Book

ถ้าใครได้ดูหรืออ่านการ์ตูนเรื่อง ซาโยนาระ คุณครูผู้สิ้นหวัง หรือ ซาโยนาระ เซ็ทซึโบเซ็นเซย์ คงได้เห็นว่าจะมีนิยายเรื่องนึงที่ คุณครูโนโซมุ ตัวเอกของเรื่องยกไว้เป็นนิยายเรื่องโปรด และบอกว่าตัวเอกของนิยายเรื่องนี้แหละคือต้นแบบของตัวเอง

หนังสือเล่มนั้น มีชื่อว่า "นินเง็น ชิกคะคุ" หรือ "No Longer Human" โดยนักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนนึงแห่ง ศตวรรษที่ 20 นามว่า ดาไซ โอซามุ ครับ

เนื้อเรื่องนั้นใช้บุรุษที่หนึ่ง พระเอกของเรื่องบรรยายชีวิตตัวเองแบ่งเป็นบันทึกสามเล่ม สามตอนของช่วงชีวิตที่ต้องเผชิญกับความสิ้นหวังและด้านมืดของชีวิตอยู่ตลอด เวลา  

พระเอกของเรื่องใช้ชีวิตตั้งแต่วัยเด็กด้วยความรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่มนุษย์ หรือไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสังคมมนุษย์ ทุกวันที่มีชีวิตอยู่นั้นเขาต้องแกล้งทำเป็นเสแสร้งทำเป็น "ตัวตลก" ของเพื่อนๆ ที่โรงเรียน และคนในครอบครัว ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วตัวเอกแอบเก็บกดข้างใน และไม่เคยบอกใครให้รู้ว่าเขาเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศโดยคนงานและ สาวใช้ในบ้าน

ชีวิตของตัวเอกยิ่งสิ้นหวังเมื่อขึ้นมัธยมปลาย ใช้ชีวิตอย่างเหลวแหลก ละทิ้งการเรียน และเข้ารวมกับพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเสแสร้งๆ จนที่บ้านตัดขาด ฃมาถึงจุดต่ำสุดเมื่อเขาได้มีสัมพันธ์แม่ม้ายคนนึงที่สามีตายในสงคราม ทั้งคู่ตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดน้ำด้วยกัน แต่มีคนช่วยเขาไว้ได้ ในขณะที่แม่ม้ายตาย

หลังจากพยายามฆ่าตัวตาย ตัวเอกก็อยู่กับความรู้สึกผิดที่เป็นต้นเห็นให้ผู้หญิงตายและอยู่กับความคิด ที่จะฆ่าตัวตายมาตลอด เขาได้แต่งงานกับเด็กสาวอายุ 17 ที่ในภายหลังก็ไปเป็นชู้กับเพื่อนบ้าน ตัวเอกเลยสิ้นหวังจนถึงที่สุดกลายเป็นคนติดเหล้าและมอร์ฟีน เขาไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว...

แน่นอน ว่าบันทึกสามเล่ม เป็นอัตชีวะประวัติ หรือ จะเรียกว่าพินัยกรรม ของตัวดาไซเอง (เพราะอีกไม่นานหลังจากนั้น ดาไซก็กระโดดน้ำฆ่าตัวตาย)หนังสือเล่มนี้คือความมืดหม่นของจริง มิใช่ความมืดมนเอาให้ขำแบบเซ็ทซึโบ เซ็นเซย์ (เอาเป็นว่า เป็นด้านสว่างของความมืด แต่หนังสือของดาไซคือ ยามิกำลังสอง มืดของมืดล่ะกัน)

มีหลายครั้งที่ผมอ่านคำพูดของตัวเอกแล้วรู้สึกว่ามัน non sense หรือไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเอกจะต้องแคร์กับเรื่องไม่เป็นเรื่องด้วย แต่ก็นั้นแหละ สิ่งที่ตัวเอกได้ทำและประสบเป็นความตกต่ำระดับสูงสุดที่มนุษย์คนนึงจะสามารถ พบได้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจะมองโลกในแง่ร้ายอย่างถึงที่สุด และแสวงหาทางออกให้ตัวเองด้วยการฆ่าตัวตายตลอด

หนังสือจับภาพชีวิตของสังคมญี่ปุ่นในช่วง ปี 1930 ที่วัฒนธรรมตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่ญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี ทั้งความเชื่อเรื่องศาสนาคริสต์ในหมู่ชนชั้นสูง และมีการพูดถึงนักเขียนชาวตะวันตกหลายคน ก็อดคิดไม่ได้ว่า ที่หลังๆ ชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นขึ้นมา  เพราะว่าเขาสามารถเอาอิทธิพลของตะัวันตกมาใส่้ในของตัวเองได้อย่างเนียนนี้ เอง

ผมแนะนำว่า ก่อนที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ ขอให้ทุกคนอ่านหนังสือที่สดใสสีชมพูดมาก่อนสักสามเล่ม ถึงจะเอามาทดทานกับความสิ้นหวังของดาไซได้ เพราะมันหม่นมาก อ่านแล้วรู้สึกเหนื่อยความคิดและชีวิตของของตัวเอกจริงๆ แต่ถ้าใครอยากรู้ต้นแบบของ อ.โนโซมุ หรืออยากลองอ่านทิศทางของวรรณกรรมญี่ปุ่นยุคหลังจบสงครามใหม่ๆ ก็เชิญครับ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

อ้อ หนังสือเล่มนี้ เป็นวรรณกรรมที่ขายดีเป็นที่สองในญี่ปุ่น รองจากนิยายเรื่อง "โคโคโระ" ของโซเซกิ นัทซีเมะ นักเขียนที่อยู่บนแบงก์พันเยนของญี่ปุ่นครัีบ

 

ป.ล. แต่ว่า ตอนอ่านแล้ว ถึงจะบอกว่า อ.โนโซมุได้ต้นแบบมาจากตัวเอกของหนังสือ แต่ผมก็จิ้นไม่ถึงจริงๆ อ.โนโซมุฮาและน่ารักเกินไปครับ อิๆ
ป.ล.2 ไหนบอกว่า จะอ่านหนังสือที่มันสดใสๆ ไงเล่า!!

(รีวิวเปล่าๆ ไม่ใส่สปอย)

1. The Boy in The Striped Pyjamas (เด็กชายในชุดนอนลายทาง) - John Boyne





(ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณ คุณ Aijou ด้วยนะครับ ที่แนะนำหนังสือเล่มนี้)

เคยจิตตก เวลาอ่านหรือดูอะไรบ้างไหมครับ?

ตอนนี้ผมจิตตกขั้นรุนแรงหลังจากอ่าน หนังสือของ จอห์น บอยน์เรื่อง "เด็กชายในชุดนอนลายทาง" (The Boy in Striped Pyjamas) ฉบับแปลภาษาไทยของอมรินทร์

ได้ยินชื่อชุดนอนลายทาง ผมรู้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 แน่นอน เพราะชุดนอนลายทางเป็นเครื่องแบบนักโทษในค่ายกักกันชาวยิวของนาซี  

ตัวหน้าปกจั่วหัวไว้ว่าเป็น วรรณกรรมเยาวชน ซึ่งผมก็เชื่อเสียด้วยว่าเป็นแบบนั้น ผมคิดว่าเรื่องนี้คงเป็นเรื่องของ "บรูโน่" เด็กชายชาวเยอรมันที่ต้องย้ายบ้านมาที่ "เอาท์วิธ" ที่ทำงานใหม่ของคุณพ่อ บรูโน่ได้เจอเด็กชายใส่ชุดนอนลายทาง แล้วทั้งคู่ก็ก่อเกิดมิตรภาพ มีฉากหลังเป็นสงครามและค่ายกักกัน เด็กทั้งสองคนไม่รู้เรื่องโหดร้ายใดๆ เลยเพราะความไร้เดียงสา

ตามฟอร์มของหนังสือเด็ก ผมเรื่องทุกอย่างจะจบลงอย่างมีความสุข แต่เปล่าเลย บอยน์เชือดคนอ่านอย่างนิ่มๆ ด้วยตอนจบสุดแสนสะเทือนใจ เขาเขียนเรื่องทั้งหมดด้วยมุมมองของเด็กเก้าขวบ ไม่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดออกมาตรงๆ ทุกอย่างสุดแล้วแต่ความรู้และจินตนาการของผู้อ่านเองที่จะเดินทางไปสู่เรื่องราวแสนโหดร้าย และตรงนี้ล่ะ ที่ผมว่าทำให้หนังสือเล่มนี้(โคตร)เศร้า เพราะเด็กทั้งสอง ไม่มีวันรู้เลย ว่าตัวเองจะต้องเจออะไร

อ่านจบ ผมเลยเกิดอาการจิตตก นั่งมึนๆ ถอนหายใจกับตัวเองอยู่สักพัก คิดทบทวนว่า นี้มันเป็นหนังสือเด็กจริงหรือ? หรือเป็นหนังสือที่ทั้งผู้ใหญ่และเด็กอ่านได้ อ่านแล้วหยิบอะไรออกมาจากหนังสือต่างกัน เด็กได้อีกอย่าง ผู้ใหญ่ได้อีกอย่าง

แนะนำให้ซื้อหนังสือเล่มนี้ ให้ลูก ให้หลานอ่านครับ ไม่ว่ามันจะสะเทือนใจแค่ไหนก็ตาม

เพราะบางที ความเศร้าโศก ก็เป็นภูมิคุ้มกันที่ดีนะครับ

- อ่านไปอ่านมา ขอโทษ "คนเยอรมันหมายเลข 1" (code name) ของผมด้วยนะครับ อ่านที่เขาบรรยายหมวดคอทเลอร์ทีไร ก็อดคิดถึงหน้าคุณขึ้นมาไม่ได้จริงๆ T T เหมือนมากกกกกกกก

2. In Cold Blood - Truman Capote



"อ่ะ..หื้อ...... หนังสือคณะนิติศาสตร์เลยเหรอ!"

ผมพึมพำ เมื่อเห็นตัวปั๊มที่หน้าปกหนังสือห้องสมุด ทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงมาอยู่คณะนิติศาสตร์หนอ?

วันที่ 15 พฤศจิกายน 1959 ณ เมือง โฮโลคอม เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในรัฐแคนซัส เกิดคดีที่สั่นสะเทือนไปทั้งประเทศ

สมาชิกสี่คนของครอบครัวคลัทเตอร์ถูกสังหารด้วยปืนลูกซองภายในบ้านของตัวเอง คดีนี้สร้างทำให้ทั่วทั้งเมืองตกอยู่ในความหวาดกลัวและความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน เพราะครอบครัวคลัทเตอร์เป็นครอบครัวเคร่งศาสนา เป็นที่นับถือของคนทั้งเมือง แล้วใครกันทีสังหารผู้บริสุทธิ์ทั้งสี่?

คดีเริ่มวุ่นวายเมื่อตำรวจพบว่าทรัพย์สินที่หายไปจากบ้านก็มีไม่กี่อย่าง และสภาพศพของผู้ตายก็พิลึกพิลั่นสุดๆ เพราะดูเหมือนทั้งสี่คนจะโดนยิงตายในสภาพที่ "สบายที่สุด" เพราะนอนอยู่บนเตียงบ้าง มีหมอนรองศีรษะให้ หรือคนร้ายจะยังมีเมตตา เกิดสำนึกขึ้นมา แต่ทำไมต้องฆ่า?

สุดท้ายแล้ว ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องสงสัยได้สองคน คือ ดิก ฮิชคอก และ แพร์รี่ สมิธ ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ได้สำรวจเข้าไปในจิตใจของคนร้าย ก็ได้พบความจริงบางอย่างที่อาจไขปริศนาทั้งหมดได้

หนังสือเล่มนี้อยู่ในหมวด Non-fiction ครับเรื่องที่อยู่ในหนังสือ ทรูแมน คาโปตี้ ได้มาจากปากคำของผู้พยาน ผู้เกี่ยวข้องกับคดี หรือจากเอกสารของทางราชการ แค่คาโปตี้นำข้อมูล หรือ fact ทั้งหมดมาประติดประต่อกันเป็นหนังสือความยาว 300 กว่าหน้าได้อย่างไม่น่าเบื่อ เล่าเรื่องเป็นเรื่องเป็นราว ไม่มีความรู้สึกเหมือนอ่านสารคดีอยู่เลย

อ่านไปเกือบจบเล่ม ก็ถึงบางอ้อว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงอยู่ในคณะนิติศาสตร์ เพราะมีการพิจาณาคดีอยู่นี่เอง การพิจารณาคดีในสหรัฐอเมริกาจะเป็นการพิจารณาคดีแบบ Common Law ทนายความของทั้งแต่ละฝ่ายจะต้อง ประจันหน้าโต้คารม ยกหลักฐานมาโน้มน้าวใจคณะลูกขุน (ทำให้เราเลยเห็นหนังสู้คดีในศาล Common Law มากกว่า เพราะว่ามันต่อปากต่อคำมันกว่าไงครับ) กระบวนวิธีพิจารณาของระบบนี้อาจดูเป็นการวัดฝีปากของทนายมากกว่า พิจารณาคดีกันไปตามความจริง แต่ต้องยอมรับว่า แต่ละประเทศก็มีพื้นฐานต่างกันไป เลยต้องใช้ระบบต่างกัน

คาโปตี้ เล่าเรื่องทั้งหมดไปตามเนื้อผ้า และความจริงของคดีที่เกิดขึ้น เดินทางไปตามการคลี่คลายคดีที่สนุกจนวางไม่ลง แล้วผู้อ่านแต่ละคนจะตัดสินเองว่า จะเลือก "เห็นใจ" "ฆาตกรเลือดเย็น"หรือไม่? (แต่โดนส่วนตัว ผมไม่เห็นใจแม้แต่นิดเดียว คนทุกคนมีปัญหาเป็นล้าน แต่ก็หาทางออกจากปัญหาได้เป็นล้านเหมือนกันไม่ใช่หรือ?)

สรุปคือ...... สนุกครับ แนะนำอย่างแรง!!

3. Steppenwolf - Hermann Hesse, Women in Love - D.H. Lawrence 

 

สองเล่มนี้ ยังไม่ได้อ่านครับ เพราะเพิ่งซื้อมาจากคิโน่มาเมื่อวาน  

Steppenwolf ซื้อเวอร์ชั่น "มึงเอาไปเขียนปกเองนะ" ของเพนกวิน บุ๊ก รู้สึกสิ้นหวังจริงๆ ซื้อหนังสือมา แล้วได้แค่หน้าปกเป็นกระดาษขาวเปล่าๆ ต้องไปเขียนหน้าปกเอง = =! สุดท้ายเลยเขียนชื่อญี่ปุ่นของหนังสือลงไป ชื่อ "โควยะ โนะ โอวคามิ" แต่แน่นอน..  ข้างในสอดไส้ภาษาอังกฤษนาครับ แฮ่ๆ

ช่วงนี้อ่านนักเขียนเยอรมันเยอะจัง อิ๊อั๊ง >///<

ส่วน Women in Love ไม่เคยอ่านของ D.H. Lawrence เลยครับ แต่ได้ยินกิตติศัพท์มาว่า ของเขาแรงจริงๆ เลยลองดู หึหึ

Recommend

free counters