้างมันเป็นอย่างไร แล้วก็ไม่อยากจะเข้าใจด้วย เพราถ้าเธอเข้าใจแล้ว เธอก็อาจจะหาเหตุสร้างความชอบธรรมให้ความเกลียดชังนั้นก็ได้
“ พี่เป็นคนเดียวในบ้านที่เกิดที่ประเทศนี้ ไม่เคยเจอกับความยากลำบากแบบนั้น เลยคิดว่าตัวเองโชคดีเหลือเกิน
แต่ว่า.. แค่คิดแบบนั้นแล้วเอาตัวรอดไปคนเดียว ก็คงใช้ชีวิตได้ไม่คุ้มค่า เลยออกไปทำอะไรสักอย่าง ใช้ศิลปะทำให้โลกสงบสุข ... ฟังดูเพ้อฝันชะมัด..”
“ไม่หรอกค่ะ..ไม่เพ้อฝันหรอกค่ะ..” โจเซฟตอนนี้กลายเป็นประมุขของประเทศประเทศหนึ่งไปแล้ว แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ได้ชีวิตให้มันมีคุณค่าเลย จริงอยู่ที่เธอไม่เคยเรียกร้องหน้าที่ราชินีและต้องรับตำแหน่งด้วยความจำเป็น แต่เธอจะปฏิเสธได้หรือว่าจากนี้ไปเธอจะใช้ชีวิตเหมือนกับเด็กผู้หญิงคนเดิม? เด็กผู้หญิงที่โจเซฟีน แดนตั้นที่ไม่เคยทุกข์ร้อนเพราะเรื่องใหญ่เกินไปกว่าตัวเอง? จะเป็นแค่เด็กผู้หญิงที่อยู่ในความฝันแต่กับนิทานของเจ้าหญิงเจ้าชายเท่านั้นหรือ?”
ถ้าหากคลอทด์เป็นแค่เด็กหนุ่มตัวเล็กๆ ที่คิดฝันการใหญ่ เธอซึ่งเป็นราชินีก็ต้องคิดฝันให้ยิ่งใหญ่กว่า
เด็กสาวกอดแขนของคลอทด์ เธอตั้งคำมั่นในใจว่าจะเก็บความฝันของคลอทด์ ให้เป็นความฝันของตัวเองด้วย
แม้จะเป็นแค่ความเพ้อฝันด้วยห้วงรักก็ตาม
------------------------------------------
โจเซฟย้อนกลับไปที่โรงเรียนอีกครั้ง แอบเข้าไปทางประตูด้านหลังแล้วปีนเข้าหน้าต่างเหมือนเที่ยวแรก บอดี้การ์ดเถรตรง ยังนั่งสัปหงกอยู่หน้าห้องเรียน ไม่ได้รู้จักตรวจตราเลยว่าราชินีออกนอกโรงเรียนไปถึงไหนต่อไหนแล้ว นี่ถ้าป้ามาราตได้รู้ว่าบอดี้การ์ดทำหน้าที่ได้บกพร่องขนาดนี้ คงมีซองขาวเชิญออกมาส่งถึงบ้านหนุ่มฉกรรจ์พวกนี้เป็นแน่
คืนนี้ผ่านไปอย่างสวัสดิภาพไร้วี่แววน่าวิตก ตอนหลับ โจเซฟ ฝันแปลกๆ ว่าพี่คลอทด์แต่งตัวเป็นตัวตลกไปแสดงริมถนนแบบพ่อ จากนั้นก็มีคุณภีมะก็เดินเข้ามา (แน่นอนว่าต้องใส่ชุดสีขาว) แล้วก็เคี้ยวคุกกี้กรวบๆ อยู่ในปากอยู่ด้วย ใช่แล้วมันเป็นฝันที่ประหลาด แต่ก็เป็นฝันดี โจเซฟนอนน้ำลายยืดอยู่บนเตียง แต่ฝันดีก็ถูกตัดฉับ เพราะมาราตมาปลุกถึงให้ห้อง
“องค์ราชินี ตื่นบรรทมได้แล้วเพคะ” แม่บ้านดึงตัวเธอลงมาจากเตียงหลัง จากนั้นก็จูงตัวเธออย่างแรงและเร็วจนแทบจะลาก โจเซฟยังสะลึมสะลือ มองหน้าต่างข้างนอกก็ยังเพิ่งเจ้ามืด แม่บ้านพาเธอถูลู่กังมาถึงห้องทำงานของมาราต มาราตนั่งยืนมอง ยังใส่สวมเสื้อคลุมชุดนอนอยู่ ที่ศีรษะก็ยังคลุมผ้าปิดหลอดดัดผมไว้ สีหน้าของเธอเคร่งเครียด เกิดเรื่องอะไรขึ้น?
“องค์ราชินี เมื่อวานทรงเสด็จไปที่ไหนมาคะ?” มาราตถามเย็นเฉียบ โจเซฟตาสว่างทันที งานเข้าแล้ว!
“เอ่อ....ก็อยู่ติวหนังสือที่โรงเรียนกับเพื่อนจนดึกเลยค่ะ”
“แล้วนี่อะไรเพคะ?”
มาราตทิ้งหนังสือพิมพ์แทบลอยด์สองสามฉบับลงบนโต๊ะทำงาน พยักหน้าให้โจเซฟหยิบขึ้นมาดู พาดหัวบนหน้าหนังสือพิมพ์ทำเธอตกใจจนเกือบตกเก้าอี้
เปิดเผยคนรักของพระราชินี!
ทรงโปรดศิลปิน!
พระราชินีทรงฉลองงานเทศกาลกับชายหนุ่ม!
ข้างพาดหัวมีรูปของเธอกับคลอทด์ตอนที่ไปเดทกันเมื่อวาน เป็นรูปแอบถ่ายของพวกปาปารัซซี่ ตรงหน้าคลอทด์มีสายสีดำคาดตาอย่างน่าเกลียดราวกับเป็นเรื่องอื้อฉาว โจเซฟเหวี่ยงหนังสือพิมพ์ให้พ้นทางทันที ไม่กล้าอ่านรายละเอียดของข่าวต่ออีก เพราะกลัวตัวเองจะโมโหไปมากกกว่านี้
“หนู..หนู..ไม่ใช่ดารานะคะ! แล้วทำไม!” โจเซฟร้องลั่น ปกติไอ้แทบลอยด์แบบนี้ก็ลงแต่ภาพหลุดไฮโซหรือไม่ก็แอบถ่ายดาราเวลาเดินควงกับใครไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไม! เธอเป็นราชินีนะ!
“เพราะพระองค์ก็ทรงเป็นบุคคลสาธารณะเหมือนกับดาราไงล่ะเพคะ?” มาราตตอบ
“ห...หนู” พระราชินีสะดุด ทรงลืมข้อนี้ไปสนิท แต่ที่ทรงกลัวมากกว่าคือมาราต มาราตไม่เคยทำหน้าเครียดขนาดนี้มาก่อนเลย แต่ก็ผิดคาด มาราตแค่ถอนหายใจแล้วพูดกับเธอเหมือนคุณป้าหรือคุณย่าที่พูดสั่งสอนลูกหลาน
“หม่อมฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะคะ เพราะเข้าใจว่าฝ่าบาทก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดามาก่อน แล้วหม่อมฉันก็ทราบว่าพระองค์ทรงคบหากับเด็กหนุ่มนั้นมาก่อนอยู่แล้ว แต่จากนี้ไปก็ขอให้ฝ่าบาทสำรวมกิริยาในที่สาธารณชนด้วย เพราะพระองค์จะทรงเป็นที่จับตามาองอีกมาก พวกสื่อที่เอาแต่จะขายข่าวก็ทำได้แค่นี้แหละเพคะ อย่างไรทางเราก็จะพยายามปรามพวกสื่อไม่ให้ทำเช่นนี้อีก”
โจเซฟนั่งห่อไหล่ ตัวสั่นเป็นลูกนก รู้สึกผิดเต็มประตู เธอระแวงมาราตมากเกินไป ไม่เคยรู้เลยว่ามาราตจะใจดีและหวังดีกับเธอมากขนาดนี้ ตอนนี้เธออยากจะร้องไห้ออกมาซะจริงๆ
“องค์ราชินี ถ้าทรงอยากทำอะไร ก็อย่าโกหกหม่อมฉันเลยนะคะ ขอให้ทูลหม่อมฉันมาตรงๆ การที่ฝ่าบาทแอบเสด็จออกไปอย่างนี้ทำให้พวกองครักษ์ทำงานลำบาก ถ้ามีคนปองร้ายพระองค์.....”
“หนูขอโทษ..หนูขอโทษจริงๆ ค่ะ ก็หนูกลัวว่า.. คุณมาราตจะไม่อนุญาตก็เลย..”
“หม่อมฉันถึงจะเตือนฝ่าบาทได้ ก็บังคับคนที่เป็นราชินีไม่ได้นะเพคะ” มาราตยิ้ม ช่วยปลอบใจโจเซฟได้บ้าง มาราตให้แม่บ้านพาโจเซฟไปพักผ่อนต่อ โจเซฟคงต้องหยุดเรียนสักสองสามวันให้เรื่องซา เพราะตอนนี้คงมีพวกนักข่าวไปกางเต็นท์เฝ้าอยู่หน้าโรงเรียนแล้ว
หญิงวัยกลางคนผู้ดูแลราชินีนั่งบนเก้าอี้ จิบกาแฟจากถ้วยกระเบื้อง มองดูดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นมาจากขอบฟ้า การต้องรับมือกับองค์ราชินีที่เป็นเด็กวัยรุ่นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ถ้าหากเข้มงวดเกินไปรังแต่จะทำให้เรื่องเสีย บางทีก็ต้องยอมผ่อนปรนให้ไปตามสมัยนิยมบ้าง เด็กที่ชื่อโรแรงค์นั้นก็เป็นแค่รุ่นพี่ธรรมดาๆ อีกหน่อยหากพระราชินีทรงเติบโตขึ้นก็จะเลิกความรักแบบเด็กๆ นี้ไปได้เอง
โทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของเธอดัง มาราตรับโทรศัพท์ เสียงที่ปลายสายคือ ‘นาย’ ของเธอคนหนึ่ง เขาพูดทันที ไม่ทันให้มาราตทักทายอะไร
“อะไรนะ? เด็กโรแรงค์นี่เหรอคะ..?”
มาราตถามย้ำ กระวีกระวาดลุกขึ้นจากโต๊ะ น้ำกาแฟกระชอกจากถ้วยเปรอะบนเสื้อคลุมของเธอ
------------------------------------------
-
Edouard Manet (เอดวด มาเน่ต์) ศิลปินอิมเพลสชั่นนิสต์ในศตวรรษ์ที่ 19 ภาพ Le
Bar aux Folies-Bergère (A Bar at the Folies-Bergère)-
-Pierre-Auguste Renoir (ปิแอร์ ออกุสต์ เรอนัวร์) ศิลปินอิมเพลสชั่นนิสต์ชาวฝรั่งเศสในยุคเดียวกัน ภาพ Le Bal au Moulin de la Galette (Dance
at Le Moulin de la Galette)
- Gustave Courbet (กุสตาฟ กุแบร์) รูป Stone-Breakers(คนทุบหิน), รูป The man with a pipe (Selfportrait)
- เพลง Sunday Morning ของ The Velvet Underground
Sunday Morning - The Velvet Underground
Republican Nostalgia ตอนต่อไป
“อีกเดี๋ยวก็ถึงฤดูล่าสัตว์แล้ว คงต้องเอาไรเฟิลที่เก็บไว้มาเช็ดบ้างแล้วล่ะ”
“ผมรู้ว่ารุ่นพี่ก็ไม่ชอบระบอบนี้เท่าไหร่ใช่ไหมครับ?”
“พี่ครับ..ผมควรทำยังไงกับความรู้สึกนี่ดี”
“เพราะว่าภีมะเขาเป็นแบบนี้ เป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่ก่อนแล้วล่ะ

เรื่องนี้น่ารักมากครับ เขียนต่อไวๆนะครับ
(รุ่นพี่มีอะไรหว่า)
#1 By NiGht pRincE (58.64.71.231) on 2009-01-02 11:36