Book

เจ้าของบล็อกหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน เราะในเรื่องคุณครูสิ้นหวังพูดถึงหนังสือเล่มนี้ไว้ในชื่อตอน "เบต้า เซกซาลิส" ประจวบเหมาะกับที่เซนเซย์แนะนำงานของ โมริ โอไก (Mori Ogai 森 鷗外)  มาพอดีเลยหามาอ่านซะ

เห็นชื่อเรื่องตอนแรกไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นหนังสือตั้งแต่ยุคเมย์จิ เพราะในชื่อญี่ปุ่นก็ใช้คำทับศัพท์ไปเลยเหมือนกัน (ヰタ・セクスアリス) พอยิ่งอ่านแล้วก็ยิ่งไม่อยากจะเชื่อว่ามันเขียนเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว เพราะ "ล้ำ" เหลือเกิน

เนื้อเรื่องย่อก็คือ ศาสตราจารย์คะไน เป็นนักปรัชญาโดยอาชีพ แต่เขาไม่เคยเขียนหนังสือเลยสักเล่ม ศาสตราจารย์ต้องการพิสูจน์ว่าความจริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตมนุษย์ถูกผลักดันด้วยความต้องการทางเพศอย่างที่นักวิชาการหรือนักศิลปะบางกลุ่มเชื่ออย่างนั้นจริงๆ หรือ? ว่าแล้วศาสตราจารย์ก็เลยเขียนบันทึกเกี่ยวกับชีวิตของตัวเองตั้งเล็กจนโตเพื่อมาสำรวจดูว่า ไอ้ความเชื่ออย่างนั้นเลยเกิดขึ้นกับชีวิตตัวเองจริงๆ หรือไม่

เรื่องราวเป็นการเขียนบันทึกในแต่ละปีของอายุ ในแต่ละปีนั้นตัวเอกก็ได้บันทึกเหตุการที่ทำให้เขาเติบโตและในขณะเดียวกันตัวเอกก็ต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงในช่วงเปลี่ยนผ่านจากวัยรุ่นสู่วัยผู้ใหญ่ (adolescence) เช่นเดียวกับเรื่อง "นางรำแห่งอิซุึ"(伊豆の踊子 izu no dororiko) ของคาวะบาตะ ยาซุนาริ นักเขียนญี่ปุ่นในยุคถัดมาซึ่งจับภาพของของ "เด็กหนุ่ม" ที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปเป็น "ชายหนุ่ม" ได้อย่างดี   (โคตรชอบครับเรื่องเนี่ย ไว้จะเขียนถึงยาวๆ อีกทีนะ) จะต่างกันตรงที่ ตัวเอกกของ "วีต้า เซ็กส์ชวลลิสต์" ไม่ไ้ด้มีความรู้สึกรักที่เร่้าร้อนเหมือนกับตัวเอกในนางรำแห่งอิซุ ออกแนวเด็กหนุ่มจืดๆ ที่อยากลองเรื่องทางเพศ แบบห่างๆ เพื่อให้รู้ว่ามันเป็นยังไง แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ใส่ใจกับมันมากนัก

เพราะว่าเรื่องนี้มีการบรรยายถึงเรื่องทางเพศอย่างค่อนข้างโจ่งแจ้งในสมัยนั้น (ยุคเมย์จิ ปี 1909) หนังสือเล่มนี้เลยถูกแบน แต่เพราะตำแหน่งหน้าที่ของโมริโอไกถือได้ว่า "เส้นใหญ่"  เลยทำกองเซนเซอร์ในสมัยนั้นปวดหัวกันหนักตอนที่จะตัดสินใจว่าจะแบนหนังสือเล่มนี้ดีหรือเปล่า

ถ้ามาดูพื้นเพขอโมริ โอไกคนเขียนก็จะเห็นว่าเขาเป็นคนที่น่าสนใจคนหนึ่งเลยทีเดียว  เพราะความจริงแล้วแกมีอาชีพเป็น "หมอ" และหมอทหารเสียด้วย แต่มีความเชี่ยวชาญในภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะภาษาเยอรมันมาก เนื่องจากไปเรียนต่อที่เยอรมันมา ในวีต้าเลยมีการอ้างอิงถึงนักปรัชญาเยอรมันอย่างโชเปนฮาวเออร์และมีคำภาษาเยอรมันด้วยบางตอน นอกจากนี้เขายังมีความสามารถเรื่องวรรณคดีจีน และวรรณกรรมญี่ปุ่นในยุึคเอโดะอีก และเป็นนักแปลที่แปลงานของเกอเธ่เป็นภาษาญี่ปุ่น เรียกได้ว่าเป็นโึคตรมนุษย์ เรเนซองค์แมน ตัวจริงเลยล่ะ

ความจริงแล้วหนังสือเล่มนี้้ก็คืออัตตชีวะประวัติของตัวโมริโอไกเองและเพื่อนๆ ของตัวเอกก็เป็นเพื่อนๆ ของเขาในวัยเด็ก แต่เปลี่ยนชื่อเพื่อให้เรื่องนี้เป็นเรื่องสมมุติ โดยส่วนตัวแล้วเรื่องนี้ก็ใช้ได้ แต่ผมก็ยังชอบนัตซึเมะ โซเซกิ นักเขียนในยุคเดียวกันมากกว่าอยู่ดี (ถึงจะรู้ว่าเอามาเปรียบกันไม่ได้ก็เถอะ แต่ขอหน่อยน่า..) เพราะการดำเนินเรื่องยังเอื่อยเฉื่อยไปบ้าง และในบริบทปัจจุบันที่เพศศึกษาสามารถหาได้ทั่วไปตามอินเทอร์เน็ต ประสบการณ์ของตัวเอกก็เลยอาจดู "ธรรมดา" ไปบ้าง  แต่ว่าก็ประทับใจกับไอ้ความล้ำยุคล้ำสมัยของมันนี่แหละ


(รูปของ โมริ โอไก เนื่องจากหาปกหนังสือไม่ได้เลย T T)

ป.ล. ขอโฮก นางรำแห่งอิซุ อีกรอบ เรื่องสั้นๆแต่อ่านจบแล้วทำให้เจ้าของบล็อกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ได้อย่างแรง น่ารักอ่ะ น่ารักมาก
ป.ล. 2 เซนเซย์บอกว่า เรื่อง Maihiime (舞姫 ชื่ออังกฤษ The Dancing Girl) ของโมริสนุกมากเรื่องเกี่ยวกับความรักของหนุ่มนศ. แพทย์ญี่ปุ่นกับแหม่มเยอรมัน อ่านเว้ยย อ่านน โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ในยุคเมย์จิ ยุึคที่อยู่ระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อของความเป็นตะวันตกและความเป็นตะวันออก ชายหนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยในโตเกียวได้พบกับ "เซนเซย์" (แปลว่า อาจารย์ หรืออาจใช้เรียกบุคคลผู้มีความรู้) ชายวัยกลางคนผู้เปรียบเสมือนตัวแทนของญีุ่ปุ่นยุคเก่า ชายหนุ่มชื่นชมไหวพริบและความเฉลียวฉลาดของเซนเซย์ แต่ถึงกระนั้ัน ยิ่งรู้จักเซนเซย์มากขึ้นเท่าไหร่ เขากลับรู้สึกว่าเขาไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเซนเซย์เลย

เซนเซย์อยู่กับภรรยาในบ้านหลังใหญ่ ไม่ทำงาน และไม่เคยเปิดเผย ทุกๆ เดือนเขาจะไปเยี่ยมหลุมศะของเพื่อนรักตามลำพัง เขาใช้ชีวิตในยุคใหม่อย่างคนหมดหวัง ตกค้าง และหมดไฟ แม้แต่กับภรรยา ผู้หญิงที่เขาบอกว่ารัก คำสนทนาของพวกเขาทั้งสอง สำหรับชายหนุ่มนั้น แทบฟังดูไม่มีความรักอยู่เลย

ญีุ่่ปุ่นกำลังเปลี่ยนแปลง เสียงปืนใหญ่สรรเสริญจักรพรรดิเมย์จิเมื่อเสร็จสวรรคต เปรียบได้ดังเสียงของยุคเก่าที่จบลงและยุคใหม่ที่กำลังเริ่มขึ้น เซนเซย์ตัดสินใจเล่าเรื่องราวในอดีตของคนทั้งหมดให้ชายหนุ่มฟัง เรื่องราวของ "ยุคเก่า" ที่ชายหนุ่มไม่มีวันเข้าใจ หรือจะพอเข้าใจบ้าง ก็เป็นเีรื่องราวของเซนเซย์แค่บทเรียนของคนในอดีตให้เป็นตัวอย่างของคนรุ่นหลัง


(รูปนัทสีเมะ โซเซกิ ผู้เขียนบนธนบัตร 1000 เยน)

นัทซึเมะ โซเซกิ เป็นนักเขียนญี่ปุ่นคนแรกๆ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก "โคโคโระ"  (แปลว่าหัวใจ, หรือความรู้ึสึก) คือนิยายของเขาที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นนิยายที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่น

ผมอ่านนิยายเรื่องนี้เป็นภาษาอังกฤษครับ (แปลไทย ของ สนพ ดอกหญ้า) แปลได้ละเมียดละไมมากมีเชิงอรรถเรียบร้อย

นิยายเรื่องนี้แบ่งเป็นสามตอน ตอนแรกเป็นตอนที่เซนเซย์กับตัวเอก (ในเรื่องไม่ได้เปิดเผยชื่อ) พบกัน ตอนที่สองเป็นตอนที่ตัวเอกกลับบ้านที่ชนบทไปดูใจพ่อ ตอนที่สามเป็นอดีตของเซนเซย์นี้ ไฮไลท์ของเรื่องสำหรับผมคงเป็นบทสุดท้ายนี่แหละ ชอบความรู้สึกของเซนเซย์ที่แอบรัก "โอโจ้ซัง" (แปลว่าคุณหนู) ลูกสาวเจ้าของบ้านที่เซนเซย์ไปเช่าบ้านอยู่ระหว่างเรียน ธีมรักสามเศร้าของเพื่อนรักที่ชอบผู้หญิงผู้หญิงนำไปสู่ตอนจบสุด "ช็อค" คงตราตรึงใจผมอีกนานแสนนาน แถมตอนที่ได้อ่านถึงตอนจบของเรื่องแล้ว อดไม่ได้ที่จะย้อนกลับมาอ่านตอนต้นอีกรอบ เพื่อดูเหตุของเซนเซย์ที่ใช้ชีวิตแห้งๆ แบบนั้นอีก

ถ้าไม่ได้มองแต่ในแง่เป็นหนังสือที่บันทึกหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลง โคะโคะโระ ก็คงเ็ป็นนิยายที่เล่นกับความรู้สึกของคนอ่านไปถึงหัวใจเลยล่ะ


---------------------------------

ตอนนี้อ่านเรื่อง "Confessions of a Mask" (คาเมน โนะ โคคุฮาคุ)  ของ มิชิม่า ยูกโอะ อยู่ครับ นิยายออกตอนปี 1948 (ปีเดียวกับนิยายสิ้นหวังของดาไซน่ะแหละ)  ใช้ัศัพท์ยาก นึกถึงนักเขียนเยอรมันขึ้นมาไงก็ไม่รู้ แต่ว่า... เนื้อเรื่อง "แรง" มาก อ่านไปแล้วเสียวสันหลังวาบๆ ไป ว่าจะมีใครมาแอบอ่านข้างหลังหรือเปล่า แรงครับ....... มี Oscar Wilde โผล่มาด้วย.. งง... ไม่ได้คาดหมายมาก่อน

คำถาม - ทำไมหลังๆ มาอ่านนักเขียนญี่ปุ่นเยอะจัง?

คำตอบ - เริ่มรู้สึกตันกับฝั่งตะวันตกแล้วครับ...

คำถาม (รู้นะว่าพี่เทร่าต้องถามต่อ) - ถ้าตันกับฝั่งตะวันตกแล้ว ไม่มาอ่านนิยายไทยบ้าง

ตำตอบ - ไว้ก่อน...  จะหาิืินิยายแจ่มใสๆ มากอ่านแน่

Recommend

free counters