Fic

A tranquilizer for your Christmas Eve (3)

posted on 01 Jul 2009 22:02 by bosie  in Fic

So Gallagher : Written
Terasphere el Serapheter : Translated

3.

จิตติไปที่แผนกกุมารเวชตามคำเชิญในวันต่อมา เพียงเพราะว่าอยากจะหุบปากสามารถให้เงียบๆลงไป เขาคิดไว้ว่าคงจะให้ผู้ป่วยทำแบบทดสอบสักเล็กน้อยและก็ให้คำปรึกษานิดหน่อยก่อนกลับ เขาไม่สันทัดการปฏิสัมพันธ์กับเด็กๆ ที่จริงคือเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเด็กไม่ว่าในกรณีใดๆทั้งสิ้น และไม่คิดอยากมีลุกเพราะเขาเห็นว่าลำพังเขาเองคงไม่สามารถเลี้ยงลูกให้เป็นพลเมืองดีของประเทศไทยได้แน่ๆ
การบำบัดการพูด ไม่ใช่สาขาที่เขาเชี่ยวชาญ เขาประหลาดใจว่าทำไมกุมารจิตแพทย์ไม่ทำเรื่องนี้เอง สาเหตุของความบกพร่องทางการพูดในเด็กมีหลากหลาย ตั้งแต่สมองเสียหาย, ออทิสซึม, สภาพสติปัญญาต่ำกว่าปกติ และการถูกทารุณกรรม เป็นไปได้กับเด็กทุกกลุ่มและสามารถเองก็คงรู้แล้วถึงโยนงานไร้สาระพรรค์นี้มาให้เพราะขี้เกียจ

จิตติมองกราดผ่านแฟ้มประวัติผู้ป่วย ชื่อของเธอคือทัตตวา สุริยศักดิ์ โบมองต์ พ่อเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศส-ลาว กับแม่ที่เป็นลูกครึ่งไทย-จีน ซึ่งหย่ากันเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ทัตตวาอาศัยอยู่กับยาย ไม่มีประวัติการถูกทารุณกรรม, ไม่ได้เป็นออทิสติก, ไม่มีประวัติการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นพิเศษ และการได้ยินก็เป็นปกติ ยายของเธอไม่ได้พาหลานสาวไปหาแพทย์หรือจิตแพทย์มาก่อนแต่อนุมานได้ว่าเด็กสาวไม่พูดมากว่าค่อนชีวิต ยายแกคงคิดว่าหลานสาวของตนเป็นปกติดี ก็แค่ไม่พูดแต่ไม่มีอันตรายใดๆต่อคนรอบข้าง หากแต่ฤดูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ย่างกรายเข้ามาใกล้ทำให้หญิงชราเกรงว่าอาการใบ้ของหลานสาวจะส่งผลต่อผลสอบสัมภาษณ์ คำอธิบายเรื่องนี้ไม่น่าจะยาก – มีคนจำนวนมากไม่เห็นความแตกต่างระหว่างคนฉลาดกับคนบ้า ถ้าเด็กสาวคนนี้เข้ามหาวิทยาลัยชั้นเลิศได้ จากนั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาแล้วเพราะคนในมหาวิทยาลัยไม่ใช่พวกปัญญานิ่มหรอก

จิตแพทย์หนุ่มปิดปากหาว เมื่อคืนเขานอนดึกเพราะมัวแต่แต่งเรื่องสำหรับ “การวิเคราะห์ตนเอง” เรื่องคราวนี้ยาวยืดเป็นมหากาพย์(อย่างน้อยเขาก็ตั้งใจให้เป็นอย่างนั้น) มหากาพย์เรื่องรักโรมานซ์ระหว่างสาวไทยกับนักธุรกิจหนุ่มชาวญี่ปุ่น หนุ่มญี่ปุ่นนั้นทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เคยอยู่ในกลุ่มไซบัตสึส่วนสาวเจ้าเป็นแค่คนหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย พยายามจะหนีให้พ้นจากชีวิตที่ยากแค้นแสนเข็ญในเมืองไทย ตอนที่พบกันครั้งแรกบนรถไฟสายด่วนที่คนแน่นขนัดกลางมหานครโตเกียว วีซ่านักท่องเที่ยวของเธอก็หมดลงและกำลังกังวลใจกลัวจะถูกเนรเทศกลับ

ขณะเธอวุ่นวายใจอยู่นั้น สายตาก็ปะเหมาะไปประสานเข้ากับหนุ่มนักธุรกิจในชุดสูทที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ ชั่วแวบความคิดนั้น เธออยากจะขายตัวให้ชายญี่ปุ่น ชายฝรั่ง ใครหรืออะไรก็ได้ที่ยอมแต่งงานหลอกๆแล้วให้สิทธิ์อยู่ในญี่ปุ่นต่อไปแก่เธอ เพราะเธอไม่อยากกลับไปสู่ชีวิตยากจนข้นแค้นที่บ้านเกิดอีกแล้ว เธอเคยแต่งงานกับผู้ชายที่กลายเป็นไอ้ขี้เหลาเมาหยำเปคอยทุบคอยถองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มีลูกสองคนเป็นสองปากที่ต้องหาเลี้ยง ใครๆก็บอกว่าเมืองไทยนั้นดีหนักหนาแต่เห็นทีเธอจะเชื่อไม่ลง ก็ถ้ามันดีจริงทำไมสาวๆที่หมู่บ้านถึงอยากจะหาผัวฝรั่งกันนักเล่า เธอเองก็คิดเหมือนกันกับสาวๆพวกนั้นถึงได้มาอยู่ที่นี่ พยายามล่อพวกหนุ่มกลัดมันญี่ปุ่นทุกวิถีทาง เธอมั่นใจว่าเธอสวยและมีเสน่ห์พอด้วยผิวสีน้ำผึ้งกับผมดำยาวสลวย
ชายญี่ปุ่นในชุดสูทคนนั้นยังคงอ่านหนังสือด้วยสีหน้าเย็นชาตามแบบญี่ปุ่น ไม่รับรู้สายตาของเธอเลย เธอจึงลากสังขารให้เข้าไปอยู่ในระยะสายตาของเขาอีกหน คราวนี้ด้วยทิฐิของผู้หญิงที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องความอยู่รอดในญี่ปุ่นอีกต่อไปแล้ว(จิตติเพิ่มประโยคนี้ลงไปในนาทีสุดท้าย เพราะคิดว่าเรื่องเล่าที่ดีในอินเตอร์เน็ตไม่ควร ผิดศีลธรรม เพราะเหล่าพุทธศาสนิกชนอันแสนดีบนโลกไซเบอร์จะรู้สึกกระอักกระอ่วน แม้ว่าผู้หญิงที่อยากขายตัวจะมีมากมายจริงๆตามที่จิตติเคยเจอมากับตัวเองก็เถอะ)

ในที่สุดเธอก็กลับอพาร์ตเมนต์ที่หารกันเช่าอยู่กับเพื่อนคนไทยด้วยความหิวและความหัวใจสลาย สองสามวันต่อมา เธอเป็นลมเพราะความเหนื่อยล้าบนรถด่วนขบวนเดิม เมื่อเธอฟื้นขึ้นมา เจ้าหน้าที่รถไฟตะโกนถามว่าเธอไหวหรือเปล่าด้วยภาษาอังกฤษงูๆปลาๆ รอบตัวเธอเห็นแต่สีหน้าบึ้งตึงของชาวญี่ปุ่นที่เหมือนจะประณามชาวต่างชาติคนเดียวที่ทำให้รถด่วนทั้งขบวนต้องล่าช้า น้ำตาเธอปริ่มคลอหน่วยและเธอก็อยากจะวิ่งหนีไปให้พ้นๆก่อนที่ตำรวจจะพบเธอเข้า แต่เธอก็ได้เห็นชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นคนนั้นหอบกระเป๋าถือของเธอมาคืนให้ ด้วยใบหน้าที่แม้ยังเย็นชาแต่ก็มีแววตาอบอุ่นแฝงอยู่ข้างใน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องรักกลางกรุงโตเกียว

แน่นอนล่ะว่าเรื่องมันฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่จิตติก็สามารถแปลงมันให้เป็นความจริงได้โดยอาศัยอาคมแห่งถ้อยคำ ตอนนี้เขาอยากจะโละงานการที่กองสุมอยู่ทั้งหมดแล้วไปอยู่ที่ไหนไกลๆสักที่ อาจจะเป็นกระท่อมสวยๆริมชายหาดฝรั่งเศส หรือรีสอร์ทเชิงผาหิมาลัยที่ไม่มีใครเอื้อมมือถึงเขาได้ไม่ว่าจะด้วยเทคโนโลยีชนิดไหน เขาคงจะมีความสุขที่ได้แต่งเรื่องทั้งหมดลงบนกระดาษ ขอแค่ตอนนี้เขารีบจัดการงานให้เสร็จแล้วเดินเข้าไปในห้องผู้อำนวยการ ยื่นจดหมายลาพักร้อน แล้วออกท่องโลกเท่านั้นเอง

แพทย์จากแผนกกุมารเวชพาเขาเข้าไปในห้องตรวจโดยไม่พูดอะไรสักคำเกี่ยวกับผู้ป่วยกรณีนี้อย่างที่ควรพูด นอกจากว่าผู้ป่วยจะเข้ามาเร็วๆนี้แล้วกล่าวขอตัวออกไป
เหลือจิตติอยู่ในห้องเปล่าเพียงคนเดียว ความคิดของเขาก็ว่างเปล่า มีเพียงเสียงจากมอเตอร์ไซค์กับเสียงแตรรถเมล์จากนอกหน้าต่างเสียดแทรกเข้ามา จิตติกวาดตามองโปสเตอร์รูปยีราฟบนผนัง ครั้งสุดท้ายที่เขามาแผนกผู้ป่วยเด็กก็เมื่อ 7 ปีที่แล้ว เป็นกรณีเด็กชายที่มีอาการสมาธิสั้น ซึ่งผู้ปกครองไม่ยอมรับว่าลูกจองตัวเองจะสมาธิสั้นจริงและต้องการความคิดเห็นที่สอง แถมยังขู่จะฟ้องหมอที่กล่าวหาว่าลูกชายของตัวเองป่วย ดังนั้นนายแพทย์หนุ่มหน้าใหม่ที่มีดีกรีพะติดตัวสูงลิบลิ่วจากสหรัฐอเมริกาจึงต้องรับหน้าเสื่อเรื่องนี้ จิตติบอกผู้ปกครองว่าลูกชายของพวกคุณเป็นเด็กธรรมดาไม่ได้ป่วย เป็นเพียงกลุ่มอาการที่สามารถรักษาได้ เขาใช้ศัพท์แสงทางการแพทย์ที่พ่อแม่ของเด็กไม่มีทางเข้าใจนอกจากจะเออออห่อหมกคล้อยตามไปเป็นฉากๆ พวกน้นเชื่อสนิททันทีที่เขาอธิบายจบ เขารู้สึกเวทนาเพื่อนหมอด้วยกัน(และตัวเขาเอง) ที่ต้องมาเจอเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างนี้ เขาสงสัยเหลือเกินว่าถ้าทนายความเจอคดีไร้สาระแบบนี้จะรู้สึกอย่างไร คงจะน่าเบื่อแต่ใครล่ะจะปฏิเสธเงิน? และในกรณีของแพทย์เช่นจิตติ จริยธรรมและจรรยาบรรณก็เป็นปัจจัยเสริม

ประตูที่เปิดออกให้เห็นนางพยาบาลที่พาทัตตวาเข้ามา พยาบาลบอกให้ทัตตวานั่งลงและกระซิบให้เธอทำความเคารพคุณหมอ แต่ไม่มีการตอบรับ จนกระทั่งพยาบาลแทบต้องตะโกนบอก ครั้งนี้นางพยาบาลประสบความสำเร็จ ทัตตวาไหว้จิตติด้วยท่าทีไร้มารยาทแต่จิตติเองก็ไม่ถือเรื่องแบบนี้ เขาคิดว่าเขาคงต้องรับมือกับลูกคนรวยที่ถูกตามใจจนเสียคน

ด้วยสายเลือดฝรั่งเศส, ลาว และจีนผสมผสาน ผิวของทัตตวาขาวผ่องตลอดทั้งใบหน้าและลำตัวจนเหมือนเด็กฝรั่ง อาจจะซีดไปสักหน่อยแต่ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเธอเรียวเหมือนชาวเอเชีย จิตติเปิดรายงานผู้ป่วยอ่านอีกครั้งแล้วพิสูจน์ให้มั่นใจว่าเขาเข้าใจเพศของคนตรงหน้าไม่ผิด แน่นอนว่าเธอเป็นผู้หญิงแต่สิ่งที่จิตติเห็นตรงหน้า คือเด็กชายในชุดฟุตบอลทีมชาติเยอรมันแขนยาวกรอมข้อมือ แทบจะสังเกตไม่เห็นลักษณะความเป็นเพศหญิงเลย ถ้ามีคนเดินผ่านเธอไป คงต้องหันกลับมามองแล้วสงสัยว่าเธอเป็นชายหรือหญิงกันแน่ ผมดำซอยเทสั้นปลายงอนนิดหน่อยยิ่งทำให้เธอดูเป็นชายมากขึ้น แต่ผิวสิกลับละเอียดนวลอย่างที่ไม่มีทางจะพบได้ในผู้ชาย จิตติตะลึงงันกับเด็กสาวที่ดูราวกับภาพจิตรกรรมเทวดายุโรปที่นั่งอยู่ตรงหน้า ถ้าเธอเป็นผู้ชายก็คงเป็นเด็กชายที่สวยที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอ แต่นี่เธอเป็นผู้หญิง และก็เป็นเด็กสาวที่หล่อเหลาที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเหมือนกัน

ร่างกายผอมแห้งจนเหมือนหนังหุ้มกระดูกดูคล้ายว่ากำลังเป็นโรคขาดสารอาหารระยะต้น ริมฝีปากของทัตตวาเผยอออกเล็กน้อยเหมือนพยายามจะพูดอะไรบางอย่างกับจิตติ ดวงตาไร้ชีวิตชีวาแต่ในขณะเดียวกันก็ดูแปลกประหลาดที่สุด เต็มไปด้วยปัญหาและความสงสัย วิธีมองนั้นก็ดูคล้ายทารกแรกเกิดที่เกรงกลัวสิ่งผิดปกติทั้งหลายนอกครรภ์มารดา เหมือนแววตาของนักสืบที่ใช้เวลาค้นหาความจริงจากพยาน สายตานั้นสร้างความตึงเครียดขึ้นมาได้ภายในชั่ววินาที

จิตติพบว่าเขาเองจ้องเขม็งที่ทัตตวาจนเขาต้องเบนสายตาออก รู้สึกอับอายเพราะเด็กสาวคนนี้มีอะไรบางอย่างที่กระตุ้นสัญชาตญาณช่างสงสัยของนักวิทยาศาสตร์ให้ครอบงำสติของเขา จิตติหยิบปากกาขึ้นมาช้าๆและเริ่มการสอบถาม

“ช่วยเล่าถึงตัวเองให้หมอฟังหน่อยสิครับ”
ไม่มีคำตอบ เด็กสาวแค่จ้องมองจิตตินิ่งๆ

“ชื่อ, อายุ, โรงเรียน, แล้วก็งานอดิเรก อืม อะไรก็ได้น่ะ”
อีกครั้งที่ไม่มีคำตอบ แต่คราวนี้ทัตตวาเบนสายตาไปที่แฟ้มประวัติ ท่าทางของเธอสื่อประมาณว่า “อ่านเอาในรายงานสิ ไอ้ทึ่ม” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้ป่วยแกล้งยียวนเขา แต่จิตติรู้สึกประหม่าเล็กน้อยเพราะเด็กสาวไม่พูดอะไรออกมาสักคำ เขาเลื่อนแว่นให้เข้าที่ เป็นกริยาที่เขามักทำเสมอเมื่อเขาต้องการรวบรวมสมาธิ จิตติลองถามคำถามอีกห้าหกคำถามโดยใช้ภาษาเรียบง่ายที่สุด แต่ก็ไม่มีคำตอบกลับมา

“ผมชื่อจิตติ เป็นหมอ หน้าที่ของหมอคือฟังน้อง ถ้าน้องมีปัญหาอะไรก็เปิดอกคุยกับหมอได้นะ” จิตติรู้สึกเหมือนพูดกับกำแพงเปล่า แต่เขาก็ยังดำเนินบทบาทต่อไป

“ยายของน้องให้น้องมาที่นี่เพราะเป็นห่วงนะ หมอหวังว่าน้องจะเข้าใจ และถ้ามีอะไรกลัวหรือกังวลก็บอกหมอมาได้ โอเคมั้ย? ไม่ต้องอายนะ”
ยังไม่มีเสียงหลุดออกมาจากปากของทัตตวาแม้สักคำ เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าอาการที่เด็กสาวเป็นคืออะไร เธออดทนที่จะไม่ตอบสนองได้อย่างไร การแสวงหาการยอมรับเป็นสัญชาตญานของมนุษย์ โดยเฉพาะกับเด็ก นี่เป็นปัญหาความผิดปกติทางการเข้าสังคมเสียแล้ว เธอเป็นออทิสซึ่มแน่นอนแม้ว่าทฤษฎีสายหลักอ้างว่ากลุ่มอาการออทิสติกเกิดจากความบกพร่องทางกายภาพ แต่เขาคิดว่าบางกรณีก็อาจเกิดขึ้นได้จากการเลี้ยงดูทารกที่ผิดพลาดหรือบาดแผลในใจของมารดา การหย่าร้างของพ่อแม่ของทัตตวานำไปสู่สมมติฐานได้มากมาย

จิตติเริ่มเสียใจที่ถลำเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ ถึงแม้เขาจะเคยโน้มน้าวเหล่าญาติๆที่เมินเฉยมาหลายครั้ง แต่ก่อนที่เขาจะจรดปากการะบุว่าทัตตวาเป็นออทิสซึมลงไปในรายงาน แวบความคิดหนึ่งเตือนเขาว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่แพทย์คนอื่นจะไม่รู้เรื่องนี้? ไม่น่าจะใช่หรอก อย่างน้อยเขาก็เชื่อเพื่อนของเขาว่าสามารถคงไม่ไร้สมองขนาดนั้น เขาลองเขียนคำถามลงบนกระดาษรายงาน เลือกเฉพาะคำถามสำคัญส่งให้เด็กสาว นี่คงเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว ทัตตวารับกระดาษไปแล้วขีดๆเขียนๆส่งๆอยู่สัก 10 นาทีก็เสร็จ

คำตอบของเธอมีดังนี้

แนะนำตัวเอง
ฉันชื่อทัตตวา เกิดวันที่ 24 ธันวาคม 2533 เรียนอยู่ชั้น ม.4 สายวิทย์-คณิต

งานอดิเรกคือ
อ่านหนังสือ, ดูฟุตบอล

อนาคตอยากเป็นอะไร
ทนายความ

ช่วยเล่าเรื่องครอบครัว
พ่อแม่ของฉันหย่ากันตั้งแต่ 3 ขวบ ตอนนี้อยู่กับยาย

เจอพ่อแม่บ่อยไหม
ไม่เลย พ่อของฉันอยู่ที่ฝรั่งเศส และแม่ก็อยู่ไหนไม่รู้ ไม่ได้ข่าวมานานแล้ว

เศร้าไหมที่รู้ว่าพ่อแม่หย่าร้างกัน
ไม่เศร้าสักนิด เรื่องนี้ไม่มีความหมายอะไรเลยกับฉัน ทำไมฉันต้องไปสนใจด้วยในเมื่อทั้งคู่หย่ากันตั้งแต่ฉันเป็นเด็ก

อยู่กับยายดีหรือเปล่า
ฉันก็ไม่มีครอบครัวไหนจะให้เปรียบเทียบนี่ งั้นฉันก็คงชอบแหละ

ถ้าให้บรรยายบุคลิกของตัวเอง
ไม่แน่ใจเท่าไร คิดว่าเป็นคนขี้อายและก็คงหาคนเข้าใจตัวฉันได้ยาก

เคยถูกกีดกันออกจากสังคมไหม? รู้สึกแปลกแยกบ้างหรือเปล่า?
คิดว่าคงเป็นตอนช่วงเด็กๆ เพราะสีผิวและหน้าของฉัน แต่ฉันไม่สนหรอก พวกโง่เง่าทั้งนั้น ฉันอยู่คนเดียวได้ล่ะน่า

ตอนนี้รู้สึกอย่างไร
ไม่ชอบโรงพยาบาล เกลียดกลิ่นของมันมาก กลิ่นยาทำให้ฉันเวียนหัว

มีอะไรต้องการบอกหรือเปล่า
ฉันไม่ได้ป่วย ปล่อยฉันออกไปสักทีสิ

จิตติอ่านข้อความด้วยความตื่นเต้นจนเหงื่อไหลชุ่มฝ่ามือ ถ้าเด็กสาวเป็นออทิสซึมจริงๆ คำตอบต้องแตกต่างไปจากนี้ คำถามเกี่ยวกับครอบครัว หรือความรู้สึก ณ ปัจจุบันต้องพิสดารพันลึกหรือไม่ก็ไม่มีคำตอบเอาเสียเลย นี่เป็นคำตอบที่คนปกติทั่วไปเขาตอบกันโดยแท้ เห็นได้ว่าเบื้องหลังนัยน์ตาไร้อารมณ์นั่นเต็มไปด้วยแรงปะทุของความโกรธ เป็นคำตอบจากเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ขาดความมั่นใจในตัวเองและขาดความรักของครอบครัว แต่ทำไมเด็กสาวจึงยังเงียบนิ่งอยู่ได้? ทำไมเธอสื่อสารกับผู้คนด้วยวิธีการแบบนี้? ทำไมเธอไม่ร้องตะโกนคลุ้มคลั่งเพื่อระบายความอัดอั้นออกมาตามแบบของเด็กที่ถูกทารุณกรรมเป็น? มันต้องมีเหตุผลที่เขาต้องค้นหาต่อไป สถานการณ์ชักจะตึงมือจนเขาคาดคะเนไม่ได้ หัวใจจิตติเต้นแรงเหมือนเด็กได้ของเล่นชิ้นใหม่ที่ถูกใจ

เด็กสาวจ้องทะลุเข้าไปในดวงตาของเขา ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นส่งคำซ้ำไปซ้ำมา สายตาที่มิอาจมีใครเพิกเฉยไปได้

ฉันไม่ชอบโรงพยาบาล ฉันไม่ชอบกลิ่นของมัน กลิ่นยาทำให้ฉันเวียนหัวสุดจะทน
ฉันไม่ได้ป่วย ปล่อยฉันไปสักที


เวลาเที่ยงตรงแล้ว และการตรวจวันนี้ก็ควรต้องสิ้นสุด จิตติกดปุ่มเรียกนางพยาบาลมารับตัวทัตตวาออกไปแต่เขายังคงนั่งนิ่งอยู่ในห้อง เขาไม่ใช่คริสต์ศาสนิกชนแต่ก็ขอบคุณพระเจ้าอยู่ในใจที่ส่งเขามาพบกับชั่วโมงมหัศจรรย์นี้ เส้นเลือดของจิตติเต้นตุบทั่วทั้งตัวจนไม่อาจรวบรวมสมาธิได้ อะไรกันหนอที่ชักพาเด็กสาวให้มาพบกับเขา ถ้าเขาเจอตัวอย่างวิจัยพิเศษๆแบบนี้ ความเบื่อหน่ายเหลือทนคงถูกลบล้างออกไปจนหมดสิ้น เขารอมันมาแสนนานเหลือเกิน
เมื่อจิตติออกจากห้อง จิตแพทย์ประจำตัวทัตตวารุดเข้ามาหาเพื่อขอความคิดเห็น แล้วก็ต้องประหลาดใจหนักขึ้นที่พบว่าจิตติขอร้องให้ย้ายทัตตวาเข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลเป็นพิเศษของตนเอง

เขาคิดว่าคำร้องนี้คงได้รับอนุมัติในไม่ช้า

A tranquilizer for your Christmas Eve (2)

posted on 25 Jun 2009 04:00 by bosie  in Fic

So Gallagher : Written
Terasphere el Serapheter : Translated

2.....

ผู้ป่วยรายแรกวันนี้ เป็นชายวัย 56 ปี มีอาการภาพหลอนจากสารเสพติดและแอลกอฮอล์ จิตตินั่งตรงหน้าผู้ป่วยที่จ้องตาจิตแพทย์หนุ่มแล้วระเบิดโทสะออกมาด้วย สำเนียงทองแดง

“หมอ พ้มไหม่ได้บ้านา ไอ่พวกนั้นยัดพ้มมาเพราะหวังสมบัติพ้มตะห้าก มั้นพรั่นพรื้อนะหมอนา”

จิตติงงอยู่สักครู่หนึ่งกับภาษาปักษ์ใต้ แต่พอเข้าใจอารมณ์ได้จากน้ำเสียง “ใจเย็นๆนะครับคุณลุง หมอรู้ว่าคุณลุงไม่ได้บ้า หมอเชื่อทุกเรื่องที่คุณลุงเล่ามานะครับ ตอนนี้หมออยากจะถามอะไรคุณลุงสักหน่อย แค่สองสามเรื่องเท่านั้นแหละก็เสร็จแล้วหมอก็จะเขียนรายงานดีๆให้นะครับ” ปกติการตรวจจะเริ่มขึ้นด้วยการการพูดคุยเพื่อสร้างความเชื่อใจระหว่างแพทย์ กับผู้ป่วย จิตติวางปากกาแล้วถามชายชราถึงเรื่องราวของเขาเองตั้งแต่เริ่มต้น

ผู้ป่วยเริ่มเล่าประวัติชีวิตของตัวเอง เขาเกิดที่นครศรีธรรมราช เป็นชาวประมงอยู่ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ร่วมต่อสู้ปกป้องอธิปไตยของชาติจากทหารญี่ปุ่น “พวกยุ่นบรรลัยหนั่นมั้นคว้าซามูไรออกมา แต่พ้มไวกว่าแรง พ้มได้รักษ้าบ่านเมืองพ้ม ในหลวงทรงพระเจริญ!” ชายชราตะโกนเสียงดังลั่นห้องตรวจ แต่เหตุดังกล่าวถือเป็นอาชญากรรมเมื่อไทยเข้าร่วมวงศ์ไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา กับญี่ปุ่น เขาต้องหนีอาญาแผ่นดินออกทะเลด้วยเรือประมงลำน้อย ร่อนเร่ไปทั่วทั้งอ่าวไทย ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยปลาดิบๆที่ตกจากท้องทะเล วันหนึ่งเมื่อใกล้จะอดตายเต็มที เขาเหลือบเห็นแสงทองอร่ามฉายส่องมาจากทางขอบฟ้า เขาคัดท้ายเรือไปหาแสงนั้นและได้พบกับซากเรือสำเภาจีนโบราณที่บรรทุกขุม สมบัติทั้งทองคำและทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ เขาขึ้นฝั่งพร้อมกับทรัพย์สินมหาศาลที่ทำให้กลายเป็นมหาเศรษฐีในทันใด เขาแต่งงานกับสาวงามที่ร่ำลือกันว่าสวยที่สุดในทั่วทั้งหัวเมืองปักษ์ใต้ ผู้ป่วยยังเล่าต่อไปถึงชาติก่อนที่เป็นทหารเสือคู่ใจพระเจ้าตากสินมหาราช เขากลับชาติมาเกิดใต้เบื้องพระยุคลบาทพระมหากษัตริย์ เพื่อคอยปกป้องผืนแผ่นดินไทยจากอริราชศัตรูทุกชาติไป เพราะไทยเป็นแผ่นดินทองขององค์ราชันย์ “ถ้าหมั้นคนไหน้จะมายึด ต้องข้ามศพไอ่กระพ้มไปก่อน” เขาโอ่ด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ

เรื่องอีกทางหนึ่งจากคำบอกเล่าของครอบครัวผู้ป่วยมีดังนี้ : จริงอยู่ว่าผู้ป่วยเกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ไม่ได้เกิดในช่วงการรุกรานของญี่ปุ่น(หมายความว่าผู้ป่วยเองก็จำอายุตัว เองไม่ได้เสียแล้ว) เขาแต่งงานตั้งแต่อายุ 19 กับสาวท้องถิ่น ซึ่งแยกทางกันในเวลาต่อมา จากนั้นจึงเริ่มธุรกิจยางพาราและร่ำรวยขึ้นมาได้ เขาแต่งงานอีกหนจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้หลังภรรยาเสียชีวิตและธุรกิจยาง ล้มเหลวลงเพราะการฉ้อโกงของญาติสนิท เขาหันเหความเศร้าโศกเข้าหาสุราและยาเสพติดเต็มตัว สองปีก่อนเขาเริ่มเพ้อถึงขุมสมบัติและอดีตชาติของเขา ครอบครัวเห็นว่าเขาคงไม่เป็นอันตรายจึงไม่พาเขามาพบแพทย์จนกระทั่งเขาจู่ เข้าทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นจนเป็นข่าวใหญ่ขึ้นพาดหัวหน้าหนึ่ง หนังสือพิมพ์เมื่อไม่นานมานี้เอง

จิตติพยักหน้าน้อยๆขณะรับฟัง บ้างก็กล่าวเสริมไปว่า “จริงเหรอครับ” “คุณลุงกล้าจริงๆนะครับ” “ลูกชายคุณลุงคงภูมิใจมากสิครับ” “อ๋อ ผมก็ไม่ค่อยชอบพวกฝรั่งนักหรอกครับ สมัยผมอยู่อเมริกาก็ถูกทำอะไรแย่ๆประจำ” “แล้วพระเจ้าตากสินท่านทรงทำอะไรบนสวรรค์อยู่ครับ” เขาแสร้งทำเป็นฟังเรื่องทั้งหมด ก่อนจะจรดปากกาลงชาร์ตแล้วเขียนลงไปเป็นภาษาอังกฤษว่า “Delusion of Grandeur”

ความทรงจำของชายชราปะติดปะต่อขึ้นมาจากละครโทรทัศน์ ผสมผเสกับประวัติศาสตร์ชาตินิยมที่ถูกฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกอย่างยาวนาน นี่ถ้าจิตติไม่ได้เป็นจิตแพทย์ การฟังเรื่องพรรค์นี้คงเพียงพอที่จะทำให้เขาบ้าได้ แต่ด้วยเหตุแห่งวิชาชีพที่ปฏิบัติต่อเนื่องมาหลายปี เรื่องบ้าๆพวกนี้ก็ไม่เลวนัก อย่างน้อยเขาก็นำไปใช้ในการ “วิเคราะห์ตนเอง” ได้อย่างเพียงพอ

ในที่สุดชายชราก็เล่าจบ จิตติกล่าวขอบคุณแล้วเดินพาผู้ป่วยเข้าไปพักที่วอร์ด(ตอนที่เดินไปด้วยกัน เขาก็รับฟังวีรกรรมโลดโผนกลางสมรภูมิยุคต้นรัตนโกสินทร์ในอดีตชาติไปพลาง) ก่อนจะจากกัน ชายชรายิ้มยินดีก่อนกล่าวลา และพร่ำคำชื่นชมเสียถึงขนาดว่าจิตติเป็นเพียงคนเดียวที่ยอมเชื่อเรื่องของ เขา

“อย่าให้ลุงคนนี้พบกับญาติๆสักระยะนะครับ อาการจิตหลอนยังรุนแรงอยู่มาก ช่วยให้ยาระงับประสาทเป็นระยะในกรณีที่ลุงแกแตกตื่น แต่อย่าให้ยาซ้ำติดต่อกันเพราะลุงเขามีอาการพิษสุราเรื้อรังอาจจะเสพติดยา ระงับประสาทได้ง่าย” จิตติสำทับต่อกันเพราะลุงเขามีอาการพิษสุราเรื้อรังอาจจะเสพติดยาระงับ ประสาทได้ง่าย” จิตติสำทับกับนางพยาบาลสาวประจำวอร์ด

“เอางั้นเลยเหรอคะคุณหมอ เข้าใจแล้วค่ะ” พยาบาลสาวรับคำ

“แล้วน้องอย่าลังเลล่ะ ถ้าเห็นท่าผิดปกติให้เรียกน้ารปภ. หรือตำรวจมาทันทีได้เลย ผู้ป่วยคนนี้หลงผิดคิดว่าตัวเองเป็นทหารเสือพระเจ้าตาก เขาอาจคิดว่าน้องเป็นสายลับพม่าก็ได้” ถึงแม้ว่าจิตติไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้เป็นเรื่องตลก เขาไม่อยากว่าร้ายผู้ป่วยในเชิงเหยียดชาติพันธุ์ แต่นางพยาบาลสูงวัยหน่อยที่ยืนอยู่ข้างหลังก็หัวเราะกิ๊ก แถมพยาบาลสาวตรงหน้าของเขาก็มีสีหน้าเรื่อแดงขึ้นมาเหมือนกำลังกลั้นหัวเราะ อยู่ พยาบาลสาวหันกลับไปดึงลิ้นชักโต๊ะของตัวเองแล้วหยิบเอากล่องของฝากขึ้นมาให้ จิตติ

“คุณหมอคะ นี่ของฝากเล็กๆน้อยๆจากบ้านฉันค่ะ เป็นท็อฟฟี่มะพร้าวน่ะค่ะ” เธอโปรยยิ้มหวานแบบสาวชนบทไร้เดียงสา จิตติยิ้มน้อยๆให้พยาบาลสาวแล้วรับกล่องลูกอมนั้นมา เขาสังเกตว่าใบหน้าของพยาบาลคนนั้นเจือด้วยสีแดงก่ำขึ้นกว่าเดิม
ถึงเวลาพักกลางวัน จิตติคิดว่าเขาคงจะหาอะไรกินแถวๆโรงอาหารของโรงพยาบาลสักหน่อย ระหว่างทางที่เขากำลังเดินไปโรงอาหารนั้นเอง มีชายคนหนึ่งเดินตามหลังมาติดๆ คนๆนั้นคือสามารถ ชายร่างอวบที่มีผิวออกคล้ำ ผู้เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและเพื่อนสนิทของเขา

“บ๊ะ ไอ้เพื่อนยาก! ข้าเห็นนะว่าหล่อนกำลังทอดสะพานให้แกอยู่ สะพานทองโรยกลีบกุหลาบเชียวนาเว้ย”

“ไม่เห็นจะเป็นอย่างนั้นซักหน่อย เธอก็แค่เอามาให้ชั้นเพราะว่าเป็นหัวหน้าเท่านั้นแหละ” จิตติไว้ท่าสักหน่อย

“เฮ้ย นั่นแหละน่า แม่สาวคนนั้นทำงานกับข้ามาตั้งนาน ไม่ยักเคยหอบอะไรมาให้เลยซักกะอย่าง”

“ไอ้มาด แกนี่เริ่มเพ้ออีกแล้ว” จิตติยังคงเรียกเพื่อนของเขาด้วยชื่อเก่า สามารถเปลี่ยนชื่อของตัวเองที่ดูโบราณคร่ำครึเมื่ออายุเข้า 20 ปี ตอนบรรลุนิติภาวะพอที่จะทำนิติกรรมได้โดยไม่ต้องขอฉันทานุมัติจากผู้ปกครอง ชื่อใหม่ของสามารถนั้นยาวยืดและสะกดยากจนจิตติไม่คิดจะใส่ใจจำ

“ถ้าข้าเป็นแก เนื้อหอมขนาดนี้นี่น้า ข้าจะหาเมียดีๆสักคนแล้วก็ลูกสักโหล รึว่าแกไม่ชอบสาวๆวะ” สามารถให้ความเห็นจากมุมมองของคนที่มีครอบครัวแล้ว ที่จริงเขาเองก็สงสัยรสนิยมทางเพศของเพื่อนสนิทเพราะเห็นว่าจิตติแทบไม่แสดง ความสนใจในเพศตรงข้ามเอาเสียเลย

“ชั้นชอบผู้หญิงน่า ผู้หญิงก็ไม่มีอะไรเสียตรงไหนนี่”

“นี่เรอะวิธีพูดของแก –ผู้หญิงไม่มีอะไรเสียตรงไหน?- คิดได้ไงวะนั่น ข้าเชื่อไม่ลงจริงๆว่ะ”

“แกก็รู้ว่าชั้นต้องทำงาน ตอนนี้ไม่มีเวลามาพูดเรื่องหาครอบครัวหรอก”

แม้ว่าสามารถจะคิดว่าตัวเองเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของจิตติตั้งแต่สมัย มัธยมปลาย แต่รอบตัวจิตติก็เต็มไปด้วยปริศนาลับดำมืดมากมายที่สามารถไม่สามารถมองทะลุ เข้าไปเห็นได้ ตัวอย่างเล็กๆน้อยๆ ก็เช่น เขาไม่เคยเห็นจิตติในชุดลำลองเลย ไม่ว่าจะเป็นโอกาสสบายๆขนาดไหนก็ตาม จิตติก็จะสวมชุดอย่างเนี้ยบดึงดูดสายตาผู้คนเสมอจนสาวๆหลงกันหัวสักหัวคว่ำ ตั้งแต่สมัยอยู่มหาวิทยาลัยแล้วที่จิตติเลือกคบสาวๆได้ไล่ตั้งแต่อัศวินี แห่งปราสาทแดงวิศวะยันเทพีแห่งอักษราเทวาลัย จนหนุ่มๆทั่วมหาลัยเตรียมจะดักตีหัวได้ทุกเมื่อ แต่จิตติก็คบสาวคนไหนไม่ยืดเกินหกเดือนเลยสักคน บางคราวสามารถก็ถามจิตติด้วยสงสัยว่าสาวคนล่าไปไหนแล้ว คำตอบก็จะเป็นประมาณว่า “ไม่รู้สิ บางทีเธอคงอยู่กับใครอีกสักคนล่ะมั้ง อาจจะเป็นหนุ่มคนใหม่ก็ได้” ด้วยสีหนาและน้ำเสียงที่ไม่ยี่หระแม้แต่น้อย ครั้งหนึ่งตอนสังสรรค์ในวงเหล้ากันกับกลุ่มเพื่อนๆ ใครคนหนึ่งโพล่งถามขึ้นมาถึงสาเหตุที่เขาเลิกคบกับดาวคณะอักษรฯ เขาตอบกลับทันทีว่าเพราะเจ้าหล่อนดันไม่รู้จักจิตร ภูมิศักดิ์ว่าเป็นใคร แถมยังได้คะแนนสอบเอ็นทรานซ์วิชาภาษาอังกฤษน้อยกว่าเขาอีกต่างหาก(จิตติได้ คะแนน 98 จาก 100) ทุกคนนึกว่าเป็นมุกขำขันเลยหัวเราะลั่น แต่สามารถรู้ดีว่านั่นไม่ใช่มุกตลกใดๆทั้งสิ้น จิตติเป็นผู้ชายที่คบกับสาวคนไหนก็ได้ตามต้องการแล้วก็พร้อมจะทิ้งไปในชั่ว พริบตา ด้วยเหตุผลพิลึกพิลั่นจนเกินคนธรรมดาจะเข้าใจไหว

จิตติไม่ใช่พวกเจ้าชู้ไก่แจ้ หรือนักรักมหาเสน่ห์ ความรักไม่ใช่สิ่งสำคัญอันดับแรกที่เขาจัดระดับความสนใจ ความหลงใหลก็ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าชิ้นงานวิจัย เจ้าเพื่อนบ้างานนี่ไม่เคยแม้แต่จะพูดถึงเรื่องความรักในระหว่างบทสนทนา มีแต่งาน งาน และงาน บ้างก็เป็นปรัชญาจากนักคิดตะวันตกเท่านั้นที่หลุดออกมาจากปาก ในส่วนที่เขาคิดว่าอ่อนโยนของเจ้าเพื่อนคนนี้คือเรื่องประหลาดที่จิตติชอบเพ ลงของเบเกอรี่มิวสิค โดยเฉพาะนักร้องจากค่ายโดโจ ซิตี้ เป็นอันดับหนึ่ง(ซึ่งจิตติปิดเรื่องนี้ไว้อย่างมิดชิดไม่บอกใครยกเว้นกับ เพื่อนสนิทของเขา แน่นอนว่าถึงคนอื่นจะรู้เข้าก็คงทำใจเชื่อได้ลำบากอยู่ดีว่า จิตแพทย์หนุ่มคนดังจะหลงใหลวงไอดอลแบบ ไทรอัมพ์ คิงดอม หรือ นีซ) ถึงอย่างไรก็ตาม จิตติก็เป็นบุรุษอัจฉริยะที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในวัยต้น 30 ที่ไม่รู้จักความรักอยู่ดี

หลังอาหารกลางวัน สามารถอยากเดินย่อยอาหารสักหน่อยก่อนจะเริ่มงานในช่วงบ่าย แต่จิตติหันกลับไปห้องทำงานเพื่อตรวจดูแฟ้มประวัติผู้ป่วยต่อ สามารถรู้สึกผิดนิดๆแต่ก็ปัดมันทิ้งลงไปอย่างว่องไว

“แกมีหวังได้ไปนอนอยู่บนเตียงข้างๆกันกับคนไข้แหงๆว่ะ ไอ้เพื่อนยาก ถ้าแกยังทำงานเป็นบ้าเป็นหลังแบบนี้”

“ดีนี่ แกช่วยจัดยาให้ชั้นด้วยก็แล้วกัน ชั้นไว้ใจแกนะ”

คำแซวที่แฝงความปรารถนาดีของเขาไร้ผลโดยสิ้นเชิง สามารถตระหนักได้ในชั่วขณะนั้นว่าคำปรึกษาของจิตแพทย์คนไหนก็ช่วยเหลือ เพื่อนของเขาคนนี้ไม่ได้อีกแล้วเพราะจิตติรู้ทันเสียหมด เขาถอนหายใจแต่ทำทีเหมือนกับว่ากำลังหาว ทันใดนั้นความคิดดีๆก็พุ่งโลดออกมาจากสมอง เขารู้ว่าเรื่องนี้ดูไม่เข้าท่าแต่คนอย่างจิตติที่ไม่เคยฟังอะไรเขาเลยน่าจะ เจอบทเรียนอะไรแบบนี้เสียบ้าง แถมถ้าเขาโยนเรื่องนี้ให้พ้นตัวได้ก็จะมีเวลากลับไปอยู่กับลูกเมียเพิ่มขึ้น อีกโข ก็ไอ้เพื่อนของเขาที่อยู่ตรงหน้านี่มันบอกเองนี่นะว่าไม่อยากมีครอบครัว โยนๆเรื่องนี้ให้มันไปจะเป็นไรไปเล่า? เขาเดินไปที่โต๊ะทำงานแล้วคว้าเอาแฟ้มสีน้ำตาลขนาดใหญ่ออกมา

“กรณีนี้มาจากแผนกกุมารเวช รุ่นน้องส่งมาให้ข้าสักพักแล้วแต่ไม่มีเวลาดูเลย ถ้าแกบอกว่าแกอยากหาตัวอย่างผู้ป่วยที่น่าสนใจ ลองมาเอาไปดูมั้ยล่ะ?”

“เป็นเรื่องยังไงล่ะนั่น หืม?”

“เด็กมีปัญหาการพูดน่ะ”

“ก็ให้พวกหมอเด็กดูไปละกัน ไม่ใช่งานของเราสักหน่อย”

“โฮ่ นี่ไม่ธรรมดานา ถ้ากรณีนี้มันง่ายขนาดนั้นพวกนั้นจะส่งมาให้เราหาพระแสงอะไรล่ะวะ พวกหมอๆอย่างเราเนี่ยมีอัตตาสูงลิบลิ่วกันทุกคน แกก็รู้ดีนี่หว่า”

จิตติเริ่มรู้สึกรำคาญ เขาวางมือจากแฟ้มงานแล้วจ้องหน้า รอให้สามารถคุยโวเสร็จ

“เด็กมีปัญหาการพูด ไม่ได้เป็นออทิสติก ไม่ได้หูหนวก ไม่มีความพิการทางร่างกาย ตรวจไม่พบอาการผิดปกติอื่นใด แถมเรียนได้คะแนนสูงสุดในโรงเรียนอีกต่างหาก แกว่าไงล่ะทีนี้?”...

.........................................................................................................................

 

ป.ล. ถึงหญิงโซ เพื่อนพระเอกชื่อสามารถเนี่ยมันทำให้แปลยากมากนะรู้ป่าว
ลองดูประโยคนี้เสะ

สามารถคิดว่าสามารถคงจะสามารถทำได้โดยสามารถ ถ้าสามารถไม่สามารถคงจะไม่มีใครสามารถทำเรื่องที่สามารถไม่สามารถทำได้

 ให้เวลาไปคิดใหม่สามวัน บุยๆ

 

Recommend

free counters