ขอบคุณ แ้ล้วเจอกันใหม่
posted on 30 Mar 2009 11:36 by bosie
วันนี้ตอน 5 ทุ่ม ผมจะขึ้นเครื่องไปญี่ปุ่นแล้วครับ
ไปแลกเปลี่ยนปีหนึ่งเต็มๆ อย่างที่ตัวเองไม่ได้คาดคิดเลย
ผมคิดว่าชีวิตผมต้องสตาร์ทใหม่หลายรอบมากเลย มีเรื่องช็อคๆ ให้ต้องปรับตัวมากมาย
ตอน ม.ต้น คิดว่าคงสอบเข้าโรงเรียนพื้นที่ธรรมดาๆ แต่ดันโดนจับไปเรียนเป็นภาษาอังกฤษซะงั้น
(ตอนนั้นผมช็อคมาก เข้าไปเรียนแรกๆ แบบ.. ไม่รู้เรื่อง.. ชีวิตของเด็กอายุ
11 ขวบ.. ต้องมาโดนอัดเป็นภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาแม่.. หนักหนามากครับ)
ตอน ม.ปลาย คิดว่า จะอยู่เมืองไทยไปตลอดชาติ แต่ดันถูกส่งไปอยู่บ้านนอกเท็กซัสปีนึง
(แล้วมันก็เป็นช่วงเวลา 1 ปีที่แฮปปี้ที่สุดในชีวิตผม จริงๆ นะครับ)
ตอนมหาวิทยาลัย ผมคิดว่าผมจะ ลงหลักปักฐาน ชีวิตผมคงจะไม่ต้องชีพจรลงเท้า
แต่สุดท้ายก็เป็นอย่างที่เห็นแหละ...
ทุกครั้งที่ชีวิตต้องสตาร์ทใหม่ ต้องหาเพื่อนใหม่ ทำความคุ้นเคยกับสังคมใหม่ๆ
บอกตามตรงว่าบางที.. มันเหนื่อยนะครับ.. เหนื่อยมาก
ยิ่งต้องเจอ ต้องใช้ชีวิตกับคนต่างชาติ 24 ชั่วโมง เป็นอะไรที่ "โคตรเหนื่อย"
ผมไม่ได้เหนื่อยเพราะวัฒนธรรมหรอก มันเหนื่อยตรงที่การสื่อสารมากกว่า
ดูภายนอกผมเหมือนจะพูดได้คล่อง แต่ความจริงมันก็ต้องมีเบลอบ้าง
เหนื่อยที่จะต้องสื่อสาร ไปในที่ที่เราไม่รู้จัก ต้องเปิดประสาทสัมผัสรับทุกสิ่งทุกอย่างใหม่หมด
ผมคิดว่าผมเคยเจออะไรแบบนี้มาหลายรอบแล้ว แต่สุดท้ายมันก็เหนื่อยอยู่ดี
คราวนี้ไปญี่ปุ่น รู้สึกว่าตื่นเต้นแล้วก็ระแวงมากกว่าไปอเมริกาหลายเท่า
(ประหลาดดีไหม ปกติถ้าไปประเทศเอเชียน่าจะหนักใจน้อยกว่านะ ="=)
อาจเป็นเพราะอเมริกา ก็เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติอยู่แล้ว
แต่วัฒนธรรมญี่ปุ่นล้ำลึก แล้วดูเข้าถึงยากยังไงก็ไม่รู้ สำหรับคนต่างชาติอย่างผม
แถมยังต้องไปอยู่กลางเมืองอีก (ผมชอบบ้านนอกกกกเว้ยยย!
ถ้ามหาลัยริวกิวให้ทุนดีๆ ผมจะไปโดยไม่คิดมากเลย T T)
ผมก็เคยรู้สึกว่าไปอเมริกายังจะน่าหนักใจน้อยกว่าไปญี่ปุ่นอีกแหนะ..
แต่พอมาคิดๆ ดูแล้ว ผมก็ได้อะไรหลายอย่าง มามากกว่าที่ผมเสียไป
เสียแรง เสียอารมณ์ แต่ประสบการณ์ที่ได้มา ก็คิดว่าน่าคุ้มค่า
ได้ภาษาญี่ปุ่นที่แข็งแรง พูดสามภาษาได้คล้องปรื๊อ แค่นี้ก็ได้มาเกินพอแล้ว
ไม่ีีรวม ประสบการณ์อย่างอื่น ที่ต้องได้กลับมาแน่นอน
ตอนนี้แพลนไว้แล้ว ว่าไปญี่ปุ่น "ต้อง" ทำอะไรบ้าง ไปที่ไหนบ้าง
ที่แน่ๆ ผมต้องไปฮิโรชิม่า กับนางาซากิให้ได้
ที่อื่นในญี่ปุ่น ที่ผมอยากไป (ซึ่งน้อยมากๆ) ก็ไปมาหมดแล้ว
เหลือสองที่นี้แหละ ที่อยากไปสุดๆ
แล้วก็ พวกคอนเสริต เทศกาลดนตรีต่างๆ มิพลาดแน่นอน
(โดยเฉพาะวงพี่โนล.. ถ้าสวนกันอีกผมจะเลิกซื้อเทปวงพี่ ;( )
อ้อ.. หลุมศพ ของนัตสึเมะ โซเซกิ ด้วยนะ.. ผมอยากขอพรให้ได้เป็นนักเขียนดีๆ ฮิๆ
(และมีชีวิตที่ไม่สิ้นหวังด้วยนะ เพราะงั้นผมคงไม่ขอพรกับดาไซ = =')
บางครั้งผมอิจฉาเด็กฝรั่งหรือเด็กในประเทศเจริญแล้วชะมัดเลย ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวราคาถูกให้เที่ยว
บางคนมาเที่ยวเมืองไทยทั้งๆ ที่อายุน้อยกว่าผมอีกอ่ะ
แต่สำหรับคนไทยธรรมดาๆ อย่างผม การไปเมืองนอกแต่ละครั้งเป็นเรื่องที่ลำบากและต้องขวนขวายสุดๆ
บ้านผมก็มีเงินใช้ชีวิตในเมืองไทยได้ดี แต่เมืองนอกเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย
เพราะฉะนั้น ไอ้การจะไปเมืองน้องแต่ละทีก็ต้องปากกัดตีนถีบกันเอาเอง ไม่งั้นก็ไม่ต้องไป
ที่ได้ไป... ก็คงเป็นเพราะความพยายาม ของตัวเอง...ล่ะมั้ง? ผมอยากบอกตัวเองแบบนั้น
แต่ว่าถ้าไม่ได้ความช่วยเหลือจากคนดีๆ หลายๆ คน ที่พบปะในชีวิต ก็คงไม่รอดเหมือนกัน
แต่กลับมา ขอแน่ๆ ขอเรียนเยอรมัน อยากลองเรียนภาษาที่มีรากเหมือนอังกฤษดูบ้าง อยากรู้ว่าเป็นไง
ที่ไม่คิดถึงอนาคต บางที ผมอาจมีโชคก้อนใหญ่วิ่งเข้ามาชน จนเปลี่ยนชีวิตไปเลยก็ได้ (เพ้อฝันไปแล้ว)
ผมเคยฝันว่า สักวันนึงจะไปเที่ยวเมืองใหญ่ให้ครบทั้งโลก
ตอนนี้ที่เก็บแต้มได้ก็มี กรุงเทพ (ก็อยู่อยู่แล้ว) นิวยอร์ค โตเกียว
หวังว่าโอกาสหน้าคงได้ไป ลอนดอน..ปารีส..เบอร์ลิน..โรม..มอสโคว..เซี้ยงไฮ้..อะไรแบบนี้บ้างนะ..
ผมไม่เอาโน้ตบุ๊คไปนะ เพราะงั้น 1 ปีต่อไปนี้ ผมคงอัพบล็อกเป็นอังกฤษกับญี่ปุ่น หรือไทย ถ้ามีโอกาส
ผมโดนเพื่อนด่าหลายคนเลย ที่ไม่ยอมเอาไป
ไม่รู้สิ .. ผมรู้สึกว่าผมไม่ใช่คนที่ขาดคอมพิวเตอร์ได้..
ผมว่าถ้าผมเอาไป ผมคงนั่งเล่นคอมทั้งวันแน่ๆ เพราะหอที่นู่นมีไวร์เลส
ผมคิดว่าเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน มันไม่เป็นนักเรียนนอก เป็นแล้วต้องเปิดโลกให้มากที่สุด เพราะมีเวลาแค่ปีเดียว
เป็นวิธีของผมแหละนะ คนอื่นก็อาจจะมีวิธีต่างกันไปอ่ะนะ..
ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ความจริงมันก็ปีเดียว แค่ปีเดียวจริงๆ
แต่ผม ก็ตีโพยตีพายเหมือนจะไปนาน
ผมก็ไม่อยากจะทำแบบนั้นนะ หู้ว~
แต่อาจจะเป็นเพราะผมชักจะมี สิ่งที่ผมไม่อยากจากไปซะแล้วสิ
เพื่อน คนรู้จัก ครอบครัว และอื่นๆ อีกเยอะ
เอาเป็นว่า... ไว้เจอกันก็แล้วกันนะครับ..
ขอบคุณครับ :D
