Republican Nostalgia

ตอนที่ 12 คนนอก


            รถเมล์สาย 48 จอดป้ายหน้าโรงเรียนมัธยมไวร์มาห์ ผู้โดยสารที่นั่งอยู่ทุกคนปรายตามองผู้โดยสารที่เพิ่งขึ้นรถมาใหม่อย่างสนอกสนใจ ข้อแรกเป็นเพราะผู้โดยสารคนใหม่เป็นเด็กนักเรียนที่มานั่งรถเมล์ก่อนเวลากลับ และข้อสองที่สำคัญที่สุด คือเด็กหนุ่มคนนี้คือกาฟรีโล ฟีเดล ลูกชายของอดีตประธานาธิบดี
            กว่ากาฟรีโลจะฝ่าวงนักเรียนแล้วรีบหลบอาจารย์ออกมาประตูหลังได้ ก็ใช้เวลาไปมากทีเดียว มาถึงตอนนี้จะเข้าไปเรียนคาบสุดท้ายก็กระไรอยู่ เขาไม่มีอารมณ์เรียนต่อ อยากออกไปให้พ้นๆ จากรั้วโรงเรียนเสียที แต่กว่าคนขับรถจะมาก็อีกชั่วโมงครึ่ง เขาก็ไม่อยากจะรอจนถึงตอนนั้น กาฟรีโลเลยตัดสินใจขึ้นรถเมล์กลับบ้านเอง โชคยังดีที่แผลตรงที่โดนหินปาใส่ไม่ลึกถึงขั้นต้องเย็บอย่างที่คิด  
            กาฟรีโลนั่งลงกอดอก พอให้คลายอาการเจ็บร้าวข้างใน คลอทด์เล่นงานเขาไม่ออมมือ ตอนที่เขาเดินออกมาจากเหตุการณ์เขายังไม่รู้สึกเจ็บอะไร แต่พอสักพักเท่านั้นแหละเขาก็ปวดไปหมดทั้งตัว ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้เขาจะลุกไหวไหม ที่แย่ที่สุดตอนนี้คือเขามองไม่เห็นเพราะคอนแทคเลนส์ตกหายไปข้างนึงตอนอีรุงตุนังกัน แล้วถ้าคอนแทคเลนส์หายไปข้างนึงเขาก็จำใจต้องถอดข้างที่เหลือทิ้งไปด้วย คงดีกว่าให้มองอีกข้างชัดอีกข้างไม่ชัดให้มึนหัว แถมตาข้างนึงก็เป็นสีดำตัดกับอีกข้างเป็นสีเทาอ่อนซึ่งเป็นสีตาจริง
            เมื่อดูแผลตัวเอง เขาก็กลับรู้สึกผิดเรื่องมือของคลอทด์ขึ้นมา  ถึงคลอทด์จะทำให้เขาเสียแผน แต่การที่มือของศิลปินต้องบาดเจ็บก็นับเป็นเรื่องน่าเศร้า โลกนี้มันไร้ความงามอยู่แล้ว ถ้าหากขาดศิลปินที่ช่วยจรรโลงโลกไปสักคน ก็คงเหมือนเสียสมบัติล้ำค่าไป เขาไม่ได้ตั้งใจ ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมตอนนั้นถึงทำแบบนั้น
? มันคงเป็นเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในจิต
             เขาไม่เข้าใจคลอทด์เลย คลอทด์ก็ไม่ใช่คนทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง เขาเพ้อฝันไปแล้วหรือว่าหนทางข้างหน้าของเขากับโจเซฟีนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่เลย
! ความรักของสองคนนั้นมันสิ้นหวัง สิ้นหวังเสียจนไม่มีทางเห็นแสงสว่างเพียงสักนิดที่ปลายอุโมงค์ คลอทด์ต้องการพิสูจน์อะไรกันแน่? มีชีวิตอยู่อย่างทรมานและรอคอยความหวังอย่างสูญเปล่าไปวันๆ เพื่อพิสูจน์รักแท้ให้โลกเห็นหรือ?
            แล้วก็โจเซฟีน...  กาฟรีโลยังแค้นเธอไม่หาย ตอนนี้เขายังจำความรู้สึกชาตรงแก้มที่โดนฝ่ามือของเธอได้อย่างดี ก็คงเป็นเพราะคนที่ตบและคนถูกตบต่างเกลียดชังซึ่งกันและกันอย่างรุนแรง รอยประทับจึงได้ติดแน่นขนาดนี้
            โจเซฟกล้าตบเขาเพราะถือตัวเองว่าเป็นพระราชินีหรือเป็นเพราะนิสัยของเธออยู่แล้วนะ
? อย่างไรซะเขาก็ประมาทพระราชอำนาจของพระราชินีไม่ได้เป็นอันขาด ครั้งนี้เขาประเมินสถานการณ์ต่ำไป โจเซฟีนขึ้นครองราชย์ได้ไม่นานก็สามารถปลุกปั่นให้เกิดการจลาจลขนาดย่อมจากความจงรักภักดีได้แล้ว ถ้าเขาเผลอไผลทำให้สังคมมองเขาว่าอยู่ตรงข้ามกับราชวงศ์แล้วล่ะก็ คนที่จะมาจัดการเขาไม่ใช่องค์รักษ์พระราชินีที่ไหนหรอก แต่คงเป็นประชาชาชนตาดำๆที่พร้อมจะจับเขาไปแขวนคอหรือเผาทั้งเป็น จากนี้ไปเขาคงออกมาเคลื่อนไหวอยู่หน้าฉากไม่ได้อีกแล้ว
            ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเขาที่เขานั่งรถเมล์ ครั้งสุดท้ายก็ตอนที่พ่อไปทดลองนั่งรถโดยสารรุ่นใหม่ของกรรมการขนส่ง มิหนำซ้ำเขาก็ไม่เคยนั่งรถเมล์กลับบ้านมาก่อนในชีวิต แถวข้างโรงเรียนเวลานี้ก็ไม่มีแท็กซี่
(เพราะว่ามีนักเรียนนั่งแท็กซี่โดดเรียนไปเที่ยวบ่อยมาก ทางโรงเรียนเลยออกกฎห้ามให้แท็กซี่มาจอดข้างโรงเรียนในเวลาเรียน) เขาเลยโทรถามสายรถเมล์ที่ผ่านปลายทาง รอไม่นานรถก็มาเทียบป้าย
            มีหญิงชราคนหนึ่งขึ้นรถมาที่ป้ายถัดจากป้ายหลังโรงเรียนกาฟรีโล คุณยายนั่งตรงที่นั่งแรกจากประตูพอดี กาฟรีโลมองไปรอบตัว ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร ผู้โดยสารส่งสายตาคาดหวังให้เด็กหนุ่มคนดังสละที่นั่งให้หญิงชราทันที ทั้งที่ตอนนี้สภาพร่างกายของเขาแย่กว่าคนแก่เสียอีก แต่แรงกดดันจากรอบข้างก็มากกว่า เขาลุกช้าๆ ซ่อนอารมณ์ไม่เต็มใจไว้แล้วจึงพิงกายกับเสาข้างประตูรถ ห่อตัวอยู่ในเสื้อสูทของโรงเรียน
            ใช่ลูกชายของฟีเดลหรือเปล่า?”
            จะใช่ได้ไง? เขาจะมานั่งรถเมล์เหรอ? ไม่ใช่หรอกม้าง~?”
            ใช่ซี่ ฉันจำได้ ต้องใช่แน่ๆ!”
            เออ! จริง ใช่จริงๆ ด้วย!”
            คู่รักนักศึกษาซุบซิบนินทาอยู่ข้างหลัง คงสำคัญผิดนึกว่าตัวเองเสียงเบากันมากกระมัง ถ้าสถานการณ์ปกติกาฟรีโลจะปล่อยเลยตามเลยเป็นเสียงนกเสียงกา แต่ ณ เวลานี้เขาอารมณ์เสียเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยเผลอมองหน้าสองคนนั้นด้วยสีหน้ากินเลือดกินเนื้อ สีตาของเขากลายเป็นสีเทาด้วยแล้วก็น่ากลัวเข้าไปใหญ่ คู่รักช่างสอดรู้สอดเห็นปิดปากเงียบทันที คนอื่นๆ ในรถพลอยสงบเสงี่ยมขึ้นด้วย