[FIC] Republican Nostalgia ตอนที่ 14 คนธรรมดา
posted on 28 Jul 2009 22:07 by bosie
Republican Nostalgia
ตอนที่ 14 คนธรรมดา
“พูดอะไรออกมาน่ะ..?”
คลอทด์ไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าโจเซฟจะบอกเลิกตน
แต่ถึงกระนั้นเขาก็พยายามเก็บอาการไว้
“ รุ่นพี่..เรา..เราเลิกกันดีกว่าไหมคะ?”
“ทำไมถึงมาพูดกะทันหันแบบนี้มันเรื่องอะไรกัน?”
“เราไปต่อกันไม่ได้หรอกค่ะ....”
“ไปต่อกันไม่ได้หมายความว่ายังไง?” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปจากสงสัยเป็นคาดคั้น
โจเซฟไม่กล้าสู้หน้าคลอทด์ตรงๆ
ใจจริงคลอทด์ไม่อยากทำแบบนี้เลย เขารู้อยู่เต็มอกว่าโจเซฟหมายถึงอะไร
พวกคนที่อยู่เบื้องหลังต้องเป่าหูเธอด้วยอะไรอะไรบางอย่างมาแน่นอน
และมันคงเป็นเรื่องบางอย่างที่แม้กระทั่งโจเซฟเองก็ยังหวั่นไหว
“รุ่นพี่ก็รู้ว่าหนูพูดถึงอะไรอยู่?” โจเซฟเป็นฝ่ายเริ่ม
คลอทด์ยังรอไม่โต้ตอบ “ถ้ารุ่นพี่ยังคบหนูต่อไป
มันก็ไม่มีความสุขหรอกค่ะ ไหนจะมีคนคอยตามอยู่ตลอดเวลา จะไปไหนมาไหนด้วยกันก็ลำบาก”
โจเซฟเกริ่นด้วยเหตุผลง่ายๆ ก่อน
เธอยังลังเลว่าจะบอกไปตามตรงเลยว่าคลอทด์กำลังตกอยู่ในอันตรายดีกว่าหรือไม่
แต่ถ้าบอกไป คลอทด์ก็คงยิ่งต่อต้านให้เรื่องมันใหญ่ขึ้น
“รุ่นพี่... ไม่ชอบระบบแบบนี้ด้วยไม่ใช่เหรอคะ? แต่ตอนนี้หนูก็หลายเป็นเป็นระบบนี้ไม่ใช่เหรอคะ?
แล้วหนูก็เลือกที่จะเป็นเองด้วย รุ่นพี่มีเหตุผลที่จะเกลียดจะเกลียดหนู
หนูไม่อยากให้รุ่นพี่ต้องมาฝืนใจเพียงเพราะว่าเราคบกันก่อนเกิดเรื่อง”
คลอทด์ยังเงียบ
“หนูไม่อยากทำให้รุ่นพี่ลำบากใจค่ะ....”
“บ้าจริง! ใครใช้ให้เธอเป็นห่วงฉันขนาดนั้นเล่า!” คลอทด์ขึ้นเสียง เขาไม่เคยทำแบบนี้กับโจเซฟมาก่อน
“แต่รุ่นพี่ก็ลำบากใจไม่ใช่เหรอคะที่หนูเป็นราชินี! อย่าโกหกเลยนะคะ
หนูรู้ว่ารุ่นพี่ไม่เคยสบายใจที่หนูเป็นแบบนี้! ถ้าอยากเลิกก็เลิกไปเถอะค่ะ! อยู่ต่อไปแบบนี้มันก็ไม่สบายใจกันทั้งคู่แหละ!”
สุดท้ายแล้ว
มันก็กลายเป็นเรื่องทะเลาะกันมากกว่าจะเป็นการจบลงไปด้วยดี คลอทด์ถอนหายใจ
ที่เถียงกันขนาดนี้ คงเป็นเพราะว่าแท้จริงแล้วต่างฝ่ายต่างไม่อยากจากกันไปมากกว่าเกลียดกันจริงๆ
เพราะคนเราพอเกลียดกันแล้ว ก็คงตกลงไปคนละทางอย่างไม่คิดลังเล
“ถ้าไม่บอกว่าลำบากใจก็คงจะโกหก... ตอนที่เห็นเธอในทีวี
กลายเป็นพระราชินี เล่นเอาฉันทำอะไรไม่ถูกเลย” คลอทด์เปลี่ยนโทนเสียงให้ผ่อนคลายลง
“ฉันได้แต่ถามตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ทำไมเธอถึงไปอยู่ในนั้นได้?
ฉันคิดแล้วคิดอีกว่าตัวเองอาจจะตาฝาด ตัวเองอาจจะฝันไป
คนที่ฉันเป็นในทีวีแค่หน้าคล้ายเธอ พรุ่งนี้เช้าพอฉันไปโรงเรียน
เธอก็จะมาหาฉันที่ห้องชุมนุมศิลปะเหมือนเดิม หลังจากวันที่เธอครองราชย์
ฉันเลยไปรอเธออยู่ที่ห้องชุมนุม รออยู่จนค่ำ แต่เธอก็ไม่มา ฉันเลยรู้ว่า
เรื่องที่ฉันเห็นเป็นเรื่องจริง” คลอทด์มานั่งลงบนเตียงข้างๆ
โจเซฟ “ตอนนั้น ฉันก็คิดเหมือนกับเธอในตอนนี้
ถึงแม้จะรักมากเท่าไหร่ แต่เธอก็กลายเป็นราชินีไปแล้ว
สู้ให้มันจบไปตั้งแต่แรกดีกว่า.... แต่ว่า..” เขาย้อนนึกไปถึงกาฟรีโลแล้วก็สมเพชตัวเอง
ความจริงเขาคิดที่จะเลิกกับโจเซฟมาก่อนที่กาฟรีโลจะเขามาก่อกวนด้วยซ้ำ
แต่เขาไม่อยากยอมรับ อยากผลักให้มันเป็นเรื่องของคนนอกมากกว่าตัวเอง
“แต่จะให้ฉันทำยังไงล่ะ.. ฉันชอบโจเซฟีน...ชอบมานานแล้วด้วยรู้หรือเปล่า...เธอยังจำตอนที่เราเจอกันครั้งแรกได้ไหม? ตอนงานแนะนำชมรมตอน ม.ต้น เราเจอกันครั้งแรกตอนนั้น
ฉันก็แค่คิดว่าเธอน่ารักดีตามประสาเด็กผู้ชายที่คิดว่ารุ่นน้องตัวเองน่ารัก
แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา เวลาคบกับใคร ก็คิดถึงแต่เธอ
คิดว่าถ้าคนที่ฉันคบอยู่สดใสได้เท่าเธอ เป็นตัวของตัวเองได้เท่าเธอ...
ถ้าเป็นเธอ...”
เสียงของคลอทด์เริ่มแหบลง เขาไอ
โจเซฟคิดว่าเขาพยายามกลั้นเอาไว้ไม่ให้ตัวเองร้องไห้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา
เขาไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเธอมาก่อน
แต่ดูเหมือนตอนนี้เขากำลังสารภาพทุกอย่างออกมาให้หมดในคราวเดียว
“สิ่งที่ฉันเชื่อ มันไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว...
ถ้าเพื่อผู้หญิงที่ตัวเองชอบยังไม่ได้
ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะรักษาอุดมการณ์ไปเพื่ออะไร...”
“รุ่นพี่..ขอโทษ..ขอโทษจริงๆ ค่ะ..” โจเซฟอยากกอดคลอทด์ไว้เหลือเกิน
กอดเอาไว้จนกว่าความรู้สึกผิดในใจจะจางหายไป ทำไมเธอถึงไม่เคยรู้เลย
เธอเลือกที่จะตัดช่องน้อยแต่พอตัว
“ถ้าหนู...ไม่เลือกเป็นราชินี... เราก็คง... รุ่นพี่ก็คง..ขอโทษนะคะ..
“โจเซฟเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกแล้วนี่ ไม่เป็นไรหรอก”
“ไม่ใช่ค่ะ.. เพราะหนูแยกจินตนาการกับความจริงไม่ออกต่างหาก
หนูคิดว่าถ้าหนูเป็นราชินี หนูคงได้ใช้ชีวิตอยู่ในปราสาทหลังใหญ่ๆ มีเสื้อผ้าสวยๆ
ใส่ มีเจ้าชายรูปงามมาเป็นคนรักข้างกาย เหมือนในนิทานที่หนูเขียน
หนูไม่ได้คิดไกลไปมากกว่านี้เลย....หนูมัน..เห็นแก่ตัวเกินกว่าที่ใครจะมารัก”
“ไม่ต้องพูดแล้ว..เพราะตอนนี้เธอก็เป็นราชินีที่มี
ที่มีอัศวินที่เป็นคนธรรมดาเป็นคนรักไม่ใช่หรือไง?
เรื่องแบบนั้นก็มีอยู่ในเทพนิยายบางเรื่องนี่นา?”
คลอทด์ปิดปากของโจเซฟไว้ด้วยจุมพิต โจเซฟหลับตาลง
มันไม่เหมือนกับจูบแรกเมื่อครั้งที่แล้วเลย
เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจูบของผู้ใหญ่เป็นยังไง ก่อนหน้าก็รู้แต่ภาพลางๆ
ว่ามันก็คงเหมือนกับกับฉากเลิฟซีนในหนัง แต่พอเกิดขึ้นจริงๆ
เธอกลับหาคำบรรยายใดๆ มาอธิบายไม่ได้ สติของเธอถูกฝ่ายตรงข้ามดั่งต้องมนต์สะกด
พอรู้ตัวอีกที เธอนอนลงบนเตียง ได้ยินแต่เสียงกระซิบของคลอทด์เท่านั้น
“ความจริงแล้ว ฉันก็ไม่ใช่ผู้ชายที่ดีเท่าไหร่... ถ้าเธออยากให้ฉันหยุด...”
พูดน่ะพูดได้... แต่ในสถานการณ์แบบนี้จะให้โจเซฟรวบรวมสติแล้วบอกว่า “ไม่” ออกไปได้ยังไง ใช่
มันเหมือนกับนิยายโรมานซ์ที่พวกป้าๆ หรือพวกเด็กสาวฝันหวานชอบอ่านกัน
ยังไงมันก็ต้องลงเอยแบบนี้... มันง่ายขนาดนี้.. เหมือนนิยายขนาดนี้..
จะให้ปฎิเสธอย่างชัดแจ้ง หรือเต็มใจรับไปโดยปริยายดี?
อีกทั้งในเมื่อต่างฝ่ายก็ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะไปรักกันอีกต่อไปหรือไม่ จะทำยังไง?
แต่ก่อนเรื่องราวจะพัฒนาไปยังจุดอื่น จู่ๆ ก็มีเสียงทุบที่ประตูดังปัง
ทั้งสองคนกระโจนห่างจากกันไปคนละทาง โจเซฟลูบหน้าอกตัวเองแล้วสูดหายใจเฮือกใหญ่
เมื่อครู่เธอกับคลอทด์เกือบทำอะไรกันไปแล้วนะ?
“อ่ะแฮ่ม...” เอมิล
พี่ชายของคลอทด์ทำเสียงเลียนแบบเสียงคนกระแอม “จะทำอะไรก็เห็นหัวพ่อแม่ข้างล่างนิดนึงด้วยนะครับ
พี่น้อง”
โจเซฟกลั้นเสียงหัวเราะของตัวเองไว้ แต่คลอทด์กุมขมับ
“ไอ้พี่บ้า....” เขากัดฟันพูด
---------------------------------------------
พอโจเซฟลงมาที่ชั้นล่างกับคลอทด์ พ่อกับแม่ของ เอมิลนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ
เขายังสวมชุดเครื่องแบบของโรงพยาบาลอยู่ บนโต๊ะมีขวดไวน์ ตระกร้าขนมปัง
กับเนื้อย่างซึ่งจัดใส่ถาดอย่างสวยงามเตรียมไว้เพื่อการฉลอง
ทั้งพ่อกับแม่ของคลอทด์ต่างจ้องมองหญิงสาวที่ยืนขนาบข้างลูกชายของตัวเอง
ตั้งแต่หัวจรดเท้า
“พ่อครับ แม่ครับ นี่...” คลอทด์กลืนน้ำลายอึกใหญ่
คืนนี้ทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งเอมิล ต้องออกไปกินข้าวที่ร้านข้างนอกกันนี่นา
“แฟน บอกไปเลยจบ พ่อแม่สมัยนี้เขารับกันได้”
เอมิลแขวะ “ผมเคยเจอเธอมาก่อนแล้วใช่ไหม? สวัสดีครับ” เขาทักทายโจเซฟอย่างเป็นกันเอง
คลอทด์แยกเขี้ยวปั้นหน้ายักษ์ ตอนที่นายพาแฟนตัวเองมาแนะนำพ่อแม่
กว่าจะพูดมาได้ว่านี่แฟนผมก็ปาไปเป็นชั่วโมง น่าอึดอัดจะตาย เขาคิด
“มาทานข้าวเย็นด้วยกันเลยสิ” คุณนายโรแรงค์เชิญโจเซฟ
ไม่ได้ใส่ใจสถานะภาพความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาวกับลูกชายของเธอ “พอดีร้านที่พ่อกับแม่กับกินกันเป็นประจำตอนวันครบรอบแต่งงานปิดพอดี
เลยตกลงกันว่าจะมาฉลองที่บ้านแทน เลยกลับกันมาเร็วหน่อยนะจ้ะ”
โจเซฟลังเลด้วยความงุนงงอยู่พักใหญ่ก่อนจะตอบตกลง และเลือกที่นั่งข้างๆ เอมิล
(คลอทด์นำหน้าไปนั่งที่เก้าอี้ก่อน เว้นที่ว่างไว้เพราะเขาไม่อยากนั่งข้างเอมิล
เลยเหลือที่นั่งตรงกลางไว้ให้โจเซฟนั่งเป็นรัฐกันชน)
พ่อของคลอทด์เป็นชายวัยกลางคนที่ไม่เปิดปากพูดเลยในระหว่างที่ทานอาหาร
เขาตอบโต้การสนทนาด้วยการพยักหน้าและส่ายศีรษะเท่านั้น
สายตาของเขาเย็นชาจนโจเซฟคิดกังวลว่าคุณโรแรงค์อาจจะโกรธที่คลอทด์แอบพาเธอมาที่บ้าน
หรือที่ร้ายยิ่งกว่านั้น พ่อของคลอทด์รู้ว่าเธอคือราชินีโจเซฟีน
ในเอกสารที่มาราตให้เธออ่านก็บอกอยู่ว่าคุณโรแรงค์ไม่พอใจระบอบกษัตริย์
คลอทด์ได้ส่วนจากพ่อมาเต็มๆ ทั้งสีตา สีผิวและสีผม ส่วนแม่ของคลอทด์ก็เหมือนกับเอมิลไม่มีผิด
ผิวสีคล่ำ เส้นผมสีน้ำผึ้ง ใบหน้าของเธอยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา
ช่างเป็นคู่ชีวิตที่ต่างกันเหลือเกิน
“ที่โรงพยาบาลเป็นยังไงบ้างล่ะเอมิล?” คุณนายโรแรงค์ถาม
“อืม ก็หนักอยู่นะครับ บางทีตอนดึกๆ ผมก็ต้องไปเข้าเวรตามวอร์ดคนไข้ต่างๆ
ทำงานถึงเช้าก็มี”
“อ้อ..เหรอ..?” น้องชายเย้ย
“เออ ฉันไม่ใช่พวกฟรีแลนซ์แบบแกหนิ!”
โจเซฟเข้าใจแล้วว่าทำไมคลอทด์ไม่เลือกข้างเอมิล เพราะขืนนั่งข้างกัน
มีดในมือของเอมิลได้ลอยเข้าไปในจานของใครสักคนบนโต๊ะอาหารแน่นอน “มีคนไข้หลายประเภทมาก แต่ละคนก็มีเรื่องให้วุ่นต่างกัน” เอมิลเช็ดปาก “วอร์ดที่ผมไปเข้าเวรมาเมื่อวานซืน
เป็นวอร์ดดูแลคนไข้ชรา คนสมัยนี้ไม่จิตใจทำด้วยอะไรกัน
ปล่อยให้พ่อแม่ตัวเองมานอนอยู่โรงพยาบาลแล้วไม่รู้จักดูแล”
“แต่ก็มีคนที่เขาสมัครใจไปอยู่บ้านพักคนชรานี่นา
บางคนเขาก็ไม่ได้ถือว่าอกตัญญูอะไร” คลอทด์เสริม
“ไอ้เรื่องแบบนั้นฉันก็เข้าใจอยู่ว่ามันจำเป็น แต่บางอย่างก็ไม่ไหวจริงๆ
รู้ว่าพ่อแม่ตัวเองไม่มีทางรักษาแล้วเลยปล่อยให้ตายที่โรงพยาบาล
ให้โรงพยาบาลจัดการเรื่องทำศพให้ ถึงจะเป็นโรงพยาบาลรัฐแต่ก็ไม่ใช่มูลนิธินะว้อย
เราไม่มีหน้าที่นี้ซักหน่อย ปีนึงก็จ่ายไม่ใช่น้อยๆ
เงินภาษีที่ควรจะเอามาลงกับการสาธารณสุขหรือการศึกษามาผลิตหมอดีๆ
ก็หายไปไหนหมดก็ไม่รู้ “
“คงจะไปลงกับทหารหมดแล้วล่ะมั้ง?” น้องชายหัวเราะ
“ถูกเผง....มันถึงได้เอารถถังออกมาได้ทั่วไง”
เอมิลรินไวน์ให้คลอทด์ (“ฉันรู้ว่าแกอายุยังไม่ถึง
แต่ถือว่าเป็นโอกาสพิเศษ” เขาสำทับ)
โจเซฟนั่งอึ้ง นี่คือบทสนทนาระหว่างกินข้าว เป็นประจำของบ้านนี่เหรอ? ไม่แปลกใจเลยที่คลอทด์จะโตขึ้นมาเป็นแบบนี้
ที่บ้านเธอจะพูดเรื่องการเมืองก็ต้องช่วงการเมืองพีคเท่านั้นแหละ
“ถึงจะบอกว่าคนแก่จะสมัครใจอยู่ ไม่มีลูกหลานมาดูก็ไม่เป็นไร แต่ลึกๆ
แล้วคนแก่แกคงจะเหงาเหมือนกันแหละ ตอนที่เข้าไป
พวกแกต้อนรับผมอย่างกับเป็นลูกเป็นหลานจริงๆ” เอมิลวางแก้วไวน์ของตัวเองลง
ทำสีหน้าครุ่นคิด “แต่ว่านะ....แต่ว่ามีคุณยายคนนึงที่ผมงงกับแกจริงๆ
แกเป็นโรคมะเร็งในสมองแล้วลามไปถึงปอดรักษายากมาก
แต่โชคดีที่มีหมอจากเยอรมันมาช่วยผ่าตัดให้ จนคุณยายแกหายดี
แต่ก็ไม่มีลูกหลายมารับแกกลับบ้าน ผมได้ยินจากพยาบาลมาว่า
แต่พอย้ายมาครอบครัวก็ไม่เคยมาเยี่ยมอีกเลย แล้วครอบครัวแกก็ย้ายไปต่างประเทศไม่มีข่าวคราว
คุณยายสุขภาพแข็งแรงมาก ต้องทำกายภาพบำบัดแต่ก็ไม่มาก
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็บอกว่าแกก็ไม่มีปัญหาเรื่องเงิน
โรงพยาบาลได้รับเงินดูแลแกจากครอบครัวแกตลอด แต่ผมสงสัยว่าทำไม ไม่มีญาติมารับแกไป
อยู่โรงพยาบาลตลอดแบบนี้ คนแก่อาจติดเชื้อโรคเชื้อได้ ผมเลยอยากให้แกกลับบ้าน
แต่คุณยายกลับบอกว่า อยู่ที่นี้สบายดีแล้ว
ตอนนี้ครอบครัวของคุณยายต้องทำงานใหญ่เพื่อทุกคน
ถ้าแกกลับไปอยู่คงจะเป็นภาระกับทุกคนมากกว่า
ผมถามย้ำอีกทีว่าคุณยายคิดอย่างนั้นจริงๆ หรือ คุณยายก็ยังบอกว่าแกเลือกที่จะมาอยู่ที่นี้เองจริงๆ
แล้วแกก็รู้ ว่าทุกคนในครอบครัวรักแกมาก ผมสงสัยจริงๆ
ว่าครอบครัวของแกเป็นใครกันแน่? ทำแบบนี้ไม่ว่าจะยังไงก็ไม่ถูก”
อธิบายจบเอมิลก็ส่งขวดเกลือกับพริกไทยให้คุณโรแรงค์ก่อนที่แกจะเอ่ยขอ
จากอาการของหญิงชราที่เอมิลเล่าให้ฟัง ของครอบครัวของแกที่ต้องทำงานใหญ่ลักษณะคำพูดคำจา
ประกอบกับปัจจัยต่างๆ หญิงชราที่เอมิลพูดถึงอยู่คือคุณยายของโจเซฟนั่นเอง
มือโจเซฟสั่นจนจับส้อมกับมีดไม่ได้ ต้องวางลงกับโต๊ะ
คุณยายต้องอยู่โรงพยาบาลคนเดียวเช่นเดียวกับคนชราที่ถูกลูกหลานทอดทิ้ง
ตลอดเวลามานี้เธอสงสัยอยู่ตลอดว่าตอนนี้คุณยายจะเป็นยังไงแล้วบ้าง
คุณยายจะยังคิดถึงเธออยู่อีกบ้างไหใ โจเซฟไม่ได้คิดทิ้งคุณยาย
เธอคิดถึงคุณยายเหลือเกิน แต่ก็ไปหาไม่ได้
เธอก็โกรธเอมิลไม่ได้ด้วยที่วิพากษ์วิจารณ์ครอบครัวเธอแบบนั้นทั้งที่ไม่รู้
ข้อมูลเบื้องหลัง ไม่ว่าใคร ถ้ามองจากภายนอก
ก็ต้องคิดว่าหญิงชราคนนี้ถูกครอบครัวทอดทิ้งอย่างไม่มีข้อแก้ตัว
“นายเป็นหมอ ไม่เห็นต้องคิดแทนคนไข้เลย” เขาแย้งพี่ชายตัวเอง
คลอทด์เห็นโจเซฟทำท่าไม่ดี ก็พอเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น
เขาเลยหยุดพี่ชายไม่ให้พูดต่อ
“ฉันไม่ได้คิดแทนคนไข้ ฉันพูดตามที่ฉันได้เห็นมา
คนป่วยที่อยู่โรงพยาบาลคนเดียวไม่มีคนมาเยี่ยม ถึงปากจะบอกไม่เป็นไร
แต่ร่างกายมันไม่ไปตายด้วยหรอกนะ ยังไงอาการก็ต้องทรุดลงสักวัน”
“แต่นายไม่ต้องไปสอดรู้เรื่องชีวิตคนไข้มากขนาดนั้นก็ได้”
“ฉันเป็นหมอ การที่คนไข้ใช้ชีวิตเป็นผลร้ายกับสุขภาพร่างกายของตัวเองก็เป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องห้าม
นายไม่รู้อะไรเรื่องหมอ ก็เงียบๆ ไปซะเถอะไป”
“เอาน่าๆ พอได้แล้วทั้งสองคน อย่ามาทะเลาะกันสิ
วันนี้เป็นวันดีของพ่อกับแม่ แล้วเราก็มีแขกด้วยนะ” คุณนายโรแรงค์ปราม
“ขอโทษครับแม่”
“ขอโทษครับเจย์”
เอมิลขอโทษคุณโรแรงค์ที่ไม่ได้พูดอะไร แต่เริ่มขมวดคิ้ว
กับข้าวที่เพิ่งกินเข้าไปขึ้นมาจุกอยู่ที่คอของโจเซฟจนอยากจะคายออกมา
เธอเตรียมลุกกลับบ้านและขอบคุณครอบครัวโรแรงค์ที่เลี้ยงอาหารเย็น แต่คุณโรแรงค์หยุดเธอไว้ก่อน
“อาหารไม่ถูกปากเหรอครับ?”
โจเซฟไม่คิดว่าคุณโรแรงค์จะเอ่ยปากพูดกับเธอก่อนเลยตกใจเล็กน้อย
คุณนายโรแรงค์ทำหน้าเป็นห่วง
ทุกคนในครอบครัวทำให้เธอหวนระลึกถึงสมัยก่อนที่เธอยังอยู่ที่บ้านเก่า มีพ่อแม่
มาร์ซี่ แล้วก็...คุณยาย นั่งกินข้าวด้วยกัน ดูทีวี คุยกัน ทุกเย็น
หลังจากพ่อกลับมาทำงาน
แม่จะเรียกเธอกับมาร์ซี่ซึ่งกำลังทำการบ้านอยู่ให้ลงมากินข้าว ทุกๆ มื้อ
มาร์ซี่จะขอเติมข้าวเสมอ และแม่ก็จะทำอาหารเป็นพิเศษให้กับคุณยายทุกมื้อด้วย
ระหว่างกินข้าวกันพ่อกับแม่ก็เถียงกันเรื่องละครในทีวี
เพราะพ่อตามเรื่องไม่ทันแล้วก็ถามแม่ตลอดว่าเกิดอะไรขึ้น
บางทีมาร์ซี่ก็อยากดูการ์ตูน แต่คนอื่นจะดูข่าว เมื่อก่อนเธอคิดว่ามันน่ารำคาญ
จนต้องเสียมันไปเธอถึงรู้ว่ามันสำคัญแค่ไหน
ภาพแบบนั้น
มันคงกลับไม่กลับมาอีกแล้ว ทุกวันนี้พ่อกับแม่ก็ต้องทำหน้านี้ของสำนักพระราชวัง
ไปเยี่ยมเยือนองค์กรการกุศลต่างๆ
ทั้งหมดก็เพื่อให้ภาพลักษณ์ความเป็นราชินีของเธอดีขึ้น
มาร์ซี่ก็ต้องเรียนพิเศษจนถึงดึกดื่น เพราะมาราตเห็นว่ามาร์ซี่เก่งแต่เรื่องกีฬา
แต่เจ้าชายที่ดีควรจะเก่งทั้งบู๊ทั้งบุ๋น ส่วนคุณยาย ก็อยู่คนเดียวที่โรงพยาบาล
“คือหนู....หนูไม่ได้กินข้าวพร้อมหน้ากับพี่บ้านมานานแล้วค่ะ.....” โจเซฟตอบ ทุกคนเห็นใจโตเซฟ แต่ไม่รู้จะพูดปลอบอย่างไร
คลอทด์ก็ไม่อยากพูดเพราะกลัวลับแตก
ทุกคนเงียบกริบจนกระทั่งคุณโรแรงค์เริ่มพูดอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้นก็ถือซะว่าที่นี้เป็นครอบครัวของคุณหนูก็แล้วกัน” แม้ดวงตาจะยังดูเย็นชา แต่ยิ้มเล็กๆ นั้นก็อบอุ่น
โจเซฟสั่นเทิ้มไปทั้งตัวด้วยความปิติ
“พ่อ..” คลอทด์ยิ้มให้คุณโรแรงค์
“เอาล่ะ ถ้างั้น ก็ทานสลัดที่ผมทำให้เยอะๆ นะ! เติมได้ไม่อั้นจ้า!”
เอมิลเดินไปที่ครัวแล้วหอบเอาถ้วยสลัดถ้วยใหญ่มา
เขาโปะสลัดผักกองใหญ่ลงบนจานของโจเซฟ ความจริงสลัดก็น่าจะอร่อยอยู่
แต่เอมิลใส่น้ำสลัดมาเกินไปจนเยิ้ม ดูน่ากลัวมากกว่าน่าทาน
โจเซฟทานอาหารเย็นกับครอบครัวโรแรงค์จน ถึงสามทุ่ม
เธอได้เรื่องราวหลายเรื่องของครอบครัวจากบทสนทนา
คุณนายโรแรงค์เล่าให้ฟังถึงตอนที่เธอกับคุณโรแรงค์พบกันเป็นครั้งแรก
คุณโรแรงค์เป็นช่างภาพอิสระที่เข้ามาถ่ายรูปสงครามในประเทศที่เอมิลกับคุณ
นายโรแรงค์เลยอยู่ ทั้งสองตกหลุมรักกัน
แต่ก็มีเหตุต้องทำให้พรากจากกันไปเป็นเวลาถึงห้าปี คุณโรแรงค์ไม่แสดงออกหรือตอบสนองอะไรมากนักในระหว่างที่ภรรยาเล่าอยู่
แต่การที่เขากุมมือภรรยาไปตลอดเวลา ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขารักภรรยาแค่ไหน
อีกเรื่องที่โจเซฟรู้คือ
ความจริงแล้วคลอทด์กับเอมิลเป็นพี่น้องสนิทกันมากถึงแม้ว่าจะทำตัวเป็น
ทะเลาะกันอยู่ตลอดเวลาก็ตาม
ครอบครัวที่อบอุ่นแบบนี้
จะทำร้ายเธอได้อย่างไร? พวกมาราตน่ะแหละที่เพ้อเจ้อ
ใส่ร้ายคนอื่นโดยไม่มีหลักฐาน โจเซฟคิดในใจ
คลอทด์ออกมาส่งเธอที่หน้าบ้าน
เขาส่งกล่องใส่สลัดที่เอมิลคะยั้นคะยอให้โจเซฟเอากลับบ้าน เพราะว่าไม่มีใครทานหมด
“เรื่องที่คุยกันก่อนหน้านี้ ก็ลืมๆ ไปซะนะ” เขาบอก
“ค่ะ.. หนูก็บ้าเองที่พูดอะไรแบบนั้นออกไป”
“อาทิตย์หน้า หลังจากพิธีจบการศึกษา ไปเที่ยวกับฉันไหม?” วันศุกร์หน้าจะมีปัจฉิมนิเทศและพิธีจบการศึกษาของนักเรียน ม.6
“อื้อ! ไปสิคะ!” โจเซฟตอบโดยไม่ลังเล
“ถ้างั้น เจอกันวันอาทิตย์ตอนสิบเอ็ดโมง
ที่น้ำพุที่สวนสาธารณะข้างโรงเรียนนะ!”
ก่อนที่เธอเดินไปที่รถของสำนักพระราชวังที่จอดรออยู่ เธอเข้าไปประชิดคลอทด์
จูบลงตรงแก้มของชายหนุ่มเบาๆ คลอทด์หน้าแดงเรื่อเมื่อเมื่อกลิ่นน้ำหอมจางๆ สัมผัสลงที่ผิวหน้า
“รุ่นพี่คะ ขอบคุณนะคะ ที่ทำให้หนูรู้ว่า
หนูก็ยังเป็นคนธรรมดาอยู่..” เธอกระซิบที่ข้างหูชายหนุ่ม
แล้ววิ่งหายไปในความมืดเหมือนกับซินเดอเรลล่าผู้ต้องวิ่งหนีเจ้าชายเมื่อถึงเที่ยงคืน
คลอทด์ยังยืนอยู่ที่เดิม ความอบอุ่นที่แก้ม
“คิดดีแล้วเหรอ ที่เลือกน้องผู้หญิงคนนี้?” เอมิลเดินตามมาหน้าบ้าน
เมื่อเห็นรถของโจเซฟออกไปแล้ว
“อือ..”
พี่ชายของเขารู้ตั้งแต่แรกที่ได้เจอโจเซฟแล้วว่าโจเซฟคือพระราชินี
แต่เพราะไม่อยากให้พ่อกับแม่เป็นห่วงเลยทำเป็นไม่รู้เรื่องไว้
“นายเป็นคนตัดสินใจเอง ฉันเข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้หรอกว่ะ
แต่ถ้านายเป็นอะไรไป คนที่เสียใจที่สุดคือพ่อนายกับแม่นะ”
ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในภาวะเสี่ยง?
คลอทด์อยากให้เอมิลหุบปากแล้วหันมามองว่า เขาเสียใจแค่ไหนกับเรื่องนี้
ไม่ปลอบใจแล้วยังมาทำให้เขาต้องเป็นห่วงยิ่งกว่าเดิมอีก
“แล้วนายไม่เสียใจหรือไงเอมิล?”
“ฉันไม่อยากพูดเรื่องที่ยังไม่เกิด เลิกเพ้อเจ้อแล้วไปช่วยแม่ล้างจานซะ”
เอมิลเดินหลับเข้าบ้าน คลอทด์เสียใจที่พูดออกไปอย่างนั้นกับพี่ชาย
แต่ตอนที่เอมิลจะเปิดประตูรั้ว เขาก็เอ่ยกับคลอทด์อีกครั้ง
“คลอทด์ นายคงนึกคิดมาตลอดสินะ ว่าฉันอิจฉานายเพราะนายแย่งความรักจากแม่
นายเลยกลัวอยู่ตลอดว่าฉันเกลียดนาย เราสองคนพี่น้อง
ก็เลยมีช่องว่างระหว่างกันอยู่ตลอดเวลา”
คำพูดทิ้งท้ายของพี่ชายพาเอาคลอทด์พูดไม่ออก เขาปฎิเสธไม่ลง
เขากลัวอยู่ตลอดว่าเอมิลลูกติดแม่จะอิจฉาเขาเพราะเขาเกิดทีหลัง
ได้รับความรักจากทั้งพ่อทั้งแม่
ในขณะที่เอมิลไม่มีพ่อและยังต้องพบเจอความโหดร้ายของสงครามในวัยเด็กมาอีก “แต่ฉันไม่เคยเกลียดนาย
นายไม่เคยรู้หรอกว่าฉันรักพ่อนายเหมือนกับพ่อฉันจริงๆ แล้วฉันดีใจมากแค่ไหนตอนที่นายเกิดมา
เรื่องที่ฉันพูดในวันนี้ ขอให้เก็บไปคิดด้วย...” พูดจบเอมิลก็กลับเข้าบ้านไป ทิ้งคลอทด์ไว้
คลอทด์เงยหน้ามองขึ้นบนท้องฟ้า แถบชานเมืองยังพอเห็นดาวได้อยู่บ้าง
แต่ก็ยังน้อยกว่าชนบท
ฉับพลันเมฆครึ้มก็ลอยปกคลุมท้องฟ้า ฝนกำลังจะตกในอีกไม่นาน
----------------------------------------------------
กาฟรีโลวางช่อดอกคาเมเลียไว้หน้าหลุมศพเดิมที่เขาเคยมา เมื่อคืนเพิ่งมีฝนตกหนัก
หญ้ารอบหลุมศพเลยยังชื้นอยู่ หน้าของรูปปั้นเทวดาประดับหลุมซะเปื้อนขี้ดินสีน้ำตาล
เขาใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าของรูปปั้นเบาๆ ข้างๆ ช่อดอกไม้ของเขา
มีช่อดอกคาเมียอีกช่อที่วางไว้ ดอกคาเมเลียช่อนั่นเหี่ยวแห้งไปตามเวลา
สีแดงสดปลี่ยนเป็นสีแดงน้ำตาลไหม้ๆ
นอกจากเขาแล้ว ยังมีคนอีกคนนึงที่นำดอกคาเมเลียมาเคารพหลุมศพนี้ทุกเดือน
คนคนนั้นคือคนโศกเศร้าเพราะความตายของผู้ที่นอนอยู่ใต้หลุมศพนี้
คนที่รักผู้ที่นอนอยู่ใต้มากกว่าใคร และมากกว่ากาฟรีโลเป็นร้อยพันเท่า
“สวัสดีครับ”
กาฟรีโลรับโทรศัพท์จากเบอร์นิรนามที่โทรเข้ามาในมือถือ “ครับ.. เข้าใจแล้วครับ...” เขาตอบรับแล้ววางสาย
“ไว้เดือนหน้า...จะมาเยี่ยมใหม่นะครับ...”
เด็กหนุ่มบอกลาหลุมศพ แล้วจึงกลับไปที่รถซึ่งหัวหน้าพ่อบ้านจอดรอรับไว้
“อมุนเชนด์ วันอาทิตย์หน้าผมต้องออกไปทำงาน ช่วยเตรียมรถให้ด้วย” เขาสั่งวาดแผนการสำหรับงานในอาทิตย์ในหัว
Republican Nostalgia ตอนหน้า
กาฟรีโลเริ่มเคลื่อนไหว คลอทด์กับโจเซฟจะเป็นอย่างไรต่อไป
"หยุด..หยุดนะ.."
"พวกคุณยังมาห่วงเรื่องศีลธรรมในวินาทีสุดท้ายกันอีกเหรอ?"
ใจจริงเขาอยากยิงคลอทด์ให้ตายๆ ไปซะ ถ้าจะทำมันก็ง่ายนิดเีดียว
ผลสุดท้าย สำคัญที่สุด ไม่ใช่วิธีการ


แต่ว่าแล้วยังไงก็มีขัดจังหวะ อิๆ
คุณโซใช้เวลานานมั้ยคะกว่าจะบิ๊วออกมาได้
คุณโรแรงค์เป็นน้องชายของอีโนล่าเพื่อนของลุงแอชลีย์ใช่มั้ยคะ?
#1 By Aijou~ on 2009-07-29 09:26