Film

อย่า อย่าเพิ่งตกใจ ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่ได้ปิดบล็อก (ไม่เชื่อเลื่อนไปดูข้างล่าง หุๆ) ความจริงไอ้เรื่องที่จะอัพวันนี้ก็ก็เป็นหนังเป็นหนังที่ดูมาเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว แถมยังไปดูคนเดียวอีกตะหาก เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่อวันเลี้ยงพี่บัณฑิตชมรม ป๋าที่ 1 ของชมรมแนะนำให้ไปดูหนังเรื่อง The Wind That Shakes The Barleys โดยให้แค่คำเปรยสั้นๆว่า หนังเกี่ยวกับ IRA ไปดูซะ!! ด้วยความที่ไอ้โซนั้นค่อนข้างชื่นชมอุดมการณ์ของ IRA (Irish Revolutionary Army) อยู่แล้ว เลยคิดอย่างจะดูขึ้นทันที แถมคนที่เล่นเป็นพระเอกยังเป็น Cillian Murphy (ตัวร้ายสุดเท่แห่ง Bat Man และ Red eye) อีก ดูทันที!!!

ด้วยความที่หนังเรื่องนี้มีฉายแบบจำกัดโรง ผมก็เลยจำต้องตื่นแต่เช้า ถ่อไปลิโด้ ตอนที่หนังจบแล้วนั่งรอที่หน้าโรงก็เห็นผู้คนทั้งฝรั่งทั้งไทยเดินออกมาจากโรงด้วยหน้ามุ่ยๆ ผมก็ชักจะหนักใจแล้วว่าตกลงหนังเรื่องนี้มันไม่ดีหรือมันเศร้ากันแน่ แต่ทำไงได้ ซื้อตั๊วไปแล้วนี่ ก็ต้องเข้าไปดูล่ะ

หนังเริ่มเรื่องในช่วงปี 1920 ที่ไอร์แลนด์ทั้งประเทศยังตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอังกฤษ ทหารอังกฤษเข้าประจำการในดินแดนของไอร์แลนด์และกดขี่ทำร้ายคนไอริชอย่างไร้ความปราณี เดเมี่ยน โอโดโนแวน นักศึกษาแพทย์หนุ่มที่กำลังจะย้ายไปลงหลักปักฐานลอนดอน ได้พบความโหดร้ายของทหารอังกฤษต่อเพื่อนร่วมชาติที่สถานีรถไฟ เดเมี่ยนจึงเปลี่ยนแผนทุกอย่างและเข้าร่วมกับกองกำลังปลดแอกไอร์แลนด์ซึ่ง เท็ดดี้ พี่ชายของเขาเป็นแกนนำอยู่

อิสรภาพ ของแผ่นดินแม่ ทำให้สองพี่น้องสามารถทำได้ทุกอย่างตั้งแต่จับปืนฆ่าคน ทรยศเพื่อน และสุดท้าย สิ่งที่พวกเขารอคอยก็เป็นความจริง ไอร์แลนด์ได้รับการปลดปล่อย แต่การปลดปล่อยนั้นก็เป็นเพียงแค่สัญญาน้ำลายเพื่อหวังผลทางการเมืองเท่านั้น คนไอริชยังไม่มีเสรีภาพ ไอร์แลนด์เหนือยังอยู่ในปกครองของอังกฤษ และสิ่งที่แย่ไปกว่านั้นคือความแตกแยกของคนในชาติระหว่าง พวกที่สู้มาพอแล้ว กับ พวกที่ยังต่อสู้เพื่อต้องการให้ได้อิสรภาพที่สมบูรณ์ คนทั้งสองกลุ่มสู้กันเพื่อความถูกต้องที่ตัวเองยึดมั่น และการต่อสู้ของสองฝ่าย ก็คือการต่อสู้ของสองพี่น้อง เดเมี่ยน และ เท็ดดี้

==================

ผมเคยได้ยินคำวิจารณ์ว่าหนังเรื่องนี้ไม่สมควรได้รางวัลปลามทองคำจากคานส์ อย่างนู้น อย่างนี้ เอาน่า ผมรู้ ผมรู้ ว่าผมชอบ Cillian Murphy แต่ถึงไม่มีพี่แกผมก็ชอบเรื่องนี้อยู่ดีนะ เพราะดูจบแล้วอารมณ์ค้าง พูดไม่ออกเลยครับ (หนังเรื่องสุดท้ายที่ทำผมอารมณ์ค้างได้คือ Brokeback Mountain นั้นเองครับ เหะๆ )

ในตอนต้นของหนังถึงจะออกแนวหนังรักชาติขายความโหดร้ายของศัตรูเหมือนบางระจันไปหน่อย แต่ตอนกลางๆ เรื่อง ความกดดัน ในบทหรือสถานการณ์ที่ตัวเองต้องเจอจะเริ่มทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็แตกโพละ เหมือนปรอทแตกตอนจบ ไอ้ความกดดันนี่แหละที่ทำให้ผู้ชมอินได้อย่างง่ายๆ (ถึงบางทีมันดูจะเป็นไปตามพล็อตไปหน่อยก็เถอะ) ผมชอบ ตอนจบ ของเรื่องนี้มากครับ มันบีบหัวใจสุดๆเลยล่ะ T T Cillian เล่นได้สุดยอดมาก

เชื่อเถอะครับ ว่าหนังเรื่องนี้แถบจะไม่มีเพลงประกอบฉากหลังหรือ BGM เลย บางฉากก็ดูเหมือนจะตั้งกล้องถ่ายสถานการณ์นั้นโดยไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ทั้งสิ้น เหมือนกับว่าคนทำอยากให้คนดูคิดถามฉากนั้นไปเองมากกว่าครับ (แต่ก็ไม่ใช่การตั้งกล้องที่โหดร้ายเหมือน Death in Venice หรอกนะครับ คนละฟีลกันเลย)

หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ผมก็กลับมานั่งคิดกับตัวเองว่า มีคนมากมายที่ต้อง เสียสละ เพื่อ อิสรภาพ ของตนเอง และไอ้การที่สามารถใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการมันล่ำค่าขนาดไหน บางทีผมก็อาจจะไม่เคยเห็นคุณค่าของมันเลยก็ได้ ตราบใดที่ผมยังไม่ถูกแย่งอิสรภาพไปอย่างแท้จริงเหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนไอริช

บางทีตอนนี้อิสรภาพส่วนหนึ่งของผมอาจจะถูกแย่งไปแล้วก็ได้....
บางทีผมอาจจะคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้กับประเทศของผม ผมแค่บอกตัวเองให้ยอมรับว่ามันเป็นสิ่งที่ยังไงก็เกิดขึ้น ผมก็เลยไม่รู้สึกเลยสักนิดว่าสายลมเบาๆ ที่ผมมองไม่เห็นกำลังแย่งอิสรภาพของผมไปแล้ว...

อ่าว.. แล้วไง..วกมาเรื่องการเมืองได้วะ..

ข้อมูลจำเพาะ

The Wind That Shakes The Barley

ออกฉายในอังกฤษและไอร์แลนด์ ปี 2006
Rated - UK 15
กำกับโดย - Ken Loach
นำแสดงโดย - Cilllan Murphy, Liam Cunningham, Padraic Delaney
Shining Stars?
êêêê

ส่งท้าย...พูดถึง Cillian Murphy.. อยากดู Breakfast on Pluto ... มันภาคเสริมของ Velvet Goldmineชัดเลยนี่นา หุๆ

ส่งท้ายสุดท้ายจริงๆ พี่ Cillian.. ไปทำตัวให้ K บ้างเถอะ... หุ่นแห้งหน้าใสกว่านางเอกอีก...

V For Vendetta ปี 1984 ที่กลับมา

posted on 22 Mar 2006 20:02 by bosie  in Film

Political language - and with variations this is true of all political parties, from Conservatives to Anarchists - is designed to make lies sound truthful and murder respectable, and to give an appearance of solidity to pure wind.

- George Orwell

ภาษาการเมือง ไม่ว่าจะถูกประกาศโดยพรรคการเมืองไหน จะอนุรักษ์นิยมหรืออนาธิปไตยก็ตาม ก็เป็นเครื่องมือที่ทำให้คำโกหกฟังน่าเชื่อถือ ทำให้การฆาตกรรมเป็นสิ่งที่น่านับถือ และสามารถปั้นน้ำเหลวๆ ให้กลายเป็นของแข็งได้

- จอร์จ ออร์เวล

วันนี่ไปดูหนังคนเดียวอีกแล้ว แบบว่ามันร้อนง่า เลยออกไปดูหนังซะงั้น ซึ่งหนังที่เลือกวันนี่ก็ช่างตรงกับสถานการณ์การเมืองบ้านเราตอนนี่เหลือเกิน แถมผมยังชอบนางเอกคือ นาตาลี พอร์ตแมน มากๆ อีกด้วย พอเห็นในงานประกาศผลรางวัลเมื่อต้นปีที่แล้วที่เธอเล่นโกนหัวซะโล้น เลยอยากดูหนังเรื่องนี่มากๆ พอเห็นตัวอย่างก็ โอ้ โลเคชั่นอยู่ในอังกฤษอีก ต้องดูซะหน่อยแล้ว



V For Vendetta กล่าวถึงโลกในปี 2020 เป็นโลกหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่ทุกคนตกอยู่ในความหวาดกลัว จากภัยโรคระบาด, การก่อการร้าย และสงคราม อดัม ซัทเลอร์ ผู้นำพรรคการเมืองที่สัญญาว่าจะทำให้ทุกๆ คน ในอังกฤษสามารถมีชีวิตได้อย่างปลอดภัยจึงได้รับการเลือกขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศทันที ซัทเลอร์ ปกครองประเทศในรูปแบบเผด็จการณ์ ใช้ความกลัวและการโฆษณาชวนเชื่อในการบริหารประเทศ พวกรักร่วมเพศ มุสลิม ไอริช และผู้มีความเห็นต่างกับเขาจะถูกจับยัด "ถุงดำ" และเอาไปฆ่าทิ้ง

คืนหนึ่ง อีวี่ย์ หญิงสาวธรรมดาที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดา ได้ออกจากบ้านในยามวิกาลเลยเวลาเคอร์ฟิลด์ เธอถูกตำรวจลับของรัฐบาลจับได้ และพวกเขาพยายามจะลวนลามเธอ แต่สุดท้าย บุรุษผู้ลึกลับใส่หน้ากาก เรียกตัวเองว่า "V" ก็ได้ช่วยเธอไว้ และให้เธอมาร่วมเป็นพยานในการประกาศการปฏิวัติที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย. ปี 2020 จนถึงหนึ่งปีให้หลัง



ดูจบ อยากบอก ว่า โคดชอบ จะบอกว่าเพราะมันตรงกับสถานการณ์บ้านเราตอนนี่ก็คงจะใช่ เวลาผมดูทีวี หรือ ผมอ่านข่าวจาก นสพ. ผมก็นั่งนึกเหมือนเด็กน้อยที่อยู่ในเรื่องว่า มันจริงหรือเปล่า หรือสามารถพูดออกมาได้เลยว่า ไอ้ที่พูดๆ อยู่มันโกหกชัดๆ บางทีที่ประกาศอยู่ว่าประชาธิปไตยมันก็แค่เปลือกนอก แล้วเสรีภาพที่แท้จริงอยู่ที่ไหนล่ะ? ตอบลำบากนะครับ เพราะธรรมชาติของมนุษย์ก็เกิดมาไม่เท่ากันแต่เกิดแล้วล่ะ

ที่ผมชอบมากๆ คือ คาแรคเตอร์ของ วี ที่ออกเป็นจะเป็นฮีโร่โหดๆ ปืนเปินไม่ใช่ จ้วงมีดอย่างเดียว พูดจาไม่รู้เรื่อง ดูเป็นอุดมคติ คิดอะไรการใหญ่ที่อยู่ในอุดมการณ์อันสุดขั้วของตัวเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไอ้ความสุดขั้วนี่แหละ นำมาสู่แผนการปฏิวัติสุดฉลาด ที่สามารถทำให้ผู้ชมทึ่งได้ว่ามันคิดของมันยังไง ผมว่าเขาไม่ใช่คนที่ดีเริ่ด เปอร์เฟ็คเหมือน ซุปเปอร์แมน เขามีความต้องการส่วนตัวโดยที่ไม่สนว่าจะต้องไปฆ่าใครหรือทำร้ายใครหรือเปล่า เป็นคนที่มีด้านมืดคล้ายๆ แบทแมนเลยล่ะครับ (สังเกตมาหลายทีแล้วว่าฮีโร่ของ D.C. จะมืดกว่ามาร์เวลมากๆ)

การดำเนินเรื่อง มันก็ไม่ได้เร็วอะไร แต่ว่ามันชอบมีอะไรที่ "ต้องกลับไปคิดเอง" บ่อยครั้ง หรือต้องทำความเข้าใจเหมือนเราเป็นคนในยุคนั่น หรือเข้าใจประวัติศาสตร์ของอังกฤษในช่วงเวลานั่นเอง จึงทำให้คนเกิดอาการ "หลุด" บ่อยมากๆ เหมือนกับว่าตามเรื่องไม่ถูก แล้วก็พาลทำให้ดูไม่รู้เรื่องไปซะทั้งเรื่องแถมการกระทำบางอย่างของวีหนังก็ไม่ได้อธิบายมากว่า เขาทำไปเพื่ออะไร แล้วมันได้อะไรขึ้นมา (เช่นตอนหลังที่เฉลยว่าอีวี่ย์เข้าคุกไปเพราะอะไร ดูแล้วแอบงง)

ข้อด้อยมากของหนังเรื่องนี่ คือ เรื่องที่มาที่ไปของวี ก็จริงอยู่ที่หนังได้บอกว่าวีเป็นใคร แต่ว่า แล้วจากนั่นล่ะ? ทำไมวีถึงได้เปอร์เฟ็คเก่งพระเจ้ายิงไม่เข้าฟันไม่ตาย วางระเบิดได้สุดยอดกว่าตาลีบัน "ขนาดนั่น" คือว่ามันก็เป็นหนังอ่ะนะครับ แต่ว่าถ้าดูจากบรรยากาศของเรื่องที่ค่อนข้างสมจริงมากๆ ตัวของวีเองก็เหมือนจะเป็นความขัดแย้งอย่างใหญ่ของเรื่องเลยครับ

ช่วงๆ แรกของหนังจะเป็นการปูพรมไปให้คนดูเข้าใจเรื่องราววงจรอุบาทว์ของรัฐบาลซัทเลอร์ทีละเล็กทีละน้อย ทีเด็ดจริงๆ ของเรื่องคือฉากจบสุดยอดที่ทำได้ดีมากๆ แล้วผมว่าเป็นฉากจบที่เท่มากๆเป็นฉากจบที่ทำให้ผมขนลุกได้ล่ะครับ เยี่ยมมาก ชอบเพลงประกอบของฉากจบที่เข้ากับเรื่องได้สุดยอด




หลายคนคงจะงงว่า ที่จั่วหัวหนังเรื่องนี่ไว้ว่า "ปี 1984 ที่กลับมา" ว่าหมายความว่าไง พูดจริงๆ นะครับ ดูหนังเรื่องนี่แล้วอดนึกถึงหนังสือเรื่อง 1984 ของ George Orwell ขึ้นมาไม่ได้ เพราะว่าทั้งสองเรื่องนี่มีอะไรที่เหมือนกัน แล้วเลยได้ยินว่าหนังสือการ์ตูน V For Vendetta ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายเรื่องนี่เหมือนกัน เพราะเป็นเรื่องของอังกฤษที่ถูกปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการและใช้ความหวาดกลัวในการปกครองผู้คน ที่แตกต่างก็คือ วีไม่ได้บอกความโหดร้ายแบบสุดขั้วเหมือน 1984 ดังนั่น ถ้าใครชอบหนังสือเรื่องนี่ ก็ควรดู V For Vendetta หรือชอบหนังเรื่องนี่ก็ควรหา 1984 มาอ่านครับ

รีวิว 1984 โดยข้าพเจ้าเอง -
http://bosie.exteen.com/20051020/book-review-1984

ดูเรื่องนี่ทำให้ผมคิดได้ว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะเฮงซวย จะเห้ เท่าไหร่ก็ตาม คนที่ล่มล้างมันได้ อย่างที่วีบอกไว้ว่า "ประชาชนไม่ควรหวาดกลัวรัฐบาล แต่รัฐบาลจะต้องหวาดกลัวประชาชน"


เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
คนไทยธรรมด๊า ธรรมดา คนนึง อย่างผม คงไม่รู้ว่าวันที่ 5 พ.ย. เป็นวันอะไรกันแน่ เลยหาข้อมูลมาให้อ่านกันครับ

เมื่อปี 1605 ในอังกฤษ มาแล้วมีคนๆ หนึ่งชื่อว่า Guy Fawkes เขาเป็นหัวโจกรวบรวมสมัครพรรคพวกในการวางแผนที่จะระเบิดรัฐสภาในขณะที่กษัตริย์เสด็จไปประกอบราชพิธีที่นั่น โชคดีที่ยามได้ตรวจพบถังเก็บดินปืนที่พวกเขาเอาไปซ่อนไว้ในชั้นใต้ดินเสียก่อน แผนการของเขาก็เลยล้มเหลว แม้กระทั่งเดี๋ยวนี้ Guy Fawkes Night หรือที่รู้จักกันในชื่อของ Bonfire Night วันที่ ๕ พฤศจิกายน ของทุกปีใน UK จะมีการเฉลิมฉลองเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น กลอนของประเพณีนี้จะขึ้นต้นด้วย

"Remember, remember, the 5th of November
Gunpowder, treason and plot;
I know of no reason, why the gunpowder treason
Should ever be forgot."

จุดเด่นของ Guy Fawkes Night ก็คือการก่อกองไฟเผาหุ่นของ Guy Fawkes แล้วก็จะมีการจุดดอกไม้ไฟด้วย ดอกไม้ไฟนั้นจะมีแบบต่างๆ กันและมีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน อย่าง Catherine Wheel sparklers, rocket และอื่นๆ บางคนจะฉลองกันภายในสวนหน้าบ้าน บางคนก็จะไปฉลองตามสวนสาธารณะ หรือสถานที่สาธารณะต่างๆ บางครั้งพวกเด็กๆก็จะนั่งกันตามถนนพร้อมกับหุ่น Guy Fawkes แล้วก็จะขอเงินจากผู้ที่เดินผ่านไปมา โดยจะพูดว่า A penny for the Guy ส่วนอาหารตามประเพณี Guy Fawkes Night ก็จะมีพวกขนมเค้กที่เหนียวนุ่มที่เรียกกันว่า parkin และ treacle toffee.


(รูป Guy Fawkes ครับผม)

ที่มา http://www.bkkonline.com/everyday/22-nov-47.shtml, http://en.wikipedia.org/wiki/Guy_Fawkes

ในเรื่องมีการกล่าวถึง Guy Fawkes มากมาย แถมวียังใส่หน้าการของท่านคนนี่อีกด้วย เพราะว่าจุดประสงค์ของทั้งวีและของ Guy Fawkes เหมือนกันคือการถล่มรัฐสภาทิ้งซะ แต่ Guy Fawkes ทำไม่สำเร็จ วีเลยมาสานต่อ โดนส่วนตัวแล้วผมคิดว่าการทำลายรัฐสภาอาจเป็นการทำลายสัญลักษณ์อะไรบางอย่างลงก็ได้ รัฐสภาอาจะเป็นสถานที่ที่ประชาชนคาดหวังว่าจะเป็นที่ประชุมของตัวแทนประชาชน แต่ความจริงแล้วมันก็เต็มไปด้วยวงจรอุบาทว์ที่ไม่มีความเป็นเสรีเลยแม้แต่นิดเดียว ที่พูดนี้ก็ไม่ได้อยากให้ม๊อบผ้าเหลืองไปบอร์มรัฐสภาทิ้งแบบวี นะครับ ^ ^''

ข้อมูลจำเพาะ

V For Vendetta
ออกฉายในอเมริกา ปี 2006
Rated -R (จากความรุนแรงและภาษา)
กำกับโดย - James McTeigue
นำแสดงโดย - Natalie Portman, Hugo Weaving
Shining Stars?êêêê

คำเตือน* ถึงหนังเรื่องนี่จะสร้างมาจากการ์ตูน แต่มันก็เป็นการ์ตูนจากค่าย Vertigo ของ D.C. Comic เจ้าของเดียวกับ Hellblazer (Constantine) และ The Punisher ผู้ใหญ่ที่ดี ไม่ควรพาเด็กไปชมด้วยประการทั้งปวง

note* ช่วงนี่มีหนังที่สร้างมาจากการ์ตูนเยอะแยะมากมาย ผมกำลังรออยู่ว่าเมื่อไรจะถึงคิว Sandman ซะที อย่างเห็นว่าใครจะเป็นเป็นพี่Death กับน้อง Dream และหนู Delirium อีกอย่าง X-Men ภาคหนังเมื่อไรจะมีแกมบิทวสักที .. เป็นมนุษย์พันธุ์เอ็กซ์ที่ชอบที่สุดแล้วง่ะ ฮือๆๆ

Recommend

free counters