[FIC] Republican Nostalgia ตอนที่ 16 เพลงแห่งฤดูใบไม้ผลิ
posted on 17 Aug 2009 09:41 by bosie
Republican Nostalgia
ตอนที่ 16 เพลงแห่งฤดูใบไม้ผลิ
วันนี้ถึงฤกษ์วันแต่งงานของภีมะกับชิโอริ
เจ้าบ่าวนั่งอยู่หน้ากระจกในห้องแต่งตัว เขาแค่สวมสูทสีขาว ติดตราข้าราชการ
แต่งตัวเช่นเดียวกับวันที่ต้องไปงานเลี้ยงของทางราชการเป็นปกติ
นึกในใจว่าป่านนี้ที่ห้องพักของอีกฝ่ายจะชุลมุนวุ่นวายอยู่กับการแต่งองค์ทรงเครื่องให้เจ้าสาวที่สวยที่สุดในงาน
“ยังไม่ถึงเวลาใช่ไหม?”
ภีมะหันไปถามกาฟรีโล
แต่น้องชายมองเหม่อไปนอกหน้าต่าง ไม่ได้ยินที่ถาม “นอกหน้าต่างมีอะไรเหรอ?”
พี่ชายยิ้มเดินเขาไปหาน้อง
“เอ่อ..เปล่านี่ครับ” กาฟรีโลเพิ่งรู้สึกตัว เขาก้มศีรษะลงคล้ายเป็นการขอโทษภีมะไปในตัวที่ปล่อยให้ใจลอย
เหลือเวลาอีกยี่สิบนาทีจะถึงพิธี
“แหวนล่ะ?”
“อ้อ
ครับ”
กาฟรีโลลุกลี้ลุกลนหยิบกล่องแหวนแต่งงานออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
ถ้าเพื่อนเจ้าบ่าวดันมาทำแหวนหายไปเสียก่อนเริ่มงาน ก็คงเสียฤกษ์กันไปหมด
ความจริงกาฟรีโลไม่อยากมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวเลย
แต่เพราะทั้งภีมะทั้งชิโอริต่างก็รบเร้าเลยต้องยอมตกลง วันนี้เป็นวันดีของภีมะ
เขาไม่ควรปล่อยใจให้คิดเป็นอื่น ภีมะกับชิโอริเป็นคู่หมั้นกัน
สักวันพวกเขาก็ต้องแต่งงานกันและไปมีความสุขด้วยกันสองคน สิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้ไม่ใช่มามัวนั่งคร่ำครวญ
แต่ควรร่วมแสดงความยินดีให้กับทั้งสองคนไม่ใช่หรือ?
“พวกอมุนเซนด์คงงานยุ่งกันน่าดู
ความจริงไม่เห็นต้องทำงานให้มันใหญ่โตถึงขนาดนี้ก็ได้”
ภีมะพูดแกมบ่น แต่เขาก็ยังยิ้ม
งานแต่งวันนี้จัดที่คฤหาสน์ประจำตระกูลฟีเดลซึ่งไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาเยี่ยมชมบ่อยๆ
แขกที่มาในวันนี้บางคนจึงถือโอกาสอยู่ค้างคืนดื่มด่ำกับความหรูหราของคฤหาสน์และงานเลี้ยงก่อนออกเดินทางในรุ่งขึ้น
การเตรียมงานเลยกลายเป็นแผนการใหญ่อลังการ นอกจากเหล่าพ่อบ้านแม่บ้านจะต้องเตรียมอาหาร
ยังต้องเตรียมห้องหับให้แขกชั้นสูงซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเรื่องมากเป็นที่หนึ่ง
ภีมะเองก็ไม่ใช่คนดังของตระกูลฟีเดล
ไม่ใช่การแต่งงานเพื่อควบรวมขั้วทางการเมืองเหมือนงานแต่งของสมาชิกครอบครัวฟีเดลหลายคน
แต่พวกคุณนายไฮโซทั้งหลายต่างกระหายอยากมาร่วมงานนี้จุดประสงค์อย่างเดียวคือเพื่อเกทับกันและมาประชาสัมพันธ์ตัวเองตามสื่อสายงานสังคมชั้นสูง
“ยิ่งพระราชินีจะทรงเสด็จมาในงานวันนี้ด้วย...” เจ้าบ่าวเสริม
“จะมาทำไม!
ไม่ใช่เรื่องของตัวเองสักหน่อย! ไม่เห็นมีใครบอกผมเลยว่ายัยนั่นจะมา!” กาฟรีโลอารมณ์เสียขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินชื่อโจเซฟ
“พระราชินี
ไม่ใช่ ยัยนั่น มีมารยาทหน่อยสิ” ภีมะเตือนน้อง “ฉันก็ดีใจออกที่มีคนระดับพระราชินีมาร่วมงาน งานแต่งของฉันเป็นคู่แรกในประเทศนับแต่ปฎิวัติที่เสด็จมาร่วมเลยนะ
ดีออก”
“คุณพ่อเป็นคนออกความคิดสินะครับ...”
ทำไมตระกูลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นปรปักษ์กับราชวงศ์อย่างตระกูลฟีเดลถึงเชิญพระราชินีให้เสด็จมาร่วมงาน
ถ้าไม่ใช่เพื่อต้องการสร้างภาพว่าพวกฟีเดลยอมสวามิภักดิ์ให้กับราชวงศ์
ให้ทุกคนเห็นว่าฟีเดลไม่ใช่ศัตรูของราชวงศ์
แล้วก้าวลงมาเล่นการเมืองได้อีกครั้งแม้ระบอบการปกครองจะเปลี่ยนแปลงก็ตาม “งานแต่งของพี่แท้ๆ ยังเอามาใช้เป็นเครื่องมือได้...”
“เอาน่าๆ
งานฉลองสำคัญกว่า” ภีมะดึงเนกไทตัวเองออกมาผูกใหม่
เพราะของเก่าที่พ่อบ้านผูกให้ไม่ตรงที่
วันสำคัญของตัวเองถูกเอามาใช้ประโยชน์แต่ทำไมภีมะยังไงใจเย็นอยู่ได้?
ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ตัวแค่ไหนก็ถูกพ่อใช้เป็นเครื่องมือ
กาฟรีโลเองก็ถูกพ่อใช้เป็นเครื่องมืออยู่ตลอดเวลา เขารู้ตัวดีอยู่
เมื่อไรชีวิตแบบนี้มันจะจบลงสักที ถ้าเขาออกไปทำอะไรเอง
ไม่ต้องให้พ่อคอยสั่งซ้ายสั่งขวา เขาจะมีความสุขกับอิสระมากกว่านี้ไหม? เป็นเด็กธรรมดา เลือกทางเดินให้ตัวเองได้ เขาอยากลองทำแบบภีมะ
ไม่ต้องใส่ใจเรื่องการเมือง ออกไปจากวงจรนี้
แต่ทำแบบนั้นเขาคงรู้สึกว่าตัวเองคงกลายเป็นพวกจับจด
ตลอดเวลาที่ผ่านมางานที่เขาทำให้พ่อกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของชีวิตเขาไปแล้ว
“อ๊า..
ไอ้เนกไทบ้านี่มันผูกยังไงกันแน่!” ภีมะดึงเนกไทออกอีกรอบ
กาฟรีโลเห็นพี่ชายตัวเองกำลังหัวหมุนเลยเข้าไปช่วยผูกเนกไทให้ กาฟรีโลต้องออกงานที่เป็นทางการบ่อยกว่า
ถูกสื่อจับจ้องมากกว่าเขา เรื่องแต่งตัวให้เป็นทางการเลยเข้าที่เข้าทางมากกว่า
“วันนี้คุณแม่มาด้วยนะ”
“ครับ...”
“จะว่าไปแล้วนายก็ไม่ได้เจอกับคุณแม่มานานแล้วนี่
ฉันเลยเชิญคุณแม่มาด้วย...”
“เสร็จแล้วครับ
รีบไปเถอะ” กาฟรีโลดึงเนกไทให้เข้าที่
ภีมะไม่ได้ใส่ใจต่อแม้เห็นน้องชายเลี่ยงไม่พูดถึงแม่ตัวเอง
บางทีการไม่เข้าไปปะทะในประเด็นที่คู่สนทนาไม่อยากอยากพูดน่าจะเป็นการดีกว่า
“อื้อ
ไปกันเถอะ”
พูดจบ ภีมะก็ปลิดดอกคาเมเลียสีแดงจากแจกัน
แล้วกลัดดอกไม้ไว้ตรงกระเป๋าเสื้อ
--------------------------------------------
“องค์ราชินี ได้เวลาเสด็จแล้วเพคะ”
มาราตเรียกพระราชินี ช่างแต่งหน้ากำลังปัดเครื่องสำอางและสวมมงกุฎให้โจเซฟอยู่
“ค่ะ
เข้าใจแล้วค่ะ” พระราชินีแย้มพระสรวลให้ผู้แล
พร้อมทั้งกล่าวขอบใจช่างแต่งหน้า
โจเซฟเปลี่ยนไปเป็นคนละคนนับแต่เกิดเรื่องคลอทด์ เธอสลัดความเป็นเด็กในตัวออกไปหมด ไม่มีการทำเสียงพูดจาแบบเด็กๆ
ไม่เรียกสรรพนามแทนตัวว่า “หนู” กับมาราตอีกต่อไป แต่เปลี่ยนไปเป็น “ฉัน”
กับ “คุณ” แทน เมื่อได้พบปะประชาชน
รอยยิ้มของเธอจากที่เป็นรอยยิ้มแบบเด็กๆ กลับกลายเป็นรอยยิ้มไว้ภูมิของชนชั้นสูง
เธอรับงานราชกิจทุกอย่าง ไม่มีบ่น ราวกับว่าจะยอมรับหน้าที่และชะตากรรมของตัวเองได้แล้ว
ภายในชั่วข้ามคืน
เด็กสาวธรรมดาก็กลายเป็นราชินีที่สง่างามอย่างที่หลายคนคาดหวังไว้
แต่ถึงกระนั้นมาราตก็ยังตะขิดตะขวงใจ วิธีที่พวกผู้ใหญ่ใช้เปลี่ยนเธอ มันโหดร้ายเกินไปสำหรับเด็กสาวอายุเพียงแค่สิบเจ็ดปี
ก่อนหน้านี้มาราตได้รับคำสั่งมาแค่ว่าให้เปลี่ยนกิริยาท่าทางของโจเซฟให้สมตำแหน่งเท่านั้น
แต่ไม่ให้ถึงขั้นเปลี่ยนแปลงความคิดไปถึงขั้นนี้
คงหมดเวลาที่เธอจะเอ็นดูโจเซฟเหมือนหลานสาวแล้ว เหลือแต่เพียงไว้แต่ความสัมพันธ์ในฐานะราชินีและนางสนองพระโอษฐ์
ผ่านไปสี่เดือนนับตั้งแต่คลอทด์จากไป
ถ้าจะให้สรุปเรื่องราวหลังจากเช้าวันอาทิตย์วันนั้นอย่างสั้นๆ
ตามที่มาราตได้ยินมาคือ สามวันให้หลัง คลอทด์กลับมาที่บ้านด้วยแผลบาดเจ็บเต็มตัว
เขาโกหกที่บ้านว่าเขาออกไปเลี้ยงฉลองจบการศึกษา แล้วกลุ่มรุ่นน้องมีเรื่องทะเลาะวิวาท
แล้วพลอยถูกลูกหลงต้องถูกคุมตัวอย่างอยู่สถานีตำรวจ แม้ว่าเอมิล
โรแรงค์จะไม่เชื่อว่าน้องชายจะทำเรื่องแบบนั้นและถามหาความจริงจากปากน้องชาย
แต่พอคลอทด์ยังยืนยันคำเดิมว่าเขามีเรื่องจริงๆ พี่ชายเลยยอมเชื่อ
และพ่อแม่ของคลอทด์ก็เชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน หนึ่งเดือนต่อมา
เมื่อคลอทด์ได้รับสัญญาณจากคนวงในให้เตรียมตัวออกนอกประเทศ
คลอทด์จึงบอกครอบครัวว่า
เขาได้รับโอกาสให้ไปเป็นอาสาสมัครของรัฐบาลสอนงานศิลปะที่ประเทศแถวแอฟริกา
และต้องเดินทางออกนอกประเทศภายในหนึ่งอาทิตย์
ไม่มีพ่อแม่ที่ไหนไม่อยากให้ลูกตัวเองได้ทำสิ่งที่อยากทำ
พ่อแม่ของคลอทด์ถึงให้คลอทด์เดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ขัดขวาง
แล้วเรื่องก็จบลงตรงนั้น ไม่เคยมีใครได้ยินข่าวคราวของคลอทด์อีกเลย โจเซฟก็ไม่เคยพูดถึงคลอทด์อีก
ไม่อยากหวนรำลึกถึงรักครั้งที่จบลงอย่างด้วยโศกนาฏกรรม ถึงเขาจะยังไม่ตาย
เขาก็ได้สาบสูญไปจากชีวิตของเธอแล้วอย่างกลายๆ
“หลังจากที่ทรงทักทายเจ้าบ่าวเจ้าสาวแล้ว
จะต้องทรงเต้นรำเปิดฟลอร์”
มาราตอ่านหมายกำหนดการให้โจเซฟฟังระหว่างอยู่ในรถ “เพลงที่จะเต้นเป็นเพลงจังหวะวอลซ์
หม่อมฉันคิดว่าฝ่าบาทอาจจะทรงยังไม่ชำนาญเพลงจังหวะวอลซ์นัก เลยให้บอกคนเตรียมงานให้เปลี่ยนเพลงได้เสมอ
ฝ่าบาทเห็นว่าอย่างไร?”
มาราตถาม
นึกใจว่าโจเซฟต้องบ่นเหมือนก่อนหน้านี้ว่าเพลงวอลซ์อยากเกินไป
แต่โจเซฟมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ไม่ตอบหล่อน
“ฝ่าบาท..”
“ฉันเต้นเพลงวอลซ์ได้ค่ะ”
“แต่ฝ่าบาทแน่ใจหรือ? หากจะเปลี่ยนเป็นเพลงจังหวะง่ายๆ ทางนั้นเขาก็ไม่ขัดข้องนะเพคะ”
“ฉันต้องทำนี่คะ
เพราะนี่เป็นงานของฉันนี่นา..” โจเซฟพูด
เธอยิ้มให้มาราต แต่นั้นไม่ใช่รอยยิ้มของเด็กสาวคนเดิมอีก
ราชินีถือกำเนิดด้วยความตายของเด็กสาว ในตอนนั้นโจเซฟร้องให้คนช่วย
แต่กลับไม่มีใครสักคนอยู่เคียงข้าง เพราะคนรอบกายที่เธอรักต่างถูกบังคับให้กระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง
เธอจึงเลือกปิดตัวเองจากคนอื่น ก้มหน้าก้มตารับเส้นทางที่ตนเลือก เพราะอย่างน้อย
มันก็คือเหตุผลเดียวที่เธอมีชีวิตอยู่ สิ่งที่ทำให้ชีวิตของเธอมีค่า
มาราตถอนหายใจเบาๆ
เธอเป็นหนึ่งในคนร้าย แต่ในใจนั้น
เธอก็ยังหวังว่า ภายในหัวใจที่กำลังปิดตายของโจเซฟ
ยังมีแสงสว่างที่เธอซ่อนไว้จากเหล่าปีศาจร้าย
--------------------------------------------
งานพิธีแบ่งออกเป็นสามช่วงคือช่วงรับรองแขก
ช่วงพิธีการ และ ช่วงงานเลี้ยงซึ่งจะกินดื่มต่อเนื่องไปถึงเช้า
ภีมะคล้องแขนชิโอริมาที่หน้างาน
เจ้าสาวของเขาสวมกิโมโนลำลองสีฟ้าอ่อน ทั้งคู่ออกมาต้อนรับแขกเหรื่อในงาน
รวมถึงองค์ราชินีที่เสด็จมาด้วยรถพระที่นั่งแล้วเข้ามาทักทายเจ้าบ่าวเจ้าสาวด้วยพระองค์เอง
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ
คุณชิโอริ วันนี้คุณชิโอริสวยที่สุดในงานจริงๆ นะคะ” โจเซฟบอก
ขนาดไม่ใช่ชุดออกงานจริง ชิโอริยังสวยเหมือนหลุดออกมาจากหนังสือภาพได้ขนาดนี้
“หม่อมฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ฝ่าบาทเสด็จมาในวันนี้”
เจ้าสาวโค้ง คำพูดคำจา กริยาของเธอ
ก็งดงามหมดจดไปหมด ไม่ต้องสงสัยว่าภีมะคือผู้ชายที่โชคดีที่สุดในงานเช่นเดียวกัน
“คุณภีมะโชคดีจังเลย
ที่มีเจ้าสาวแบบนี้”
“กระหม่อมก็รู้สึกเช่นเดียวกัน”
ภีมะหัวเราะเบาๆ
กาฟรีโลยืนทื่ออยู่ข้างหลังภีมะไม่ทักทายเธอ
โจเซฟเดินผ่านไปทางอื่น ถ้าเจ้านั่นไม่อยากจะสนใจเธอ เธอก็ไม่อยากจะสนใจเหมือนกัน
ทำไมคุณภีมะที่ดีแสนดี มีเจ้าสาวสวยๆ เคียงข้าง กลับมีน้องชายน่าเบื่อ นิสัยแย่
แถมยังเห็นแก่ตัวแบบนี้ไปได้นะ!
ต่อจากงานต้อนรับก็เป็นงานพิธีการ
ชิโอริเปลี่ยนชุดเป็นชุดกิโมโนสีขาวของเจ้าสาว
หมวกคลุมผมใบใหญ่ยาวลงมาเหมือนเป็นผ้าปิดหน้าเจ้าสาว
เหน็บกริชประจำตระกูลไว้ที่โอบิ
โจเซฟนั่งอยู่บนบัลลังก์เหนือแท่นทำพิธีของพวกพระ
เมื่อชิโอริค่อยๆ ก้าวเข้ามาด้วยย่างก้าวที่เชื่องช้าแต่มั่นคง เธอก็รู้สึกว่าชิโอริไม่ใช่คนบนโลกมนุษย์นี่เลย
ภีมะประคองมือเธอ ทะนุถนอมมือข้างนั้นราวกับจะไม่ยอมปล่อยให้หญิงพรากจากตนไป
บาทหลวงให้ภีมะสวมแหวนให้ชิโอริ
กาฟรีโลในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าวเปิดกล่องใส่แหวน แหวนไพลินน้ำทะเล สีประจำของชิโอริ
ภีมะพยักหน้าขอบใจกาฟรีโล เด็กหนุ่มฝืนยิ้มตอบ เก็บความรู้สึกของตัวเองอัดอั้นไว้
เขาพยายามแอบมองหน้าเจ้าสาวผ่านผ้าคลุมหน้า เขาอยากวิ่งหนีไปออกจากตรงนี้
ไม่อยากรับรู้ความจริง เขาอยากเงยหน้าขึ้นมา พูดแสดงความยินดีกับภีมะ ยอมแพ้
ยอมรับทุกอย่างแต่เขาทำไม่ได้
และเมื่อแหวนวงนั้นสวมลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของเจ้าสาว
ความฝัน ความหวัง และวัยเด็กของกาฟรีโลก็จบสลายไป
ช่วงเวลาที่ทั้งสามคนอยู่ด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน จะไม่มีอีกแล้ว
กาฟรีโลลูบคอตัวเอง
เขาปวดหัว อึดอัด อยากอาเจียน เขาทนไม่ได้แล้ว อยากหนีออกไปจากที่นี่
“ไม่เป็นไรนะ... หน้าซีดเชียว..”
ภีมะถาม แต่นั่นยิ่งทำให้กาฟรีโลรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิม
ภีมะยังเป็นพี่ชายที่คอยรักและเป็นห่วงเสมอ แต่เขากลับไม่เคยตอบแทนความปรารถนาดีนั้น
“ยินดีด้วยนะครับพี่....”
เด็กหนุ่มข่มใจตัวเองกล่าวอวยพรพี่ชาย
บาทหลวงถามคำถามต่อเจ้าบ่าวเจ้าสาวไปถามบท
แต่เพราะว่าโจเซฟมาร่วมพิธีด้วย
คนที่ต้องถามว่าทั้งคู่จะรับอีกฝ่ายเป็นคู่สมรสหรือไม่ในตอนสุดท้ายก็เลยต้องเป็นพระราชินีแทน
เจ้าบ่าวเจ้าสาวเดินไปตรงหน้าพระราชินีแล้วทำความเคารพ
“ฉันจะไม่ถามหรอกนะคะว่า
คุณภีมะกับคุณชิโอริจะรับอีกฝ่ายเป็นสามีหรือภรรยาหรือเปล่า
เพราะยังไงก็ต้องตอบว่ารับอยู่แล้ว” โจเซฟเปลี่ยนคำถาม
แขกในงานบางคนหัวเราะเบาๆ
แต่ก็มีบางคนโดยเฉพาะพวกคนแก่กับพวกพระที่หน้าตึงขึ้นมาทันที
“แม้จะมีอุปสรรคขัดขวาง แม้จะมีเรื่องเศร้าเกิดขึ้น
พวกคุณยังจะรักกันต่อไปหรือเปล่าคะ?” พระราชินีถามคู่บ่าวสาวอีกหน
มีแต่มาราตกับกาฟรีโลเท่านั้นที่รู้ว่าโจเซฟพูดถึงอะไร
เธอกำลังลองใจคู่บ่าวสาวด้วยเรื่องที่เกิดกับตัวเอง
แต่ภีมะกับชิโอริคงไม่คิดเป็นอื่นนอกเสียจากว่าพระราชินีทรงอยากอวยพรให้ทั้งสองรักกันคนชั่วฟ้าดินสลายเท่านั้น
“เราสองคนจะรักกันต่อไปแม้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
กระหม่อมพูดแทนชิโอริ เพราะกระหม่อมรู้ว่าเธอก็จะพูดเช่นเดียวกัน กระหม่อมไม่ได้พูดเช่นนี้เพื่อให้ฟังดูดีเพราะว่านี้เป็นงานแต่งงานแต่อย่างใด
แต่นี่เป็นสิ่งที่กระหม่อมคิดมาตลอด
กระหม่อมคิดว่าไม่มีความรักใดในโลกเป็นสิ่งที่ผิดหรือเป็นสิ่งที่สมควรถูกขัดขวางแต่อย่างใด
ถ้าหากความรักนั้นเป็นรักแท้ และเป็นรักที่ไม่ได้ต้องการผลตอบแทน”
กาฟรีโลซึ่งยืนอยู่ข้างหลังภีมะหันไปดูว่าโจเซฟจะทำหน้าอย่างไร
เธอคงจะร้องไห้โฮออกมาตรงนั้นเพราะความเศร้าและความอิจฉา
รักกันด้วยความรักบริสุทธิ์เหมือนกันแท้ๆ แต่อีกคู่กลับได้มีความสุข
ในขณะที่เธอกลับต้องพรากจากคลอทด์ แต่เขาผิดถนัด โจเซฟไม่ได้ดูเศร้าเลย
“ฉันขอประกาศให้คุณทั้งสองคนเป็นสามีภรรยากัน ขอให้คุณทั้งสองคนรักกันตลอดไปนะคะ”
แขกในงานปรบมือให้พร้อมกันทันทีตามราชประกาศ
ภีมะเลิกหมวกคลุมผมและจุมพิตภรรยา ตามติดด้วยแสงแฟลชและเสียงชัตเตอร์ของนักข่าวที่รัวกันเข้ามาเป็นกระสุนปืน
กาฟรีโลยืนนิ่งตึง
หัวใจที่ร้าวอยู่แล้วค่อยๆ ปริแตกออก
รสของจุมพิตนั้นคือสิ่งที่เขาไม่มีทางได้ลิ้มลอง
--------------------------------------------
วงดนตรีแจ๊สยอดนิยมมาแสดงเป็นวงดนตรีในงานเลี้ยงหลังพิธีสมรส
บริกรนำอาหารและเครื่องดื่มให้แขกทุกคนไม่ขาดมือ
มีตั้งแต่อาหารแบบค็อกเทลจัดแต่งไว้อย่างสวยงาม ไวน์นำเข้ารสเลิศ วิสกี้ชั้นดี
ทำเอาแขกบางคนเมาไปเสียก่อนงานจะเริ่มเป็นทางการ
“ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมงานให้วันนี้”
จอร์จ ฟีเดลรับหน้าที่เป็นพิธีกรบนเวที “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ...องค์ราชินีโจเซฟีน...”
โจเซฟโค้งให้เหล่าแขก
ทิ้งเรื่องที่เคยไม่ถูกชะตากับอดีตประธานาธิบดีไปก่อน
“และขอให้ทุกท่านปรบมือให้กับคู่บ่าวสาวของงานในวันนี้”
จอร์จ ฟีเดลแผ่มือไปทางประตู ไฟในห้องดับลง
เมื่อประตูเปิดออก แสงไฟสปอตไลท์ก็ส่องไปที่ภีมะกับชิโอริ
ชิโอริเปลี่ยนจากชุดกิโมโน เป็นชุดเดรสเต้นรำ วงดนตรีเล่นเพลงงานแต่งงานคลอตาม
กาฟรีโลถอนหายใจ งานแต่งงานนี้ก็ละครน้ำเน่าประชาสัมพันธ์ตัวเองของพ่อดีๆ นี่เอง
ทั้งไร้รสนิยม ไร้ความหมายลึกซึ้ง เหมือนพวกโฆษณาประชาสัมพันธ์ของรัฐไม่มีผิด
“ต่อจากนี้ไปขอเชิญแขกทุกท่านร่วมกันเต้นรำบนฟลอร์ โดยองค์ราชินีจะทรงเต้นเป็นคู่เปิดฟลอร์
หม่อมฉันในฐานะตัวแทนของตระกูลฟีเดล ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง”
“กระหม่อมคิดว่าคงเป็นเรื่องไม่เหมาะสมนัก
หากกระหม่อมจะเต้นรำกับผู้หญิงคนอื่นต่อหน้าภรรยาตัวเองทั้งๆ ที่เพิ่งแต่งงานกัน” ภีมะหยอก พาเอาหญิงสาวทั้งสองหัวเราะร่วน “แต่กระหม่อมอยากให้ฝ่าบาทเต้นรำกับน้องชายของกระหม่อมเป็นคู่เปิดฟลอร์
ฝ่าบาทและกาฟีลก็อายุไล่เลี่ยกันพอดี กระหม่อมคิดว่าคงเป็นการดีที่จะเห็นคู่วัยรุ่นเต้นรำเปิดงานมากกว่า”
โจเซฟกับกาฟรีโลมองหน้ากัน
ต่างฝ่ายต่างอ้าปากค้าง ภีมะคิดอะไรอยู่!
"Tanz mit
diesem Mädchen? Machen Sie mit mir Spass?” กาฟรีโลเปิดฉากพูดเป็นภาษาเยอรมันด้วยสำเนียงระดับเจ้าของภาษา
โจเซฟจับใจความที่เขาพูดไม่ได้เลย ก็มันเทียบสำเนียงของคู่ที่โรงเรียนไม่ติด
รู้อยู่อย่างเดียวว่ากาฟรีโลต้องแอบด่าเธออยู่แน่ๆ! เจ้าคนน่ารังเกียจ!
แน่จริงก็ด่ากันตรงๆ เลยสิ!
“เสียมารยาท
วันนี้เพื่อนเจ้าบ่าวต้องทำที่เจ้าบ่าวสั่งทุกอย่างนะ”
ภีมะเอาหลังมือเขกหัวน้องชาย เด็กหนุ่มลูบศีรษะตรงที่โดนเขก
“Wie ärgerlich!” กาฟรีโลบ่นต่อ เดินนำหน้าไปที่ฟลอร์ ไม่เต็มใจแต่ก็ต้องทำ
โจเซฟก็ต้องทำตาม นี่เพราะเธอเห็นแก่ภีมะกับชิโอริหรอกนะ!
แต่ก่อนที่เธอจะเดินตามกาฟรีโลไป ภีมะจับมือเธอเบาๆ แล้วกระซิบให้พระราชินี
“คืนนี้คงเป็นคืนที่ยาวนานของเขา
...ฝากดูแลเขาด้วยนะครับ...”
โจเซฟไม่รู้ว่าภีมะหมายถึงกาฟรีโลหรืออะไรอย่างอื่น
เธอต้องรีบตามกาฟรีโลเลยไม่ได้หยุดถามก่อนว่าภีมะพูดถึงอะไรอยู่
เพลงเปิดเป็นจังหวะวอลซ์ตามแผน
โจเซฟเริ่มนับหนึ่งสองสามสี่อย่างที่ฝึกมา กาฟรีโลวางมือไว้ที่เอวของโจเซฟ
แต่ก็เป็นแตะอย่างขยะแขยงมากกว่า มืออีกข้างที่จับมือโจเซฟไว้ก็ไม่ได้จับไว้มั่น
ถ้าเป็นไปได้โจเซฟก็อยากจะเขี่ยไอ้เจ้าบ้านี่ไปให้ไกลๆ เหมือนกัน
“ฉันไม่ได้อยากเต้นกับเธอเพราะอยากเต้นหรอกนะ......”
กาฟรีโลพูดเบาๆ
“ฉันก็ไม่ได้อยากเต้นกับนายเหมือนกันแหละย่ะ ฉันอยากเต้นกับคุณภีมะมากว่า คุณภีมะเท่กว่านายตั้งเยอะ”
“ฉันก็อยากเต้นผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่เธอเหมือนกัน”
“อ่อ..
ใครกันเหรอนั่นน่ะ...”
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ...”
กาฟรีโลเปลี่ยนสีหน้าทันที
บีบมือของโจเซฟเสียแรงจนเธอเจ็บ
“อะไรกัน..นี่..นาย” ท่าทีของกาฟรีโลทำให้เธอกลัว แค่ล้อเล่น ทำไมถึงต้องจริงจังขนาดนี้ด้วย
โจเซฟกำลังสลัดมือออกพอดี แต่เพลงก็เล่นเสียก่อน
“อย่ามาเหยียบเท้าฉันนะ” กาฟรีโลยังไม่หยุดกวนประสาท
โจเซฟไม่ได้ตอบโต้เพราะเธอกำลังพุ่งสมาธิทั้งหมดที่เท้าตัวเอง
เธอไม่ได้สนใจฟังเพลง กาฟรีโลเห็นก็ทนเดือดร้อนแทนไม่ได้ ถ้าโจเซฟล้มขึ้นมา
พระราชินีทำอะไรก็ย่อมไม่ผิดอยู่แล้ว เขาน่ะสิที่จะต้องขายขี้หน้า คงได้ลงหน้าหนึ่งนิตยสารซุบซิบว่าลูกชายไฮโซคนดังล้มเป็นคู่เปิดฟลอร์ต่อหน้าพระพักตร์พระราชินี
แล้วก็ให้คนเขาขำกันไปทั้งบาง
กาฟรีโลเพิ่มแรงดึงตัวโจเซฟให้ขยับตามตัวเอง โจเซฟยิ้มอย่างมั่นใจว่าตัวเองเต้นได้ตามเพลงแล้ว
กาฟรีโลนึกขำ ยัยนี้คิดว่าตัวเองเต้นดี ทั้งๆ ความจริงแล้วก็แค่หมุนตัวไปตามแรงดึงของคู่เต้นเท่านั้นเอง
เพลงต่อไปก็เริ่มเล่นทันที
ไม่เว้นว่าง คราวนี้ภีมะกับชิโอริ และแขกวีไอพีลงมาเต้นด้วย
คู่ของกาฟรีโลกับโจเซฟก็ควรจะเต้นต่อไป แต่กาฟรีโลยื่นนิ่ง เหม่อมองไปที่คู่ของภีมะกับชิโอริตาไม่กระพริบ
โจเซฟมองตาม เห็นภีมะกับชิโอริกำลังเต้นรำกันไปพูดหยอกล้อกันไป กาฟรีโลมองตาม
ดวงตาของเขาโหยหา เก็บเศษเสี้ยวความรักที่ชิโอริทำหล่นไว้
โจเซฟนึกในใจ? หรือว่า... เธอจะอยู่คั่นกลางนิยายรักสามเส้าอยู่... ?
หรือที่ภีมะบอกให้เธอดูแล
“เขา” ให้ดี
เพราะว่าภีมะรู้อยู่แล้วใช่ไหม?
ว่าน้องชายหลงรักภรรยาตัวเองหัวปักหัวปำ ถ้าภีมะรู้แล้วว่ากาฟรีโลรักชิโอริ
แล้วทำไมถึงยังเลือกให้กาฟรีโลเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ทำไมถึงทำเหมือนตัวเองไม่รู้
ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาเห็นใจกาฟรีโลอยู่จริงๆ หรือเปล่า? หรือมีจุดประสงค์อย่างอื่นกันแน่?
กาฟรีโลยืนมองภีมะจูบแก้มเจ้าสาวของเขา
เด็กหนุ่มกำมือแน่น เขาทนดูต่อไม่ได้อีก เดินออกไปนอกฟลอร์ ทิ้งโจเซฟไว้คนเดียว
“เดี๋ยว..!”
โจเซฟจะตามกาฟรีโลไป
แต่ผู้ว่าราชการร่างอ้วนพร้อมด้วยนักการเมืองเขามารุมล้อมขอเธอเต้นรำ
โจเซฟเลยต้องรับหน้าก่อน ไม่ทันกาฟรีโลที่เดินลับหายจากห้องบอลรูมไปแล้ว
เธอรู้ว่าเธอกับกาฟรีโลไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน
แล้วเธอก็จำเป็นต้องช่วยไอ้คนที่ดีแต่รังควานเธอด้วย
แต่มีอะไรบางอย่างบอกเธอว่าเธอจะปล่อยให้กาฟรีโลหนีไปคนเดียวแบบนี้ไม่ได้
--------------------------------------------
โจเซฟหาโอกาสผละตัวออกมาจากลานเต้นรำเมื่อวงเล่นไปได้ห้าเพลง
กาฟรีโลเดินออกจากงานไปแล้วไม่กลับมาอีก คนอื่นๆ
ในงานรู้มัวแต่ยุ่งอยู่กับคู่เต้นรำและคู่สนทนาของจนไม่มีใครเอะใจว่าเด็กหนุ่มหายไป
เพื่อออกไปตามกาฟรีโล
โจเซฟเลยทำทีขอมาราตออกไปข้างนอกคนเดียว บอกว่าจะขอไปสูดอากาศเงียบๆ
พักจากงานเลี้ยงบ้าง มาราตให้โจเซฟออกไปเดินตามลำพังได้เพราะเห็นว่ายังไงก็มีราชองครักษ์คอยคุมรอบอาคารอยู่แล้ว
อีกเพื่อเป็นการตอบแทนพระราชินีที่ทรงปฏิบัติราชกิจอย่างเยี่ยมยอดมาทั้งงาน
โจเซฟีนย่องออกจากประตูเดียวกับที่กาฟรีโลเดินออกจากงาน
ข้างนอกอาคารราวกับเป็นคนละโลก ไร้ซึ่งเสียงหัวเราะและเสียงดนตรีชุลมุนน่าเวียนหัว
ทุกอย่างบนทางเดินตามระเบียงเงียบสนิท
บรรยากาศโดยรอบคล้ายกับพระราชวังของเธอในตอนกลางคืน อากาศเย็นร่มรื่น
เสียงจิ้งหรีดดังมาจากพุ่มไม้ โจเซฟอยากนั่งมองดาวอยู่ในที่แบบนี้ทั้งคืน หนีออกจากงานและความสับสน
เสียงน้ำไหลดังจากมุมหนึ่งของทางเดิน
โจเซฟเดินไปตามเสียงน้ำ เลี้ยวตามทางเล็กๆ
ที่มีพุ่มไม้ดัดตัดไว้เป็นกำแพงขนาบทั้งสองข้าง ถ้าหากไม่มีไฟข้างทาง
เธอคงมองไม่เห็นอะไรเลย เส้นทางโรยด้วยกรวดมุ่งหน้าไปเรื่อยๆ
จนไปถึงต้นทางของเสียงน้ำไหล
กาฟรีโลนั่งก้มหน้าอยู่ริมน้ำพุ
ไม่รู้ว่าโจเซฟมา
“นี่นาย
ทิ้งคู่เต้นรำไว้คนเดียวแบบนี้มันเสียมารยาทนะ”
“คนอย่างเธอ..ฉันไม่อยากเต้นด้วยสักหน่อย..
ถ้ามีเวลามากนักก็ไปเต้นกับพวกนักการเมืองสิไป”
เด็กหนุ่มตอบ โจเซฟได้กลิ่นเหล้าออกมาจากลมหายใจของกาฟรีโล
พร้อมกับสังเกตเห็นขวดแชมเปญและแก้วเหล้าที่อยู่ในมือของกาฟรีโล
เธอรีบดึงแก้วออกจากมือเขาทันที
“นายยังอายุไม่ถึงกินเหล้าไม่ได้นะ!”
“ฉันกินเหล้าตอนอายุสิบเจ็ด
กับกินเหล้าตอนอายุสิบแปดมันต่างกันตรงไหน?”
กาฟรีโลหัวเราะ เขากำลังเมาได้ที่ ดวงตาล่องลอย
เกิดอะไรขึ้น? กาฟรีโลที่เคยไว้ท่าและหยิ่งผยองมาตลอด
เด็กหนุ่มที่ไม่เคยเผยให้คนอื่นเห็นด้านอ่อนแอของตัวเอง
แต่ตอนนี้เขากลับหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้ ต้องใช้เหล้าปลดปล่อย
โจเซฟไม่นึกเลยว่ากาฟรีโลจะเป็นไปได้ถึงขนาดนี้
“นาย...
ชอบคุณชิโอริใช่ไหม?”
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ”
“ใช่สิ! อะไรที่คนอื่นเขายื่นให้นายด้วยความหวังดี
มันก็ไม่ใช่เรื่องของนายหมดใช่ไหม!” โจเซฟวักน้ำจากน้ำพุใส่หน้ากาฟรีโล
เรียกสติอีกคนกลับมา กาฟรีโลเตรียมจะต่อว่า
แต่เขาก็รู้สึกอับอายที่ปล่อยให้ตัวเองเมาต่อหน้าโจเซฟเลยไม่ได้เปิดปาก
เขาเช็ดหน้าด้วยแขนเสื้อ เขานิ่งไปพักใหญ่ นั่งมองแก้วเหล้า
ทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำลงไป
“ฉัน...
ไม่รู้ว่าตัวเองควรทำยังไงดี.....ฉันรู้ว่าเป็นคนที่มาทีหลัง ไปคั่นกลางระหว่างเขา ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ฉันก็รักเขา รักที่ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นแค่เรื่องไร้สาระ
หลงปลื้มไปตามวัย แต่พอเห็นเขาจะจากไปจริงๆ... ฉันถึงได้รู้ว่ามันคือความรัก.. ”
ฤทธิ์แอลกอฮอล์พาให้กาฟรีโลสารภาพทุกอย่าง
“ทำไมฉันถึงรู้สึกอยากหนีไปเวลาเห็นเขามีความสุข
ทำไมฉันต้องรู้สึกอย่างนั้น ฉันไม่ได้อยากอิจฉาพี่ แต่ฉันก็รู้สึกอย่างนั้นไปแล้ว!
อิจฉา..แค้นใจ..อยากให้เขาแบ่งความรักมาที่ฉันบ้าง.... ถ้าอยู่สามคนเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้
ฉันก็อยากให้เขาพรากจากกัน เพราะอยากให้ใครสักคนในนั้นมารักฉันคนเดียว.... ฉันเห็นแก่ตัวใช่ไหม!”
เด็กหนุ่มนั่งกอดเขาแล้วซบหน้าลง
โจเซฟเริ่มเห็นใจกาฟรีโลขึ้นมา ต่อให้เขาแสดงตัวว่าเก่งกาจแค่ไหน
แต่เบื้องหลังนั้นเขาช่างว้าเหว่ ไร้ความรัก พอลองย้อนนึกถึงตัวเอง
กาฟรีโลก็คงเหมือนกับโจเซฟ เป็นตัวละครตัวหนึ่งในฉากการเมือง ถูกบังคับ กดดัน
ไม่มีชีวิตเป็นของตัวเอง
“ตบฉันทีสิ.....”
“เอ๋?”
“ถือว่าเป็นการลงโทษฉัน
ฉันจะได้ลืมทุกอย่าง..”
“กาฟรีโล! นี่นายเมาไม่ได้สติแล้วนะ!”
“บอกว่าให้ตบก็ตบสิ!
เธอเกลียดฉันมากไม่ใช่เหรอ พอมีโอกาสแล้วทำไมไม่ทำ!
น่ารำคาญจริง!” กาฟรีโลขึ้นเสียง โจเซฟเปลี่ยนจากความเห็นใจเป็นโทสะ
ถ้ากาฟรีโลอยากโดนดีนัก เธอก็จะสนองเอง คราวนี้เขาคงได้สติขึ้นมาบ้าง เด็กสาวเงื้อมือ
แต่เมื่อเห็นดวงตาแดงก่ำของกาฟรีโล เธอก็ลดมือลง ไปวางมือไว้บนแก้มของกาฟรีโลแทน
เหมือนกับปลอบเด็กชายตัวเล็กๆ
มือของโจเซฟ...
กาฟรีโลรู้สึกรังเกียจขึ้นมาทันที แต่มือของโจเซฟก็อบอุ่นเหลือเกิน...เหมือนกับมือของชิโอริที่ทำแผลให้เขา...เหมือนกับมือของภีมะที่ลูบศีรษะเขาอย่างอ่อนโยน
แต่..
ผู้หญิงคนนี้คือศัตรูที่เขาต้องกำจัด...
และเขา..เป็นที่พรากคนรักของเธอไป..
เขา...ไม่มีสิทธิ...
“ปล่อยนะ! อย่ามาแตะฉันนะ!”
กาฟรีโลดึงมือของโจเซฟออก แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่ยอมตาม
“นี่นาย...
กลัวกับสัมผัสของคนอื่นมากถึงขนาดนี้เลยเหรอ...” โจเซฟเปลี่ยนน้ำเสียงอ่อนลง
เธอสงสารกาฟรีโลจับใจ ถ้าก่อนหน้านี้เธอรู้ว่าเขาซ่อนความรู้สึกแบบนี้ไว้
เธอคงจะไม่มองเขาในแง่ร้ายอย่างที่แล้วมา เธอไม่ได้ต้องการตัวเป็นแม่พระ
แต่มันคือความเห็นใจที่เธอมีให้กับคนที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
“เธอสมเพชฉันมากใช่ไหม...
ฉันมันไร้ประโยชน์แล้วนี่...”
“ฉันสงสารนายไม่ได้สมเพช!
เวลาที่คนเขาปรารถนาดีต่อกัน
เขาไม่คิดเล็กคิดน้อยกันหรอกนะ!”
“ก็ไม่เคยมีใครรักฉันเลยนี้!
ทั้งๆ ที่ฉันทำทุกอย่างแล้ว!” คราวนี้กาฟรีโลเป็นฝ่ายดึงตัวออกจากโจเซฟ แขนเสื้อของเขาเปิดออก เผยให้เห็นรอยกรีดข้อมือเป็นสิบรอย
ยังมีเลือดจางๆ ติดอยู่ที่ปากแผล “ทั้งๆ ที่ฉันลงโทษตัวเอง!
ทำร้ายตัวเองมากถึงขนาดนี้! แต่ทำไมถึงไม่มีใครรักฉันสักคน!
” เขาบีบข้อมือตัวเอง ให้ตัวเองเจ็บมากขึ้น
ให้เลือดออกมากขึ้น เพราะมันคือหลักฐานของการลงโทษจิตใจริษยาของตัวเอง
“ฉันแค่อยาก...ให้ใครสักคนรักฉันบ้าง.....”
เมื่อใจของกาฟรีโลปิดตาย
จะให้พูดอย่างไรกาฟรีโลก็คงไม่รับฟังอีก โจเซฟจนปัญญา เห็นแผลที่มือแล้วยิ่งใจหาย
คงเป็นเพราะเหล้ากับต้องแสร้งทำเป็นเข้มแข็งตลอด เลยต้องหาทางลงกับตัวเอง
โจเซฟนั่งลงข้างกาฟรีโล สายตายังจับจ้องดูรอยแผล
เหมือนกับเธอในเช้าวันอาทิตย์วันนั้น ทุบกำแพงจนมือเป็นแผล เรียกให้คนมาปล่อยเธอ
แต่ก็ไม่มีใครสักคนเลย
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายต้องผ่านอะไรมาบ้าง..
แต่ไอ้ความรู้สึกที่ต้องสูญเสียคนรักไป..ฉันเข้าใจ... อย่างน้อย...
นายก็ยังเห็นเขาได้ตลอดเวลา มอบความรักให้กันในแบบอื่นได้
แต่ฉันสิไม่มีเขาอยู่เคียงข้างอีกแล้ว...” โจเซฟบีบไหล่กาฟรีโลไว้แน่น
ความทรงจำถึงความรักหอมหวานยังไม่หายไป “แต่ฉันก็ยังอยากมีชีวิตอยู่....
เพราะสักวัน...ฉันจะต้องมีความสุข! ความสุขที่ฉันเคยมีในอดีตสักวันมันจะต้องกลับมา!
”
แม้ว่าในเวลานี้จะเป็นฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ
แต่เมื่อเวลาผ่านไปฤดูใบไม้ผลิจะต้องมาถึงแน่นอน ทุกๆ คนจึงต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป
โจเซฟีนต้องการสื่อเช่นนั้น นับจากที่คลอทด์จากไป
เธอจึงกัดฟันทำตามราชกิจทุกอย่างที่ถูกสั่ง เพราะเธอเชื่อว่า
สักวันนึงคลอทด์จะต้องกลับมา
กาฟรีโลกุมมือโจเซฟที่วางไว้บนบ่าตัวเอง
โจเซฟนึกว่ากาฟรีโลจะปัดมือเธออีกเลยเตรียมตัวชักมือออก แต่เด็กหนุ่มกลับค่อยๆ
จับมือเธอไว้ ฝ่ามือของเขาโอบมือเธอไว้ ชั่วขณะนั้น กาฟรีโลอยากขอโทษโจเซฟ
สารภาพสิ่งที่เขาทำร้ายเธอไปทั้งหมด เขาไม่สนใจว่ามันเป็นเพราะแอลกอฮอล์ในเลือด
หรือเพราะอะไร เขายังอยากมีความหวัง...อยากมีความสุข เพียงแค่วินาที
แม้ต้องกลับไปอยู่ในโลกที่มืดมนอีกก็ตาม
“คุณหนู!
คุณหนู!” อมุนเซนด์ตะโกนผ่านกำแพงต้นไม้
เหงื่อโซมกาย เขาตามหาตัวกาฟรีโลอยู่ทั่ว “แย่แล้วครับ! คุณนายเขา!”
เพียงแค่ได้ยินอมุนด์เซนด์พูดว่า
“คุณนาย” ซึ่งหมายถึงแม่ของกาฟรีโล
กาฟรีโลก็กระโจนขึ้น ปล่อยมือออกจากโจเซฟ ขวดแชมเปญที่วางอยู่ตกลงกับพื้นแตกกระจาย
วิ่งผ่านอมุนเซนด์กลับไปที่ห้องบอลรูมทันที
อย่าให้สิ่งที่เขากลัวที่สุดเกิดขึ้นเลย............
----------------------------------
Republican Nostalgia ตอนต่อไป
จิตใจของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังแตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ การมีชีวิตอยู่? หรือความตาย? อะไรคือสิ่งที่เขาเลือก
“คนที่ควรมีความสุขวันนี้คือลูกชายฉัน! ไม่ใช่ไอ้เด็กนั่น!”
ไม่ เขาต้องการวิธีการที่สมบูรณ์แบบ การหนีจากโลกโสมมนี้ชั่วนิรันดร์..
คนอย่างฉัน....ตายไปซะก็ยังดีกว่า...
อีกไม่นาน...จะไปหา..
“พี่ครับ..ผมหายใจ..ไม่ออก”


ชอบประโยคนี้มากเลยค่ะ "ราชินีถือกำเนิดด้วยความตายของเด็กสาว"
แหม ได้อะไรมาอย่าง มันก็ต้องเสียไปอย่างล่ะนะ น่ารักจริงๆ เล้ย โจเซฟ
#1 By Aijou~ on 2009-08-17 10:13