Film

ถ้าใครเกิดทันยุค UTV คงได้ทันดู Speed Racer (ชื่อญี่ปุ่น Mach Go Go Go) ใน Cartoon Network ผมพอจำได้ลางๆ ว่าเรื่องนี้เป็นอนิเมลายเส้นเก่ามากๆ พระเอกก็หน้าตาญี่ปุ่นๆ เพลงเปิดออกแนวการ์ตูนอภินิหาร แถมรถก็ออกแนวรถสารพัดนึกมา่กชนิดการ์ตูนแข่งรถเรื่องอื่นยังอายกันไปเลย


(พระัเอกภาคอนิเมครับ)

ตอนแรกที่ยินว่าสองพี่น้องแมททริกซ์จะเอาการ์ตูนเืรีื่ืองนี้มาสร้างเป็นหนัง ผมทั้งดีใจและหวั่นใจพร้อมๆ กัน เพราะได้รับบทเรียนมานักต่อนักว่าอะไรก็ตามที่เป็นเอเชีย พอถูกอเมริกันเอามารีัเมคแล้วจะกลายเป็นของเห่ยไปทันที ยิ่งเฉพาะถ้าเป็นหนังแล้ว ที่สร้างจากการ์ตูนญี่ปุ่นหรือเกมญี่ปุ่น จะออกมาเป็นหนังเกรดบีเป็นร่ำไป (ดู Street Fighter เป็นตัวอย่าง)

แต่พอเห็นตัวอย่าง Speed Racer ฉบับฮอลลีวู๊ดออกมาแล้ว ผมก็เปลี่ยนใจ เพราะคิดว่าผู้กำกับคงรักษาต้นฉบับ อยู่ และอีกเหตุผลหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นเพราะ Rain แหละ ถึงผมจะไม่ได้อะไรกับ Rain มากนัก แต่เ็ป็นคนเอเชียด้วยกัน ก็สนับสนุนกันดีกว่าเนอะ! วันนี้ผมกับเพื่อนตีตั๋วก็เลยไปดู Speed Racer กันที่เมเจอร์ ปิ่นเกล้าครับ

หนังตัวอย่างเริ่มต้นไปด้วยดี (ถึงจะโฆษณานานมากก) มีอนันดาใส่แว่นจากเมมโมรี่ ตัวอย่าง Sex and City สรุปคือน่าดูหมด แต่พอหนังเริ่มฉายโลโก้ Village Road Show Picture ขึ้น ผมก็รู้ว่า Speed Racer จะเป็นหนังที่ผมจำไปจนวันตาย T_T

เพราะเำพียงแค่ขึ้นโลโก้เริ่มหนัง ผู้หญิงสองคนที่นั่งถัดจากผม จากผู้ชม เปลี่ยนร่างเป็นเกรียน Inw กำลังสิบ ที่ทำให้ผมนั่งวีนอยู่ในโรงหนังตั้งแต่ต้นจนจบ!!! โน้วววว!!!!!!!!

และนี้คือวีรกรรมของสองเกรียนสาว (แต่เป็นผู้ใหญ่แล้ว) ที่ผมพอสรุปได้ครับ (เธอทั้งสองคนดูหนังเรื่องนี้ที่เมเจอร์ปิ่นเกล้า รอบ 14.20 น. โรง 5 ที่นั่ง 13, 14 จึงเรียนมาเพื่อทราบ)

Step 1 - อ่านซับไตเติ้ลนอกใจ!

ผมไม่รู้ว่าเธอสองคนอ่านซับไตเติ้ลไม่ทันหรืออย่างไร เพราะเธอจะอ่านออกเสียงซับไตเติ้ลตามคำพูดของตัวละคร อย่างเช่นซับไตเติ้ลขึ้นว่า "แซงฉันให้ได้สิ สปีด" เธอก็จะอ่านตามว่า "แซงฉันให้ได้ส ิสปีด" ปรี๊ดด วีนนนนนน ไม่ทราบว่าพี่รักพ่อขุนรามคำแหงหรือครูภาษาไทยสมัยประถม หรือไงครับ ถึงต้องมาอ่านตามแบบนี้?? ผมไม่ได้อะไรกับคนดูพากษ์ไทยนะครับ แต่ว่า ถ้าเกิดอ่านซับไตเติ้ลไม่ทันแล้วต้องอ่านออกเสียง ก็ไปดูพากษ์ไทยเถอะครับ มันไม่เสียหายหรอก แล้วแบบว่า เสียงไม่ได้เบาๆ ด้วยนะครับ เสียงดังมาก ลั่้นโรงเลย :(

Step 2 - ฝึกภาษาอังกฤษกันในโรงหนัง!

แม้จะอ่านซับไม่ทัน แต่เธอก็จะโชว์พาวว่ากูฟังภาษาอังกฤษออกด้วยการพูดตามตัวละครเป็นภาษาอังกฤษ เช่นว่า "ํำYes" หรือ "Go" ขอโทษครับ นี่มันโรงหนังจะครับไม่ใช่บริติช เคาน์ซิล!! จะไปฝึกภาษาอังกฤษก็ไปที่อื่นสิึีครับ! ผมไม่อยากรู้หรอกว่าีพี่จะฟังออกพูดอังกฤษไ้ด้ เพราะผมด่าพี่เป็นภาษาอังกฤษพี่ยังไม่รู้สึกเลย!!

Step 3 - คุยกันไม่เกรงใจใคร!!
ทุกๆ ครั้ง ไม่ว่ามีฉากอะไรขึ้นมา เธอจะพูดเหมือนไม่เคยเข้ามาดูหนังหรือไปอยู่ในโลกที่ไม่มีทีวีดู อย่างเช่น

"อุ๊ย พระเอก" ก็ใช่ิสิหล่อนนึกว่าเรนเป็นพระเอกเหรอ!!
"อ่าว คุณพ่อ" เออ!!
"เรนอ่า" เอออออออออ!!!! ดงบังมั้ง!!
"ฮ่าๆๆ ลิง เด็ก ฮ่าๆๆๆๆๆๆ" เออ กูรู้!!
"ดูดิ สนุกไหมแก บลาๆๆๆๆๆๆ ดูดิแก" ดูอะไรเล่า เงียบๆ หน่อยได้ไหม!!!!!
"แซงแล้วๆๆๆๆๆๆ" กรี๊ดดด กูรำคาญญญญญญ
"อ่าว พี่พระเอกตายแล้วเหรอ" ใช่สิ ดูมาตั้งนานมึงยังไม่รู้อีกเหรอ!!

Step 4 - ขำเกินเหตุ
บางฉากไม่ขำอะไรเลย แต่พี่แกก็ขำลั่นโีรง จนคนพาลดูไม่รู้เรื่อง แถมมีปรบมืออีก ใช่ครับ ปรบมือเหมือนดูตลกคาเฟ่นั้นแหละครับ ขอโทษครับ นี้มันไม่ใช่หนังตลกโปกฮาเอามันแบบ Scary Movie หรือ Mr. Bean เลยนะครับ บางฉากอย่างที่สปีด พระเอก กำลังจะซึ้ง กำลังจะดราม่าสุดๆ ก็หัวเราะกัน ปรบมือกัน จะบ้าเหรอครับ เมากัญชามาหรือไง ไร้มารยาทสุดๆ ฉากที่ควรหัวเราะกันถ้าหัวเราะก็ไม่ว่าอะไรนะครับ แต่บางฉากไม่น่าหัึวเราะก็หัวเราะกัน เซ็งครับ เซ็งมาก

Step 5 - ถุงก๊อปแก๊ป
นอกจากเสียงคุยแล้ว ยังมีเสียงถุงก๊อปแก๊ปจากของกิน (ที่ไม่ใช่ป๊อปคอร์นเฉยๆ แน่นอน) ของพวกเธออีัก สิ้นหวังแล้วครับ... คุยกันยังไม่พอยังมีเสียงของกินอีก เกรียนเกินเยียวยาแล้ว

ตอนแรกผมย้ายที่นั่งก่อนเพื่อส่งสัญญาณให้เขาหยุด แต่เขาก็ไม่หยุึดครับ จนผมเริ่มวีนแตก อยากจะตะโกนด่า แต่ก็ไม่อยากมีเรื่อง (เพราะเห็นสภาพสองคนนั้นแล้วแบบว่า...... เอ่อ...) ไม่อยากทำลายสมาธิผู้ชมท่านอื่นเปล่า ก็เลยพูดๆ ขึ้นมา

"เงียบหน่อยได้ไหม" (ยังสุภาพอยู่)
"จะดูหนัง! เงียบๆ หน่อยได้ไหมวะ!"
"Shut up!! Idoit!!! (ฟังภาษาไทยกันไม่รู้เรื่องเพราะงั้นต้องแบบนี้แหละ)
"อุรุไซ้ดะ!!!!!!!!" (ภาษาอังกฤษมันก็ยังฟังไม่รู้เรื่อง..)

ไร้ผลครับ ไม่หยุดจนจบหนังน่ะแหละ ผมเห็นพี่คนที่นั่งอยู่ข้างล่างจากเกรียนก็หันมามองแบบรำคาญ ทั้งโรงอยู่ในบรรยากาศมาคุๆ จนจบเรื่อง ไม่มีใครยิ้ม ไม่มีใครหัวเราะ ดูหนังอย่างไม่มีความสุขเลยครับ ความสุขในการดูหนังลดลงไป 40% บัตร 100 นึงได้ดูแค่ 50 บาท เซ็งมากๆ ครับ

ขอเรียนเกรียนทั้งหลายว่า นอกจากปิดมือถือแล้ว ก็อย่าคุยกันเลยนะครับ จะออกเสียงหัวเราะบ้าง หรืออุทาน แต่ไม่ใช่แบบนี้ โรงหนังเป็นที่สาธารณะ ถ้าจะมาโรงหนังเพื่อมาคุยกัน ก็รอรอบที่มีกันสองคน หรือก็เชิญไปดูวีซีดีหรือหนังกลางแปลงเถอะครับ ไม่มีใครว่า จะร้องเพลงไปด้วย ฝึกภาษาอังกฤษอะไร ออกเสียงอเมริกันหรืออังกฤษอะไรก็ทำไปเลยยยยยยยย!! แต่ขออย่ามาทำลายความสนุกของคนรักหนังเลยนะครับ T^T


(พระเอกแต่งคอสชัดๆ! เหมือนในการ์ตูนเลย!!)

มาพูดเรื่องหนังกันบ้างดีกว่า หลังจากเกริ่นเรื่องเกรียนมานาน เีสียดายมากที่หนังเรื่องนี้เจอ Iron Man เลยกระแสเงียบมากๆๆ ทั้งๆ ที่เป็นหนังที่ดี ทำไว้คารวะต้นฉบับเดิมอย่างเต็มที่ เพราะถ้าไม่นับรถที่ไฮเทค การแต่งตัวของตัวละครในเรื่องก็ยังคงเป็นเหมือนต้นฉบับเปี๊ยบเลยดูย้อนยุึคผสมล้ำสมัย พระเอกนิ้งมาก (พี่พระเอกนิ้งกว่า) เรนก็เท่มากๆ้ด้วย ฉากแข่งรถทำได้ดีมาก เร้าใจเหมือนดูการ์ตูนอยู่ หนังเน้น CG เป็นหลัก ฉากทุกอย่างสร้างโดยคอมพิวเตอร์กราฟฟิคทั้งหมด แต่สีสันสดใสมาก ดูไม่แข็งกระ้ด้างเหมือน CG ที่สร้างเลียนแบบฉากของจริง เพราะเรื่องนี้ใช้ CG ให้ออกแนวการ์ตูนๆ

ที่ชอบสุดๆ อีกอย่างคือเพลงประักอบครับ จะมีเพลงของอนิเม Mach Go Go Go สมัยพระเจ้าเหาเล่นคลอตอนแ่ข่งรถตลอด ฟังแล้วคิดถึงวัยอดีตที่นั่งดู Thunder Cat, Transformer, Ninja Robot การ์ตูนลูกผสมญี่ปุ่นอเมริกัน T_T ซึ้งครับ..ซึ้ง........ (คนแก่รำลึกความหลังครั้งเยาว์)

องค์ประกอบทุกอย่างเหมาะเป็นหนังครอบครัวฟีลกู๊ดสำหรับสุดสัปดาห์เลยล่ะครับ หนังกาีีีีฺร์ตู้น การ์ตูน (ญี่ปุ่น) แบบนี้ดูไม่คิดมากเลยครับ แถมได้รำลึกความหลังด้วย ขอเป็นหน้าม้าเชียร์สุดใจ >_< เอาไปเลย 8/10 (ถ้าไม่มีเกรียน)

ต่อนิดนึง
- เทโจ (เรน) เป็นคนญี่ปุ่น ทำไมใช้รถพวงมาลัยซ้ายอ่ะครับ??
- ยันฮี..........



 

Edit เอา mv มับฮะโกโกโก ภาคญี่ปุ่นมาให้ดู.. ธีมเพลงญี่ปุ่นยุคหลังสงครามโลกมาก..

 

(ปลอดภัยไร้สปอย)


เคยคิดว่าบ้างไหมว่า "เด็กเก่งอย่างสมบูรณ์แบบ" คนหนึ่งจะต้องมีอะไรเป็นองค์ประกอบบ้าง? สมองคอมพิวเตอร์? ไหวพริบฉับไว? ความสามารถในการท่องตำรา? หรืออะไรอื่นๆ ที่เด็กเนิร์ดต้องทำกัน

เปล่าเลย.. เด็กเก่งอย่างสมบูรณ์แบบไม่ใช่แค่ว่าจะมีแต่ความสามารถประเภทนี้ เพื่อการมีชีวิตรอดในโลกแห่งความเป็นจริงได้ พวกเขาจะต้องมีกึ๋น สุนทรียภาพด้านศิลปะ และที่สำคัญ ความเป็นตัวของเอง

ขอแนะนำให้รู้จักแก๊ง History Boys

พวกเขาคือเด็กหนุ่ม 8 คนจากโรงเรียนรัฐแห่งหนึ่งในเมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ กลุ่มนักเรียนหัวกะทิของโรงเรียนนี้กำลังภารกิจที่ยิ่งใหญ่ในปีสุดท้ายของชีวิต ม.ปลาย นั้นก็คือการสอบเข้าคณะประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดและแคมบริดจ์ให้จงได้

เพื่อการเอนท์เข้ามหาวิทยาลัยอันทรงชื่อทั้งสอง และต้องการ "ขัดเกลา" เด็กหัวกะทิที่ทั้งเฮี้ยว ซ่า แสบ ทั้งแปดให้กลายเป็น "เด็กเก่งตามระบบ" ครูใหญ่จึงต้องมอบหมายให้คุณครูสามคนสามแนวมาดูแลเด็กๆกลุ่มนี้ ได้แก่ มิสเตอร์เฮคเตอร์ คุณครูรุ่นเก๋าผู้มีวิธีการสอนนอกตำรา ,มิสซิสลินทอต อ.สอนประวัติศาสตร์สายเฟมินิส, มิสเตอร์เออร์วิน คุณครูหนุ่มไฟแรงจบใหม่   

ช่วงเวลาหนึ่งปีที่เตรียมสอบ ทั้งแปดต่างได้พานพบเหตุการณ์ที่ทำให้เติบโต ค้นพบตัวเอง และการแสวงหาเป้าหมายของตัวเอง และไม่ใช่แค่พวกเด็กๆ เท่านั้นที่เปลี่ยนไป คุณครูทั้งสามเองก็ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากพวกเขา การเรียนรู้แท้จริงของชีวิตมาจากความรัก มิตรภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างคน ไม่ได้มาจากตำรา ไร้ชีวิตหรือระบบการศึกษาจืดชืด



เอิ่ม.. ขอสารภาพว่า หยิบหนังเรื่องนี้มาดูจากร้านเช่าแถวบ้าน ก็เพราะหน้าปกมันเป็นรูปธงชาติอังกฤษนี่แหละ ไม่ได้มีเหตุผลอื่นเล้ย ตอนแรกคิดว่าคงเป็นหนังอังกฤษฮากริบๆ แต่ที่ไหนได้ สนุกมาก ชอบมากๆ เลยด้วย  > <

History Boys เรื่องนี้เคยเป็นละครเวทีมาก่อน และใช้นักแสดงชุดเดียวกับเวอร์ชั่นละครเวที บทสนทนาในเรื่องจึงเป็นการต่อปากต่อคำ เฉือดเชือนกันด้วยข้อมูลวรรณคดี ประวัติศาสตร์ บทกวี บางมุกก็เฉพาะทางเกิน บางมุกก็ชวนยิ้มมุมปาก บางมุกก็ขำก๊ากแบบบั่นทอนปัญญา แต่รับรองว่า หนังเรื่องนี้ไม่มีช่วงเวลาที่ "น่าเบื่อ" เลยครับ

ที่ผมชอบมากๆในเรื่อง ก็เป็นที่คาแรคเตอร์ของตัวละครแต่ละตัวที่เป็นตัวแทนของคนแต่ละกลุ่มของแต่ละสังคมนี่แหละ ไม่ว่าอยู่ชาติไหน วัฒนธรรมไหน สังคมมันก็ต้องมีคนประเภทนี้เหมือนกันหมดอย่างเดกิ้นก็เป็นนักเรียนเก่งแต่แสบ เป็นกบฎต่อกฏเกนฑ์ พอสเนอร์เป็นหนุ่มยิวที่กำลังอินเลิฟกับเพื่อนในกลุ่ม ครูใหญ่เฟลิกซ์ เป็นพวกอนุรักษ์นิยมแต่มือถือสากปากถือศีลอย่างที่ผู้ใหญ่ในบ้านนี้เมืองนี้ คุณครูเออร์วินเป็นพวกที่กำลังสับสนระหว่างค่านิยมของสังคมกับความต้องการของตัวเอง

จุดด้อยของเรื่องนี้ก็คงจะมีแต่ หนังเน้นไม่แค่ตัวละครไม่กี่ตัวในกลุ่มเด็ก ทำให้ตัวละครบางตัวที่น่าสนใจกลับถูกลืมไปเลย(เข้าใจว่าด้วยข้อจำกัดของเวลา เลยไม่สามารถเน้นไปทุกคนได้ ถ้าให้เน้นคงกลายเป็นซีรีย์) อีกอย่างก็คือการตัดไปสู่เหตุการณ์ในตอนจบที่ทำให้สะท้านใจคนดูไปหน่อย แต่โดยรวมแล้วสนุกดีครับ ยิ่งถ้าใครชอบประวัติศาสตร์กับการนำเสนอแบบเงียบๆ ทึมๆ เรื่อยๆ แบบหนังอังกฤษจะยิ่งชอบเลย


(คุณครูภาคละครเวที)

>
>
>
>
>
>
>






ส่วนโฮกกก (สปอยจ้า)
- ชอบพอสเนอร์ตอนร้องเพลงมาก ปล่อยมุกน่ารักอีกตะหาก อุฮิๆ
- มุกนิชเช่นี่มัน!! บั่นทอนสุดๆ!
- มุกออสก้า ไวลด์ กร๊ากกกก
- มีเพลง The Smiths กับ The Cure ด้วย!
- และท้ายที่สุด ที่ทำให้ตัดสินใจซื้อแผ่นหนังเรื่องนี้ คือ!! คุณครูเออร์วิน!! โฮกกกกกกก หนุ่มแว่นนนนนนนน สุดยอดดดดดดดดดดดด ฉลาดสุดๆ ปากจัดอีกอ่า เวลาคุยกับนักเรียนน่ารักมากเลย

 

โดยเฉพาะฉากนี้ โฮกฉากนี้ที่สุดในเรื่องแล้ว โคดน่ารักเลย ครูคร้าบ มาสอนประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ให้ผมด้วย โฮกกก แล้วผมจะรักๆๆๆๆ ประวัติศาสตร์มากๆ เลย >w<



[ผมแอบดีใจที่หนังเรื่องนี้ไม่เข้าโรงในเมืองไทยแต่ออกมาเป็นดีวีดีเฉยๆ เพราะถ้าออกไม่โรงคงไม่พ้นเป็นขี้ปากของคนที่ตีค่าหนังเรื่องนี้ให้กลายเป็น "หนังวาย" ไป ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องยิบย่อยมากๆ เมื่อเทียบกับประเด็นใหญ่ที่หนังพยายามเสนอ มองว่ามันก็แค่วาย ทั้งๆ ที่สิ่งสำคัญมันคือความรู้สึกและอารมณ์ของตัวละครต่างหากล่ะ (เหตุการณ์นี้เคยเกิดกับรักแห่งสนาม - ซึ่ง..ถ้าผมเป็นผู้กำกับ...ผมไม่ดีใจเลยอ่ะ]

Recommend

free counters