[FIC] Republican Nostalgia ตอนที่ 15 เช้าวันอาทิตย์
posted on 11 Aug 2009 14:11 by bosie
Republican Nostalgia
ตอนที่ 15 เช้าวันอาทิตย์
งานปัจฉิมนิเทศและพิธีจบการศึกษาของโรงเรียนมัธยมปลายไวร์มาห์ก็ยังเหมือนๆ
เดิมทุกปี หลังการการแสดงดนตรีของชุมนุมดนตรีคลาสสิกเป็นการโหมโรง
ผู้อำนวยการก็ออกมาให้โอวาทที่ความจริงแล้วในกำหนดของทุกปีจะเขียนว่าห้านาที
แต่ในทางปฏิบัติ ด้วยความปารถนาดีของท่านผู้อำนวยการที่มีแก่นักเรียนทุกคน การให้โอวาทก็กลายเป็นการเทศนาสั่งสอนยาวนานเกือบครึ่งชั่วโมง
ผู้อำนวยการโรงเรียนพูดตามบทที่เขากับภรรยาร่างไว้เมื่อคืนก่อน
วันนี้เขาตั้งใจว่าจะพูดหน้าที่ของการเป็นพลเมืองที่ดีของราชอาณาจักร
(โชคยังดีที่เมื่อเช้าผู้อำนวยการอ่านทวนบทอีกรอบหนึ่งก่อน
เขาจึงพบว่าตัวเองยังเขียนคำว่าสาธารณรัฐลงไปอยู่ ถ้าเขาเผลอหลุดพูดคำว่าสาธารณรัฐออกมา
มีหวังคงโดนสอบสวน
และชีวิตหลังวัยเกษียณของเขาที่จะมาถึงในอีกสามอาทิตย์ก็คงจะไม่มีความสุข)
ท่านผู้อำนวยการยังพูดเรื่อง ความสามัคคีในหมู่นักเรียน ความช่วยเหลือ เกื้อกูล
การมองโลกในแง่ดี ความเอื้อเฝื่อเผื่อแผ่ การละเว้นจากอบายมุข
และอีกมากมายที่เขาคิดว่าเด็กวัยรุ่นในยุคปัจจุบันควรจะจำใส่ใจ
“หลังจากที่พวกเธอจบการศึกษาไปแล้ว
พวกเธอก็จะไม่ใช่เด็กอีกต่อไป พวกเธอจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม...” ผู้อำนวยการโรงเรียนประกาศ
เขาย้ำประโยคนี้เป็นรอบที่สิบ กันไม่ให้นักเรียนทั้งหลายลืม ตลอดอายุพนักงาน..
(เอ๊ย) ข้าราชการสี่สิบปีของเขา
เขาภูมิใจเป็นนักเป็นหนากับหน้าที่สร้างทรัพยากรบุคคลขึ้นมาเพื่อทำนุบำรุงสาธา.. (เอ๊ย)
ราชอาณาจักรเป็นอย่างยิ่ง
โอวาทของผู้อำนวยการก็ยังเป็นอาวุธอานุภาพสูงเช่นเดิม
นักเรียนหลายคนพิงเก้าอี้นั่งหลับ บางคนหนักหน่อยก็ซบกับเพื่อนๆ คนข้างๆ บ้าง
พวกครูไม่ออกมาห้ามปรามอะไร เพราะแม้แต่อาจารย์บางคนเองก็ยังทนไม่ได้ พล่อยหลับไป
ความจริงคลอทด์ต้องร่วมพิธีจบการศึกษาในวันนี้ด้วย
แต่เขาชิ่งหนีออกมาก่อนโอวาทของผู้อำนวยการ
เขาดูแปลกตาไปเพราะนี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่วันปฐมนิเทศเมื่อสามปีก่อนที่เขาใส่เครื่องแบบนักเรียนอย่างถูกระเบียบ เขาเข้าไปในห้องชุมนุมศิลปะ
รุ่นน้องในชุมนุมกลุ่มหนึ่งซึ่งนั่งทำงานอยู่ทักทายและพูดแสดงความยินดี เขามาเก็บสัมภาระและอุปกรณ์วาดรูป
สามปีที่ผ่านมา ห้องชุมนุมแห่งนี้ได้กลายเป็นบ้านหลังที่สองของเขาไปโดยปริยาย
ความทรงจำกับเพื่อนๆ และผลงานมากมายรวมอยู่ที่นี้ หลังจากเรียนจบไป
คลอทด์คงคิดถึงห้องชุมนุมแน่นอน
ชายหนุ่มเรียงจานสีและพู่กันใส่ถุงพลาสติกไปใหญ่ที่เขาเตรียมมา
เขาบอกรุ่นน้องว่าถ้าพวกเด็กๆ
ที่ยังอยู่เห็นว่ารูปภาพของเขาไม่รกฝาผนังให้ปล่อยไว้อย่างนั้น
ถือซะว่าเป็นของที่ระลึกจากรุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปแล้ว เหล่ารุ่นน้องรับปากอย่างดีพร้อมทั้งล้อเล่นว่า
คงไม่มีใครกล้ารูปของคลอทด์ลงจากฝาผนัง ให้ห้องชุมนุมดูสกปรกยิ่งกว่าเดิมหรอก
เพราะนอกจากภาพวาดของคลอทด์แล้ว
ก็แทบจะไม่มีผลงานของสมาชิกชุมนุมคนไหนที่เข้าตาพอมาเป็นของประดับห้อง
ตู้หนังสือของชุมนุมมีหนังสือเกี่ยวกับศิลปะรวมถึงหนังสือที่สมาชิกตั้งแต่รุ่นเก่าเอามาอ่านแล้วทิ้งไว้ไม่เอากลับเรียงไว้เต็มชั้น
คลอทด์ได้อ่านหนังสือหลายๆ เล่มจากตู้หนังสือหลังนี้ และหลายเล่มก็หลายเป็นหนังสือเล่มโปรดของเขา
เขาเอาเก้าอี้มาทำเป็นบันไดปีนขึ้นไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งจากหลังตู้
ปัดขี้ฝุ่นสกปรกออกจากปกหนังสือ หน้าปกเขียนชื่อเรื่อง “แวร์เทอร์ระทม” โดย
โยฮันน์ โวล์ฟกัง คลอทด์เปิดหนังสือแต่เขากลับไม่ได้สนใจเนื้อหาหนังสือเลย ตรงหน้ากลางมีกระดาษวาดเขียนแผ่นเท่าไปรษณียบัตรขั้นไว้
กรอบกระดาษกลายเป็นสีเหลืองไปตามการเวลา รูปในกระดาษคือรูปสเก๊ตของโจเซฟ
ในรูปเธอทำหน้าบูดไม่พอใจอะไรสักอย่าง
คลอทด์สเก๊ตรูปนี้หลังจากที่ได้เจอโจเซฟครั้งแรกที่งานแนะนำชมรมตอน
ม. ต้น ข้างใต้รูปมีเขียนไว้ว่า “ไอ้นี้กินได้หรือเปล่า?” บันทึกประโยคแรกที่เขาได้ยินโจเซฟพูด เขาจำได้แม่นเพราะตอนที่เขานั่งเฝ้าบูธชมรมศิลปะอย่างน่าเบื่อ
ก็มีเด็กผู้หญิงผมสั้นกุดตัวผอมลีบเดินเข้ามาด้อมๆ มองๆ ดูรูปวาดของเขา
เธอสะดุดตากับเครื่องปั้นดินเหนียวที่ทำเลียนแบบของกินขนาดเท่าจริง
เธอชี้ไปที่ดินเหนียวปั้นรูปขนมปังกระเทียม แล้วถามเขาว่า “ไอ้นี้กินได้หรือเปล่า?” เขานึกว่าเธอตั้งใจจะกวนเขาเลยตอบกลับไปว่า
“ของมันปลอมจะกินได้ไงล่ะ นี่ไม่ใช่ชมรมคหกรรมนะเธอ”
โจเซฟทำหน้างอแล้วโต้เขากลับทันที “คนเขาพูดแบบนี้
แปลว่าเพราะมันเหมือนจริงมากเลยตะหากไงล่ะ นี่กำลังชมอยู่นะ” คลอทด์จำได้ว่าเขาแทบหัวเราะตกเก้าอี้
เพราะโจเซฟพูดในขณะที่ตัวเองหน้าแดงเป็นลูกตำลึงเพราะความเขินอาย เธอนึกว่าดินเหนียวคือขนมปังกระเทียมของจริง
แต่พูดแบบนั้นออกมาเพื่อนแก้เกี้ยว เขาขอโทษขอโพยสาวน้อยแล้วแนะนำให้เธอเข้าชมรมตามปกติ
โจเซฟหายโกรธแล้วก็ฟังเขาพูดอย่างสนอกสนใจ เขากลับมาที่บ้าน
ก็รีบมาสเก็ตภาพเธอแล้วเขียนคำพูดนั้นเก็บไว้
ปกติแล้วเขามักใช้รูปภาพของตัวเองที่วาดเล่นๆ แทนที่ขั้นหนังสือเสมอ บางทีก็เลยลืมไปว่าเขาทิ้งที่ขั้นหนังสือไว้ในหนังสือเล่มไหนไหนบ้าง
แต่จู่ๆ พอมาเก็บของเขาก็นึกขึ้นได้ว่ามีรูปของโจเซฟในหนังสือเล่มนี้
เขาค่อยๆ เก็บรูปภาพนั้นลงในกระเป๋าเสื้อ
เก็บข้าวของแล้วบอกลารุ่นน้อง
-------------------------------------------------------
วันนี้คลอทด์จะรออยู่ที่สวนสาธารณะตอน
11 โมง...
โจเซฟนอนไม่หลับทั้งคืน
เมื่อคืนเธอก็เอาเสื้อผ้าเกือบทั้งตู้มาเรียงบนพื้นแล้วก็ลองใส่ดูว่าชุดไหนสวยที่สุด
(ที่บอกว่าเกือบเพราะว่าขนาดแค่ตู้เล็กๆ ในห้อง
ก็มีชุดมากมายจนเธอเอาลงมาทั้งหมดไม่ไหว) แต่ชุดที่มีอยู่ในตู้ทั้งหมด
ก็เป็นของที่พวกมาราตจัดให้ทั้งนั้น จะให้ใส่ชุดไหนก็ดูเหมือนยายแกอายุสี่สิบกว่าๆ
อยู่ดี เธอย้ำนักย้ำหนากับพวกแม่บ้านคุณนายทั้งหลายว่า ช่วยซื้อชุดไปรเวทธรรมดาๆ แต่ก็ได้รับคำตอบเดิมๆ
กลับมาเสมอคือ “ราชินี แต่งตัวแบบคนธรรมดาไม่ได้เพคะ”
ชุดที่ดูจะเหมือนคนธรรมดาที่สุดก็คือชุดเครื่องแบบกะลาสีสีน้ำตาลที่เธอเคยใส่ตอนวันแรกๆ
ที่เข้ารับตำแหน่ง โจเซฟเปลี่ยนเสื้อผ้า ลองทำทรงผมให้เรียบร้อยเข้ากับชุดดูบ้าง ไม่เอาสเปรย์ฉีดผมให้หัวหลายเป็นนกแก้วอย่างเคย
ไม่แน่ว่าคลอทด์อาจจะชมว่าได้ชมว่าดูดีขึ้นก็ได้ ยังไงรุ่นพี่ก็ชอบของแนวเรโทรๆ
อยู่แล้วนี่นา
วันนี้จะทำอะไรดี?
เธอก็ไม่เคยไปเดทกับใครเป็นเรื่องเป็นราวเสียด้วย
เธอกับรุ่นพี่ก็คงจะทำอย่างคู่รักวัยรุ่นทำเวลาไปเดทกัน ไปดูหนัง ไปกินข้าว
ตบท้ายด้วยของหวานสุดโรแมนติก
บางทีตอนเย็นรุ่นพี่อาจจะชวนไปทานข้าวเย็นกับที่บ้านก็ได้ แต่ถ้าอย่างนั้น
ก่อนจะไปเธอก็คงต้องซื้อของติดไม้ติดมือไปให้คนที่บ้านคลอทด์บ้างแล้วล่ะ
โดยเฉพาะพี่ชายของคลอทด์ที่อุตส่าห์ทำสลัดมาให้ทานครั้งก่อน
(แม้ว่าสุดท้ายแล้วเธอจะทานไม่หมดก็ตาม)
โจเซฟเลือกรองเท้าหนังสีดำให้ดูธรรมดาเหมือนชุดนักเรียนโรงเรียนประจำที่สุด
เธอผูกเชือกรองเท้า ก้าวขาไปเปิดประตูห้อง แต่ก็ต้องประหลาดเมื่อเธอเปิดประตูไม่ออก
ลองบิดลูกบิดอีกที แต่ลูกบิดกลับไม่หมุน
ประตูถูกล็อกจากข้างนอก
แม้เธอจะออกแรงดึง แต่ประตูก็ไม่มีท่าว่าจะขยับ
-------------------------------------------------------
คลอทด์นำรูปที่เขาวาดไว้เมื่อคืนมาด้วยกะว่าจะให้โจเซฟเป็นของขวัญการเดท
จากนี้ไปเขาคงไม่ได้เจอโจเซฟได้บ่อยๆ เหมือนเคย เขาก็คงต้องหางานทำ
อาจจะเป็นช่างภาพอิสระ หรืออยู่สังกัด หรือคิดเรียนต่ออย่างที่แม่อยากให้เรียน
ถึงแม้มันจะขัดกับความฝันของเขาที่อยากออกไปเป็นศิลปินอิสระ
ได้เที่ยวรอบโลกเหมือนกับพ่อ แต่เขาไม่ยอมให้พี่ชายเอาแต่เลี้ยงครอบครัวอยู่ฝ่ายเดียวหรอก
ไอ้เรื่องความฝัน เอาไว้ทีหลังมันก็คงไม่สาย
ฝนเริ่มตั้งเค้า เขาดูนาฬิกา ตอนนี้ก็ 11 โมงแล้วแต่โจเซฟยังมา ตอนนี้โจเซฟก็ไม่มีมือถือแล้วเสียด้วย
แต่เขาก็ยังบอกตัวเองว่าอาจจะเป็นเพราะรถติด
การจราจรของประเทศนี้มันเชื่อใจได้ที่ไหน เธออาจจะมาสายไปสักสิบห้านาทีก็ได้
“คลอเดียส โรแรงค์ โดโนวาน”
ชายคนหนึ่งเรียกชื่อเขาด้วยชื่อเต็ม
คลอทด์รีบหันไปมองทางเสียง ลางสังหรณ์ที่มีอยู่ในใจ
ใครกันจะเรียกชื่อเขาด้วยชื่อเต็มนอกจากคนรู้จักเขาในนามของทางการเท่านั้น
และคนของทางการที่รู้จักเขาก็มีได้พวกเดียว.... คนที่เกี่ยวข้องกับโจเซฟ
“ครับ?” คลอทด์ตอบรับชายวัยกลางคนที่สวมสูทและถือถือร่มไว้ในมือ
เขาดูเหมือนมนุษย์เงินเดือนธรรมดาทั่วไป นอกเสียจากว่า
เบื้องหลังของเขาคือชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ คลอทด์ถอยก้าวหนึ่งไปตั้งหลัก
ทำไมเขาไม่สังเกตมาก่อนเลยว่าสวนสาธารณะวันนี้ดูผิดตาไปเพราะแทบไม่มีคนมาใช้บริการเลยต่างจากทุกที
แถมตอนนี้ตามหลังเสาไฟและตามต้นไม้ ก็มีคนที่คอยแอบมองดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ
คนพวกนี้
ไม่ได้มาเพราะหวังดีกับเขาแน่ๆ และเขาก็พอรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น...
“กรุณาออกไปจากประเทศนี้ด้วย ทางเราจะส่งเสียค่าใช้จ่าย แต่ขอเพียงอย่างเดียว
ให้คุณออกไปจากประเทศนี้” เขาบอก
เมื่อเห็นได้ว่าคลอทด์พอจะดูสถานการณ์ออก
เด็กหนุ่มคนนี้เฉลียวฉลาดและระวังตัวเรื่องความสัมพันธ์ของตัวเองกับองค์ราชินีตามที่พวกเขาได้รายงานมาจริงๆ
“ทำไม?”
“เพื่อพิทักษ์ความปลอดภัยขององค์ราชินี”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผม? ผมไม่มีทางทำอะไรโจเซฟ..
เอ่อ.. ราชินีโจเซฟีน ผมมีหน้าที่ต้องปกป้องพระองค์ด้วยซ้ำ”
“คุณโรแรงค์.... ในความรู้สึกเบื้องลึกของคุณนั้นอยากทำเป็นนั้นจริงๆ หรือ?”
“แล้วคนที่ฝักใฝ่ในลัทธิที่ถือว่าเป็นลัทธินอกรีตสำหรับราชอาณาจักรหรือที่หรือจะปกป้องพระราชินี? มันไม่ใช่..ความคิดที่ตรงกันข้ามกันไปหน่อยหรือคุณโรแรงค์”
ชายวัยกลางคนขยับแว่น ชายฉกรรจ์ที่อยู่ข้างหลังก้าวเข้ามารวมกลุ่มกัน คลอทด์รู้สึกเหมือนตบที่หน้าอย่างแรง เขาไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนั้นยังไงดี แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คนพวกนี้ต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาในมืออย่างมากพอให้พูดเรื่องอย่างนั้นขึ้นมากดดัน
“มันไม่ใช่อย่างนั้น...”
“แล้วคุณจะแน่ในตัวเองได้อย่างไรว่าสักวันนึง ไอ้นิทานแห่งการปฎิวัติเหล่านั้นจะไม่ทำให้คุณทรยศองค์ราชินี คุณเองก็ยังเด็ก เรื่องระหว่างคุณกับองค์ราชินีมันก็เป็นแค่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของเด็กวัยรุ่น มีรักมีเลิกได้ตลอดเวลา พระราชินีก็ทรงหลงรักคุณไปตามพระชันษา แม้ในตอนนี้ปากคุณจะบอกว่าคุณรักองค์ราชินี แต่ในอนาคตล่ะจะเป็นยังไง? เราอยากให้คุณทราบว่า พวกเราเป็นห่วงความปลอดภัยของพระราชินีมาก และเราไม่อาจเอาความปลอดภัยของพระองค์ฝากไว้กับใจคนที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะกับใจของเด็กที่เอาแน่เอานอนไม่ได้”
คลอทด์กำมือแน่น แต่ก็ไม่รู้จะตอบกลับยังไงเหมือนเดิม คนพวกนี้กำลังดูถูกว่าความรู้สึกที่เขามีแต่โจเซฟีนเป็นแค่เรื่องสนุก แต่จะให้เขาพูดอย่างไรต่อ? แม้มันไม่ใช่ความจริง แต่ไม่ก็ไม่ทางปฎิเสธ
“คุณโรแรงค์ ได้โปรดคำนึงถึงความปลอดภัย ถ้าคุณปฎิเสธ...”
“คุณมีสิทธิอะไร...ผมไม่ได้ทำผิด...”
“ถ้าขอดีๆ แล้วไม่ได้ผล เห็นทีเราคงไม่มีทางเลือกอื่น” ชายวัยกลางคนพูดพร้อมกับสั่งชายฉกรรจ์ที่น่าจะเป็นลูกน้องของเขาไปในทางพลางเดียวกัน คลอทด์เตรียมหนี เพราะเขาคิดว่าพวกมันจะวิ่งเข้ามารวบตัวเขาไว้ แต่ทันใดนั้นเองชายอีกคนที่พรางกายด้วยชุดพลเรือนเดินเข้ามาข้างหลังคลอทด์ ถึงไม่ได้ให้หันไปมอง เขาก็รู้ว่าปากกระบอกปืนในมือของผู้นั้นสัมผัสกับศีรษะเขาเบาๆ
คลอทด์ปากสั่น เขาไม่เคยรู้สึกกลัวขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เพียงแค่ชายคนนี้ลั่นไกปืน ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านมาในชีวิตเขาก็จะมลายหายไป เขาจะกลับไปหาคนสำคัญของเขาไม่ได้ พ่อ แม่ เอมิล โจเซฟีน ทำไมทุกอย่างถึงหลายเป็นอย่างนี้ได้?
ถ้าเพียงแต่เขาย้อนเวลากลับไป..
ใครบางคนใช้ของแข็งตีเข้าที่ศีรษะของชายหนุ่ม คลอทด์ล่มลงไปกับพื้น กระบอกใส่รูปหลุดออกจากมือและกลิ้งไปนอนนิ่งพื้นซีเมนต์เช่นเดียวกับร่างของชายหนุ่ม
-------------------------------------------------------
โจเซฟผลักประตูเป็นครั้งสุดท้าย
แต่ก็ไม่สำเร็จผล เธอจึงตะโกนสุดเสียง
“มีใครอยู่ข้างนอกหรือเปล่าคะ!” ไม่มีเสียงตอบรับ
เธอเลยตะโกนอีกรอบพร้อมทั้งทุบประตู แต่ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
“ปล่อยหนูออกไป!”
“เปิดประตูเดี๋ยวนี้
! ปล่อยหนูออกไปนะ!” โจเซฟทุบประตูทั้งสองมือ ไม่นึกเลยว่ามาราตจะเลวร้ายได้ขนาดนี้
ขังเธอไว้ไม่ให้เจอกับคลอทด์ คนพวกนี้ไม่ใช่คน แต่เป็นปิศาจ! ปีศาจชัดๆ!
เธอเริ่มหาทางวิธีหนีออกไปจากห้อง
วิ่งไปที่หน้าต่าง แต่ก็ต้องแปลกใจที่หน้าต่างทุกบานถูกล็อคไว้อย่างหนาแน่น
กระจุกตรงหน้าต่างยังเป็นกระจกกันกระสุนอีก เธอลองใช้เก้าอี้ทุบประตูและหน้าต่าง
แต่ก็อีกฝ่ายก็วางไว้แล้วว่าเธอต้องทำทุกอย่างเพื่อนหนีออกไป
“เปิด!” โจเซฟเริ่มร้องไห้
เธอทุบประตูจนข้อนิ้วเป็นแผลเลือดออก
ยิ่งทุบมากขึ้นเลือดก็ยิ่งไหลออกจากแผลมากขึ้น
“ปล่อยหนูออกไป! หนูเป็นพระราชินีนะ!” เธอค่อยๆ ทรุดตัวกับพื้น ร้องไห้ออกมาเสียงดัง
ตอนนั้นเอง
กลอนประตูก็ถูกไขออก มาราตเปิดประตู เดินเข้ามาในห้อง ส่งสายตารังเกียจเดียดฉัน
ใส่พระราชินีของเธอ
-------------------------------------------------------
เมื่อคลอทด์ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
เขาก็พบแต่ความมืดมิด ตาของเขาถูกปิดเอาไว้ แผลตรงศีรษะยังเจ็บแปลบ
เขาหัวแตกเพราะมีเลือดไหลออกมาถึงตรงแก้ม เขาพยายามใช้ประสาทสัมผัสที่เหลืออยู่คิดให้ได้ว่าตอนเขาอยู่ไหน
เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ มือเท้าถูกจองจำไว้ด้วยกุญแจมือ ถ้าวัดจากอุณหภูมิและกลิ่นอับของอากาศ
เขาน่าจะอยู่ในห้องใต้ดินหรือไม่ก็เป็นห้องที่ไม่มีคนใช้มานาน
เขาได้ยินเสียงฝีเท้ารอบตัว
“จะเอายังไง? จะไป
หรือ จะอยู่ที่นี้ตลอด?” เจ้าของเสียงคือชายวัยกลางคนจากเมื่อเช้า
เขาพูดผ่านเครื่องขยายเสียงจากอีกที่หนึ่ง คลอทด์คิดไว้ไม่ผิด
คนพวกนี้คงต้องเป็นตำรวจหรือทหารเลยทำอะไรแบบนี้ได้
คลอทด์นิ่ง ชายที่ยืนคุมอยู่ข้างเขาถึงตีเขาด้วยไม้
เก้าอี้ล่มลง เขาถูกเตะซ้ำไปที่หน้าอก ถูกปิดตามัดแขนมัดขาไว้แบบนี้
เขาไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามีคนคุมอยู่กี่คนและเขาจะถูกตีมาจากทางไหน
“จะเอายังไง? จะไป
หรือ จะอยู่ที่นี้ตลอด?” เสียงตามสายยังถามด้วยประโยคเดิม แต่คลอทด์ก็ยังนิ่ง เขาจึงถูกตีอีกครั้งเมื่อคลอทด์นอนลงไปกองกับพื้น
ไม่มีตอบสนองกับเสียงตามสาย ผู้คุมก็กระหน่ำตีเขาอีกที ร่างของเขาถูกเขี่ยและเตะคล้ายก้อนหินไร้ชีวิต
ถ้าเขาตาย ก็ปล่อยให้ตาย
ดีกว่าจะต้องยอมให้ไอ้พวกขี้ขลาดตาขาวนี้ เขาอยากเจอโจเซฟีน
อยากขอโทษเธอที่ทำตามสัญญาไม่ได้ได้.. แต่.. เห็นเงาของพ่อแม่กับเอมิล
สติของเขากำลังเลือนรางไปเรื่อยๆ เวลา..กำลังจะหมด...ไปทุกที”
“หัวหน้า ไอ้เด็กนี่มันบ้าหรือมันดีกันแน่เนี่ย?”
ลูกน้องของคนส่งเสียงตามสายถาม
พวกเขาสังเกตการณ์จากห้องอีกฝั่งหนึ่งที่มีกระจกลวงตากั้นไว้
ไม่ให้อีกฝ่ายในห้องสอบส่วน หัวหน้าส่ายหน้า ไม่ให้ลูกน้องรบกวนสมาธิ หัวหน้ากำลังจะสั่งให้ผู้คุมเอาน้ำราดให้คลอทด์ฟื้น
พอกับดีกับที่ลูกน้องอีกคนเข้ามากระซิบว่าคนจากฟีเดลมาถึงแล้ว
อมุนเซนด์นำทางกาฟรีโลมาถึงห้องสอบสวน เจ้าหน้าที่สอบสวนทุกคนทำความเคารพ
แต่ในใจนั้นรู้สึกเสียหน้าเมื่อคนที่จะมาเป็นหัวหน้าคราวนี้เป็นแค่เด็ก
“ผมเป็นคนจากฟีเดล
แต่มาสังเกตการณ์เฉยๆ จะทำอะไร ก็แล้วแต่การตัดสินใจของพวกคุณแล้วกันนะครับ” กาฟรีโลถอดหมวกแล้วถือวิสาสะนั่งลงตรงเก้าอี้ข้างหัวหน้าสอบสวน
ร่างของเด็กหนุ่มกลืนไปกับเงามืดด้วยเสื้อโค้ทและรองเท้าบู๊ตยาวสีดำ
สีผิวของเขา ยิ่งสะท้อนกับแสงไฟนีออนก็ยิ่งจางซีด หัวหน้าสอบสวนและลูกน้องของเขากลืนน้ำลาย
คิดขึ้นมาได้พร้อมกันว่า
...เขาช่างเหมือนกับทูตแห่งความตายผู้นำวิญญาณของผู้วายชนม์ไปตัดสิน...
-------------------------------------------------------
โจเซฟวิ่งเขาใส่มาราตทันที่ที่เห็นหล่อน
“คุณมาราต ปล่อยหนูออกไปเถอะนะคะ! ขอร้องล่ะค่ะ!” เธอเขย่าไหล่หญิงวัยกลางคน แต่ก็ไม่ทำให้อีกฝ่ายสนใจใยดีขึ้นมาเลย “ปล่อยหนูไปเถอะค่ะ!”
“ไม่ได้หรอกเพคะ..”
“หนูขอร้อง! ครั้งที่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ นะคะ!
“ครั้งสุดท้าย? ครั้งสุดท้ายครั้งที่เท่าไหร่?” มาราตย้อน “ถ้าหากครั้งนี้กระหม่อมปล่อยฝ่าบาทให้ไปหาเด็กคนนั้น
ก็จะมีครั้งต่อไปเหมือนที่แล้วมา กระหม่อมผิดเองที่ละเลยไม่ปฎิบัติหน้าที่ให้ดี
กระหม่อมควรจะหยุดฝ่าบาทไว้ตั้งแต่คราวแรก กระหม่อมปล่อยให้คนที่เป็นพระราชินีออกไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจ”
“แต่หนูไม่ใช่นักโทษนะคะ!”
โจเซฟไม่สนคำห้ามปราม เธอเดินเบียดไหล่มาราตเดินออกนอกห้องไปหน้าตาเฉย
แต่เหล่าราชองครักษ์ทั้งหลายก็ตั้งป้อมรอกันท่าเธอไว้อยู่แล้ว
“ถอยไปนะ!” โจเซฟพยายามวิ่งฝ่าวงล้อมไป
แต่ก็ถูกเหล่าราชองครักษ์ร่างใหญ่รวบตัว โจเซฟดิ้นหนี ทั้งใช้เท้าเตะ ทั้งกัด
แต่ก็ไร้ผล จะยื้อหยุดฉุดกระชากเท่าไหร่ กรีดร้องสักเท่าไหร่ ชายร่างสูงทั้งหลายก็ไม่เห็นใจเธอแม้แต่น้อย
พวกเขายังทำหน้าไร้อารมณ์เป็นหุ่นยนต์เช่นเดิม
เหล่าชายฉกรรจ์ล็อคแขนของเธอไว้และผลักเธอกลับเข้าไปในห้อง มาราตรีบปิดประตู
แต่โจเซฟไวกว่า เข้ามากระโจนมายื้อแขนของหญิงไว้กลางคนไว้
“หนูไม่ยอมให้พวกคุณมาสั่งหนูให้ทำนู่นทำนี้เด็ดขาด! เปิดเดี๋ยวนี้นะ!”
“โปรดทรงมีเหตุผลด้วย”
“พวกคุณนั้นแหละที่ไม่มีเหตุผล!”
มาราตส่งสัญญาณให้ราชองครักษ์เข้ามาจับตัวพระราชินี ชายคนหนึ่งรวบข้อมือของโจเซฟีนไว้
เขาดึงมือของโจเซฟออกเหมือนกับจะหักกระดูกของแขนของเธอให้ได้ในคราเดียว
“ปล่อยนะ! นี่เป็นคำสั่งของพระราชินี!”
ราชองครักษ์ผงะไปทันทีเมื่อได้ยินคำประกาศของโจเซฟ
เขาปล่อยมือออกจากโจเซฟทันที ตรงกันข้ามกับมาราต สายตาของเธอเต็มไปด้วยความโกรธ
พุ่งตรงไปหาเธอตบหน้าพระราชินีอย่างจัง
“เพราะเธอเป็นราชินียังไงล่ะ” มาราตแผดเสียง ไม่ใช้คำราชาศัพท์ “เพราะเธอเป็นราชินี
เธอจึงมีหน้าที่ต้องเป็นเสาหลัก เป็นประมุขของประเทศนี้ เธอไม่ใช่เด็กแล้ว!
โตสักทีสิ! ถ้าเธอไม่ได้เป็นพระราชินีเธอก็เป็นแค่เด็กที่เล่นอยู่กับปราสาทของ
เล่นกับนิทานเพ้อฝัน ได้แต่ฝันกลางวันอย่างเดิม
ในขณะที่ครอบครัวตัวเองต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่เธอก็ใช้ชีวิตล่องลอยไปวันๆ เธออย่างกลับไปเป็นอย่างนั้นหรือไง!”
โจเซฟคลายมือออกจากประตู น้ำตาคลอเบ้า
ทั้งด้วยความเจ็บที่ถูกตบรวมกับที่ถูกถากถาง
“ในพิธีราชาภิเษก เธอสาบานเองไม่ใช่เหรอว่าเธอจะยอมเสียสละความสุขส่วนตัว
ถ้ารักษาคำสัญญาก็ออกไปซะ.. ที่นี้ไม่ต้อนรับคนไร้ประโยชน์อย่างเธอ..” พูดจบมาราตก็ให้ลูกน้องมาดึงตัวโจเซฟออก แต่คราวนี้โจเซฟไม่ขัดขวาง
มือของเธอถูกปลดออกจากประตูอย่างง่ายดาย มาราตจึงปิดประตู ลงกุญแจ เธอถอนหายใจแล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าพกซับเหงื่อ
ไม่มีเสียงใดๆ
เล็ดลอดออกมาจากห้องบรรทมของพระราชินีอีก
-------------------------------------------------------
เมื่อคลอทด์ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
เขาก็พบแต่ความมืดมิด ตาของเขาถูกปิดเอาไว้ แผลตรงศีรษะยังเจ็บแปลบ
เขาหัวแตกเพราะมีเลือดไหลออกมาถึงตรงแก้ม เขาพยายามใช้ประสาทสัมผัสที่เหลืออยู่คิดให้ได้ว่าตอนเขาอยู่ไหน
เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ มือเท้าถูกจองจำไว้ด้วยกุญแจมือ ถ้าวัดจากอุณหภูมิและกลิ่นอับของอากาศ
เขาน่าจะอยู่ในห้องใต้ดินหรือไม่ก็เป็นห้องที่ไม่มีคนใช้มานาน
เขาได้ยินเสียงฝีเท้ารอบตัว
“จะเอายังไง? จะไป หรือ จะอยู่ที่นี้ตลอด?” เจ้าของเสียงคือชายวัยกลางคนจากเมื่อเช้า
เขาพูดผ่านเครื่องขยายเสียงจากอีกที่หนึ่ง คลอทด์คิดไว้ไม่ผิด
คนพวกนี้คงต้องเป็นตำรวจหรือทหารเลยทำอะไรแบบนี้ได้
คลอทด์นิ่ง ชายที่ยืนคุมอยู่ข้างเขาถึงตีเขาด้วยไม้
เก้าอี้ล่มลง เขาถูกเตะซ้ำไปที่หน้าอก ถูกปิดตามัดแขนมัดขาไว้แบบนี้
เขาไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามีคนคุมอยู่กี่คนและเขาจะถูกตีมาจากทางไหน
“จะเอายังไง? จะไป หรือ จะอยู่ที่นี้ตลอด?” เสียงตามสายยังถามด้วยประโยคเดิม แต่คลอทด์ก็ยังนิ่ง เขาจึงถูกตีอีกครั้งเมื่อคลอทด์นอนลงไปกองกับพื้น
ไม่มีตอบสนองกับเสียงตามสาย ผู้คุมก็กระหน่ำตีเขาอีกที ร่างของเขาถูกเขี่ยและเตะคล้ายก้อนหินไร้ชีวิต
ถ้าเขาตาย ก็ปล่อยให้ตาย
ดีกว่าจะต้องยอมให้ไอ้พวกขี้ขลาดตาขาวนี้ เขาอยากเจอโจเซฟีน
อยากขอโทษเธอที่ทำตามสัญญาไม่ได้ได้.. แต่.. เห็นเงาของพ่อแม่กับเอมิล
สติของเขากำลังเลือนรางไปเรื่อยๆ เวลา..กำลังจะหมด...ไปทุกที”
“หัวหน้า ไอ้เด็กนี่มันบ้าหรือมันดีกันแน่เนี่ย?” ลูกน้องของคนส่งเสียงตามสายถาม
พวกเขาสังเกตการณ์จากห้องอีกฝั่งหนึ่งที่มีกระจกลวงตากั้นไว้
ไม่ให้อีกฝ่ายในห้องสอบส่วน หัวหน้าส่ายหน้า ไม่ให้ลูกน้องรบกวนสมาธิ หัวหน้ากำลังจะสั่งให้ผู้คุมเอาน้ำราดให้คลอทด์ฟื้น
พอกับดีกับที่ลูกน้องอีกคนเข้ามากระซิบว่าคนจากฟีเดลมาถึงแล้ว
อมุนเซนด์นำทางกาฟรีโลมาถึงห้องสอบสวน เจ้าหน้าที่สอบสวนทุกคนทำความเคารพ
แต่ในใจนั้นรู้สึกเสียหน้าเมื่อคนที่จะมาเป็นหัวหน้าคราวนี้เป็นแค่เด็ก
“ผมเป็นคนจากฟีเดล แต่มาสังเกตการณ์เฉยๆ จะทำอะไร
ก็แล้วแต่การตัดสินใจของพวกคุณแล้วกันนะครับ” กาฟรีโลถอดหมวกแล้วถือวิสาสะนั่งลงตรงเก้าอี้ข้างหัวหน้าสอบสวน
ร่างของเด็กหนุ่มกลืนไปกับเงามืดด้วยเสื้อโค้ทและรองเท้าบู๊ตยาวสีดำ
สีผิวของเขา ยิ่งสะท้อนกับแสงไฟนีออนก็ยิ่งจางซีด หัวหน้าสอบสวนและลูกน้องของเขากลืนน้ำลาย คิดขึ้นมาได้พร้อมกันว่า
...เขาช่างเหมือนกับทูตแห่งความตายผู้นำวิญญาณของผู้วายชนม์ไปตัดสิน...
-------------------------------------------------------
โจเซฟวิ่งเขาใส่มาราตทันที่ที่เห็นหล่อน
“คุณมาราต ปล่อยหนูออกไปเถอะนะคะ! ขอร้องล่ะค่ะ!” เธอเขย่าไหล่หญิงวัยกลางคน แต่ก็ไม่ทำให้อีกฝ่ายสนใจใยดีขึ้นมาเลย “ปล่อยหนูไปเถอะค่ะ!”
“ไม่ได้หรอกเพคะ..”
“หนูขอร้อง! ครั้งที่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ นะคะ!
“ครั้งสุดท้าย? ครั้งสุดท้ายครั้งที่เท่าไหร่?” มาราตย้อน “ถ้าหากครั้งนี้กระหม่อมปล่อยฝ่าบาทให้ไปหาเด็กคนนั้น
ก็จะมีครั้งต่อไปเหมือนที่แล้วมา กระหม่อมผิดเองที่ละเลยไม่ปฎิบัติหน้าที่ให้ดี
กระหม่อมควรจะหยุดฝ่าบาทไว้ตั้งแต่คราวแรก กระหม่อมปล่อยให้คนที่เป็นพระราชินีออกไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจ”
“แต่หนูไม่ใช่นักโทษนะคะ!”
โจเซฟไม่สนคำห้ามปราม เธอเดินเบียดไหล่มาราตเดินออกนอกห้องไปหน้าตาเฉย
แต่เหล่าราชองครักษ์ทั้งหลายก็ตั้งป้อมรอกันท่าเธอไว้อยู่แล้ว
“ถอยไปนะ!” โจเซฟพยายามวิ่งฝ่าวงล้อมไป
แต่ก็ถูกเหล่าราชองครักษ์ร่างใหญ่รวบตัว โจเซฟดิ้นหนี ทั้งใช้เท้าเตะ ทั้งกัด
แต่ก็ไร้ผล จะยื้อหยุดฉุดกระชากเท่าไหร่ กรีดร้องสักเท่าไหร่ ชายร่างสูงทั้งหลายก็ไม่เห็นใจเธอแม้แต่น้อย
พวกเขายังทำหน้าไร้อารมณ์เป็นหุ่นยนต์เช่นเดิม
เหล่าชายฉกรรจ์ล็อคแขนของเธอไว้และผลักเธอกลับเข้าไปในห้อง มาราตรีบปิดประตู
แต่โจเซฟไวกว่า เข้ามากระโจนมายื้อแขนของหญิงไว้กลางคนไว้
“หนูไม่ยอมให้พวกคุณมาสั่งหนูให้ทำนู่นทำนี้เด็ดขาด! เปิดเดี๋ยวนี้นะ!”
“โปรดทรงมีเหตุผลด้วย”
“พวกคุณนั้นแหละที่ไม่มีเหตุผล!”
มาราตส่งสัญญาณให้ราชองครักษ์เข้ามาจับตัวพระราชินี ชายคนหนึ่งรวบข้อมือของโจเซฟีนไว้
เขาดึงมือของโจเซฟออกเหมือนกับจะหักกระดูกของแขนของเธอให้ได้ในคราเดียว
“ปล่อยนะ! นี่เป็นคำสั่งของพระราชินี!”
ราชองครักษ์ผงะไปทันทีเมื่อได้ยินคำประกาศของโจเซฟ
เขาปล่อยมือออกจากโจเซฟทันที ตรงกันข้ามกับมาราต สายตาของเธอเต็มไปด้วยความโกรธ
พุ่งตรงไปหาเธอตบหน้าพระราชินีอย่างจัง
“เพราะเธอเป็นราชินียังไงล่ะ” มาราตแผดเสียง ไม่ใช้คำราชาศัพท์ “เพราะเธอเป็นราชินี
เธอจึงมีหน้าที่ต้องเป็นเสาหลัก เป็นประมุขของประเทศนี้ เธอไม่ใช่เด็กแล้ว!
โตสักทีสิ! ถ้าเธอไม่ได้เป็นพระราชินีเธอก็เป็นแค่เด็กที่เล่นอยู่กับปราสาทของ
เล่นกับนิทานเพ้อฝัน ได้แต่ฝันกลางวันอย่างเดิม
ในขณะที่ครอบครัวตัวเองต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่เธอก็ใช้ชีวิตล่องลอยไปวันๆ เธออย่างกลับไปเป็นอย่างนั้นหรือไง!”
โจเซฟคลายมือออกจากประตู น้ำตาคลอเบ้า
ทั้งด้วยความเจ็บที่ถูกตบรวมกับที่ถูกถากถาง
“ในพิธีราชาภิเษก เธอสาบานเองไม่ใช่เหรอว่าเธอจะยอมเสียสละความสุขส่วนตัว
ถ้ารักษาคำสัญญาก็ออกไปซะ.. ที่นี้ไม่ต้อนรับคนไร้ประโยชน์อย่างเธอ..” พูดจบมาราตก็ให้ลูกน้องมาดึงตัวโจเซฟออก แต่คราวนี้โจเซฟไม่ขัดขวาง
มือของเธอถูกปลดออกจากประตูอย่างง่ายดาย มาราตจึงปิดประตู ลงกุญแจ เธอถอนหายใจแล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าพกซับเหงื่อ
ไม่มีเสียงใดๆ
เล็ดลอดออกมาจากห้องบรรทมของพระราชินีอีก
-------------------------------------------------------
“จะเอายังไง? จะไป หรือ จะอยู่ที่นี้ตลอด?”
ห้าชั่วโมงผ่านไปนับตั้งแต่คลอทด์ถูกจับ
ตัวของคลอทด์เปียกปอนไปหมดเพราะถูกสาดน้ำใส่ให้ตื่น คำถามที่ถามย้ำเหมือนคอยสะกดจิต
แต่คลอทด์ก็ยังเงียบ เขาไม่มีแรงเหลือพอจะคิดอะไรอีก
กาฟรีโลยังนั่งสังเกตการณ์อยู่ด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนแปลง
พวกตำรวจก็เป็นซะแบบนี้ ดีแต่ถนัดใช้กำลังดีกว่าใช้สมอง
ถ้าหากพวกนี้หัดใช้วาทศิลป์ซะบ้าง ไม่ใช่วิธีป่าเถื่อนแบบนี้
เรื่องมันก็คงจบลงไปตั้งนาน
“อย่ามาเงียบนะเว้ย! ถามแม่งตั้งกี่ครั้งแล้วยังไม่เข้าอีกเหรอ
หูหนวงหรือไงวะ!” ผู้คุมกระชากคอเสื้อคลอทด์ขึ้นมา
คลอทด์ขยับปาก เสียงของเขาสั่น และแหบพร่าคล้ายกับเสียงกระซิบ
แต่ก็ดังพอให้ผู้คุมได้ยิน และเสียงเข้าไมค์ที่ต่อมาถึงห้องสังเกตการณ์
“พวกแกเป็นสุนัขรับใช้ของพวกฟีเดลใช่ไหม? ข่มขู่.. คุกคาม...
ข่าวลือที่ว่าพวกแกใช้วิธีไหนก็ได้เพื่อรักษาอำนาจตัวเองนี่มันคงหมดใช่ไหม...
อุ้มฆ่า ลักพาตัว วิธีของฟีเดลมันก็มีแค่นี้แหละ..
เรียกตัวเองเป็นว่าผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย ปกป้องกฎหมายทำเพื่อประชาชน...
.....ไอ้หมูโสโครก...
ถึงจะไม่ได้ตั้งใจ
และคลอทด์คงไม่รู้ว่ากาฟรีโลยืนฟัง แต่คำพูดนั้นก็เสียดแทงกาฟรีโลเหลือเกิน
ราวกับว่าจะตั้งใจเหน็บแนบมาที่เขาโดยตรง ไอ้หมูสกปรกเหรอ? พวกคนโง่ๆ ที่ไม่เข้าใจว่าการปกครองประเทศนี้มันมีมากกว่ากติกาในกรอบจะไปเข้าใจอะไร
ใจจริงเขาอยากให้ยิงคลอทด์ให้ตาย จะได้ไม่ต้องเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้
ถ้าจะทำมันทำง่ายนิดเดียว ไม่เห็นจะยากเลย พ่อของเขาก็เลยกำจัดศัตรูทางการเมือง
ยิงทิ้ง เอาศพไปทิ้งสักที่ ครอบครัวมาร้องว่าคนหาย แต่แจ้งความไปก็เท่านั้น
เพราะไม่มีใครสนใจทำอะไร แต่เขาใช้ทางลัดไม่ได้ เพราะถ้าเขาทำแบบนั้น...
ก็คงไม่ต่างอะไรจากพ่อตัวเองเลย
กาฟรีโลจิบน้ำชาจากแก้วที่พวกตำรวจเตรียมไว้ให้
เขานั่งดูพวกตำรวจทรมานคลอทด์ต่อไปโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ไม่ใช่เพราะความชินชา เขาแค่ไม่มีความสงสารหรือเห็นใจให้กับผู้เคราะห์ร้าย
แต่กระนั้นเขาจำเป็นต้องหยุดพวกตำรวจไว้ก่อน เขาปล่อยให้ตำรวจทรมานคลอทด์จนตายไม่ได้
เขาต้องการพิสูจน์ว่าวิธีการของจอร์จ ฟีเดลนั้นผิดพลาดทั้งหมด
ทั้งการทิ้งคนที่ควรจะเป็นกำลังสำคัญไปอย่างไร้ค่ารวมถึงเรื่องการนำระบอบกษัตริย์กับมาอีกครั้ง
พ่อทำผิดทุกอย่าง
“พอได้แล้ว..
ยิ่งทำมากก็ยิ่งเท่ากับว่าเราร้อนตัว” กาฟรีโลสั่งหัวหน้าตำรวจ
“ถึงพวกคุณทรมานเขาจนตายเขาก็ไม่มีวันตอบตกลงดีๆหรอก ยกเอาเรื่องของครอบครัวมาเขามาพูดซะ”
“แต่..คำสั่งที่เราได้มานั้น ห้ามให้ยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวของเขาซึ่งเป็นคนนอกเด็ดขาด
เพราะถ้าพวกสื่อหรือ NGO รู้แล้วล่ะก็...”
“ผมไม่ได้ให้พวกคุณทำอะไรครอบครัวเขาอย่างผิดกฎหมายสักหน่อย
แค่บอกว่าถ้าหากเขาไม่ยอมทำตาม
ครอบครัวของเขาที่เป็นคนต่างด้าวก็จะโดนริบใบอนุญาตให้อยู่อาศัยและถูกเนรเทศ
เราทำแบบนั้นได้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?” กาฟรีโลนั่งเท้าคาง
พวกตำรวจทำหน้าไม่เชื่อว่าวิธีเขาจะได้ผล “รู้ไหมว่าเวลาโซเวียตเขาสอบสวน
ไม่ทำอะไรตัวนักโทษ แต่ทำกับตัวคนรอบข้างกับคนในครอบครัวแทน” เด็กหนุ่มทำท่าเหมือนนับนิ้ว “ค่อยๆ ทีละเล็กที่ละน้อย
จนไม่เหลือคนรอบข้าง มีตัวคนเดียวในโลก ไม่มีใครอยู่แบบนั้นได้ ยิ่งถ้าเป็นคนที่มาจากครอบครัวอบอุ่นแบบเขาแล้วล่ะก็
เขาไม่มีวันให้ครอบครัวตัวเองต้องเข้ามาเสียสละด้วยแน่นอน”
“ผมไม่เห็นด้วย เราไม่จำเป็นต้องเอาครอบครัวของเขามาเกี่ยวข้อง
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม..”
“พวกคุณยังมาห่วงเรื่องศีลธรรมในวินาทีสุดท้ายแบบนี้อีกเหรอ?” สิ่งที่พวกคุณทำตั้งแต่มันไม่แย่ยิ่งกว่าหรือไง?” กาฟรีโลย้อน หัวหน้าตำรวจไม่อยากไม่อยากมีปัญหา เขาจึงจำใจทำถามที่ถูกสั่ง
“คุณโรแรงค์ ผมได้ยินว่าที่บ้านคุณมีพ่อ.. แม่.. แล้วก็พี่ชายต่างพ่อ..”
“แก.. คนที่บ้านฉันไม่เกี่ยวข้องด้วย! ถ้าพวกแกทำอะไร!”
และแล้วตัวหมากก็เริ่มเดิน คลอทด์เปลี่ยนไปทันทีเมื่อผู้คุมพูดแตะเรื่องครอบครัว
“ผมยังไม่ได้บอกสักนิดว่าจะทำอะไร..”
จนแล้วจนรอด หัวหน้าตำรวจก็พูดวกไปวนมาเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับกาฟรีโล
กาฟรีโลจึงสั่งให้เขาพูดตามที่เด็กหนุ่มบอกบททุกอย่าง
จึงเท่ากับว่าตอนนี้กาฟรีโลพูดอยู่กับคลอทด์ทางอ้อม
“พูดตามที่ผมบอก จะใส่อารมณ์มากขนาดไหนก็เรื่องของคุณ”
หัวหน้าตำรวจเริ่มไม่พอใจที่ถูกเด็กชี้นิ้วสั่ง
แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นพวกฟีเดล
“ถ้าข้อมูลที่เราไม่มาไม่ผิด
ดูเหมือนว่าคุณเป็นคนเดียวในบ้านที่ได้รับสัญชาติเพราะว่าคุณเกิดที่ประเทศนี้”
กาฟรีโลพูด แล้วหัวหน้าตำรวจก็พูดใส่ไมค์ตาม
“ตามกฎหมายว่าด้วยการขอสัญชาตินั้น ทางรัฐจะต้องพิจารณาเป็นอย่างยิ่งว่าบุคคลผู้ขอสัญชาติมีคุณสมบัติเหมาะสมและมีความเชื่อมั่นต่อระบอบการปกครองของเรา ซึ่งถ้าหากดูจากประวัติของพ่อของคุณแล้ว
พฤติกรรมในอดีตของเขาค่อนข้างเป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบราชอาณาจักร...”
กาฟรีโลนึกสมเพชตัวเองที่สุดท้ายก็ต้องยกเรื่องกษัตริย์ขึ้นมาใช้ประโยชน์
ความจริงแล้วที่พ่อของคลอทด์เข้ามาในประเทศได้ตั้งแต่แรก
ก็เป็นเพราะรัฐบาลในสมัยสาธารณรัฐมีนโยบายต้อนรับผู้ลี้ภัยทางการเมืองด้วยซ้ำ
“พ่อ..ทำไม..?” แม้จะไม่เห็นหน้าได้ชัด
แต่ก็บอกได้ว่าคลอทด์กำลังตกใจที่อีกฝ่ายพูดถึงพ่อ
“ดูท่าทางว่าพ่อของคุณคงไม่เคยบอกสินะว่าในอดีตเขาสมรู้ร่วมคิดกับผู้ก่อการร้าย
ผมเข้าใจดี คนที่อพยพเข้ามาในประเทศนี้ก็ล้วนอยากลบประวัติของตัวเองแล้วเริ่มชีวิตใหม่ทั้งนั้น
แต่ดูแล้วถ้าหากเป็นแบบนี้พ่อของคุณคงจะขอสัญชาติได้ยาก ไม่สิ การที่จะอยู่ในราชอาณาจักรนี้ต่อไปคงจะเป็นเรื่องยากเสียด้วยซ้ำ และถ้าหากคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวไม่ผ่านการตรวจสอบ
ก็เป็นการยากที่สมาชิกที่เหลือในครอบครัว แน่นอนว่ามันจะไม่เป็นธรรมสำหรับแม่และพี่ชายของคุณ
แต่เราต้องสันนิษฐานไว้ก่อนเพื่อความปลอดมั่นคงภายใน”
“พวกแก...
เอาแต่พูดเรื่องของกฎหมายว่าได้....หรือไม่ได้...ยังมีความเป็นมนุษย์หลงเหลือบ้างหรือเปล่า..?”
“ความเป็นมนุษย์คืออะไร? เส้นแบ่งระหว่างความถูกต้องกับความถูกใจ
ความแตกต่างระหว่างการรักษาความมั่นคงกับมนุษยธรรม
เราไม่มีเวลานั่งถกเรื่องปรัชญากันตอนนี้หรอกครับ..จะว่าไปพี่ชายของคุณก็เรียนศัลยแพทย์เป็นปีสุดท้าย
แล้วปีหน้าก็จะได้รับสัญชาติแล้ว
ถ้าหากถูกถอนใบอนุญาตให้อาศัยตอนนี้คงจะน่าเสียดายน่าดูนะครับ”
“หยุด..หยุด..นะ..”
“เราไม่ได้ฆ่าคุณ.. เขาแค่ขอร้องให้คุณออกจากประเทศนี้โดยดี เพื่อแลกกับการที่ครอบครัวของคุณจะอยู่ในประเทศนี้ต่อไป”
“หยุด.. พอได้แล้ว..”
“...ถ้าไม่อยากให้เกิดผลลัพธ์ที่คุณไม่ต้องการ..”
“พวกแกทำอย่างนั้นไม่ได้! ทั้งพ่อ ทั้งแม่
พี่ ทุกคนต่างก็พยายามอย่างถึงที่สุดเพราะประเทศนี้เป็นบ้านของเรา! ที่นี้เป็นบ้านของพวกเรา!
พวกแกจะมาไล่เราออกจากบ้านตัวเองไม่ได้!”
“ทำไมจะทำไม่ได้! ที่พวกคุณอยู่ในประเทศนี้ได้เพราะความกรุณาของใคร!
ไม่ใช่เพราะว่าความกรุณาของพวกเราหรือที่ทำให้แกลืมตามอ้าปากขึ้นมาได้!
เป็นแค่คนต่างด้าวมาอาศัยใบบุญแท้ๆ อย่ามาอวดดี!”
“คุณฟีเดล พอเถอะครับ!” นายตำรวจร้องห้าม
ไม่ยอมพูดตามที่กาฟรีโลบอก “ถึงคุณจะต้องการให้สำเร็จผลก็ตาม
แต่...ต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอครับ...
ต้องใช้วิธีการเอาคนในครอบครัวของเขามาเป็นตัวประกันเลยเหรอครับ? ผมยอมรับว่าการที่ลักพาตัวเด็กคนนี้มาทรมานเป็นเรื่องที่เลวทราม
แต่นั้นก็ผมเป็นตำรวจ ผมต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา..
แต่คุณ..คุณเป็นพลเรือน แถมยัง.. เป็นเด็ก.. แล้วนั้น เด็กคนนั้นเป็นรุ่นพี่โรงเรียน
ทำไมคุณถึงทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้ พูดเรื่องแบบนี้ได้โดยที่ไม่รู้สึกอะไรเลย!”
“แล้วถ้าผมไม่พูด คุณจะทำยังไง? ทำร้ายเขาจนตายอย่างนั้นเหรอครับ
ผมเลือกที่จะทำร้ายจิตใจคน มากกว่าฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมและป่าเถื่อน ไร้สมองแบบพวกคุณ
แล้วเรื่องที่ผมพูดมันไม่ใช่เรื่องจริงตรงไหน? ใครๆ ก็พูด แม้แต่คุณเองก็เคยพูดคำพูดพวกนี้ไม่ใช่เหรอครับ หรือแค่คิดอยู่ในใจก็เถอะ
โดยเฉพาะตำรวจอย่างคุณที่โทษคนต่างด้าวเสมอเวลาที่มีคดีเกิดขึ้น
โทษคนต่างด้าวว่าแย่งงานของคนในประเทศไป โทษคนต่างด้าวว่าเป็นปรสิต เป็นภาระ
ให้พวกคนชั้นสูง พวกเลือดบริสุทธิ์อย่างคุณต้องดูแล
ผมก็แค่พูดในสิ่งที่ผมได้ยินมาจากผู้ใหญ่อย่างคุณทั้งนั้น
พอเห็นของจริงแล้วรู้สึกผิดขึ้นมาหรือไงครับ? คุณเจ้าของประเทศ”
นายตำรวจกัดฟันกรอดเมื่อรู้ตัวว่าเขาไม่สามารถตอบโต้
ในใจหนึ่งก็นึกสงสารเด็กหนุ่มคนนี้ที่โดนผู้ใหญ่หล่อหลอมออกมาให้เป็นเครื่องมือไร้ชีวิต
เขาน่าจะมีความสุขได้ตามประสาเด็กมัธยม ไม่ใช่มาทำงานสกปรกให้พ่อตัวเองแบบนี้ แต่เขาจะโทษใครอื่นได้อีก
ในเมื่อเขาเองก็เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งเช่นเดียวกัน!
“พูดตามผม ทำไมจะทำไม่ได้ ที่พวกคุณอยู่ในประเทศนี้ได้เพราะความกรุณาของใคร… ไม่ใช่เพราะว่าความกรุณาของพวกเราหรือที่ทำให้แกลืมตามอ้าปากขึ้นมาได้…
เป็นแค่คนต่างด้าวมาอาศัยใบบุญแท้ๆ
อย่ามาอวดดี…”
กาฟรีโลย้ำ แต่นายตำรวจยังส่ายศีรษะ
“นี่เป็นคำสั่ง ผมเป็นผู้บังคับบัญชาของในงานนี้
กรุณาทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปด้วยครับ” พวกตำรวจนี่มัน....
เด็กหนุ่มนึกก่นด่าอยู่ในใจ เขาต้องขู่ ท่าทางคำพูดที่สวยหรูคงเยียวยาพวกนี้ไม่ได้อยู่ดี
“ครับ” แม้จะรับคำ แต่นายตำรวจก็กำหมัดทุบเก้าอี้ด้วยความโกรธ
ในที่สุดเขาก็พูดตามที่กาฟรีโลบอก “ขอบคุณครับ” เด็กหนุ่มกล่าว
เมื่อคนในบังคับของตนยอมเล่นละครได้อย่างไม่มีผิดบท ทั้งน้ำเสียงข่มขู่และการใช้คำ
กาฟรีโลหยิบไมค์แทน เขาอยากเป็นคนพูดประโยคสุดท้ายด้วยตัวเอง
ด้วยสภาพร่างกายของคลอทด์ในตอนนี้ เขาคงจำเสียงกาฟรีโลไม่ได้
“คุณโรแรงค์ ผมขอให้คุณคิดถึงปัจจัยที่เราได้บอกคุณไปทั้งหมด
แล้วตอบครั้งสุดท้าย คุณจะออกจากประเทศนี้ไปหรือไม่? .. เพื่อครอบครัวของคุณเอง”
ไม่มีคำตอบจากชายหนุ่ม
คลอทด์หลบหน้าลงกับพื้นพยายามซ่อนน้ำตาของตัวเอง ร่างที่สั่นเทาและเสียงร้องไห้คือคำตอบทุกอย่าง...
เขาไม่มีทางเลือก จะอยู่กับความรักอันสิ้นหวังต่อไป
แต่ต้องเสียสละครอบครัวที่ตัวเองรักไปทั้งหมด ต่อให้คนโง่แค่ไหนก็รู้ตำคอบดีอยู่
“จากนี้คุณต้องไปบอกคนที่บ้านว่าคุณต้องไปทำงานที่ต่างประเทศสักพัก
คุณจะได้รับเช็คและตั๋วเครื่องบิน และค่าใช้จ่ายระหว่างเดินทาง ตามที่สัญญา
แต่คุณ...จะกลับมาที่นี้ไม่ได้อีก” กาฟรีโลปิดไมค์ “จนกว่าประเทศนี้จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม......” เขาพูดเบาๆ กับตัวเอง จนกว่าประเทศนี้จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
จนกว่าจะถึงวันนั้น เขาไม่ยอมให้พ่อตัวเองฆ่าคนเพื่อบูชายัญวิธีการโง่เง่าไปอย่างไร้ประโยชน์
หัวหน้าตำรวจทำความเคารพกาฟรีโลก่อนเกิดกระแทกเท้าออกนอกห้องไปอย่างไม่พอใจ
ลูกน้องที่ยังเหลืออยู่ก็รีบเข้ามาขอโทษขอโพยการกระทำของหัวหน้าตัวเอง
แต่กาฟรีโลไม่ได้สนใจคำประจบสอพลอ เขาเดินเข้าไปหาคลอทด์ซึ่งยังนอนจมเลือดและน้ำตา
จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอร์ นักเขียนชาวไอริชเคยพูดเอาไว้ว่า
คนที่อายุต่ำกว่าสามสิบแล้วไม่เป็นคอมมิวนิสต์คือคนโง่
แต่คนที่อายุสามสิบแล้วยังเป็นคอมมิวนิสต์นั้นโง่กว่า เขาเข้าใจคลอทด์ดี
เด็กหนุ่มผู้เต็มไปด้วย มุ่งมั่นจะเปลี่ยนโลกทั้งใบด้วยสองมือเล็กๆ หันหาสู่ความรู้นอกตำรา เขาก็เคยเป็นแบบนั้น
แต่ในโลกของความจริง การเปลี่ยนแปลงไม่ได้อาศัยแค่จินตนาการ
แค่ความฝันกับอุดมการณ์มันไม่พอ เงิน อำนาจ
และกฎหมายในมือต่างหากคือสิ่งที่สำคัญกว่า
กาฟรีโลให้ตำรวจรินน้ำมาให้แก้วหนึ่ง
เขาเข้าไปคุกเข่าข้างๆ และพยายามพลิกตัวคลอทด์ ทว่าอีกฝ่ายกลับพยายามยกมือปัดป้องถึงจะมองไม่เห็นก็ตาม
แต่เขาก็สู้แรงของกาฟรีโลที่ยึดแขนไว้ไม่ได้ กาฟรีโลเช็ดหน้าและปากของชายหนุ่มซึ่งเปรอะไปด้วยคราบเลือด
คนเจ็บสะดุ้งตัวออกด้วยความเจ็บแต่จนก็ให้แล้วก็ยอมโดยดี กาฟรีโลให้คลอทด์ดื่มน้ำจากแก้ว
ก่อนที่เขาจะแน่นิ่งไป
เมื่อคลอทด์ตื่นขึ้นมาด้วยหัวใจแหลกสลาย
เขาจะไม่เหลือรอยยิ้มให้ความรักให้ใครอีก เขาจะจมปลักอยู่กับความโศกเศร้าและความสิ้นหวังซึ่งจะตามหลอกหลอนไปตลอดชีวิต
เขาได้รับทางเลือกให้มีชีวิตอยู่ต่อไป
แต่เขาจะทนอยู่กับสภาพแบบนี้ จนกว่าจะถึงวันที่เขากับโจเซฟจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขได้หรือ
ถ้าหากเขาเลือกที่จะตาย ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
กาฟรีโลได้ทำทุกอย่างที่เขาสามารถทำได้แล้ว
“มีครอบครัวอบอุ่นนี่น่าอิจฉาจังเลยนะครับ... รุ่นพี่... ผมไม่เคยรู้เลยว่ามันจะรู้สึกยังไง”
กาฟรีโลลุกขึ้น เขาพูด ไม่ได้หวังให้อีกฝ่ายได้ยิน
-------------------------------------------------------
ตกเย็น
มาราตเปิดกุญแจห้องของโจเซฟอีกครึ้ง เพื่อนำอาหารเย็นมาให้และเพื่อตรวจดูความเรียบร้อย
แต่เมื่อหล่อนเปิดประตู หล่อนก็ต้องร้องตกใจกับภาพที่เห็น
ข้าวของตกแตกกระจัดกระจาย
ผ้าม่านและเสื้อผ้าในตู้ถูกดึงจนขาดวิ้น ภาพวาดรูปเจ้าหญิงเจ้าชายถูกฉีกลงจากผนังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ปราสาทของเล่นถูกทุบแตกออกเป็นเสี่ยงๆ กลิ่นฉุนของขวดน้ำหอมที่แตกฟุ้งเต็มห้องกลายเป็นกลิ่นเหม็น
ห้องนอนที่เคยตบแต่งอย่างสวยงามกลับอยู่ในสภาพถูกกทำลายทั้งหมด โจเซฟนั่งกอดเข่าอยู่ท่ามกลางซากสิ่งของ
ซากของความฝันของเธอ
“คุณพ่อ? คุณแม่? มาร์ซี่?......... รุ่นพี่?” โจเซฟพึมพำซ้ำไปซ้ำมาเหมือนคนเสียสติ “ช่วยด้วย...ใครก็ได้...”
“องค์ราชินี!” มาราตทิ้งถาดอาหารลงแล้วรีบวิ่งไปหาราชินีทันที
หล่อนเข้าไปประคองตัวโจเซฟไว้ แต่ก็ต้องตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นแขนของโจเซฟมีรอยแผลกรีดตรงเป็นทางยาว
คราบเลือดเปื้อนติดกับเสื้อเป็นสีม่วง
“รุ่นพี่..... ช่วยด้วย... คุณพ่อ
..คุณแม่.......มาร์ซี่......ใครก็ได้...” โจเซฟเรียก แต่ไม่มีใครเข้ามาช่วยเธอได้ วินาทีนั้น
มาราตก็ได้รู้ว่าเธอได้กระทำสิ่งที่ไม่อาจให้อภัยได้ลงไปเสียแล้ว เธอได้ฆ่าเด็กสาวไร้เดียงสาลงด้วยน้ำมือของเธอเอง
เด็กสาวที่ตลอดทั้งชีวิตได้รับแต่ความรัก ชีวิตมีแต่ความสดใส
กลับต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายในชั่วข้ามคืน
ความทรมานนี้มันมากเกินว่าที่เธอจะทนแบกรับไว้ได้
มาราตเข้าไปกอดโจเซฟเอาไว้
เธอไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยคำขอโทษหรือปลอบใจเด็กสาว เพราะคงไม่มีสิ่งใดชดเชยการกระทำของตัวเองได้
ไหล่เล็กๆ ของเด็กสาวสั่นไหว
ปากยังเรียกชื่อของบุคคลผู้เป็นที่รักไม่มีวันหยุด
-------------------------------------------------------
Republican Nostalgia ตอนต่อไป
โจเซฟีนยังต้องเป็นพระราชินีต่อไป แม้หัวใจแหลกสลาย
"Tanz mit diesem Mädchen? Machen Sie mit mir Spass?
“นี่นาย..ชอบคุณชิโอริใช่ไหม?”


\"อันนี้กินได้หรือเปล่า\" อิๆ
ทั้งคลอทด์ทั้งโจเซฟ ชีวิตที่สดใสได้หายไปตลอดกาลซะแล้วน้อ
(อ๊ะ ก็ออกจะเว่อร์ไปหน่อย)
ในที่สุด....ก็รู้ใจตัวเองแล้วสินะ การ์ฟิลด์ นายน่ะแอบชอบรุ่นพี่มาตลอดใช่ไหม
รุ่นพี่คลอเดียสชื่อจริงเท่เป็นบ้าเลยค่ะ
#1 By Aijou~ on 2009-08-11 18:43