[FIC] Republican Nostalgia ตอนที่ 13 ฉันหวัง ฉันคิด ฉันรู้
posted on 26 Jul 2009 22:28 by bosie
Republican Nostalgia
ตอนที่ 13 ฉันหวัง ฉันคิด ฉันรู้
มีคำสั่งออกมาจาก
‘ผู้ใหญ่’ ให้ครูและนักเรียนโรงเรียนมัธยมไวร์มาห์เก็บเหตุทะเลาะเบาะแว้งของพระราชินีให้มิด
ถ้าใครฝ่าฝืนจะถูกพิจารณาลงโทษทางวินัยสถานหนัก
เพราะถือว่าเป็นเรื่องกระทบความมั่นคงของสถาบันอย่างรุนแรง
ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนและอาจารย์ฝ่ายปกครองที่อยู่ในเหตุการณ์ทุกคน
ถูกคณะกรรมการการศึกษาและสำนักพระราชวัง (ซึ่งเพิ่งรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่)
เรียกไปสอบปากคำรายตัว
ส่วนรายละเอียดของการสอบปากคำนั้นไม่อาจะเปิดเผยได้ในวงกว้าง
รู้แต่เพียงว่าคนที่ถูกเรียกตัวไปไม่มีใครย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นอีก
วันที่เกิดเรื่อง มาราตมารับพระราชินีกลับพระราชวังด้วยตัวเอง
ระหว่างทางกลับพระราชวังบนรถพระที่นั่ง ราชินีโจเซฟีนเอาแต่กันแสง
พระองค์ทรงตรัสกับตัวเองว่าพระองค์ช่างโง่เขลาที่ทำลงไปเช่นนั้น พระองค์พร่ำพันถึงแต่คลอทด์
โรแรงค์ ทั้งที่ความจริงแล้วบาดแผลของโรแรงค์ก็ไม่ได้ร้ายแรงขนาดที่ว่าจะทำให้มือเขาพิการไปตลอดชีวิต
แต่คาดว่าพระราชินีด้วยพระชันษาที่ยังเยาว์ จึงทรงไม่เคยประสบเหตุการณ์เยี่ยงนี้มาก่อน
เมื่อกลับมาถึงพระราชวัง
มาราตออกคำสั่ง ‘กักบริเวณ’ องค์ราชินีเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์เพื่อรอให้เรื่องสงบและเพื่อให้พระองค์ทรงสำนึกผิดในสิ่งที่ทรงกระทำลงไป
พระราชินีทรงไม่ต่อต้านคำสั่งนี้เลย ตรงกันข้าม
พระราชินีแสดงพระองค์ว่าทรงเข้าใจเรื่องทุกอย่างแล้วและดูเหมือนจะทรงเชื่อฟังมาราตมากขึ้น
เช่นในเช้าวันนี้ พระราชินีเสด็จมาที่ห้องทำงานของมาราตตามคำขอ
พระราชินีทรงสงบเงียบ ไม่ทรงแสดงอาการ มาราตกางเอกสารเตรียมมาบนโต๊ะ
วันนี้เธอจะบอกพระราชินีเรื่องของคลอทด์
โรแรงค์ให้พระราชินีได้รู้
“กระหม่อมจะไม่รื้อฟื้นเรื่องที่เกิดขึ้นอีก
เพราะกระหม่อมคิดว่าฝ่าบาทคงสำนึกได้แล้ว”
“ค่ะ..” โจเซฟรับ ซึ่งทำให้งานของมาราตง่ายขึ้น
“กระหม่อมจะพูดตรงๆ
เกี่ยวกับเรื่องของเด็กที่ชื่อคลอทด์ โรแรงค์”
“รุ่นพี่โรแรงค์เหรอคะ?”
พระราชินีเงยพระพักตร์ หวังจะได้ฟังความคืบหน้าอาการของคลอทด์ พระเนตรของพระราชินีตั้งมั่นและจริงจัง
จนตัวมาราตเองก็ยังต้องย้ายสายตาหนี หญิงวัยกลางคนพยายามปั้นสีหน้าปกติ
หยุดคิดชั่วครู่เพื่อเรียบเรียงคำพูดใหม่ให้ตรงประเด็น
แต่ในขณะเดียวกันต้องไม่ทำร้ายพระราชินีด้วย
“การคบหากับคลอทด์
โรแรงค์จะนำภัยมาสู่ฝ่าบาท ฝ่าบาทต้องเลิกข้องแวะกับเด็กคนนั้น...”
“ภัย?”
“ใช่เพคะ.. ” หญิงวัยกลางคนกลืนน้ำลาย “โรแรงค์เป็นพวกหัวเอียงซ้ายและต่อต้านราชวงศ์
แล้วก็เป็นคนต่างด้าว.. เอ่อ..
เป็นผู้อพยพ ถ้าหากฝ่าบาทคบหากับเขา กระหม่อมเกรงว่า..”
“ไม่จริงหรอกค่ะ!
รุ่นพี่ไม่ใช่คนแบบนั้นซักหน่อย!” โจเซฟค้านเสียงแข็ง
มีหรือที่เธอจะไม่รู้ว่าคลอทด์เชื่อแนวคิดไว้ไหน เธอรู้อยู่เต็มอกว่าคลอทด์เป็นฝ่ายซ้ายจริง
แต่เขาก็ไม่เคยท่าทางรังเกียจเธอแม้สักครั้ง เสมอต้นเสทอปลาย
ไม่เคยยกเอาเรื่องนี้มาพูด แล้ไอ้การที่เขาเป็นคน
“แล้วฝ่าบาทมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาจะไม่คิดร้ายกับฝ่าบาท
ฝ่าบาทเป็นเสาหลักของประเทศนี้นะเพคะ
“ไม่มีทาง..
รุ่นพี่ไม่ทำอะไรอย่างนั้นหรอกคะ รุ่นพี่น่ะใจดีจะตาย
เวลาหนูมีเรื่องอะไรรุ่นพี่ก็เข้ามาช่วยตลอด คุณมาราตจะรู้อะไรล่ะคะ คุณมาราตไม่ได้รู้จักรุ่นพี่สักหน่อย!”
“โปรดทรงควบคุมพระองค์ด้วย..”
“เลิกพูดเรื่อง
หนูไม่อยากฟัง! ปล่อยพวกเราไปเถอะนะคะ!”
เมื่อพระราชินียังทรงดื้อรั้นไม่ยอมหยุดพระองค์
มาราตก็จนปัญญา หล่อนเปิดลิ้นชักแล้วยื่นแฟ้มกระดาษให้โจเซฟซึ่งตั้งท่ารังเกียจ
แต่ก็จำใจยื่นมือรับเพราะถูกมาราตยัดแฟ้มใส่มือ “กระหม่อมอยากให้ฝ่าบาทลอง
ทอดพระเนตรเอกสารนี้...” มาราตกำชับ
คลอเดียส โดโรแวน โรแรงค์ (Claudius Donovan Laurent)
ทั่วไป - อายุ 19 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมปลายไวร์มาห์ เข้าโรงเรียน ผลการเรียนวิชาสามัญอยู่ในระดับธรรมดา
แต่เป็นนักเรียนร่วมโครงการพรสวรรค์ทางด้านศิลปะ
ครอบครัว - บิดาเป็นผู้อพยพชาวไอริช มารดาเป็นผู้อพยพชาวบอสเนีย
มีพี่ชายเป็นลูกติดจากมารดาหนึ่งคน กำลังศึกษาทางการแพทย์เฉพาะทางศัลยกรรม
บทวิเคราะห์ - ข้อมูลประเมินออกพบว่าโรแรงค์มีแนวโน้มเป็นฝ่ายซ้าย
และมีความเป็นไปได้สูงว่าแนวคิดทางการเมืองของโรแรงค์อาจะได้รับอิทธิพลมาจากครอบครัว
บิดาของโรแรงค์เป็นช่างภาพอิสระ (ต่อไปจะใช้ตัวย่อว่า
J.) ผู้เตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ให้เงินทุนแก่กลุ่มก่อการร้ายและกบฏต่อต้านรัฐบาลสหราชอาณาจักร
โดยเฉพาะการวางระเบิดที่พระราชวังวินเซอร์เมื่อสิบห้าปีก่อน J. ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนผู้ต้องหา แต่ศาลยกฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ
โรแรงค์เคยมีประวัติต้องบทลงโทษของโรงเรียนเนื่องจากการแสดงความเห็น
ดังนี้
(อนึ่ง ข้อมูลนี้เป็นบันทึกลายลักษณ์อักษรตาม
กฎกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องวิธีปฏิบัติและพิจารณาบทลงโทษนักเรียนนักศึกษา มาตรา 12
อนุ 1 ซึ่งบัญญัติว่า “การกระทำผิดของนักเรียนนักศึกษาที่จะสามารถใช้เป็นหนักฐานได้จะต้องทำเป็นเอกสารมหาชน”
ดังนั้นจึงไม่อาจยืนยันว่ามีการกระทำใดๆ นอกเหนือจากที่บันทึกเป็นเอกสารอีกหรือไม่)
1) ชั้นมัธยมปีที่สอง
- ทำร้ายเพื่อนนักเรียนบาดเจ็บสาหัส
เหตุเพราะเพื่อนนักเรียนพูดกระทบกระเทียบความเป็นผู้อพยพของเขา
2) นำพ่นสีใส่ข้อความที่กำแพง เมื่อโรงเรียนเปลี่ยนนโยบายเรื่องค่าเล่าเรียน
รายงานการลงโทษปรากฏชัดว่าเขาไม่ได้มีความสำนึกผิดเลย
อาจารย์ซึ่งรับผิดชอบเรื่องให้ความ“ถ้าหากมีโอกาสเขาก็จะทำอย่างเดียวกับที่เคยทำ” และ “เด็กคนนี้ดีทุกอย่าง
แต่ถ้าพูดกระทบเรื่องผู้อพยพและความอยุติธรรมในสังคมเขาจะไม่ยอมใคร” การประเมินพฤติกรรมที่ผ่านมาจากสถานศึกษา เขามีแนวโน้มที่จะแสดงออกถึงความคิดทางการเมืองที่รุนแรงอยู่ในระดับอันตราย
และอาจควบคุมตัวเองไม่ได้ หากได้กับจากชักจูงจากการปลุกระดม
โรแรงค์แสดงตัวให้เห็นต่อเพื่อนนักเรียนทั่วไปว่าต่อต้านราชวงศ์
นาย A (นามสมมุติ) นักเรียนร่วมชั้น ได้ให้การยืนยันว่า
โรแรงค์มักใช้คำเรียกราชวงศ์ว่าเป็น “ปรสิต” “ผู้ดีเก่า” “พวกเป็นขัดขวางความเจริญ”
เมื่อถามในช่วงความวุ่นวายทางการเมือง โรแรงค์ตอบเพื่อนคนหนึ่ง
นามสมมุติ B โดยสรุปว่า “ฉันคิดว่าไม่มีใครควรเป็นเจ้าชีวิตของใคร
พวกผู้ชุมนุมประท้วงผู้คนมีการศึกษาเสียเปล่า แต่กลับทำตัวไม่ต่างจากพวกเคร่งศาสนาโง่ๆ
ในยุคกลาง ที่เชื่อจริงๆ ว่ามีคนเดินบนน้ำได้”
คณะกรรมการเฝ้าระวังการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบัน
อันประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายสาขา ได้ทำการพิจารณาแล้วมีความเห็นว่าความสัมพันธ์ขององค์ราชินีและบุคคลตามกล่าวอาจก่อให้เกิด
“ผลลัพท์ที่ไม่น่าพึงพอใจ” และ “เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของสถาบัน”
(เอกสารยังมีส่วนต่อและรูปภาพของคลอทด์ทั้งรูปภาพติดบัตรที่โรงเรียนและรูปของคลอทด์ที่ถูกแอบถ่ายๆ จากไกลๆ แต่โจเซฟไม่อยากทนอ่านอีกต่อไปอีก)
โจเซฟทิ้งเอกสารลงโต๊ะทันทีอย่างไม่ใยดีเมื่ออ่านจบ
ข้อความที่เขียนไว้ทั้งหมดน่ารังเกียจเหลือเกิน จากการประเมิน.. กล่าวโดยสรุป..
วิเคราะห์แล้วพบว่า.. คำแบบนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะเอามากล่าวถึง
“คน” เป็นแค่ผลการทดลองกับสิ่งของหรือสัตว์มากกว่าล่ะไม่ว่า
ไม่หรอก ไม่จริงหรอก
มันไม่จริง เธอบอกว่าตัวเองไม่ให้เชื่อ โดยเฉพาะเรื่องที่คลอทด์ทำร้ายเพื่อนร่วมชั้นจนบาดเจ็บสาหัส
ถึงคลอทด์จะเป็นคนถึงไหนถึงกัน เขาก็คงไม่ทำเรื่องเลวร้ายขนาดนั้นไปได้ โดยเฉพาะเมื่อเขาเป็นแค่เด็กรักเรียนมัธยมต้น
แม้จะบอกให้ตัวเองไม่เชื่อเพียงใด
แต่มันยากเหลือเกินที่เธอจะปฏิเสธทุกเรื่องอย่างไร้ข้อกังขา ในเมื่อข้อมูลทั้งหมดเขียนขึ้นมาด้วยการร้อยเรียงถ้อยคำอันน่าเชื่อถือและเธอเองก็ไม่มีข้อเท็จจริงใดมาหักล้าง
เธอรู้จักกับคลอทด์ตอนมัธยมต้น แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้สนิทกันมากถึงขนาดเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนหรือคนรู้จักเป็นการส่วนตัวได้
แล้วเธอจะรู้ได้อย่างไรว่าทั้งหมดไม่เป็นความจริง? โจเซฟไม่ได้คิดสงสัยความจริงใจของคลอทด์
เธอไม่มีวันสงสัยเขา
แต่เธอกลัว... เธอกลัวสักวันหนึ่งสิ่งที่เธอเป็นอยู่อาจทำร้ายคลอทด์
กลัวว่าความรักนี้จะพรากเธอและคลอทด์ออกจากกัน การที่เธอเลือกเป็นพระราชินี
เธอเคยคิดว่ามันคือหนทางเดียวที่จะช่วยคุณยายได้ แต่มันอาจทำร้ายคนที่เธอรัก
“มากเกินไปแล้วนะคะ
รุ่นพี่เขาเป็นคนนะคะ..”
“แต่เราไม่ต้องการความเสี่ยง..”
“ทุกคนมีสิทธิที่จะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
และการที่เขาเชื่ออะไรบางอย่างก็ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องเป็นคนเลวหรือจ้องทำลายตลอดนี่คะ...”
“เพื่อความปลอดภัยของฝ่าบาทไม่มีเรื่องของสิทธิหรอกเพคะ...
มีแต่หน้าที่ต่างหาก ประชาชนทุกคนในราชอาณาจักร มีหน้าที่ต้องธำรงไว้ซึ่งสถาบันและการกระทำใดๆ
ที่เป็นการปรปักษ์ต่อสถาบันจำต้องถูกควบคุม
...และ...กำจัด”
“จะให้หนูเชื่อเหรอคะ!
จะให้หนูเชื่อกะอีแค่เศษกระดาษไม่กี่แผ่นนี่เหรอคะ!”
“ฝ่าบาท ถึงฝ่าบาทจะไม่เชื่อข้อมูลที่หม่อมฉันทำมาเสนอ แต่ก็ขอให้ฝ่าบาทคิดถึงความปลอดภัยของโรแรงค์ไว้
เพราะไม่ว่าเขาอาจจะ...”
“คุณมาราตจะทำอะไรรุ่นพี่คะ!”
“กระหม่อมสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายเด็กหนุ่มคนนั้นแน่นอน
เพราะเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ เขาไม่ได้ทำผิดเลยที่เขาจะมีความเชื่อเช่นนั้น แต่กระหม่อมอยากเตือนฝ่าบาทว่า
ไม่ได้มีแต่กระหม่อมคนเดียวที่คอยจับตามองฝ่าบาทอยู่ ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่เฝ้ามองฝ่าบาท
กระหม่อมไม่อาจทราบได้ว่าคนกลุ่มนั้นจะทำอะไรต่อไป....
กระหม่อมไม่อาจะล่วงรู้เจตนาของพวกเขาได้... พระอาญามิพ้นเกล้า
กระหม่อมอยากจะสนทนากับฝ่าบาท แต่จากนี้กระหม่อมมีธุระ บ่ายนี้พระองค์ต้องกลับไปทรงพระอักษร
กระหม่อมจะให้นางในพาฝ่าบาทเตรียมพระองค์” มาราตกดปุ่มอินเตอร์คอมเรียกแม่บ้าน
โจเซฟดึงดันจะอยู่คุยกับมาราตต่อแต่ก็รั้นพวกแม่บ้านไว้ไม่ได้
บ่ายนั้นโจเซฟีนไปโรงเรียนอย่างไม่เต็มใจนัก
เรื่องของคลอทด์ยิ่งวิ่งวนอยู่ในใจเธอมากกว่าที่แล้วมา อีกทั้งเธอก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพระราชินีซึ่งตกเป็นเป้าสายตาของคนในสังคมไปปรากฏตัวอีกครั้ง
คนอื่นจะลือเรื่องของเธอไปถึงขนาดไหนกันแล้ว?
ตอนที่รูปของเธอกับคลอทด์ขึ้นหนังสือพิมพ์ซุบซิบหน้าหนึ่ง
เรื่องราวก็ขยายไปไกลจนควบคุมไม่ได้ แล้วคราวนี้จะเป็นแบบไหนอีก? เธอไม่อยากคิดไปไกล รู้แค่ว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์เท่าไหร่ก็พอแล้ว
เมื่อโจเซฟจรดเท้าลงบนระเบียงทางเดินของโรงเรียน
สายตาของทุกคนพุ่งตรงมาที่เธอ แต่เมื่อเธอหันกลับไปมอง
ทุกคนก็เบือนหน้าหนีไม่รู้ไม่ชี้ แต่ก็ยังกระซิบกระซาบคาบเรียนเริ่มแต่เธอก็พุ่งสมาธิไปที่แต่นาฬิกาบนกระดานดำ
เข็มบอกหมุนไปอย่างเชื่อ เธอกระหายให้วินาทีแต่ละวินาทีผ่านไปให้เร็วที่สุด
สุดท้ายเมื่อเสียงระฆังเลิกเรียนดัง
เธอก็วิ่งปลี่ออกจากห้องทั้งที่ยังไม่ทันพูดคุยกับเพื่อนๆ
หน้าห้องเรียนคลอทด์เดินเข้ามาเธอ มือของเขายังพันผ้าพันแผลมัดใหญ่อยู่ แต่สีหน้าดูดีขึ้นกว่าเมื่อวันก่อน
“วันนี้ไปที่บ้านไหม เอมิลจะ แต่ฉันบอกว่าวันนี้มีซ้อมเพราะไม่อยากไปเป็นก้างขวางคอ
โจเซฟเคยบอกไม่ใช่เหรอว่าตอนนี้พวกคนที่บ้านไม่ว่าอะไรแล้ว”
คลอทด์เลี่ยงใช้คำว่า ‘ที่บ้าน’ แทนคำว่า
‘ที่วัง’ เขาไม่อยากทำตัวต่างจากแต่ก่อน
“เอ๋ ..?
รุ่นพี่..ชวนไปที่บ้านเหรอคะ?”
“อื้อ”
“เอ่อ..”
แซลลี่เคยพูดไม่รู้ต่อกี่รอบว่าถ้าแฟนชวนไปที่บ้านนั้นหมายถึงว่าความสัมพันธ์นั้นอัพเกรดไปอีกระดับนึง
ถ้าเป็นตอนปกติล่ะก็
เธอคงกระโดดเข้าไปกอดคอเหมือนเจ้าสาวที่เจ้าบ่าวเพิ่งขอแต่งงานแล้วแท้ๆ แต่ตอนนี้...
เธอไม่มีแก่ใจจะทำอย่างนั้นเลย เธอกลัวซะอีกว่าคราวนี้ถ้าเธอยอมไปกับคลอทด์
ถึงมาราตจะบอกว่าจะไม่สนใจว่าเธอกับคลอทด์จะไปไหนมาไหนด้วยกันแล้วก็ตาม แต่... ‘คนกลุ่มอื่น’ ที่มาราตพูดถึง ก็ไว้ใจไม่ได้อยู่ดี
“เฮ้ย
โรแรงค์วันนี้ไม่มีซ้อมนะ” เพื่อนร่วมทีมของคลอทด์กลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาบอกพอดี
“กำลังบอกพอดีว่าจะไม่ไป
ทำไมวันนี้ถึงไม่ซ่อมล่ะ?” คลอทด์ตะโกนถาม
“อ้อ
ไม่มีคนพอว่ะ ต้องไปทำรายงานวิทย์กันหมด ไอ้เด็กดำด่าวด้าวนั้นอ่ะดิ
พูดจาไม่รู้เรื่อง แล้วอ.ดันเสือกมาให้ทำงานวิทย์กับมันอีก เซ็งว่ะ ทำตัวไร้ประโยชน์แบบนี้แม่งน่าส่งกลับให้หมด”
เขาทำท่าทำทางบ่นกราดไม่พอใจ
“แค่พูดไม่ได้แล้วผิดตรงไหนคะ? เขาไม่ได้ฆ่าคนตายสักหน่อย ลองให้ตัวเองไปอยู่ประเทศอื่นบ้างสิแล้วจะรู้สึก
รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง ตัวเองขี้เกียจเองแล้วยังมีหน้าไปโทษชาวบ้านเขา”
“อ่า..เอ่อ..” เพื่อนของคลอดท์ทำหน้าเหมือนจะพูดว่า อะไรเนี่ย ยัยนี่ แต่ด้วยความที่โจเซฟเป็นราชินีก็เลยต้องเก็บปากเก็บคำ
“อ่ะแฮ่ม..”
เขาทำท่ากระแอมกระไอแก้เก้อ “เอาเป็นว่า เจอกันพรุ่งนี้ล่ะกัน
บายล่ะ”
“โอ้โห..”
คลอทด์ผิวปากเมื่อเพื่อนเดินไปแล้ว
“ขะ..ขอโทษด้วยนะคะที่หนูทำให้รุ่นพี่กับเพื่อนผิดใจกัน! หนูรู้ว่าหนูพูดแรงไป โจเซฟหน้าซีด เธอพูดแบบนั้นออกไปเพราะทนไม่ไหวที่คนพวกนั้นเหมือนพูดกระทบคลอทด์
“จะขอโทษทำไม
พูดถูกแล้วล่ะ.. “
“ขอโทษนะคะ..”
“รู้สึกแปลกๆ
จังเลย”
“เอ๋?”
“ฉัน..ไม่เคยเจอคนที่พูดปกป้องคนอย่างพวกฉันมาก่อนก็เลย..รู้สึกแปลกๆ..”
“ที่เขาพูดแบบนั้นก็เพราะว่าไม่รู้ใช่ไหมล่ะคะว่ารุ่นพี่เป็นผู้อพยพ
คนแบบนี้น่ารังเกียจทีสุด! รุ่นพี่ไม่โกรธบ้างเหรอคะ!”
“ถ้าเป็นตอนเด็กๆ..ก็คงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง
แต่พอเจอเยอะๆ ก็ชินไปแล้วล่ะ”
โจเซฟย้อนนึกถึงเรื่องที่คลอทด์ทำร้ายเพื่อนร่วมชั้นที่ได้อ่านเมื่อเช้า
ข้างในอกเหมือนมีอะไรมาบีบหัวใจไว้ให้เจ็บแปลบเล็กๆ
“เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรชินชาได้เลยนะคะ...”
“ก็ใช่ เรื่องแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะชิน
แต่จะทำได้ไงล่ะ? ขืนไปโวยวายก็จะยิ่งโดนมองว่าเป็นตัวประหลาด
แถมถ้าฉันบอกความจริงกับทุกคนไว้ว่าฉันเป็นต่างด้าวมีหวังคงไม่มีใครตบแน่ๆ ฉันยังดีนะ เอมิลโดนหนักกว่านี้อีก
ตอนย้ายมาที่นี้ พ่อแม่ของเด็กบางคนก็ไม่ให้คบ บอกว่าอันตราย ห้ามไปเล่นด้วย..”
“ไม่เคยรู้เลยค่ะว่าจะมีเรื่องแบบนี้ด้วย”
“เพราะว่ามันไม่สำคัญสำหรับเจ้าของประเทศนี้เลยไงเล่า
พวกคนที่มาอยู่ทีหลังอย่างเราก็ได้แต่ต้องรับ ต้องทน เพราะอย่างน้อย
ที่นี้ก็ให้โอกาสพวกเรามากกว่าที่เก่า”
“ค่ะ..” โจเซฟก้มหน้ารับ เธอเองก็เป็นหนึ่งในเจ้าของประเทศ
เป็นคนหนึ่งที่ต้องร่วมรับผิดชอบ ถ้าไม่ได้มาคบกับคลอทด์
เธอก็คงไม่รู้ว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศของตัวเอง ก่อนหน้านี้เธอก็เป็นหนึ่งในคนที่เฉยเมยเหมือนกันสินะ?
“เอ้า..ว่าไงล่ะ..จะไปที่บ้านหรือเปล่า?”
คลอทด์ถามย้ำ แต่โจเซฟลังเล เธออยากอยู่กับคลอทด์ แต่เธอก็กลัว
มาราตไม่ได้ตั้งใจจะขู่เธอ แต่จะให้จะวางใจกับไอ้คำพูดปลายเปิดแบบนั้นได้อย่างไรกัน? ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่จับตามองเธอกับคลอทด์อยู่โดยที่เธอไม่รู้ตัว
แล้วก็บอกไม่ได้เสียด้วยความคนพวกนั้นจะมีพลังอำนาจมากมายขนาดไหน
แค่เพียงกระดิกนิ้ว เรื่องระหว่างเธอกับคลอทด์ก็อาจจะจบลงในชั่วข้ามคืน
ทำไมฉันถึงได้เห็นแก่ตัวอย่างนี้?
โจเซฟทุ้มเถียงกับตัวเอง ทำไมล่ะแค่คนที่รักกัน มันผิดมากเลยเหรอถ้ามีความรักแล้ว
ต่อให้อะไร ? คนพวกนั้นไม่เคยรู้จักความรักกันเลยหรือไง? สำหรับพวกเขาแล้ว
ความรักคือสิ่งที่สามารถจัดเรียงได้เป็นระบบระเบียบหรือ? ไม่ใช่
แบบนั้นเขาไม่เรียกว่าความรักหรอก! เธออาจเห็นแก่ตัว แต่...แค่ไม่กี่ชั่วโมง..
แค่เย็นนี้... มันคงไม่เป็นไรหรอกใช่ไหม?
“ไปสิคะ! ทำไมจะไม่ไปล่ะ? รุ่นพี่อุตส่าห์ชวนนี่นา” เธอแสร้งทำตัวร่าเริง และแล้วความปารถนาในใจก็ชนะทุกสิ่ง
เธอจับมือคลอทด์ รู้อยู่แก่ใจว่าจุดจบอาจจะมาถึงในอีกไม่นาน
--------------------------------
บ้านของคลอทด์อยู่ห่างจากโรงเรียนไปประมาณครึ่งชั่วโมงโดยรถไฟใต้ดิน ถึงแม้ว่าย่านที่เขาอยู่จะอยู่คนละฝั่งกับบ้านเก่าที่โจเซฟเคยอยู่ก่อนหน้านี้ แต่โดยสภาพแวดล้อมก็ไม่ต่างกันมากนัก เป็นย่านเงียบๆ นานๆ ครั้งถึงจะมีรถวิ่งผ่านมาสักคัน ตอนแดดร่มลมตกก็จะมีเด็กๆ ออกมาวิ่งเล่น มีคนแก่ออกมาเดินออกกำลังกาย
“ขอรบกวนด้วยนะคะ” โจเซฟพูดขณะก้าวเข้าบ้านคลอทด์
ข้างในบ้านมีกลิ่นดอกไม้จากในสวนลอยเข้ามา เสียงนาฬิกาไขลานกังวาลในห้องนั่งเล่นที่ว่างเปล่า
ห้องของคลอทด์อยู่ชั้นบน ตรงกันข้ามกับห้องของคลอทด์เป็นห้องของเอมิล พี่ชายของเขา
หน้าห้องของเอมิลติดใบเสร็จจากซุปเปอร์มาเกตไว้เต็มไปหมด ผิดกับห้องของคลอทด์ที่ติดภาพดอกทานตะวันของแวนโกห์ไว้
โจเซฟเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้
“เชิญ..
อาจจะรกไปสักหน่อยนะ เพราะวันนี้ก็ไม่ได้คิดเหมือนกันว่าโจเซฟจะมา”
“หืม? รุ่นพี่มีวัตถุอันตรายอยู่ในห้องหรือเปล่าคะ?” โจเซฟหยอก
“เหอ..ถึงมีก็ต้องเก็บให้มิดชิด
ตลอดเวลาแหละ ไอ้คนห้องข้างๆ นึกจะเข้ามาบุกห้องคนอื่นก็มา ทำตัวอย่างกับแม่บ้าน” คลอทด์ชี้ไปทางห้องเอมิล
นิตยสารดนตรี แผ่นเสียง และซีดี
วางกระจายอยู่เต็มพื้น
คลอทด์คงจัดห้องแบบเอาหยิบสะดวกมือมากกว่าจะเอาให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
ฝาผนังริมเตียงไปจรดไปถึงบนเพดานเต็มไปด้วยภาพสเก๊ตที่คลอทด์วาดไว้อย่างลวกๆ
และใช้กระดาษ บางทีก็เป็นกระดาษสมุดโรงเรียน ไปจนถึงกระดาษที่ถูกฉีกออกมาจากกล่อง
คลอทด์ใช้ภาพสเก๊ตของเขาแทนกล้องถ่ายรูป เขาเห็นอะไรน่าสนใจก็วาดใส่กระดาษที่หาได้ใกล้มือ
เก็บสะสมไว้มากขึ้นฝาหนังก็ไม่มีที่แปะจนต้องเลยขึ้นไปถึงบนเพดาน โจเซฟดูภาพลูกแมวที่ถูกทิ้งอยู่ในกล่อง
ภาพเด็กๆ ที่กำลังจูงมือพ่อแม่ข้ามถนน ภาพตำรวจจราจรเช็ดเหงื่อ พลางนึกถามในใจว่าคลอทด์ได้ไปพอพบภาพเหล่านี้ที่ไหนมาบ้าง
คลอทด์เดินไปที่วิทยุแล้วเปิดแผ่นซีดี
เพลงนั้นเป็นเพลงป๊อปร็อคเบาๆ โจเซฟไม่เข้าใจความหมายในเนื้อร้อง แต่เธอกพอโยกหัวไปตามจังหวะเพลงได้
คลอทด์นั่งอยู่ริมหน้าต่างห้อง แสงแดดตัดผ่านตัวเขาสะท้อนลงมาเป็นเงาบนพื้น
เธอนั่งอยู่บนเตียง คลอทด์ก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม ยิ้มให้เธอ ฮัมเพลงเบาๆ พระอาทิตย์ข้างนอกกำลังลาลับขอบฟ้า
อาการเริ่มเย็นลง
“มานี้สิ
มีอะไรให้ดู” เขาเรียก ชี้ให้โจเซฟดูผ้าใบวาดรูปที่มีผ้าคลุมอยู่
เมื่อโจเซฟไปหา คลอทด์จึงดึงผ้าออก
“สวยจังเลย..”
เธอรำพึงเบาๆ
“ที่ชวนมาก็อยากให้ดูนี่แหละ
ถ้าทำได้ฉันก็อยากวาดทุกวัน เป็นรูปของโจเซฟที่สวยทีสุดในแต่ละวัน ดีไหมล่ะ?”
รูปทั้งหมดบนผืนผ้าใบนั้นคือรูปของเธอ
รูปเธอยิ้ม รูปเธอหัวเราะ
ไม่มีแม้แต่สักรูปที่แสดงความทุกข์ใจ นี่คือตัวเธอ.. ตัวเธอไม่ผิดแน่ แต่ช่างต่างกับตัวเธอที่เป็นอยู่ตอนนี้เหลือเกิน
ทุกวันนี้เธอใบหน้าที่หม่นมอง เหนื่อยล้า
“ฉันเคยวาดรูปของโจเซฟมาแล้วหลายรูป
แล้วก็ให้ดูหลายรูปแล้วด้วย แต่ว่า... ก็มีแต่เรื่องนี้แหละที่คนธรรมดาๆ
อย่างฉันจะทำให้พระราชินีได้”
“ไม่หรอกค่ะ..รุ่นพี่..ไม่ใช่แค่คนธรรมดาสำหรับหนูเลยค่ะ...”
เธอตั้งใจจะพูดต่อว่า คลอทด์ไม่ใช่เพียงแค่คนธรรมดา แต่เป็นคน เธอไม่อยากให้คลอทด์มองเธอว่าเป็นพระราชินีเลย
แต่เมื่อเธอเตรียมจะอ้าปากพูดเธอพูดต่อไปไม่ได้ ในเมื่อตำแหน่งพระราชินีมันค้ำคออยู่แบบนี้
เขาบรรจงวาดรูปของเธอในแต่ละวันลงไป
มันมากเกินไปสำหรับเธอแล้ว... เขารักเธอมากเกินไป
มันไม่ใช่ความรักวัยรุ่นอย่างที่เธอคิดว่าสามารถควบคุมมันได้ง่ายๆ
มันคือรักแท้
แต่เพราะว่ามันคือรักแท้
มันจึงเจ็บปวด
เธอเป็นราชินี
คลอทด์เป็นสามัญชน เธออยู่สูง
เขาเป็นผู้อพยพ เธอเลือกที่จะเป็นราชินี
คลอทด์เลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
ทั้งสองคนเดินมาไกลเกินกว่าที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก โลกสองใบที่ไม่อาจบรรจบกันได้
จะวิ่งหนีจากความจริงไปเท่าไหร่ก็คงหนีไปไม่พ้น
ถ้ายังฝืนทนต่อไปมือของจิตรกรที่รังสรรค์ภาพวาดจะต้องถูกทำลาย
และอีกไม่นาน..
ความรักก็จะพรากเธอและเขาจากกัน
เธอยอมเป็นฝ่ายเสียสละเองดีกว่าให้คลอทด์ต้องมาเจ็บปวดเพราะเธอ
แม้จะรักแค่ไหน
แต่ความรักที่บรรจบกันไม่ได้ก็ไร้ประโยชน์
พวกตัวร้ายในนิยายน้ำเน่ามักพูดดูถูกความรักไว้แบบนี้
ตอนนี้เธอไม่ใช่เจ้าหญิงของเขาอีกต่อไปแล้ว เป็นแค่แม่มดร้ายเท่านั้น
“รุ่นพี่ ..
ดีกับหนูเหลือเกิน ... หนูรู้สึก...ไม่ควรค่าเลย”
“พูดอะไรบ้าๆ”
“ก็จริงนี่คะ ทั้งที่หนูรู้ทุกอย่างแต่หนูก็ยังเห็นแก่ตัว..”
เธอรู้แม้กระทั่งว่าตอนนี้อาจเกิดอันตรายกับคลอทด์เมื่อไหร่ก็ได้
แต่เธอก็ยังอยู่กับเขา
“เป็นอะไรไป..”
คลอทด์จับมือโจเซฟไว้ โจเซฟผละตัวออก เธอหันกลับมา ตัดสินใจเรียบร้อย
“
รุ่นพี่..เรา..เราเลิกกันดีกว่าไหมคะ?”
Republican Nostalgia ตอนต่อไป
จุดจบของคลอทด์ โรแรงค์?
“รู้ไหม? ว่าเวลาสายลับโซเวียตเขาสอบปากคำคนร้ายเขายังไงกัน”
“แบบนี้เกินไปแล้วหรือเปล่าครับท่านฟีเดล! เขา..เขายังเด็ก..เป็นรุ่นพี่คุณนะครับ”
“ปล่อยหนูออกไป!”
“มีครอบครัวแสนดี ที่อบอุ่นนี่... น่าอิจฉาจังเลยนะครับ..”
“อย่ามาจับฉันนะ! ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคนอย่างเธอ!”

รู้สึกตอนนี้จะน่ารักที่สุดเท่าที่เคยอ่านเลยค่ะ
ปั๊บปี้เลิฟ~♥ เด็กไฮสกูลเนี่ยดีจังน๊า *เคลิ้ม*
#1 By Aijou~ on 2009-07-27 08:09